LOGIN“พระราชโองการนี้...ช่างประหลาดนัก”
คำพูดของอวี้ซินเฉือนผ่านความเงียบอย่างเฉียบคม ทุกสายตาเงยขึ้นแทบพร้อมกัน เหมือนถูกแรงบางอย่างดึงไว้
“ฝ่าบาทจะพระราชทานสมรสให้ข้าที่ชื่อเสียงเสื่อมเสีย ทั้งที่หากจะให้สองตระกูลเชื่อมสัมพันธ์กันไว้อย่างที่ว่าก็มีน้องสามที่หมั้นหมายกับคุณชายใหญ่อี้เหวินอยู่แล้วไม่ใช่หรือ อีกทั้งข้าก็ยังเป็นคนตระกูลเดียวกัน เหตุใดต้องให้ข้าแต่งอีก การให้ตระกูลไป๋รับสะใภ้จากตระกูลหลินถึงสองคน...ไม่ชวนให้สงสัยอย่างนั้นหรือ?”
น้ำเสียงของนางนิ่งราวน้ำในบ่อลึก แต่แรงสะท้อนกลับหนักพอจะทำให้คนฟังหายใจติดขัด
อนุฮวาเสียนที่ขวัญอ่อนจากการเห็นดาบทาบคอเมื่อครู่สีหน้าเปลี่ยนวูบก่อนโพล่งเสียงสูงอย่างอดไม่อยู่ทันใด
“คุณหนูรองช่างกล้าสงสัยและลบหลู่ราชโองการเช่นนี้หรือ! พูดสามหาวถึงเพียงนั้นได้อย่างไรจะให้ตระกูลเราตายตกไปตามเจ้าหรือ!”
อวี้เซียนปรายตามองช้า ๆ แววตาเย็นจนคนถูกมองหดคอถอยล่นไม่กล้าดังเดิม
“ข้าเพียงสังสัยเท่านั้น หากไม่คิดอันใดเลยตระกูลหลินมีหรือจะรอดชะ--”
“เงียบ!” หลินเจิ้งหาวตวาดเขาลุกขึ้นยืนหันหลังให้กับอวี้เซียน “จวนหลินจะไม่ขัดราชโองการ!”
อวี้เซียนพ่นลมหายใจอย่างระอา “ท่านพ่อไม่สงสัยเลยหรือ ว่าทำไมฝ่าบาทถึงเลือกข้า ทั้งที่ชื่อของข้ายังเหม็นหืนไปทั่วเมืองเช่นนี้”
เสียงฟ้าร้องครืนมาแต่ไกล กลบเสียงหัวใจของผู้คนที่เต้นไม่เป็นจังหวะกับคำพูดที่ชวนให้หัวขาด
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใด!” หลินเจิ้งหาวฝืนข่มโทสะ เส้นเลือดที่ขมับเต้นชัด “ฝ่าบาททรงเมตตาข้าอย่างไรเล่า! ทรงเล็งเห็นคุณค่าของตระกูลหลินต่างหากไม่ใช่เมตตาเจ้า วันนี้ข้าเพิ่งเข้าวังหลวงไปรับตำแหน่งใหม่ เจ้าต่างหากที่ยังไม่เข้าใจการเมือง”
อ้อ ท่าทีปกป้องไม่รับฟังอะไรของเจิ้งหาวที่แท้มาจากการที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นสด ๆ ร้อน ๆ นี่เอง นั่นยิ่งทำให้คนมองข้างนอกอย่างอวี้เซียนขมวดคิ้วมุ่นไปกันใหญ่
และไม่เพียงแค่นางที่คิดเช่นนั้น หลินเจิ้งหลิงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ขมวดคิ้วแน่นมาตลอด แววตาเขาเริ่มลังเล บางอย่างในถ้อยคำของน้องสาวสะกิดใจเขาเพียงแต่ยามสบตากับบิดาเขาก็กลืนคำไว้ ปล่อยให้ความคิดนั้นเงียบหายไปกับเสียงฝนแทน
ฮูหยินเอกเหมยอันหนิงลุกขึ้นยืนหันมาเผชิญหน้ากับนางแทนผู้เป็นสามีอย่างรู้หน้าที่
“อวี้เซียน วันนี้เจ้าทำตัวไร้มารยาทยิ่งนัก ข้าว่าไม่ข้าหรือใครก็คงยากจะสั่งสอนสตรีเช่นเจ้าได้...” น้ำเสียงนุ่มแต่เย็นเฉียบ “คืนนี้จงไปสำนึกผิดที่ศาลบรรพชน ห้ามออกมาจนกว่าจะถึงรุ่งสาง!”
