Masukบรรยากาศภายในโถงอาหารพลันตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เบื้องหน้าของทุกคนคือร่างของสตรีผู้ต้องสงสัยนับสิบชีวิต ยืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ดวงตาฉายแววหวาดผวาประหนึ่งลูกแกะที่กำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย
หรงป๋อหยวน ก้าวเดินโซเซส่ายไปมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ กลิ่นสุราคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำด้วยฤทธิ์เมรัย ดวงตาปรือปรอยกวาดมองกลุ่มสาวใช้อย่างคาดคั้นพลางตะคอกเสียงดังลั่น
"หนึ่งในพวกเจ้า... ที่กล้าลอบวางยาน้องสาวข้า! สารภาพมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงอ้อนวอนระงมไปทั่วโถง "บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ... บ่าวไม่กล้าจริงๆ!" ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของ หรงเจิ้นกั๋ว หากใครบังอาจลอบสังหารสายเลือดของจอมทัพ โทษทัณฑ์ที่ได้รับย่อมมิใช่เพียงความตายธรรมดา
"นางสารเลว! ไม่ยอมรับอย่างนั้นหรือ!" หรงป๋อหยวนแหกปากร้องเสียงหลงด้วยความโมโหโทโส เขาเงื้อมือขึ้นแล้วตบฉาดลงบนใบหน้าของพวกนางเรียงตัว
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่สายตาหยาดเยิ้มจะไปหยุดลงที่หัวหน้าแม่ครัวอาวุโสวัยหกสิบเศษ สตรีนางนี้ครอบครัวของนางรับใช้ตระกูลหรงมาอย่างซื่อสัตย์ยาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ
"ต้องเป็นนางแก่สารเลวผู้นี้แน่ๆ! เมื่อกี้ข้าเพิ่งตบสั่งสอนไป แต่เจ้ากลับบังอาจใช้สายตาจิกกัดข้า... นี่เจ้าคิดจะฆ่าข้าด้วยสายตาอย่างนั้นรึ!" หรงป๋อหยวนป้ายความผิดให้หญิงชราอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะนางมีสีหน้าเจ็บปวดจากการถูกประทุษร้าย
"มะ... ไม่ใช่บ่าวเจ้าค่ะนายน้อย บ่าวหาได้คิดเช่นนั้นไม่" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจคลอหน่วยตา
"เป็นแกนั่นแหละ! แค่เห็นใบหน้าเหี่ยวๆ ของเจ้า ข้าก็รู้สึกไม่เจริญหูเจริญตาแล้ว สัญชาตญาณของข้าบอกว่าเจ้าคือคนที่ลอบวางยาน้องสาวข้าแน่ๆ!"
หรงป๋อหยวนมิรอฟังคำค้าน มือหนาเอื้อมไปหยุมกระชากเส้นผมขาวโพลนของหญิงชราไว้มั่น ก่อนจะระดมตบสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนใบหน้าของนางบวมช้ำ ความรุนแรงที่ไร้สติทำให้บรรดาบ่าวรับใช้รอบข้างต่างพากันเบือนหน้าหนี
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ดำเนินไปอย่างป่าเถื่อนและเสียงโหยหวน หรงเชียนเสวี่ย ยังคงประทับนั่งด้วยท่วงท่าสง่างามดวงตาคมปลาบกวาดมองใบหน้าของ ครอบครัวนางทีละคนด้วยความรู้สึกสมเพชที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ความเย็นชา
เริ่มจาก หรงเจิ้นกั๋ว บิดาผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ทว่าภายใต้ฉากหน้าอันเกรียงไกรกลับซ่อนเร้นสันดานโลภโมโทสันและความอำมหิตที่ไร้ขีดจำกัด ถัดมาคือ ฮูหยินหลินปิงฉุน มารดาผู้ก้าวขึ้นมาจากตำแหน่งนางคณิกาอันดับหนึ่ง สตรีที่ครั้งหนึ่งบุรุษทั่วหล้าต่างยอมถวายหัวเพียงเพื่อจะได้เชยชมเรือนร่างนางสักครา และสุดท้ายคือ หรงป๋อหยวน พี่ชายผู้มีรูปโฉมงดงามปานเทพบุตร แต่เนื้อในกลับเปื่อยเน่าเป็นเพียงสวะคลุกถังสุรา
"ช่างเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ... ในความวิปริตเสียจริง"
นางรำพึงในใจพลางบรรจงคีบอาหารเข้าปากอย่างใจเย็น ภาพการทารุณกรรมเบื้องหน้าหาได้ระคายผิวของกุหลาบสีดำไม่ สำหรับผู้ที่เคยคลุกคลีกับสัญชาตญาณดิบมาทั้งชีวิต ฉากป่าเถื่อนนี้เป็นเพียงเครื่องเคียง ที่ช่วยขับเน้นรสชาติอาหารให้เด่นชัดขึ้นในความรู้สึก
ทว่า ในขณะที่โทสะของหรงป๋อหยวนกำลังจะปะทุขึ้นอีกครา เสียงกรีดร้องที่แฝงไปด้วยความอัดอั้นก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"พอได้แล้ว! ได้โปรดพอสักที!... ข้า... ข้าเป็นคนทำเอง ข้าเป็นผู้ลงมือวางยาคุณหนูเอง!"
