Se connecterหมดสติคาโต๊ะทำงาน ตื่นอีกที เฉินม่านอวี้ ก็กลายเป็นเจ้าสาวในเกี้ยว ถูกส่งมาแต่งกับคุณชายใหญ่ผู้เย็นชา แม่สามีดูแคลนว่าเป็นเพียงลูกพ่อค้า ส่วนหญิงงามอีกคนก็ประกาศว่ารอเป็นภรรยาตัวจริง! เช่นนั้นนางจะอยู่ไปทำไมให้เสียเวลา? “หกเดือนแล้วหย่ากัน ระหว่างนี้หากไม่รัก ก็อย่าแตะต้องข้า”
Voir plusตื่นอีกที ข้าก็เป็นเจ้าสาว
ตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พร่าเลือนเป็นครั้งที่สาม
เฉินม่านอวี้ยกมือกดหัวคิ้ว ก่อนเลื่อนเอกสารกลับไปตรวจรายการเดิมอีกครั้ง เงินลงทุนก้อนใหญ่กำลังจะถูกนำเข้าที่ประชุมในเช้าวันพรุ่งนี้ แต่สมมติฐานรายได้ของโครงการกลับสูงเกินกว่าข้อมูลตลาดที่ฝ่ายวิจัยส่งมา หากปล่อยรายงานฉบับนี้ผ่านไปโดยไม่ทักท้วง ความเสียหายคงไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขในตาราง
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอบอกเวลาเกือบตีสอง ใต้เวลามีข้อความจากมารดาค้างอยู่
‘ทำงานเสร็จหรือยัง อย่าลืมกินข้าว’
ม่านอวี้มองกล่องอาหารที่วางอยู่ข้างแก้วกาแฟ ข้าวเย็นชืดไปนานแล้ว ส่วนกาแฟแก้วที่สามเหลือเพียงคราบสีน้ำตาลติดก้นถ้วย
เธอพิมพ์ตอบว่าใกล้เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ทันส่ง สายเรียกเข้าจากหัวหน้าโครงการก็ปรากฏขึ้นเสียก่อน
“ตรวจถึงไหนแล้วม่านอวี้ ทางกรรมการอยากได้ข้อสรุปก่อนแปดโมง”
“ฉันพบปัญหาในประมาณการรายได้ค่ะ ต้องแก้สมมติฐานอย่างน้อยสองส่วน และควรเพิ่มกรณีที่ยอดขายต่ำกว่าเป้าเข้าไปด้วย”
“เอาตัวเลขเดิมเข้าประชุมก่อนได้ไหม แล้วค่อยชี้แจงความเสี่ยงภายหลัง”
ม่านอวี้หลับตาลงชั่วครู่
“ถ้าข้อสรุปตั้งอยู่บนตัวเลขที่เราเองก็ไม่เชื่อ ฉันคงลงชื่อรับรองไม่ได้ค่ะ”
ปลายสายเงียบไป ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“อย่างนั้นช่วยเร่งหน่อยนะ ทุกคนรอคุณอยู่”
หลังวางสาย เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คำว่าทุกคนรอคุณอยู่ฟังคล้ายคำชื่นชม ทว่าในเวลานี้มันกลับหนักจนแทบยกแขนไม่ขึ้น
เธอทำงานต่อเนื่องมาหลายคืน หลับบนโซฟาในห้องพักพนักงานมากกว่าบนเตียงที่บ้าน ความเหนื่อยล้าซึ่งเคยข่มด้วยกาแฟเริ่มกลายเป็นอาการคลื่นไส้และแน่นหน้าอก
ม่านอวี้เลื่อนเก้าอี้ถอยออก ตั้งใจจะลุกไปขอน้ำจากห้องส่วนกลาง
แต่ทันทีที่ยืน โลกตรงหน้ากลับเอียงวูบ
มือของเธอคว้าขอบโต๊ะ กระดาษหลายแผ่นร่วงกระจาย เสียงโทรศัพท์ตกกระทบพื้นดังใกล้ตัว เธอพยายามเรียกคน ทว่าลำคอกลับเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแผ่วเบา
สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือข้อความถึงมารดาซึ่งยังไม่ได้ส่ง
จากนั้นทุกอย่างก็ดับลง
เสียงดังแหลมสายหนึ่งแทรกเข้ามาในความมืด
