LOGINยามเย็นในชนบทห่างไกล แสงอาทิตย์อ่อนแรงทอดยาวเหนือทุ่งนาเขียวขจี เสียงจักจั่นดังประสานกับสายลมที่พัดผ่านความเงียบสงบ บ้านเรือนไม้หลังเล็กๆ ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ฝูงนกบินกลับรังในท้องฟ้าที่กำลังโพล้เพล้ ขอบฟ้าแต่งแต้มด้วยสีส้มทองและม่วงอ่อน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบ
“อืม บรรยากาศดีจัง ~” วิระชัย พงษ์พิสิฐ ชายหนุ่มร่างโปร่ง ใบหน้าละมุนราวภาพวาดที่ถูกถ่ายทอดมาจากบิดา ผิวของเขาขาวอมชมพูเปล่งประกายเมื่อกระทบแสงสุดท้ายของวัน เขายกมือปลดแว่นกันแดดออก เผยดวงตาลุ่มลึกที่สะท้อนความอบอุ่นของทิวทัศน์โดยรอบ การปรากฏตัวของเขาเพียงชั่วครู่ก็ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านบนถนนดินสายเล็กๆ นี้ ต่างหันมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ราวกับเขาคือบทกวีที่ก้าวเดินออกมาจากหน้ากระดาษของนิยายคลาสสิกในค่ำย่ำสนธยาแห่งนี้ “บรรยากาศยามเย็นในเขตชนบทแบบนี้ ดีที่สุดเลย” ชายหนุ่มกล่าว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างชื่นชม “เฮ้! ระวัง!!” เขารีบปิดประตูรถของตัวเองในทันที และวิ่งไปยังหญิงวัยกลางคนที่เดินมาล้มอยู่กลางถนน “ขอโทษครับ” เขาวิ่งไปหยุดรถที่กำลังวิ่งมาเพื่อไม่ให้พวกเขาเผลอชนผู้หญิงคนนั้น “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” วิระชัยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ช่วยหน่อย...ฉันหายใจไม่ออกค่ะ!” สถานีอนามัย “เป็นยังไงบ้างครับ คุณโอเคแล้วหรือยัง?” ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาหญิงแก่ที่เขาช่วยพามาส่งที่นี่ หญิงคนดังกล่าวที่กำลังเงยหน้ามองเพดานด้วยสีหน้างุนงง ค่อยๆ หันมามองหน้าเขา “อ้อ คุณนี่เอง” เธอกล่าวพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณเขาด้วยท่าทีซาบซึ้ง “อะ! ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับ” วิระชัยรีบยกมือห้าม “แต่ฉันอยากขอบคุณคุณ ถ้าคุณไม่เข้ามาช่วย ฉันคงถูกรถชนตายไปแล้ว” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่แฝงไปด้วยความเศร้า “ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วย” “อืม แต่คุณเหมือนไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม? เพราะฉันไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนเลย” หญิงแก่ถามด้วยความสงสัย วิระชัยก็ยิ้มอ่อนให้ “ใช่ครับ ผมเป็นคนในเมืองใหญ่ทางนู้น ผมแค่ขับรถออกมาหาแรงบันดาลใจในการทำงาน แล้ววันนี้ก็ขับเพลินมาไกลถึงที่นี่เลย” เขาตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ “แล้วคุณชื่ออะไรล่ะคะ?” เธอถามเขาด้วยความสนใจเหมือนดั่งว่าในหัวของเธอกำลังรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่ยังไม่มาถึง “อ้อ ผมลืมแนะนำตัวเลย เรียกผมว่า ‘นีวาย’ ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อย ทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น “แล้วคุณชื่อกมลใช่ไหมครับ? พอดีผมได้ยินหมอบอกว่าคุณมาซื้อยาที่นี่บ่อย แต่ไม่ยอมไปรักษากับหมอในเมือง” นีวายกล่าวถาม เพราะเขาได้พูดคุยกับหมอและรู้เรื่องราวของหญิงแก่มาพอสมควร เมื่อกมลได้ยินเช่นนั้น เธอก็หน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอ่อนออกมา “ใช่ค่ะ แต่จะให้ฉันไปตรวจในเมือง ฉันคงไม่ไปหรอกนะ เพราะสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ ต่อให้รักษายังไงก็ไม่พ้นต้องตายอยู่ดี” กมลเผยยิ้มให้กับคำพูดของตัวเอง เนื่องจากว่าเธอนั้นเป็นคนมีลางสังหรณ์ที่แม่นย้ำ เธอจึงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองกำลังจะจากไปเร็วๆ นี้ แต่คำพูดของเธอกลับทำให้นีวายรู้สึกสงสาร “แต่การรักษาจะช่วยยื้อชีวิตเราให้ได้อยู่กับคนที่เรารักได้นานขึ้นนะครับ” นีวายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จึงทำให้กมลฉุกคิด เธอมีสีหน้าเป็นกังวลในทันที “ถ้าคุณไม่มีเงินรักษา ผมรู้จักโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือคนยากจนฟรีนะ หากคุณอยากไป ผมจะพาคุณไป!” การรักษาฟรีนั้นไม่มีหรอก เขาก็แค่ถูกชะตาและสงสารจึงได้พูดไปแบบนั้น ส่วนการรักษาถ้าเธอตกลงไป เขาคงไปพูดกับบิดาได้ เพราะบิดาของเขาก็คงจะสงสารเธอเช่นกัน ในขณะที่ชายหนุ่มคิดกมลก็ยิ้มจางๆ ส่งให้ “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ เพราะฉันเองก็ไม่อยากอยู่เจ็บปวดทรมานบนโลกใบนี้อีกแล้ว ฉันพอแล้วกับชีวิตนี้” คำตอบของเธอทำให้นีวายรู้สึกเศร้าและหมดหนทางที่จะโน้มน้าวต่อไป “อืม...แล้วตอนนี้ คุณโอเคแล้วใช่ไหมครับ? เพราะหมอบอกว่าถ้าคุณตื่นก็สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ให้ผมช่วยโทรหาญาติของคุณให้ดีไหม...” “แม่!!” เสียงเรียกดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง ทำให้นีวายรีบหันไปมองตามเสียง ก่อนจะสบตากับเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีดวงตาเปล่งประกาย กลมโตดั่งลูกแก้ว เธอถักเปียสองข้างมองดูแล้วน่ารักซุกซน ร่างน้อยๆ นั่นยืนหลบอยู่หลังประตู ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาหาเพราะมั่นใจแล้วว่าคนบนเตียงนั้นคือมารดา ชายหนุ่มเมื่อเห็นหน้าหญิงสาวได้ชัดขึ้น