สาวใช้นางหนึ่งที่มีวัยไล่เลี่ยกับหรงเชียนเสวี่ยถลันกายออกมาหมอบราบกับพื้น นางพรั่งพรูคำสารภาพออกมาพร้อมหยาดน้ำตาที่นองหน้า ร่างกายสั่นระริกประหนึ่งใบไม้ต้องลมพายุ หรงป๋อหยวน ที่กำลังเงื้อมือหมายจะซ้ำเติมหัวหน้าแม่ครัวชราก็ชะงักงัน เขาเลิกคิ้วขึ้นพลางปล่อยมือที่หยุมเส้นผมขาวโพลนนั้นออกอย่างไม่แยแส
"อ้าว... ฮ่าๆๆ! นี่ข้าจับผิดตัวรึเนี่ย?"
เขาแค่นหัวเราะพลางคว้าขวดสุราขึ้นมากระดกอึกใหญ่ น้ำจัณฑ์ไหลเปรอะเปื้อนคางและเสื้อผ้าหรูหราที่บัดนี้ดูซอมซ่อไม่ต่างจากอันธพาลข้างถนน เขาเดินโอนเอนเข้าไปหาพยานปากเอกที่นอนหมอบราบกับพื้น ก่อนจะเหวี่ยงเท้าถีบ เข้าที่ชายโครงของสาวใช้ผู้สารภาพจนนางกระเด็นไปกองกับพื้นอย่างไร้ความปรานี
"เสด็จพ่อ! เสด็จแม่! ลูกได้ตัวคนผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เขาร้องบอกด้วยน้ำเสียงโอ้อวดประหนึ่งนักรบที่เพิ่งชิงหัวแม่ทัพศัตรูมาได้ ท่ามกลางสายตาเย็นชาของหรงเชียนเสวี่ยที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ทว่าก่อนที่ท่านแม่ทัพผู้เป็นบิดาจะได้เอ่ยคำใด ฮูหยินหลินปิงฉุน กลับยกมือกุมแก้มพลางปรบมือรัวด้วยความปรีดา ดวงตาของนางทอประกายชื่นชมบุตรชายเสเพลอย่างไม่ปิดบัง
"หรงป๋อหยวน... ลูกแม่! เจ้าช่างเก่งกาจนัก สมแล้วที่มีสายเลือดของจอมทัพไหลเวียนอยู่ในกาย!"