ม่านอวี้ขมวดคิ้ว เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงเครื่องมือในโรงพยาบาล ยิ่งฟังยิ่งคล้ายเครื่องดนตรีที่บรรเลงประชันกับเสียงกลองและเสียงคนพูดคุย
ร่างของเธอกำลังโยกไหว
กลิ่นเครื่องหอมหวานจัดลอยอยู่ใกล้จมูก มีบางสิ่งหนักกดอยู่บนศีรษะ ขณะที่แผ่นหลังถูกบังคับให้ตั้งตรงด้วยเสื้อผ้าหลายชั้น
ม่านอวี้ลืมตา
สีแดงปรากฏอยู่เต็มสายตา
เธอยกมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วสัมผัสผ้าเนื้อนุ่มที่คลุมอยู่เหนือใบหน้า เมื่อลองเปิดขึ้น ม่านสีแดงเข้มกับผนังไม้แคบ ๆ ก็ปรากฏตรงหน้า
นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล
หญิงสาวก้มมองตัวเอง
แขนเสื้อกว้างปักลายด้วยไหมสีทอง กระโปรงยาวคลุมไปถึงปลายรองเท้า บนข้อมือมีสร้อยทองเส้นเล็ก ส่วนมือที่วางอยู่บนตักขาวนวลและเล็กกว่ามือที่เธอคุ้นเคย
ม่านอวี้พลิกฝ่ามือขึ้นทันที
รอยแผลเล็กตรงโคนนิ้วหัวแม่มือหายไปแล้ว
เธอเคยถูกกระจกบาดตอนเรียนมหาวิทยาลัย แผลนั้นจางลงมากแต่ไม่เคยหาย ทว่าตอนนี้ผิวตรงตำแหน่งเดิมกลับเรียบสนิท
ความเย็นแล่นขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง
“หยุดก่อน”
เสียงที่หลุดจากริมฝีปากนุ่มกว่าปกติจนเธอชะงัก
ม่านด้านข้างถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดสีเขียวอ่อนก้มเข้ามา เมื่อเห็นผ้าคลุมหน้าถูกเปิดก็เบิกตากว้าง
“คุณหนู เปิดผ้าคลุมหน้าเองไม่ได้เจ้าค่ะ”
“ที่นี่ที่ไหน”
“อยู่บนถนนไปจวนเซียวเจ้าค่ะ อีกไม่นานก็ถึงแล้ว”
“จวนเซียว?”
เด็กสาวมองเธออย่างกังวล
“คุณหนูเวียนศีรษะอีกแล้วหรือเจ้าคะ เมื่อเช้าท่านแทบไม่ได้กินอะไร บ่าวบอกแล้วว่าควรกินขนมรองท้องสักหน่อย”
ม่านอวี้กำลังจะถามต่อ แต่ความปวดร้าวกลับแล่นเข้าขมับอย่างฉับพลัน
ภาพจำนวนมากทะลักเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
เรือนหลังใหญ่ที่มีกองผ้าพับเรียงอยู่ในห้องเก็บสินค้า ชายวัยกลางคนผู้มักลูบศีรษะเธอด้วยแววตาอ่อนโยน หญิงรับใช้ที่ยืนวัดตัวเพื่อตัดชุดแต่งงาน และกระดาษสีแดงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในห้องรับรอง
หลินลี่ชา
ชื่อนั้นผุดขึ้นพร้อมความทรงจำของหญิงสาวอีกคน
บุตรสาวคนเดียวของหลินเจิ้งถัง เจ้าของร้านผ้าและโรงย้อมหลายแห่ง ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจนแทบไม่เคยตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยตนเอง
วันนี้นางกำลังจะแต่งงาน
เจ้าบ่าวชื่อเซียวเยี่ยนโจว คุณชายใหญ่ของตระกูลเซียว บุตรชายอดีตขุนนางผู้มีชื่อเสียง
หลินลี่ชาเคยพบเขาเพียงครั้งเดียวจากระยะไกล
และเพียงครั้งเดียวนั้นก็ไม่เคยได้พูดกันสักคำ
ม่านอวี้ยกมือกุมขมับ ลมหายใจถี่ขึ้น เด็กสาวด้านนอกรีบเอื้อมมือมาประคอง
“คุณหนู!”
