LOGINนางเคยคิดว่า ต่อให้มารดาไม่รัก อย่างน้อยก็คงไม่ทอดทิ้งสายเลือดของตน ทว่าในวันที่ถูกมารดาแท้ ๆ ขายทิ้ง หว่านหว่านจึงได้รู้ว่า แม้แต่บ้านที่เคยอาศัยก็ไม่ใช่ที่ของนางอีกต่อไป เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกที่ไม่เคยอ่อนโยน พบทั้งผู้คนที่หยิบยื่นความเมตตาและผู้คนที่ทำให้นางเจ็บปวด ท่ามกลางวันคืนอันยากลำบาก นางได้พบกับเสี่ยวเป่า ความผูกพันเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต หว่านหว่านไม่เคยร้องขอความร่ำรวยหรือวาสนาสูงส่ง นางเพียงปรารถนาบ้านสักหลัง คนที่รักนางอย่างจริงใจ และชีวิตที่ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งอีก หากโชคชะตาเปรียบดังฤดูกาลอันผันเปลี่ยน นางก็หวังเพียงว่า... สักวันหนึ่ง วสันต์จะมาเยือนชีวิตของนางเสียที
View Moreบทที่ 1 หมั่นโถวครึ่งก้อน
หมั่นโถวก้อนนั้นแข็งจนใช้นิ้วบิแทบไม่ออก เด็กหญิงจึงวางมันลงบนเข่า ใช้สองมือจับคนละด้านแล้วออกแรงหักเต็มที่อยู่สองสามครั้ง กว่าก้อนแป้งสีหม่นจะแตกออกจากกัน เศษแป้งแห้งร่วงกราวลงบนชายเสื้อที่ผ่านการปะมาหลายหน นางก้มมองหมั่นโถวในมือ ชิ้นหนึ่งใหญ่อีกชิ้นเล็ก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นชิ้นเล็กไปตรงหน้าเจ้าหมาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ของเจ้า” เจ้าหมาดม แต่ไม่ยอมกิน เด็กหญิงขมวดคิ้ว “ไม่กินหรือ” มันยังคงนั่งนิ่ง นางมองมัน ก่อนจะมองหมั่นโถวชิ้นใหญ่ในมืออีกข้างหนึ่ง แล้วถอนใจเหมือนคนที่กำลังถูกเอาเปรียบ สุดท้ายจึงสลับกัน ชิ้นใหญ่ถูกวางลงตรงหน้าเจ้าหมา ส่วนชิ้นเล็กกลับมาอยู่ในมือของนาง คราวนี้มันจึงก้มลงกิน” รู้ดีเชียว" เด็กหญิงบ่นพึมพำ แต่ตัวเองก็เริ่มกัดหมั่นโถวชิ้นเล็กบ้าง แข็งเกินไปนางกัดไม่เข้า ฟันซี่เล็กพยายามอยู่สองครั้ง ก่อนจะยอมแพ้ ลุกขึ้นจากธรณีประตูแล้วเดินเข้าไปในเรือน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมถ้วยดินเผาใบหนึ่ง ในนั้นมีน้ำอยู่ครึ่งถ้วย นางเอาหมั่นโถวจุ่มลงไป กดแช่ไว้ครู่หนึ่งแล้วจึงนำขึ้นมากัดอีกครั้ง คราวนี้กินได้ เจ้าหมาเงยหน้ามอง “ของเจ้าก็กินเองสิ” นางกอดถ้วยไว้กับอกแล้วขยับตัวนั่งลงข้างมัน ลานเล็ก ๆ หน้าเรือนมีหญ้าขึ้นแทรกตามรอยแตกของแผ่นหิน กิ่งไม้แห้งกองอยู่มุมหนึ่ง ข้างกำแพงมีราวไม้เตี้ย ๆ พาดผ้าสองชิ้นเอาไว้ ตัวหนึ่งเป็นเสื้อของเด็กหญิง อีกชิ้นเป็นผ้าห่มเก่าที่สีเดิมแทบดูไม่ออก ผ้าห่มยังมีน้ำหยดอยู่ นางซักมันตั้งแต่เช้า แต่บิดน้ำออกไม่หมด แขนของนางเล็กเกินไป เมื่อก่อนมีคนช่วยบิดให้...เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เด็กหญิงเคี้ยวหมั่นโถวช้า ๆ พลางมองผ้าห่มที่แกว่งไปตามลม “คืนนี้คงแห้งกระมัง” ไม่รู้ว่าพูดกับตัวเองหรือพูดกับหมา เจ้าหมาไม่ได้ตอบอยู่แล้ว นางกินต่อไปจนหมั่นโถวหมด จากนั้นยกถ้วยดื่มน้ำอีกสองอึกแล้วเทน้ำที่เหลือลงในชามบิ่นข้างตัวมัน “ดื่มเสีย” เจ้าหมาก้มลงเลียน้ำ เด็กหญิงนั่งดูอยู่ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้น ปัดเศษแป้งบนเสื้อออก แล้วหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กซึ่งวางพิงกำแพง หูตะกร้าข้างหนึ่งขาดไปแล้ว นางใช้เศษผ้ามัดเอาไว้หลายรอบ วันนี้ต้องไปดูหลังครัวอีกครั้งเมื่อวานนางได้ใบผักมาสองกำมือ ยังมีหัวไชเท้าครึ่งหัวที่คนครัวตัดส่วนช้ำทิ้ง นางเก็บกลับมาตัดตรงที่เน่าออก แล้วต้มกับน้ำกินไปหนึ่งมื้อ ส่วนหมั่นโถวก้อนเมื่อครู่ได้มาเมื่อเช้า มันตกอยู่ข้างถังใส่เศษอาหาร มีรอยรองเท้าเหยียบอยู่ด้านหนึ่ง นางปัดดินออกแล้วเก็บกลับมาเช่นกัน ท่านยายเคยบอกว่า ของที่ขึ้นราแล้วห้ามกิน ของที่เหม็นเปรี้ยวก็ห้ามกิน แต่ถ้าเพียงตกพื้น เอาส่วนสกปรกออกเสียก็ยังกินได้ เด็กหญิงจำได้หมด ท่านยายยังเคยบอกอีกว่า หากไปหลังครัว ให้ไปตอนที่พวกเขาเริ่มเก็บสำรับมื้อกลางวัน เพราะของที่ถูกเททิ้งตอนนั้นมักยังใหม่ หากไปช้าเกินไป เศษอาหารจะถูกเทรวมกับน้ำล้างหม้อเสียหมด นางจึงเงยหน้ามองท้องฟ้า ยังไม่ถึงเวลา “รอก่อน” เด็กหญิงบอกเจ้าหมา “ไปตอนนี้ไม่มีอะไรกินหรอก” นางวางตะกร้าลงตามเดิม แล้วเดินไปเก็บผ้าที่ตากอยู่ ผ้าห่มยังไม่แห้งจริง ๆ นางลองจับมุมหนึ่ง จากนั้นทำอย่างที่เคยถูกสอน จับผ้าสองด้านแล้วออกแรงบิด ผ้าห่มผืนนั้นใหญ่เกือบเท่าตัวนาง เด็กหญิงกัดฟัน บิดไปได้เพียงนิดเดียว มือก็ลื่นเสียก่อน นางเซไปข้างหลังสองก้าว เกือบล้มก้นจ้ำเบ้าเจ้าหมาที่นอนอยู่ลุกขึ้นทันที เด็กหญิงหันมามองมัน “ข้าไม่ล้ม” พูดจบก็กลับไปต่อสู้กับผ้าห่มอีกครั้ง คราวนี้นางพาดมันกับราวไม้แล้วใช้วิธีกดน้ำออกทีละส่วน แม้จะช้ากว่า แต่ทำได้ง่ายกว่า น้ำหยดลงบนรองเท้าผ้าเก่าจนเปียก นางก้มมอง แล้วขยับเท้าหนี ท่านยายเคยเย็บรองเท้าคู่นี้ให้ ตอนนั้นมันยังใหญ่กว่านางเล็กน้อย ต้องยัดเศษผ้าไว้ตรงปลายเท้า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องยัดแล้ว เด็กหญิงจำไม่ได้ว่ารองเท้าคู่ใหม่ควรไปขอจากใคร...