คำชมเชยที่บิดเบี้ยวนั้นดังก้องไปทั่วโถง ราวกับว่าการใช้กำลังทารุณคนแก่และการถีบสาวใช้ที่ไร้ทางสู้คือวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว ละสายตาจากบุตรชายเสเพล หันไปจดจ้องบุตรสาวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"เสวี่ยเอ๋อร์... ลูกพ่อ เจ้าคิดจะจัดการกับนางอย่างไร?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนการมอบอำนาจชี้เป็นชี้ตายไว้ในมือของนาง หรงเชียนเสวี่ย จ้องมองใบหน้าอาบน้ำตาของสาวใช้ที่หมอบสั่นเทาอยู่บนพื้นทันใดนั้น ภาพความทรงจำอันอัปยศของเจ้าของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตก... ร่างเดิมของนางหาได้เป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ไม่ แต่นางคือนางมาร ที่เคยทารุณสาวใช้นางนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งก่นด่าด้วยวาจาถากถางและลงทัณฑ์ด้วยความอำเภอใจ ความชั่วช้าของหรงเชียนเสวี่ยคนเก่า แท้จริงแล้วก็คือเงาสะท้อนที่ถอดแบบมาจากคนในครอบครัวโฉดนี้นี่เอง
นางพรูลมหายใจยาวด้วยความสมเพชในอดีตที่ตนมิได้ก่อ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านพ่อ... ปล่อยนางไปเถิด ที่ผ่านมาข้าเองก็มีส่วนผิดไม่น้อย"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบโต๊ะพลันแข็งค้างราวกับอากาศถูกสูบออกไป บ่าวไพร่และคนในครอบครัวต่างจ้องมองนางด้วยสายตาเดียวกัน... สายตาที่เต็มไปด้วยความกังขาและไม่เชื่อหู เพราะเป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวงว่าหรงเชียนเสวี่ยนั้นโหดร้ายและจิตใจคับแคบเพียงใด ไฉนวันนี้จึงกลับกลายเป็นแม่พระผู้เปี่ยมเมตตาไปเสียได้?
ฉับ!!
เสียงโลหะแหวกอากาศดังสนั่น พร้อมกับประกายดาบที่วาววับตัดผ่านร่างของสาวใช้ในชั่วพริบตา! เลือดสีแดงฉานกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นหินอ่อนและอาภรณ์หรูหราของ หรงป๋อหยวน ที่บัดนี้ถือดาบอาบเลือดไว้ในมือด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
"ไปตายซะ!" เขาสบถออกมาอย่างสะใจ ก่อนจะหันไปประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องสายเลือดตระกูลหรง... มันผู้นั้นต้องถูกกำจัด! ความถูกต้องในแผ่นดินนี้ มีเพียงลมปากของพวกเราเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด!"
เขาสะบัดดาบไล่หยาดเลือดออกอย่างไม่ยี่หระ ทิ้งให้ร่างไร้วิญญาณนอนจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้ากุหลาบสีดำที่เฝ้ามองภาพนั้นด้วยดวงตาหรี่แคบลง...
ในโลกของมือสังหาร นางเคยคิดว่ามนุษย์นั้นโหดร้าย แต่ในโลกใบนี้... ความโหดร้ายกลับถูกเชิดชูเป็นเกียรติยศ และดูเหมือนว่าหนทางสู่ ความสงบที่นางถวิลหา คงจะต้องถูกปูด้วยซากศพของคนในตระกูลนี้เสียก่อนกระมัง
ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ณ จวนหลังใหม่ของหรงเชียนเสวี่ย พิธีมงคลสมรสถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมายแทนที่จะเป็นความอลังการในวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วหวานเคล้าไปกับสายลมยามเย็น ผู้คนในงานต่างมีสีหน้าชื่นมื่น ทว่าจุดที่น่าจับตามองที่สุดกลับเป็นร่างสง่างามของซูฉุนไทเฮาที่ประทับนั่งเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวหานจวิน ฮ่องเต้น้อยผู้กุมมือมารดาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ลอบสังเกตสีหน้าของพระนางอย่างไม่คลาดสายตา ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ความขมขื่นที่เขากังวล แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสงบ"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกหานจวิน" ไทเฮากระซิบตอบพลางลูบมือลูกชายอย่างอ่อนโยน "เสด็จลุงของเจ้ามีความสุข... แม่ในฐานะน้องสะใภ้และมารดาของแผ่นดิน