“ขอข้าพักสักครู่”
คำพูดหลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับร่างกายนี้รู้จักวิธีพูดอยู่ก่อนแล้ว
ผู้ดูแลก้มหน้าต่ำ“ข้าน้อยส่งเรื่องให้ห้องบัญชีแล้วขอรับ คิดว่าจ่ายไปบางส่วนแล้ว”“ส่วนใด”“ข้าน้อยต้องกลับไปตรวจอีกครั้ง”เยี่ยนโจวมองเขานิ่ง ก่อนสั่งให้คนไปตามผู้ดูแลบัญชี พร้อมนำสมุดรายจ่ายค่าอาหารในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาออกมาลี่ชายืนฟังอยู่ด้านข้าง ไม่ได้เสนอเปิดหีบสินเดิม ไม่ได้เรียกชิงเถาไปหยิบเงินนางรู้ว่าพ่อค้าเดือดร้อน แต่เงินหนึ่งก้อนที่จ่ายออกไปโดยไม่รู้สาเหตุอาจเพียงช่วยให้ความผิดปกติถูกซ่อนต่อไปอีกครั้งผู้มีหน้าที่ต้องเห็นปัญหาและรับผิดชอบก่อน“ท่านจะกลับร้านก่อนไหม”เยี่ยนโจวหันไปถามพ่อค้า“ข้าจะให้คนไปแจ้งผลภายในพรุ่งนี้ พร้อมกำหนดวันจ่ายที่ชัดเจน”ชายผู้นั้นลังเล เห็นได้ชัดว่าเคยได้รับคำรับปากมาหลายครั้งแล้วลี่ชาจึงกล่าวขึ้นเบา ๆ“ให้เขียนใบรับเรื่องไว้ ระบุยอดที่ท่านนำมาแจ้งวันนี้ด้วยดีหรือไม่ เมื่อคุณชายตรวจแล้ว จะได้คุยกันจากรายการเดียวกัน”เยี่ยนโจวพยักหน้า เรียกคนมาจัดการตามนั้น แล้วคืนสมุดให้พ่อค้านำกลับ โดยให้คัดรายการที่จำเป็นเก็บไว้ เมื่อได้หนังสือซึ่งมีชื่อคุณชายใหญ่กำกับ พ่อค้าจึงยอมคารวะกลับไป สีหน้าโล่งขึ้นบ้าง แม้ยังไม่ได้เงินในวันนี้ ผู้ดูแลบัญชีมาถึง
ทุกคนรับคำ แต่ไม่มีใครหยิบชามขึ้นมาก่อนนางเดินพ้นไปลี่ชาหยุดตรงมุมกำแพง รอให้คนกลับมานั่งแล้วจึงถามชิงเถาเบา ๆ“คนของเรากินอาหารที่ไหน”“ข้างครัวเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่เมื่อเช้าบ่าวกินขนมที่เหลือจากเมื่อคืน”“มื้อกลางวันล่ะ”ชิงเถาชะงักไปเล็กน้อย“กินแล้วเจ้าค่ะ”ลี่ชามองนาง“เหมือนที่เพิ่งเห็นหรือไม่”เด็กสาวพยักหน้า“แต่บ่าวไม่ได้หิวมาก คุณหนูไม่ต้องกังวล”นางไม่เชื่อคำว่าไม่หิวเท่าใดนัก ชิงเถาเดินเข้าออก ยกน้ำ ยกของ และช่วยจัดหีบมาตลอดวัน อาหารเท่านั้นคงไม่พอแน่“เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”“บ่าวเพิ่งมา ไม่ทราบแน่เจ้าค่ะ ได้ยินคนในครัวบอกว่าช่วงนี้ต้องประหยัด”ลี่ชาหันมองไปทางเรือนรับรองกลิ่นเป็ดย่างยังลอยอยู่ในอากาศการรับแขกมีค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากจำเป็นต้องประหยัดจนคนทำงานกินไม่อิ่ม ก็ควรมีเหตุผลมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ เพียงคำเดียวนางกำลังจะเดินกลับ เมื่อเสียงโต้เถียงดังมาจากทางประตูหลัง“ข้าไม่ได้มาขอเงินล่วงหน้า ข้ามาทวงเงินที่ค้างอยู่!”“เบาเสียงหน่อย ที่นี่จวนเซียว จะส่งเสียงเอะอะเช่นนี้ได้อย่างไร”“ข้ารู้ว่าเป็นจวนเซียวจึงอดทนรอมา แต่คนงานร้านข้าก็ต้องกินข้าว หากยังไ