เขาก็ถึงกับนิ่งไปชั่วครู่สายตาเอาแต่จ้องมองเธอไม่ละไปไหน “ แม่! แม่เป็นอะไร” เสียงของเธอเร่งร้อน ขณะที่สายตากวาดมองแม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนพยายามหาบาดแผลหรือสัญญาณผิดปกติ “ แก้มได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าแม่เป็นลมล้มอยู่ที่กลางถนน หมอได้ตรวจให้แม่ละเอียดหรือยังจ๊ะ แม่เป็นอะไรมากหรือเปล่า ช่วงนี้แม่ก็ดูสูบผอมลงด้วย !” เธอขยับเข้าใกล้คนบนเตียงจนแทบแนบชิด แววตาสะท้อนความหวาดหวั่นและกังวลอย่างถึงที่สุด ร่างเล็กดูสั่นไหวเหมือนใบไม้ในสายลมแรง ใจของเธอสั่นระรัวไม่ต่างจากคำพูดที่พรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วและไม่ปะติดปะต่อ กมลเห็นลูกเป็นแบบนั้นเธอก็รีบลุกนั่งอย่างรวดเร็ว เพื่อหวังจะอวดให้ลูกสาวเห็นว่าเธอไม่ได้เห็นอะไรมาก “ แม่ไม่ได้เป็นอะไร แม่แค่มึนหัวหน้ามืดเฉยๆ น่ะ เรากลับบ้านกันเถอะ” กมลที่ไม่อยากให้ลูกสาวเป็นกังวลใจ เธอจึงได้พูดโกหกออกมาอย่างเรียบเนียนผ่านสายตาของนีวายที่มองอยู่อย่างเข้าใจ และรู้สึกสงสารในเวลาเดียวกัน เด็กสาวตรงหน้าเขาคงจะยังไม่รู้ว่าแม่ป่วยหนัก เขาคิดพลางมองที่ใบหน้าอันมอมแมมแต่ก็ยังคงเห็นความน่ารักและงดงามของเธอ “ แล้วแม่เดินกลับไหวไหมจ๊ะ” คำถามจากเสียงแว่วหวานทำให้นีวายหลุดจากความคิด เขารีบเสนอตัว “ อะ! ให้ผมไปส่งพวกคุณที่บ้านนะครับ”วันหนึ่งที่รีสอร์ท มีวัยรุ่นสองคนกำลังจับกลุ่มคุยกัน “ มึง เด็กผู้หญิงที่เราเจอเมื่อตอนสายๆ นะ เธอเป็นใครกัน” ชายหัวทองพูดกับเพื่อนหัวดำของเขา “ ใครวะ” เพื่อนของชายหนุ่มก็ย้อนถามกลับ “ เอ้า ก็ผู้หญิงที่ใส่เสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ๆ กับขาเกงขากระบอกไง” “ อ๋อ คนที่ตัวขาวๆ ผิวเนียนๆ นะเหรอ” “ ใช่ โคตรถูกใจกูเลยว่ะ นี่ขนาดแต่งตัวมิดชิดยังเห็นว่าขาวเนียนขนาดนั้นนะ” ชายหัวทองพูดพลางเพ้อฝันไปไกล “ มึงอย่า” เพื่อนของเขาที่พึ่งนึกขึ้นได้จึงรีบปราม “ ทำไม!ห้ามกูทำไม หรือว่ามึงก็อยากได้หะ” “ จะบ้าเหรอ ผู้หญิงคนนั้นนะ เมียเจ้าของรีสอร์ทนะเว้ย” เพื่อนของเขาเอ่ยเสียงแผ่วพร้อมตบที่แขนชายหัวทองเบาๆ “ แล้วยังไงวะ บางทีน้องคนนั้นอาจจะอยากเปลี่ยนแนวมาชอบเจ้าของบริษัทส่งออกรถหรูแบบกูก็ได้นี่” นายหัวทองเอ่ยออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ “ หึ มึงอย่าได้คิด หยุดความคิดบ้าๆ ของมึงไว้เลยนะเว้ย มึงไม่รู้จัก อนาลา ศิลาหัตร์ทัยหรือไง คนที่ร้อยรุมหนึ่งเขาก็สามารถเอาชนะมาได้นะ” “ ห๊ะ ใช่คนเดียวกันเหรอวะ” “ ก็เอ้อนะสิ เขาว่ากันว่าคุณอนาลาเขาหวงเมียเข้ากระดูกเลยนะ ถ้ามึงยังอยากใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างสงบสุขละก็