ย่อมมีความสุขไปด้วย"เด็กชายได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็คลี่คลายกลายเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมสุข "สมกับเป็นเสด็จแม่ของลูกพ่ะย่ะค่ะ"ในขณะนั้นเอง หรงเชียนเสวี่ยในชุดมงคลที่งดงามทว่าไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เดินเคียงคู่มากับชินอ๋องหานเทียน ทั้งสองก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างามดุจกิ่งทองใบหยก เมื่อมาถึงเบื้องหน้าไทเฮา หรงเชียนเสวี่ยได้ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยกิริยาที่เปี่ยม
โถงราชสำนักในวันนี้ เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างมารวมตัวกันจนเนืองแน่น เสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับความผิดมหันต์ของขันทีโฉด มู่หรงชิง ดังระงมไปทั่ว บ้างก็สาปแช่ง บ้างก็ก่นด่าด้วยความเกลียดชังที่มันบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องหลังม่านมุกที่ทิ้งตัวลงมาปิดกั้น ร่างของซูฉุนไทเฮานั่งสงบนิ่งทว่าแผ่รังสีแห่งความเยือกเย็น ส่วนทางด้านชินอ๋องหานเทียนประทับอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษา พระพักตร์เรียบเฉยทว่าแววตาคมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีวิตผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินมู่หรงชิงถูกลากตัวเข้ามากลางโถง ร่างกายที่เคยสวมใส่แพรพรรณชั้นดีบัดนี้เหลือเพียงชุดนักโทษสีหม่นรอยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าส่งเสียงกระทบกันดังแกรกกรากทุกย่างก้าว สายตาของมันสั่นไหวและเลื่อนลอย พยายามเพ่งมองผ่านม่านมุกที่กั้นกลาง หวังจะเห็นใบหน้าของสตรีที่มันหลงรักอย่างสิ้นคิดเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะรู้ดีว่านางไม่มีวันหันมามองคนเช่นมันด้วยความอาทรก็ตาม"เจ้าสุนัขรับใช้เนรคุณ! บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงขันทีต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรถึงริอ่านแตะต้ององค์ไทเฮา!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาตวาดลั่นจนใบหน้าแดงก่ำ"เจ้ามันก็แค่ก้อนเน
ในช่วงเวลานี้ เหล่าหมอหลวงต่างทุ่มเทกำลังรักษาซูฉุนไทเฮาอย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังให้พระนางฟื้นตื่นจากการหลับใหล ทว่าท่ามกลางความสงบของราชสำนัก ภาระงานเอกสารกลับกองทับทวีจนรัดตัว ฮ่องเต้น้อยหานจวิน ในวัยสิบสองพรรษาต้องแบกรับความกดดันหนักอึ้งเกินวัย ด้วยความห่วงใยหลานชาย ชินอ๋องหานเทียนจึงตัดสินใจพาฮ่องเต้น้อยมาฝากไว้ที่จวนของหรงเชียนเสวี่ย หวังให้เด็กน้อยได้ปลีกตัวออกจากบรรยากาศเคร่งเครียดในวังหลวงบ้างหรงเชียนเสวี่ยซึ่งเติบโตมาในโลกของการสังหารย่อมไม่ประสีประสาในการเอาอกเอาใจเด็ก นางทำได้เพียงนั่งมองเด็กชายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้นำขนมว่างมาวางไว้ให้ แล้วความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างหานจวินลอบสังเกตสตรีเบื้องหน้าด้วยความระแวง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบกับสตรีผู้เป็นดั่งหนามยอกอกของเสด็จแม่ ภาพลักษณ์ที่เย็นชาและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นความห่วงใยที่เสด็จลุงมีให้แก่นาง "ข้าไม่เคยเห็นเสด็จลุงเอาใจใส่ใครเป็นพิเศษเช่นนี้มาก่อน..." ฮ่องเต้น้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "แม้แต