อวี้เซียนไม่เอ่ยโต้เถียงใดใดอีกแล้ว สิ่งที่นางพูดได้ก็พูดไปแล้วในเมื่อไม่เห็นความสำคัญก็คงได้แต่ปล่อยให้ชีวิตเป็นคนสอน...
บ่าวสองคนรีบเข้ามาจับแขนไว้ อวี้เซียนไม่ขัดขืนแต่ก็ไม่ยอมให้จับกุม นางลุกขึ้นเองและก้าวออกจากเรือนรับรองมุ่งสู่ศาลบรรพชนยามที่ท้องฟ้ามืดมิดไร้แม้แต่หมู่ดาว
สายฝนโปรยเบา ๆ ต่อเนื่องมาจนถึงยามค่ำ กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นไม้เก่าจาง ๆ ลอยปะทะปลายจมูกเมื่ออวี้เซียนถูกพามาถึงหน้าศาลบรรพชน
บ่าวสองคนที่คุมมาก้มหน้าตลอดทาง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตานาง เมื่อถึงประตูไม้เก่า พวกนางรีบเปิดออกแล้วเร่งเสียงแผ่ว
“คุณหนูรอง โปรดคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าบรรพชนเถิดเจ้าค่ะอย่าให้ต้องใช้กำลังเลย”
อวี้เซียนก้าวเข้าไป ภายในศาลมีเปลวเทียนส่องสว่างริบหรี่บนแท่นบูชายามเปิดประตูก็สั่นไหวตามแรงลม ทำให้เงาร่างของนางทอดยาวบนพื้นไม้เย็นเฉียบดูราวกับมีชีวิต บ่าวสองคนที่ตามเข้ามาก็ขนหัวลุกกลัวว่าภายในจะมีบางอย่างนอกจากพวกนาง
อวี้เซียนคุกเข่าลงช้า ๆ เสียงชุดของนางถูพื้นไม้ดังแผ่ว ๆ ความเย็นจากพื้นแผ่ซึมผ่านผิวจนชา
“เห็นหรือยัง ข้าทำตามแล้ว ...พวกเจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าอยู่ในศาลบรรพชนผู้เดียวกระมัง นั่งลงสิ”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบหันมองสองบ่าวราวรอให้พวกนางทำตามสั่ง ทว่าบ่าวทั้งสองหน้าเสียทันใด เหลือบมองกันอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนรีบคำนับแล้วถอยหลังราวกลัวใครมาจับไว้
“คุณหนูโปรดอยู่ให้ครบคืนเจ้าค่ะ พวกบ่าวจะอยู่เฝ้าอด้านนอก!”
สิ้นคำ พวกนางแทบจะวิ่งออกจากห้อง ประตูไม้ปิดลงพร้อมเสียง ปัง! ทิ้งให้อวี้เซียนอยู่ท่ามกลางความเงียบเพียงผู้เดียว
กลิ่นธูปจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งถ้วนทั่ว นางค่อย ๆ ลุกขึ้น เข่าชาและปวดร้าวจนแทบขยับไม่ได้
“เจ็บเข่าชะมัด...” เสียงนั้นหลุดออกมาเบาราวกับลมพัด
นางมองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยของไหว้ผลไม้แห้ง ถั่วอบ และขนมงา เหลือจากพิธีไหว้บรรพบุรุษเมื่อตอนกลางวัน แสงเทียนสะท้อนผิวทองของถาดบูชาอย่างเยียบเย็น
“ข้าไม่ได้จะลบหลู่ท่านบรรพชนของอวี้เซียนหรอกนะ แค่หิวเท่านั้น”
นางยิ้มแหยก่อนหยิบขนมงามาชิ้นหนึ่ง เคี้ยวช้า ๆ เสียงกรอบดังเบา ๆ ในความเงียบ ความหอมของงาแตะปลายลิ้น ทำให้ความหิวคลายลงเพียงน้อย
“ต่อให้พูดด้วยเหตุผล คนที่หลับตาเชื่ออะไรง่ายกว่าจะไม่มีวันฟัง ข้าไม่เสียเวลาพูดดีกว่าปล่อยให้ตระกูลหลินล่มจมไปนั่นแหละ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาคล้ายเป็นเพียงลมหายใจ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยแววเย็นเฉียบ
ภาพเหตุการณ์ในห้องรับรองผุดขึ้นในหัว สายตาเย็นชาของบิดา รอยยิ้มไม่เข้าใจของเหล่าพี่น้อง และความผิดในอดีตที่กดหัวนางให้จมต่ำกว่าทุกคน
“กลัวเสียชื่อ...มากกว่าชีวิตอีกสินะ”
อวี้เซียนเดินไปหยุดที่หน้าต่าง เงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มสว่างวาบเป็นครั้งคราวจากฟ้าแลบ ละอองฝนยังตกโปรยคล้ายม่านบาง ๆ ที่กั้นระหว่างโลกภายในศาลกับโลกภายนอก
หากไม่อาจเปลี่ยนความคิดของตระกูลหลินได้ก็ต้องหาทางออกอื่น ต้องหาผู้ที่มีแรงผลักคิดที่ต่อต้านเช่นเดียวกับนาง
จะใครอีกเล่าที่จะไม่ต้องการการแต่งงานนี้ไปกว่านางหากไม่ใช่
“เจี้ยนหง...”