นางจึงยังใส่มันต่อไป ตรงหัวรองเท้ามีรูเล็ก ๆ นางเย็บเองแล้วครั้งหนึ่ง ฝีเข็มเบี้ยวไปเบี้ยวมา แต่ยังไม่หลุด ถือว่าใช้ได้ เมื่อตากผ้าเรียบร้อย นางจึงกลับมานั่งใต้ชายคา เจ้าหมาขยับตามมานอนใกล้ ๆ “เจ้ามาจากไหน” นางถามมันเหมือนที่ถามทุกวัน มันไม่ตอบ “มีเจ้าของหรือไม่” เงียบเหมือนเดิม เด็กหญิงเอื้อมมือไปลูบหัวมันสองครั้ง ขนของมันไม่ได้สะอาดนัก นางเคยคิดจะอาบน้ำให้ แต่ตอนนี้อากาศเริ่มเย็น หากมันป่วยขึ้นมา นางไม่มีเงินซื้อยาจึงรอให้อากาศอุ่นกว่านี้ก่อน “ถ้ามีเจ้าของ เจ้าก็ควรกลับไป” เจ้าหมาวางคางลงบนขาหน้า “อยู่กับข้าไม่มีเนื้อให้กินหรอก” มันหลับตา เด็กหญิงจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ไปก็ตามใจ” นางดึงเข่าขึ้นมากอด เรือนท้ายจวนเงียบอย่างที่เคยเงียบ หลายปีก่อนตรงนี้เคยมีบ่าวพักอยู่หลายคน ภายหลังหลังคาด้านหนึ่งพังลง ห้องข้าง ๆ ถูกปิด ประตูเรือนใหญ่ขึ้นสนิม และไม่มีใครคิดซ่อมอีก ตอนนี้เหลือเพียงห้องที่เด็กหญิงนอนหนึ่งห้อง ห้องครัวเล็กที่แทบไม่มีอะไรให้ทำ กับลานซึ่งหญ้าขึ้นสูงจนบางแห่งถึงเข่า นางเคยถอนมัน ถอนอยู่สองวัน วันที่สามก็เลิก ท่านยายบอกว่าถ้าทำสิ่งใดไม่จำเป็นก็อย่าเสียแรง เพราะคนเราต้องเก็บแรงเอาไว้ทำสิ่งที่จำเป็นกว่า เด็กหญิงเห็นด้วย หญ้าจึงขึ้นต่อไป ส่วนทางเดินเล็ก ๆ จากประตูเรือนไปถึงกำแพงด้านหลังถูกเหยียบจนเป็นทางแคบ เพราะนางใช้มันเป็นประจำ ตรงกำแพงมีช่องหนึ่ง เดิมคงเป็นรูที่สุนัขหรือสัตว์ตัวใดขุดไว้ นางค่อย ๆ ขยายมันทีละน้อยจนตัวเองมุดผ่านได้ หากเดินออกประตูหน้า ต้องผ่านเรือนบ่าวและลานซักล้าง คนเห็นมาก มุดกำแพงง่ายกว่าท่านยายเป็นคนพบนางครั้งแรกตอนกำลังพยายามลอดออกไปมตอนนั้นนางถูกดุเสียยกใหญ่ แต่วันรุ่งขึ้น ท่านยายกลับเอากิ่งไม้มาเขี่ยดินตรงปากรูออกให้กว้างกว่าเดิม เด็กหญิงคิดถึงตรงนี้แล้วหันไปมองข้างตัวตามความเคยชิน ไม่มีใครอยู่ มีเพียงเจ้าหมา นางจึงเอื้อมมือไปจับหูมันเบา ๆ “ไปกันเถอะ” คราวนี้น่าจะถึงเวลาแล้ว เด็กหญิงยกตะกร้าขึ้นคล้องแขน เดินไปทางหลังกำแพง เจ้าหมาตามมาติด ๆ นางมุดออกไปก่อน พอโผล่อีกด้านก็ปัดดินออกจากเข่า จากนั้นนั่งยอง ๆ รอ หัวของเจ้าหมาโผล่ตามมา ตัวมันใหญ่กว่านางคิดเล็กน้อยจึงติดตรงช่องอยู่พักหนึ่ง เด็กหญิงรีบจับขาหน้าของมัน “ค่อย ๆ มา” มันดิ้นสองทีแล้วหลุดพรวดออกมา เด็กหญิงที่กำลังดึงอยู่จึงหงายหลังลงกับพื้น ตะกร้ากระเด็นไปด้านหนึ่งนางนอนนิ่งไปชั่วครู่ เจ้าหมาเดินเข้ามาดมหน้า “เพราะเจ้าเลย” เด็กหญิงลุกขึ้น นวดก้นตัวเองป้อย ๆ แล้วเก็บตะกร้า ครั้งนี้เจ้าหมาสะบัดหาง “ยังจะดีใจอีก” นางบ่น แต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นนิดหนึ่ง ทางจากเรือนท้ายจวนไปถึงครัวไม่ไกลนัก หากใช้ทางเล็กหลังแนวกำแพงจะผ่านเพียงโรงเก็บฟืนกับลานเก็บของเก่า เด็กหญิงรู้ว่าต้องหยุดตรงไหน รู้ว่าตรงไหนมีคนเดินผ่าน และรู้ว่าถ้าได้ยินเสียงสาวใช้คุยกันใกล้เข้ามา ควรหลบหลังต้นไม้ต้นใด ไม่ใช่ทุกคนจะไล่นาง บางคนเห็นแล้วเพียงทำเหมือนไม่เห็น นางชอบคนแบบนั้นที่สุด เพราะหากถูกเห็น บางครั้งจะมีคนถามว่าออกมาทำไม นางไม่รู้จะตอบอย่างไร เดินไปได้ครึ่งทาง เสียงหัวเราะดังมาจากอีกด้านของกำแพง เด็กหญิงหยุดฝีเท้า เจ้าหมาก็หยุดตาม “ชู่ว” นางยกนิ้วแตะริมฝีปากทั้งที่มันไม่ได้ส่งเสียงเสียงเด็กดังแว่วมาจากสวนด้านใน ตามด้วยเสียงสาวใช้หลายคน นางขยับเข้าใกล้ช่องระหว่างพุ่มไม้เล็กน้อย มองผ่านไปเห็นเด็กหญิงตัวเล็กอีกคนกำลังวิ่งอยู่บนทางหิน เสื้อคลุมสีชมพูอ่อนพลิ้วตามหลัง บนศีรษะมีดอกไม้ผ้าสองดอก สาวใช้สามสี่คนเดินตาม บ้างถือของ บ้างถือขนม “คุณหนูรอง ช้าหน่อยเจ้าค่ะ” เด็กคนนั้นหัวเราะแล้ววิ่งต่อ ไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็กกว่าเดินตามมา แม่นมจูงมืออยู่ข้างหนึ่ง “คุณชายน้อยอย่าวิ่งนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวล้ม” คนกลุ่มนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงหลังพุ่มไม้มองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก้มมองตะกร้าในมือ เจ้าหมาเงยหน้ามองนาง “ไปเถอะ” นางไม่ได้ตามไป ไม่ได้เรียก เพียงเดินต่อไปทางหลังครัว เพราะหากช้าเกินไป ของที่ยังกินได้อาจถูกเทรวมกับน้ำล้างหม้อหมดเสียก่อน วันนี้นางอยากได้อะไรนิ่ม ๆ สักหน่อย ฟันหน้าซี่หนึ่งของนางกำลังโยก หมั่นโถวแข็งกินลำบากเหลือเกิน เด็กหญิงเดินนำหน้า เจ้าหมาตามหลัง ไม่นานร่างเล็กทั้งสองก็หายไปหลังแนวกำแพง ส่วนอีกฟากหนึ่งของจวน เสียงหัวเราะของเด็กสองคนยังดังอยู่ไกล ๆ ไม่มีใครสังเกตเลยว่าเมื่อครู่ หลังพุ่มไม้เก่าใกล้โรงเก็บฟืน...