ศึกใหญ่จบสิ้น ขันทีโฉดถูกคุมขังในคุกหลวงรอรับทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามนี้ดูปลอดโปร่งกระจ่างใส ราวกับจะสดุดีแก่ความสงบสุขที่หวนคืนสู่ราษฎรอีกครั้งณ ริมธารน้ำใสที่รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ชินอ๋องหานเทียนและหรงเชียนเสวี่ยเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินอย่างเชื่องช้า บรรยากาศดูผ่อนคลายทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่เปราะบาง"บิดาและพี่ชายของเจ้าในยามนี้ สร้างผลงานใหญ่หลวงนักที่สามารถปัดเป่าภัยร้ายออกจากราชสำนักได้สำเร็จ" หานเทียนเอ่ยขึ้น พลางลอบสังเกตสีหน้าของสตรีข้างกายอย่างระแวดระวัง ท่วงท่าของพระองค์ดูใส่ใจและนุ่มนวล ราวกับเกรงว่าถ้อยคำใดจะทำให้หญิงงามข้างกายต้องขุ่นเคืองพระองค์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา "แต่ข้ากลับไม่อาจมอบรางวัลตอบแทนให้เขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ... หรงเจิ้นกั๋วเปรียบเสมือนเสือร้ายที่ยอมสงบเสงี่ยมเพียงชั่วคราว ข้าล่วงรู้ดีว่าที่เขายอมลดดาบลง ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกือบทำลายตระกูลของเขาในครานี้เป็นสำคัญ"หรงเชียนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับชินอ๋อง แววตาของนางมิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองหรือการปกป้องบิดาอย่างหลับหูหลับตา น้ำเสียงที่ตอบกล
ร่างของขันทีโฉดถูกทหารคุมตัวลากถูไปตามพื้นมุ่งหน้าสู่คุกหลวง เพื่อรอคอยการตัดสินโทษทัณฑ์ที่สาสม ทว่าในใจของแม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว เพลิงแค้นยังคงปะทุร้อนรุ่มราวกับจะแผดเผาอก เขากระหายที่จะเหยียบย่ำร่างนั้นให้แหลกละเอียดคาส้นเท้า แต่หากต้องการให้มันได้รับความทรมานที่ถึงกึ๋น การสังหารในนาทีนี้กลับดูเป็นความปรานีที่มากเกินไป"ท่านพ่อ... เหตุใดท่านจึงไม่สังหารมันเสีย?"สิ้นเสียงศึกที่สงบลง หรงป๋อหยวนก้าวเดินเข้ามาสมทบกับบิดา หรงเจิ้นกั๋วหันไปจับจ้องบุตรชาย พลางกวาดสายตามองสำรวจท่ามกลางไฟสงครามที่เพิ่งดับมอด เนื้อตัวของลูกชายเขายังคงสะอาดสะอ้านไร้รอยขีดข่วน จะมีก็เพียงกลิ่นสุราฉุนกึกที่โชยออกมาจากตัวนายน้อยผู้นี้เป็นระยะ ทว่าแม่ทัพเฒ่าหาได้ใส่ใจไม่ ในยามที่บุตรชายยังคงปลอดภัยและสุขสบายดี นั่นก็นับเป็นดีที่สุดแล้วเมื่อเห็นบิดายังคงเงียบ หรงป๋อหยวนจึงเอ่ยทัดทานซ้ำอีกครา "ท่านพ่อ ท่านช่างใจดีกับเจ้าขันทีสารเลวนั่นเกินไปแล้ว ทั้งที่มันเคยเหยียบย่ำตระกูลเราจนเกือบสิ้นซาก ท่านจะปล่อยให้มันหายใจไปเพื่ออะไร?"คำทัดทานนั้นทำให้หรงเจิ้นกั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้น
เมื่อได้รับรายงานจากแนวหลังว่าหรงป๋อหยวนยังปลอดภัยดี ความกังวลที่เกาะกุมหัวใจแม่ทัพก็มลายหายไปสิ้น แววตาของหรงเจิ้นกั๋วเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายที่หมดห่วงหน้าพะวงหลัง เขาแผดเสียงคำรามสั่งให้ทหารบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง มือสังหารที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันและกำลังจะพ่ายแพ้ต่างก็ทิ้งอาวุธหนีตายกันอลหม่าน"อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้! จัดการให้สิ้น!"หรงเจิ้นกั๋วส่งทหารส่วนหนึ่งออกไล่ล่ากลุ่มนักฆ่าที่กำลังแตกกระเจิง ส่วนตัวเขาพร้อมทหารฝีมือดีที่สุดรีบบุกเข้าสู่ตำหนัก ซูฉุนไทเฮาทันที ทว่าเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถงใหญ่ ภาพที่เห็นกลับทำเอาแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยสนามต้องหยุดชะงักศพของเหล่ามือสังหารฝีมือดีที่มู่หรงชิงจ้างมาถูกสังหารจนสิ้นซาก ทุกร่างล้มตายในท่าทางที่ดูไม่ออกว่าเสียชีวิตด้วยวิชาของสำนักใด ร่องรอยการต่อสู้ช่างเรียบง่ายและโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นฝีมือของทหารทั่วไป"ที่นี่มันเกิดเรื่องอันใดกันแน่..." หรงเจิ้นกั๋วพึมพำด้วยความตื่นตะลึง เขาเป็นทัพหน้าบุกฝ่าเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่กลับมีใครบางคนมาถึงที่นี่ก่อนหน้าเขาและกวาดล้างทุกอย่างจนหมดสิ้น"ท่านแม่ทัพขอร