อวี้เซียนเอนกายพิงกรอบหน้าต่าง หลับตาอย่างครุ่นคิด ลมหายใจยาวช้าเหมือนกำลังเรียบเรียงแผนในหัว นางจะติดต่อว่าที่สามีอย่างไรดีกันนะ ชายผู้นั้น...ในนิยายเดิมคือพระรองผู้ภักดีต่อนางเอกในนิยาย รักจนยอมแลกทุกอย่างให้ฝ่ายนั้นได้อยู่รอด เพราะรักมากจึงยอมให้อวี้เยี่ยนไปกับคนที่นางรักอย่างพี่ชายของเขาเอง
ทว่าเวลาในตอนนี้นิยายจบไปแล้วพระรองเช่นเขา...คงกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดในจวนตระกูลไป๋ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่
อวี้เซียนลืมตาขึ้นช้า ๆ รอยยิ้มบางเฉียบผุดขึ้นมุมปาก
พระรองที่คอยปกป้องจากนางร้ายคงเกลียดนางน่าดู ทว่าก็ต้องลองเดิมพันเสียหน่อยนั่นแหละ
แสงเทียนวูบไหวอีกครั้ง เงาบนผนังโยกไหวราวกับหัวเราะเยาะโชคชะตา คืนนี้...จวนหลินคงคิดว่านางกำลังสำนึกผิดอยู่ในศาล แต่ในความจริง นางกำลังเริ่มเดินหมากแรกของตนเองต่างหาก...
บทพิเศษ 3สายลมหนาวพัดแทรกกลิ่นดินเข้าสู่โพรงจมูก หลินเจิ้งหลิงขยับปกเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พลางก้าวผ่านตลาดชายแดนที่อึกทึกด้วยเสียงเรียกลูกค้าและเสียงตีเหล็กจากช่างตีดาบ กลิ่นขนมอบและควันไม้ลอยคลุ้ง เขาเดินช้า ๆ เหมือนคนไม่รู้จุดหมาย“ใต้เท้าหลิน ช่วงนี้ดูซูบไปมากนะขอรับ” สหายข้างกายเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเจิ้งหลิงยกมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มแผ่วจนแทบมองไม่เห็น “อาหารที่นี่มันยังไม่คุ้นปาก...ข้ากำลังปรับตัวน่ะ” เสียงของเขาแห้งไร้อารมณ์เหมือนคนพูดกับลมขณะสายตาเหม่อลอยผ่านผู้คน กลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในหมู่ฝูงชน หญิงสาวในชุดผ้าสีอ่อนกำลังเลือกผลไม้ ท่วงท่าเรียบง่ายนั้นกลับแทงเข้ามาในหัวใจ การเอียงหน้าฟังพ่อค้าด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดยามสาย... คล้ายเหลือเกินกับใครบางคนที่เขาเฝ้าคะนึงถึงทุกค่ำคืน“อวี้เซียน...” เสียงนั้นหลุดจากปากโดยไม่รู้ตัวขาเขาเริ่มขยับก่อนสมองจะสั่ง วิ่งฝ่าเสียงผู้คนที่บ่นด่าตามหลังไป มือเหยียดออกตรงหน้า ราวกับระยะเพียงแค่คืบจะกลายเป็นคำขอโทษที่รอมานาน แต่เมื่อหญิงสาวหันกลับมา ใบหน้านั้นไม่ใช่เพียงวินาทีนั้น อากาศรอบตัวเหมือนหยุดไหล เขาถอนมือช้า ๆ ปลา
บทพิเศษ 2 ncมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาเริ่มขยับเบา ๆ นิ้วเรียวลากไล้วนอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับกำลังวาดลวดลายลงบนเนื้อผ้าสีเข้มที่ขวางกั้นความร้อนใต้ผิวกายเจี้ยนหงสะดุ้งทุกคราทุกจุดที่นางแตะผ่าน...อวี้เซียนเลิกคิ้วมองเขา ขณะมือข้างหนึ่งเลื่อนไปที่สายคาดเอวของเขา ช้า ๆ และคลายมันออกเจี้ยนหงปรายตามองการกระทำนั้น ไม่เอ่ยห้ามหรือขยับตัวหลบ ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาแฝงเงาร้อน ลึกล้ำและหนักกว่าเสียงหอบหายใจยามนี้เสียอีก“เจ้ามีอารมณ์เร็วเกินไปนะข้ายังไม่ทันทำอันใดเลย”นางกระซิบหลังปลดสายคาดเอวของเขาออกหมด เขาตอบสนองนางเพียงยกมือขึ้น ลูบเบา ๆ ตรงบั้นเอวนาง ไล้นิ้วไปมาอย่างซุกซนจนเจ้าของร่างขนลุกวาบอวี้เซียนหยุดมือกดนิ้วลงเบา ๆ บนอกเขา “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้ ข้าบอกแล้วนี่ว่าข้าง้อเจ้าเอง...”