เยี่ยนโจวเหลือบมองเป็นระยะ เขาคิดว่านางอาจขุ่นเคืองจนวางตะเกียบหนี หรือน้ำตาคลอจากคำตำหนิ แต่นางกลับกินอาหารอย่างเรียบร้อย ตอบเมื่อถูกถาม และขอตัวกลับเมื่อผู้ใหญ่อนุญาตความสงบเช่นนั้นทำให้เขาเดาอารมณ์ไม่ออกยิ่งกว่าเดิม ระหว่างทางกลับเรือน ชิงเถาเดินตามอยู่ด้านหลังจนเยี่ยนโจวให้ถอยห่างออกไปเล็กน้อย“เจ้าคิดมากเรื่องเมื่อครู่หรือ”ลี่ชาเดินต่ออีกสองก้าวจึงหยุด“ท่านหมายถึงเรื่องใด”“ท่านแม่พูดตรงไปบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาร้าย”นางหันมาหาเขา“ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าท่านแม่มีเจตนาร้าย”เยี่ยนโจวเงียบไป ลี่ชามองทางเดินซึ่งทอดไปถึงเรือนของตน แสงแดดอ่อนตกบนขอบกระเบื้อง ใกล้กันมีสาวใช้กวาดใบไม้ คนในจวนเริ่มทำงานตามปกติราวกับเช้านี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น“เมื่อคืนท่านรับปากว่าสินเดิมอยู่ในการดูแลของข้า”“ข้าไม่ได้ให้เจ้ายกกุญแจออกไป”“แต่เมื่อข้าบอกเช่นเดียวกันต่อหน้าท่านแม่ ท่านกลับขอให้ข้าใจเย็น”“ข้าเพียงไม่อยากให้เถียงกันต่อหน้าคนรับใช้”“เช่นนั้นท่านคิดว่าข้าควรตอบอย่างไร”เยี่ยนโจวขมวดคิ้ว ลี่ชารอ แต่เขายังไม่มีคำตอบ หากนางปฏิเสธ แม่เขาย่อมโกรธ หากนางส่งกุญแจให้ เรื่องคงจบลงอย่างสงบ อย่างน้อยก็ใ
ลี่ชาสบตาแม่สามี“อยู่กับข้าเจ้าค่ะ”“เอามาให้แม่บ้านเก็บไว้ที่คลังกลาง ของมีราคาควรอยู่รวมกัน คนดูแลจะได้ไม่สับสน”ชิงเถามือเย็นทันทีลี่ชากลับเพียงถาม“ท่านแม่หมายถึงของขวัญในกล่องนี้ หรือสินเดิมทั้งหมดเจ้าคะ”“สินเดิมของเจ้านั่นแหละ”“ของขวัญที่มอบวันนี้ให้แม่บ้านนำเข้าคลังได้เลยเจ้าค่ะ ส่วนสินเดิม ข้าจัดคนดูแลไว้แล้ว”ถ้วยชาในมือเหอซูหลันถูกวางลงบนจานรองแรงขึ้นเล็กน้อย“เจ้าเพิ่งเข้าจวนวันเดียว จะรู้ได้อย่างไรว่าควรจัดการของเช่นไร”“ข้ามีบัญชีและผู้ดูแลจากบ้านเดิมช่วยส่งมอบ ทุกหีบตรวจครบแล้ว เมื่อคืนแม่บ้านของจวนก็ลงชื่อรับทราบจำนวนไว้เจ้าค่ะ”“ข้าถามเรื่องกุญแจ ไม่ได้ถามว่าเจ้าตรวจของแล้วหรือยัง”บรรยากาศในโถงเงียบลงเซียวจิ่งเหวินเงยหน้าจากถ้วยชา ส่วนเยี่ยนโจวซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเริ่มขมวดคิ้วลี่ชาวางมือบนตักเพื่อไม่ให้เผลอกำชายเสื้อ“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ แต่สินเดิมเป็นทรัพย์สินที่ท่านพ่อยกให้ข้า ข้าจึงอยากเก็บกุญแจและดูแลบัญชีเอง หากในจวนต้องการใช้สิ่งใด ขอให้แจ้งรายการ ข้าจะพิจารณาให้”เหอซูหลันหน้าเปลี่ยนสี“เจ้าพูดเหมือนคนในจวนต้องมาขอของจากเจ้า”ลี่ชานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่า