ยังมีเด็กอีกคนหนึ่งเดินผ่านไปบทที่ 8 เสื้อกันหนาวตัวเก่าหลังฝนหยุด อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วัน ลมที่พัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างก็เปลี่ยนจากเย็นเป็นหนาว หว่านหว่านเริ่มไม่อยากลุกจากเตียงตอนเช้า วันนี้ก็เช่นกัน นางขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ดึงเสื้อของท่านยายมาคลุมทับตรงปลายเท้า ส่วนชายอีกด้านตกลงไปข้างเตียงคลุมเสี่ยวเป่าหนึ่งคนหนึ่งหมาไม่มีใครอยากขยับ จนกระทั่งท้องของหว่านหว่านร้อง เด็กหญิงลืมตามองเพดาน “หิวแล้ว” เสี่ยวเป่าไม่สนใจ “เจ้าหิวหรือไม่” มันยังหลับ หว่านหว่านถอนใจ “มีแต่ข้าที่ต้องหาอาหาร” นางลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจพอเท้าแตะพื้นก็รีบยกกลับ เย็นมาก หว่านหว่านจึงเอารองเท้าสีแดงมาสวม ตอนแรกตั้งใจจะเก็บไว้ใส่วันดี ๆ แต่หลายวันมานี้ นางเริ่มคิดได้ว่าหากเก็บไว้อย่างเดียว วันหนึ่งเท้าอาจโตจนใส่ไม่ได้ เสียดายกว่าเดิม จึงยอมใส่ เพียงแต่ยังหลบโคลนทุกครั้งเด็กหญิงล้างหน้า หวีผม แล้วไปดูอาหารที่เหลือ ไม่มี ข้าวหมดแล้ว หมั่นโถวก็หมด เหลือเพียงเกลือก้นกระปุก หว่านหว่านมองเสี่ยวเป่า “วันนี้ต้องไปเร็วหน่อย”หลังครัวคึกคักผิดปกติ ตั้งแต่ยังไม่ถึง หว่านหว่านก็ได้กลิ่นเนื้อ นางหยุดสูดหายใจเข้าเต็มแรง หอมมากไม่ใช่กลิ่นน้ำ
บทที่ 7 ข้าชื่อหว่านหว่านรองเท้าสีแดงถูกเก็บไว้บนหัวเตียง เด็กหญิงเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้นางไม่ใส่มัน เมื่อคืนมีฝนตกเล็กน้อย พื้นทางเดินยังชื้น หากเหยียบโคลนขึ้นมา คราบอาจซักไม่ออกเหมือนครั้งก่อนนางจึงกลับไปสวมรองเท้าคู่เก่า ตรงหัวมีผ้าสีน้ำเงินปะเอียง ๆ ฝีมือของตัวเอง ส่วนพื้นรองเท้าบางเสียจนเวลาเหยียบก้อนหินจะรู้สึกได้ทุกก้อน...แต่ยังใส่ได้ท่านยายเคยบอกว่าของที่ยังใช้ได้อย่าเพิ่งทิ้ง เด็กหญิงจึงเก็บคู่สวยเอาไว้ก่อน “วันนี้ไม่ใส่” นางบอกเสี่ยวเป่า เจ้าหมายืนอยู่ตรงประตู มองนางสลับกับรองเท้าสีแดงบนหัวเตียง “เปื้อน”นางอธิบายเพิ่ม มันหันกลับออกไป เด็กหญิงจึงหยิบตะกร้าแล้วตามเมื่อคืนฝนตกไม่มาก แต่ลมแรง กิ่งไม้เล็ก ๆ หล่นเต็มลาน เด็กหญิงเก็บทีละกิ่ง กิ่งที่แห้งวางไว้ด้านหนึ่ง กิ่งที่เปียกแยกไว้อีกด้าน ถ้าตากสองสามวันก็ใช้เป็นฟืนได้ เสี่ยวเป่าช่วยไม่ได้ มันเดินตามอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคาบกิ่งหนึ่งขึ้นมา เด็กหญิงเห็นก็ดีใจ “เอามานี่” เสี่ยวเป่าเดินมานางยื่นมือมันไม่ปล่อย “เอามา” เสี่ยวเป่าถอย เด็กหญิงมองมันคาบกิ่งไม้แน่นกว่าเดิม “นั่นของข้า” เสี่ยวเป่าถอยอีกก้าว เด็กหญิงวางตะกร้าเดินเข้าไปหา