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ยอมว่านอนสอนง่าย นอนนิ่งตามคำขอ ปล่อยให้นางควบคุมทุกจังหวะอวี้เซียนโน้มตัวลง ริมฝีปากแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนช้า ๆ มาหยุดที่ปลายคาง ก่อนถอนหายใจแผ่ว “เราห่างเรื่องพวกนี้กันนานแค่ไหนแล้วนะ…”เขาไม่ได้ตอบอะไรแต่กลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบยามนึกถึงคืนคราสุดท้ายก็ตอนที่เขาถูกพิษกำหนัดเข้าค
บทพิเศษ 1แสงยามบ่ายอ่อนรินจากฟ้าเหนือเมืองเล็ก กลิ่นชาและเสียงคนหัวเราะจากโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งกำจายอยู่ในอากาศ อวี้เซียนในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม คาดผ้าสีครามที่หน้าผาก ผมมัดรวบสูงอย่างเรียบง่าย ดวงหน้าละอ่อนนั้นดูสะอาดสะอ้านจนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเหลียวมองสองครั้งนางวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ข้างประตู เจี้ยนหงเดินไปต่อรองราคากับเถ้าแก่ด้านหน้า ส่วนตนก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบาย“คุณชายเดินทางมาคนเดียวหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ชายหนุ่มในชุดดำพกกระบี่พาดบ่า รอยยิ้มของเขาดูเจนประสงการณ์แต่ก็ไม่ถึงกับหยาบคาย “หน้าตาอย่างท่าน...จะว่าเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นมือสังหารก็ยังดูอ่อนโยนไป จะบอกว่าเป็นชาวยุทธภพก็ดูมือใหม่นัก”อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสะท้อนแสงแดดลอดหน้าต่าง “ข้าเป็นชาวยุทธนั่นล่ะ ข้าเพิ่งรู้นะว่าชาวยุทธมีใหม่มีเก่าด้วย”“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่เจ้าดูสะอาดสะอ้านเกินไปก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วรินชาใส่ถ้วยอีกใบเลื่อนไปให้นางอย่างเป็นมิตร “เดินทางเดียวดายมิควรยิ่ง มิสู้ร่วมทางกับข้า--”นางรับถ้วยมารีบตัดบททันใด “แน่นอนว่าข้ามีสหายร่วมทาง”คำตอบยังไม่ทันจบดี เสียงก้
บทส่งท้ายโรงเตี๊ยมกลางเมืองยังพลุกพล่านเช่นทุกวัน กลิ่นเหล้าและควันกำยานหอมคลุ้งเหนือศีรษะ เสียงถ้วยกระทบโต๊ะสลับเสียงหัวเราะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น มีบทสนทนาหนึ่งที่ค่อย ๆ ดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างให้เงียบลงฟัง“ได้ยินหรือยัง...เรื่องคุณหนูรองตระกูลหลินนั่นน่ะ”ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าเอนตัวกระซิบกับสหาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคันปากอยากคุย“ใครจะไม่รู้เล่า” อีกคนตอบ พลางเทเหล้าลงจอก เสียงเหลวใสไหลกระทบขอบถ้วยเบา ๆ “นางที่แทงอกตายกลางงานวันเกิดไทเฮาใช่ไหม ข้าอยู่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน”หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ หันมาปรายตาพูดอย่างอคติ “ถึงอย่างไรก็เป็นการลบหลู่เบื้องสูง วันสำคัญของไทเฮาแท้ ๆ ใครทำแบบนั้น...สมควรแล้วที่จะตายไป”ชายหนุ่มในชุดคุณชายอีกโต๊ะหนึ่งหัวเราะแผ่วก่อนเอ่ยค้าน“แต่ก็มีคนพูดนะว่านางทำไปทั้งหมดเพียงอยากพิสูจน์ความจริง ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า...บางทีสิ่งที่นางทำอาจน่ายกย่องเทียบเท่าทหารไปออกศึกก็ได้”โต๊ะรอบ ๆ เงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกระซิบเริ่มไหลวนอีกครั้ง“ว่าแต่คุณชายรองตระกูลไป๋...เขาถูกปลดจากสำนักตรวจการจริงหรือ?”“ปลดอะไร ข้าได้