ก๊อกๆ หลังจากไล่ลูกน้องกลับไปเจ้าไฟก็เดินมาเคาะที่ประตูห้องนอน ร้องเรียกเมียที่คิดว่าคงจะรออยู่ในห้อง “ เมียจ๋าอยู่ในห้องไหม พี่จะเข้าไปแล้วนะ” ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าระรื่น หวังจะเข้ามากอดมาสัมผัสเมียให้ชื่นใจ แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อไม่เห็นใครอยู่ในนั้น “ กีรติกร!!” เขาแผดเสียงเรียกชื่อเธอเสียดังลั่น “เมียจ๋าไปไหนแล้ว” ชายหนุ่มคิ้วขมวดยกมือขึ้นกุมขมับ เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอชอบออกไปข้างนอกโดยไม่บอกเขา “ ดื้อจริงๆ” เขาบ่นพลางสาวขาเดินลงบันได ก่อนขึ้นรถขับออกไปที่รีสอร์ท ณ เวลานั้นแก้มขวัญก็กำลังนั่งคุยเล่นอยู่กับโสนแถวโรงครัวของรีสอร์ท “ สวยปะแก้ม ต่อไปนี้ฉันคงจะได้กลับมาที่เกาะแค่เสาร์-อาทิตย์แล้วนะ เพราะฉันต้องไปเรียนแล้ว” โสนอวดโบรชัวร์ภาพมหาลัยให้กับแก้มขวัญได้ดู แก้มขวัญเห็นแบบนั้นเธอก็นึกดีใจกับเพื่อนด้วย “ ดีจังที่โสนมีโอกาสได้เรียน …” โสนจ้องหน้าแก้มขวัญเธอก็ดูออกทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้า ก็คงเคยมีความคิดอยากเรียนต่อมหาลัยเช่นเดียวกับเธอ โสนจึงรีบพูดตัด “ แล้วแก้มไม่อยากไปเรียนกับฉันเหรอ!” แก้มขวัญที่ตอนแรกก็ยังไม่ได้คิดอะไรถึงกับชะงัก “ จะไปได้ยั
“ ทำอะไรอยู่ตรงนี้เหรอครับเมียจ๋า” เจ้าไฟเดินออกมาหาภรรยาของเขาที่ยืนหลบอยู่ตรงอีกมุมของงาน เนื่องจากเห็นว่าเธอแอบยืนอ่านอะไรบางอย่างอยู่ในมือถือ พอเห็นเขาเดินมาก็เงยหน้ายิ้มอ่อนให้ “ พี่นีวายไลน์มาค่ะ” “ ห๊ะ !” เจ้าไฟรีบแย่งมือถือเมียไปตรวจดูข้อความที่ว่าทันที “ บล็อกมันไปเลยนะ!!” “ พี่ไฟ ใจร้ายไปหรือเปล่า” เจ้าไฟคิ้วขมวดนิ่วไม่พอใจ แก้มขวัญจับที่แขนเขาและเขย่าเบาๆ “ อย่างอนนะ แก้มรักพี่คนเดียวน้า” เจ้าไฟยังคงหน้าบึ้งมองไกลไม่สนใจเมีย “ อะแห่ม!!” เสียงกระแอมดังขึ้นทำทั้งสองรีบหันไปมอง จึงเห็นว่าเป็นเจ้าสัวที่ยิ้มอ่อนเดินมาหา ชายแก่เดินเข้ามาหยุดต่อหน้าทั้
บ้านพงษ์พิสิฐ “ ลูกเป็นยังไงบ้าง” คุณหมอไนยะที่พึ่งกลับมาจากโรงพยาบาลหลังไปเป็นอาจารย์หมอสอนนักศึกษา เขารีบเดินมาหาเมียที่ยืนมองลูกชายของเขาอยู่ “ ก็จะเป็นยังไงล่ะคะคุณ” คุณหญิงณิหลาสะกิดให้สามีมองลูกชายของพวกเขาให้เต็มตา “ ตั้งแต่กลับมาจากไปเยี่ยมหนูแก้มขวัญวันนั้น ก็เอาแต่เงียบ กลับมาจากที่ทำงานมาทานข้าวกับคุณย่า เขาก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย ไม่ยอมออกไปไหนเหมือนแต่ก่อนด้วย แล้วยิ่งรู้ว่าสองคนนั้นจะแต่งงานกันเดือนหน้านี้ ลูกก็ยิ่งซึมไปใหญ่เลยค่ะ” ณิหลาอธิบายปฏิกิริยาที่เธอคอยสังเกตจากลูกชายให้สามีของเธอฟัง “ เฮ้อ ผมก็ไม่คิดว่าลูกชายผู้แสนดีของเราจะแพ้คนแบบเจ้าไฟด้วยเรื่องความรักแบบนี้” คุณหมอกอดอกพึมพำอย่างหนักใจ “ เรื่องหัวใจมันเอามาแข่งกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ ถ้าคุณเป็นแก้มขวัญ รู้สึกรักกับเจ้าไฟ แต่คุณจะเลือกมาคบกับนีวายเพราะเขาแสนดีงั้นเหรอ” คุณหมอจ้องหน้าเมียที่ช่างเปรียบเปรยให้เขาฟัง ก่อนจะมองเธอด้วยตาหวานย้อย “ ก็นั่นแหละครับ แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงดี ผมกลัวว่าลูกจะกลับไปเป็นเหมือนสมัยที่อกหักช่วงมัธยมนะ กว่าจะผ่านตรงนั้นมาได้เราก็สู้กันแทบตายไม่ใช่เหรอ” คุณหมอไนยะพูดพ
หลายอาทิตย์ต่อมา ณ บ้านศิลาแดง เสียงของเจ้าไฟนั้นดังสนั่นทั่วโซนมุมห้องทำงานของเขา “ ทำงานกันยังไงหะ แค่นี้ก็ช่วยกันดูไม่ได้เหรอ นี่ถ้าฉันต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกเดือน รีสอร์ทก็คงเจ๊งเลยใช่ไหม!” เจ้าไฟเดือดดาลใส่มือถือ เนื่องจากลูกน้องโทรมารายงานว่าทางนู้นเกิดมีปัญหาหลายอย่างตอนที่เขาไม่อยู่ เขารีบวางสายอย่างหัวเสียก่อนหันหลังและเห็นว่าเมียของเขายืนดูอยู่ “ นี่เมียจ๋ามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เจ้าไฟเดินจับขาของเขาที่ยังเจ็บและค่อยๆ เดินตรงไปหาเมีย แก้มขวัญเห็นแบบนั้นเธอจึงเข็นรถวีลแชร์ไปให้เขา “ ขาเจ็บอยู่แต่ชอบลุกยืนจังเลยนะคะ เดี๋ยวถ้าพลาดล้มขึ้นมาคงได้เจ็บอีกแน่!” เธอบ่นเขาด้วยความเป็นห่วงแกมดุนิดๆ เพราะบาดแผลจากการต่อสู้ครั้งนั้นยังคงอยู่ ร่างกายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยแผลและรอยช้ำ หลังที่ปวดเวลาก้มต่ำ และขาที่ยังใช้งานหนักไม่ได้ “ มันไกลหัวใจน้า” เขานั่งลงบนรถที่เมียเข็นมาอย่างว่านอนสอนง่ายก่อนหันไปขโมยหอมแก้มเธอ “ อือ มาให้หอมชื่นใจก่อนสิ” ตอนเห็นเธอจะเบือนหน้าหนี เขาก็รีบใช้มือดันให้หน้าเธอขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะหอมแล้วหอมอีกจนพอใจ “ พี่ไฟ พอแล้วเดี๋ยวคนอื่นมาเห็
“ คุณแม่โทรมาบอกพี่ว่า ให้เราไปดูใจพี่ไฟ…” “ อะ พี่ไฟ!! ไม่จริง!! เป็นไปไม่ได้ อึก” แก้มขวัญเหมือนจะสติหลุดไป เธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ลลิซเห็นแบบนั้นก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่สวมกอดหญิงสาวรุ่นน้องพลางร้องไห้ไปจนสุดท้าย โรงพยาบาล เมื่อรถจอดทั้งสองสาวก็รีบวิ่งมายังห้องที่เป็นจุดหมาย “ พี่ไฟ!!” แก้มขวัญรีบวิ่งเข้ามาในห้องพบร่างคนรักที่ถูกผ้าพันแผลพันรอบร่างกายไว้อย่างกับมัมมี่บนเตียงก็ใจสลาย