บทที่ 6 รองเท้าคู่ใหม่เช้าวันนั้น เด็กหญิงพบว่าปลายเท้าตัวเองโผล่ออกมาจากรองเท้าแล้ว ไม่มาก เพียงนิ้วหนึ่งเท่านั้น นางนั่งอยู่ตรงธรณีประตู ยกเท้าขึ้นดู รูตรงหัวรองเท้าที่เคยเย็บไว้ปริออกอีกครั้ง ด้ายเส้นเก่าขาดไปสองเส้น ผ้าที่ท่านยายเคยเสริมไว้ด้านในก็บางจนมองเห็นนิ้วเท้าเด็กหญิงขยับนิ้ว นิ้วเล็กโผล่ออกมา เสี่ยวเป่าซึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ เงยหน้าขึ้น มันเดินเข้ามาดม “อย่ากัด” เด็กหญิงรีบดึงเท้าหนี เสี่ยวเป่าไม่ได้กัดเพียงดมอีกครั้ง “ขาดอีกแล้ว” นางบอกมันจากนั้นถอดรองเท้าออก พลิกดูด้านล่างพื้นรองเท้าก็บาง ตรงส้นมีรอยแตกเล็ก ๆ เด็กหญิงเอานิ้วกด นิ่มเกินไปแล้ว ถ้าเดินบนพื้นเปียก น้ำคงซึมเข้า นางนั่งคิด ต้องซ่อมจึงเดินกลับเข้าเรือน ไปเปิดหีบไม้แล้วหยิบห่อเข็มด้ายของท่านยายออกมา เศษผ้าที่เหลือมีไม่มาก นางเลือกชิ้นที่หนาที่สุด สีไม่เหมือนรองเท้าเลย รองเท้าเป็นสีเทา ผ้าเป็นสีน้ำเงินซีดแต่ไม่เป็นไร เด็กหญิงนั่งลง เริ่มเย็บเสี่ยวเป่านอนข้างขา ครั้งนี้ฝีเข็มดีกว่าคราวเย็บแขนเสื้อเล็กน้อย อย่างน้อยไม่เฉียงมาก นางเย็บผ้าปิดรู ดึงด้าย แน่นเกินไป ผ้าจึงย่น เด็กหญิงคลายออกนิดหนึ่งแล้วทำใหม่ ใช้เวลา
บทที่ 5 เจ้าชื่อเสี่ยวเป่าเช้าวันต่อมา เด็กหญิงตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเสื้อของท่านยายหายไปจากขา นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชะโงกหน้าลงไปดูข้างเตียง เสื้อสีน้ำตาลทั้งตัวกองอยู่บนพื้น ส่วนเจ้าหมานอนทับอยู่ด้านบน เด็กหญิงมองมันเจ้าหมาหลับสนิท ขาหน้าข้างหนึ่งเหยียดออกมา หัววางอยู่บนชายเสื้อราวกับมันเป็นที่นอนของตัวเองมาตั้งแต่แรก “นี่ของท่านยายนะ” ไม่มีการตอบสนอง เด็กหญิงลงจากเตียง นั่งยองตรงหน้ามัน“ข้าให้คลุม ไม่ได้ให้เอาไปนอนทับ” เจ้าหมายังหลับ นางยื่นมือไปดึงชายเสื้อ ดึงไม่ออกตัวมันหนัก “ลุก” มันลืมตาข้างหนึ่ง “ลุกก่อน” คราวนี้ลืมทั้งสองข้าง แต่ยังไม่ลุกเด็กหญิงขมวดคิ้ว จากนั้นใช้สองมือจับเสื้อแล้วออกแรงดึง เจ้าหมาถูกลากตามมานิดหนึ่งมันจึงยอมลุกในที่สุด เด็กหญิงรีบคว้าเสื้อขึ้นมาปัดขนหมาออกทีละเส้น “สกปรกหมดแล้ว”เมื่อคืนตัวเองเป็นคนเอาเสื้อลงไปคลุมมัน เรื่องนี้นางลืมไปชั่วคราว พอปัดเสร็จจึงยกเสื้อขึ้นดม ไม่เหม็นนางโล่งใจ ถ้าต้องซักวันนี้คงไม่แห้งอากาศด้านนอกยังเย็นอยู่ เด็กหญิงพับเสื้ออย่างที่พยายามจำจากท่านยาย แล้วเก็บกลับลงหีบคราวนี้พับได้ตรงกว่าเมื่อวานเล็กน้อยนางจึงพอใจ “คืนนี