บทที่ 24 ขอใช้ชีวิตพิสูจน์ความจริง อากาศในลานหนักอึ้งทันใด ฮ่องเต้ที่เงียบและไร้ความสนใจมาตลอดงานกลับมานั่งตัวตรง สายพระเนตรของพระองค์เป็นเงามืดที่เคลื่อนช้าราวคลื่นน้ำลึก น้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก จากเรื่องราวของความอยุติธรรมของนกตัวหนึ่งไฉนกลายเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของสำนักตรวจการในตำนานไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเสียได้ นางเปิดเผยความจริงว่าบัดนี้ฮ่องเต้แคว้นกำลังฟื้นคืนสำนักตรวจการในอำนาจมาเพื่อควบคุมเหล่าขุนนาง นั่นเท่ากับว่าอวี้เซียนปิดทางมีชีวิตของตนเองแล้วเช่นกัน อวี้เซียนก้มศีรษะช้า ๆ ดวงตาเงียบสงบราวกับว่านางไม่ได้กำลังลบหลู่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในแคว้นอยู่ “และแล้วนกน้อยตัวนั้นก็ตายลงท่ามกลางความอยุติธรรม... นี่คือเรื่องของนกน้อยตัวหนึ่งเพคะไทเฮา” คำพูดจบนานแล้วแต่หลายคนเหมือนยังอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ออกมา เรื่องราวของนกตัวนั้นเข้าไปแตะหัวใจของนางอย่างตั้งใจ เพราะชีวิตนางกำนัลต่ำต้อนก็ถูกอำนาจกดข่มเช่นกันเพียงแต่นางมีจุดจบคือผู้ชนะเท่านั้น ลานพิธีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงสรวลกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจสะท้อนกลับจากผนังหินเย็น ไทเฮาเอนพระวรกายไปข้างหน้า พระเนตรคม
บทที่ 23เรื่องราวของนกตัวหนึ่งเสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีดังก้องกังวานทั่วลาน พระราชวังใหญ่แต่งแต้มด้วยแพรผ้าและโคมแดงอ่อนแสดงความเป็นสิริมงคลอวี้เซียนเดินเคียงไป๋เจี้ยนหง ก้าวเท้าอย่างสงบ พื้นหินเย็นเฉียบสะท้อนเสียงส้นรองเท้ากระทบดังแผ่วในโถงกว้าง นางไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า อารมณ์ในใจนิ่งเรียบเหมือนผืนน้ำที่ไม่อาจมองเห็นความลึกขณะผ่านคนคุ้นเคยจากตระกูลหลินเสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้ากล้าทักทายข้าได้คงไม่สำนึกเรื่องที่เจ้าทำลายอนาคตของน้องสาวเจ้าสินะ”อวี้เซียนหันไปพบสายตาแข็งกร้าวของหลินเจิ้งหาว ดวงหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย “บิดาก็เช่นกัน ยังรักษาหน้าได้ดีไม่น้อย ตอนข้าท่านก็ตัดได้อย่างง่ายดาย พอเป็นน้องสี่ก็ถูกท่านจับแต่งไปเป็นนางบำเรอเพื่อความก้าวหน้าท่านอีก ช่างใจกล้าไม่เปลี่ยน...”อีกฝ่ายชักสีหน้าทันใด “เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ!?”เจี้ยนหงที่ยืนข้าง ๆ ขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดเพราะถูกอวี้เซียนรั้งไว้ ก่อนนางจากไปก็ไม่ลืมอวยพร“ขอให้ตระกูลหลินรุ่งเรืองดังปณิธานท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ”นางเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับ รอยยิ้มจางไปกับเสียงฝีเท้าในลาน บิดาที่เคยยืนตระหง่านในสายตาเด็กหญิง...บัดนี้เหลือเพียงเศษเ