เธอมองยังสายออกซิเจนบนหน้าเขาก่อนหันไปดูพ่อกับแม่ของชายหนุ่มที่ยืนเศร้าร้องไห้อยู่ข้างๆ “ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม…” แก้มขวัญเอ่ยถามกับคนที่อยู่ก่อน ทุกคนเอาแต่ก้มหน้า มีเพียงเสี่ยที่เป็นตัวแทนเอ่ยปากตอบเธอ “ ชีพจรของเจ้าไฟอ่อนลงมาก หมอบอกว่าให้พวกเราทำใจไว้น่ะลูก” สิ้นคำพูดร่างของแก้มขวัญก็ทรุดลงกอดร่างอันไร้สติบนเตียง “ ไม่จริง! ฮื้อ มันไม่ใช่ความจริง พี่ไฟจะทิ้งแก้มไปแบบนี้ไม่ได้ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ!! พี่ไฟ!!” เธอซุกหน้าลงบนตัวเขาพลางร้องไห้สะอื้น “แก้มรักพี่มากพี่รู้หรือเปล่า ตื่นขึ้นมาเถอะ แก้มขวัญคนนี้สัญญาว่าจะทำตัวดีๆ จะไม่ดื้อไม่หนีพี่ไปไหนอีกแล้ว แก้มจะยอมพี่ทุกอย่าง ขอร้อง
ในห้องนอน เอลิกพยุงแก้มขวัญมาส่ง แล้วเขาก็เดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาให้ “ ให้ผมช่วยใส่ยาให้ไหมครับ” “ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทำเองดีกว่า ว่าแต่…” แก้มขวัญจ้องไปที่หน้าของเอลิกด้วยแววตาสงสัย “ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม ผู้ชายที่หน้าเหมือนพี่ไฟคนนั้นเป็นใครเหรอ” “ อ๋อ คนนั้นนายน้อยคิน เขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของ
“ อือ” แก้มขวัญได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตอนที่ฟ้าสางแสงแดดส่องผ่านเข้ามาทาบลงบนตัวเธอ ร่างเล็กค่อยๆ ดันร่างกายที่อ่อนล้าขึ้น “ พี่ไฟ” เธอเรียกหาชายคนนั้นเบาๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว แก้มขวัญจึงค่อยๆ พยุงร่างกายขึ้นนั่งก่อนที่เธอจะแสดงสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ “ เมื่อคืน มันครั้งแร
“ กีรติกร” “ พี่ไฟ ยังไม่นอนเหรอคะ ” หญิงสาวหน้าแดงจนต้องรีบหลบสายตา เวลานั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่ง “ เธอเป็นอะไร” เขาจ้องเธอด้วยใบหน้านิ่งขรึม “ แก้มฝันร้าย” มุมปากข้างซ้ายของเจ้าไฟกระตุกขึ้นในทันทีเมื่อได้เห็นท่าทีที่เธอแสดงออก เขาเดินลงจากเตียงและเดินสาวขายาวไปหาน้องที่มุมประตู “ เธอเลยจะมาขอนอน
เมื่อแสงแดดยามเช้ามาเยือนอีกครา ร่างใหญ่ของเจ้าไฟก็เริ่มได้สติ เขาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเอง สายตากวาดมองไปรอบห้องก่อนที่จะลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก้มดูสภาพของตัวเองที่ยังสวมใส่ชุดของเมื่อวาน “ เมื่อวาน…” เขานึกย้อนไปกลับรู้สึกปวดหัว เนื่องจากตอนนี้มันมึนหัวไปหมด “ อ้าว บอสตื่นแล้วเหรอครับ” เอลิกเ







