Mag-log inเมื่อสาวไทยสู้ชีวิตตกน้ำเจ้าพระยา แล้ววาร์ปข้ามมิติมาโผล่กลางแท่นบูชายันต์ในยุคราชวงศ์หมิง!
view more“ขอบคุณที่ให้ความสนใจในบริษัทของเรานะคะ แต่ทางเราพิจารณาแล้วเห็นว่าคุณสมบัติของคุณยังไม่ตรงกับตำแหน่งที่เรากำลังเปิดรับในขณะนี้...”
เสียงหวานๆ ของพนักงานต้อนรับฝ่ายบุคคลยังคงดังก้องอยู่ในหัวของ ‘มัสยา’ หรือ ‘มัส’ สาวไทยวัยยี่สิบสองปีที่เพิ่งเรียนจบหมาดๆ จากคณะโบราณคดี
เธอทอดสายตามองใบปฏิเสธงานฉบับที่สิบของเดือนนี้ด้วยแววตาห่อเหี่ยว รองเท้าคัทชูราคาถูกที่ซื้อมาจากตลาดนัดเริ่มกัดส้นเท้าจนเจ็บแปลบ แต่สิ่งที่เจ็บกว่าส้นเท้าคือกระเป๋าตังค์ที่เหลือแบงค์ร้อยอยู่ใบเดียว พร้อมกับเศษเหรียญประปรายที่พอจะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตไปได้อีกไม่กี่วัน
“ทำไมชีวิตมันรันทดแบบนี้วะ! พ่อแม่ก็เสียไปตั้งแต่เด็ก ยายที่คอยสอนวิชาค้าขายให้ก็เพิ่งมาจากไปอีก เงินค่าเช่าห้องก็ค้างเขามาสองเดือนแล้ว ถ้าสิ้นเดือนนี้ยังหางานไม่ได้ มีหวังได้ไปนอนนับดาวข้างถนนแน่ๆ"
มัสยาบ่นพึมพำพร้อมกับเดินลากรองเท้ามาตามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ลมยามเย็นพัดผ่านใบหน้าสะสวยที่ไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม เธอกดสมาร์ทโฟนหา ‘กล้วยตาก’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องมาตกงานแบบแพ็คคู่ไม่ต่างกัน
[ว่าไงแก...โดนเทอีกแล้วเหรอ] เสียงกล้วยตากดังก้องผ่านมาตามสาย
“อือ...เขาบอกว่าสาขาที่ฉันจบมามันไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกยุคดิจิทัลว่ะแก ตลาดโลกต้องการโปรแกรมเมอร์ นักการตลาด แต่ไม่ได้ต้องการคนที่รู้ว่าฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงใส่ชุดสีอะไรไง!”
มัสยากรอกเสียงลงโทรศัพท์อย่างท้อแท้หมดหวัง
“ตอนนี้ฉันยืนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟไอคอนสยามสะท้อนน้ำสวยมากเลยแก แต่ว่าตอนนี้หัวใจฉันมันมืดมนมองไม่เห็นทางอะไรสักอย่างเลยว่ะ”
[เฮ้ยแก! อย่าคิดสั้นนะมัส! แกยังมีฉันอยู่นะเว้ย!] กล้วยตากร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
“คิดสั้นบ้าอะไร ฉันแค่มาเดินยืดเส้นยืดสาย...แค่นี้ก่อนนะแก เจ็บส้นเท้าชะมัด”
มัสยาตัดสายไปพลางถอนหายใจยาว เธอเดินไปเกาะราวสะพานเหล็ก เงี่ยหูฟังเสียงกระแสน้ำวนเบื้องล่างอย่างเหนื่อยล้า
ความเครียดที่สะสมมาหลายเดือนทำให้เด็กสาวตัดสินใจสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาวที่แล่นผ่านไป
“โว้ยยยยย! ไอ้โลกเฮงซวย! คนฉลาด มีหัวการค้าอันดับหนึ่งแบบฉัน ทำไมต้องมาตกงานเพราะใบปริญญาใบเดียวด้วยวะ! ถ้าขยันแล้วมันยากนัก ช่วยส่งฉันไปที่ไหนก็ได้ที่ฉันจะรวยทีเถอะ!”
ในจังหวะนั้นเอง...ชายพลเมืองดีสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเดินผ่านมาได้ยินคำว่า ‘ริมแม่น้ำ’ กับ ‘ไอ้โลกเฮงซวย’ ประกอบกับท่าทางที่เกาะราวสะพานแน่น สัญชาตญาณความหวังดีก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที
“น้องครับ!!! อย่าคิดสั้นนะน้องงงง!”
“เอ๊ะ? อ๊ะ!...”
ยังไม่ทันที่มัสยาจะหันไปปฏิเสธ ร่างหนาของพลเมืองดีก็วิ่งเข้ามาชาร์จตัวเธอจากด้านหลังด้วยความเร็วสูง แต่ทว่าแรงส่งที่มากเกินไปประกอบกับพื้นสะพานที่ลื่นจากละอองฝน ทำให้เท้าของทั้งคู่สะดุดเข้ากับขอบปูนอย่างจัง
พรึ่บ!
“ว้ายยยยยยย!”
ร่างของมัสยาลอยละลิ่วข้ามราวสะพานเหล็ก ร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างทันทีโดยที่พลเมืองดีคนนั้นคว้าไว้ได้เพียงความว่างเปล่า
ตู้มมมมมมม!
มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักเข้าปากและจมูกอันดับแรก ความเย็นเยียบของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนโอบล้อมร่างของเด็กสาวเอาไว้ มัสยาที่ว่ายน้ำไม่เป็นสติกระเจิดกระเจิง เธอพยายามตะเกียกตะกายตีขา แต่น้ำหนักของเสื้อเชิ้ตและกระโปรงพลีทยาวเปียกน้ำกลับฉุดรั้งร่างของเธอให้จมลึกลงไปเรื่อยๆ
‘นี่ฉันต้องมาตายจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย...ยายจ๋า มัสกำลังจะไปหาข้าวมันไก่ฝีมือยายแล้วนะ...’
ภาพความทรงจำสุดท้ายในหัวเริ่มเลือนลาง สติของมัสยาดับวูบลงไปพร้อมกับความมืดมิดใต้ท้องน้ำ
.
.
“ซ่า...ซ่า...”
เสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ ผสมปนเปไปกับเสียงเครื่องดนตรีโบราณประเภทฉาบและกลองที่ดังรัวเป็นจังหวะแปลกหู กลิ่นควันธูปและเครื่องกำยานฉุนกึกโชยเข้าจมูกจนชวนแสบคอ
“แคร่กๆ! ฮึก...แคร่กๆๆ!”
มัสยาโก่งคอไออย่างรุนแรง น้ำขุ่นๆ ทะลักออกจากปากและจมูกจนหูตาทั้งสองข้างอื้ออึง ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บ สติที่เพิ่งฟื้นคืนมายังพร่าเลือนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
‘เออ...ข้าวมันไก่ฝีมือยายทำไมกลิ่นเหมือนธูปไหว้เจ้าขนาดนี้วะ?’ มัสยาคิดในใจอย่างมึนงง พลางยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ขยับลืมขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือลานหินกว้างขวางริมแม่น้ำสายใหญ่ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่มันไม่ใช่แม่น้ำเจ้าพระยาที่เธอคุ้นเคย แสงไฟจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังหายไปสิ้น เหลือเพียงแสงจากคบเพลิงนับร้อยดวงที่ปักอยู่รอบๆ ลานพิธี และที่ทำให้นเธอต้องเบิกตากว้างด้วยความฉงนคือ...รอบตัวของเธอกลับเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มจำนวนมาก ทุกคนสวมชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์กรุยกราย นั่งคุกเข่าร้องไห้ระงมจนตัวโยน
“นี่ฉัน...อยู่ในนรกเหรอ? ทำไมยมโลกคนเยอะจังวะ ยิ่งกว่าต่อคิวสมัครงานอีก”
มัสยาพึมพำเสียงหลง พลางก้มลงสำรวจตัวเอง แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่าเสื้อเชิ้ตและกระโปรงนักศึกษาหายไปแล้ว กลายเป็นชุดโบราณสีขาวที่ยาวรุ่มร่ามจนพันกันนุงนัง
“ท่านเทพวารีโปรดเมตตา...ฮือๆๆ ข้ายังไม่อยากตาย”
เด็กสาวคนหนึ่งสะอื้นไห้พลางพึมพำอยู่ข้างกายเธอ
“เดี๋ยวนะน้อง...”
มัสยาเอื้อมมือไปสะกิดแขนเด็กสาวคนนั้น แต่พอเห็นมือตัวเองเธอก็ต้องช็อกซ้ำสอง มือของเธอเล็กลง ผิวพรรณนุ่มนิ่มราวกับเด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปด
“เฮ้ย! มือใครวะ! แล้วนี่ฉันฝันอยู่ใช่ไหม? เครียดจัดจนสมองหลอนสร้างภาพฝันระดับโฟร์ดีขึ้นมาแน่ๆ!”
ด้วยความเชื่อฝังหัวว่าตัวเองกำลังฝันหรือเกิดอาการประสาทหลอน มัสยาจึงลุกขึ้นยืนพรวดพราดโดยไม่สนใจบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์รอบตัวเลยสักนิด เธอเริ่มเอามือตบแก้มตัวเองดัง เพียะ! เพียะ! หวังจะให้ตัวเองตื่นจากฝัน
“ตื่นสิมัส! ตื่น! ยายช่วยด้วย มัสโดนผีอำหรือเปล่าวะเนี่ย!”
เธอบ่นพึมพำเสียงดังพลางเริ่มกระโดดเหยงๆ สะบัดแขนสะบัดขาเพื่อไล่ความมึนงงออกจากตัวเอง
การกระทำอันสุดแสนจะแปลกประหลาดและหลุดโลกของมัสยา ท่ามกลางลานพิธีที่ทุกคนกำลังโศกเศร้าอาลัย ส่งผลให้เสียงสวดมนต์ของนักบวชชราถึงกับสะดุดกึก! กลองและฉาบที่เคยตีรัวเป็นจังหวะศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ แผ่วลงจนเงียบสนิท ทั้งลานพิธีตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตา ไม่เว้นแม้กระทั่งทหารเกราะเหล็กที่ยืนถือทวนนับร้อยนาย ต่างหันมาจับจ้องหญิงสาวเป็นตาเดียว
“นั่น...นางฟื้นแล้ว แต่เหตุใดเครื่องเซ่นชิ้นที่แปดสิบแปดถึงมีท่าทีราวกับคนเสียสติเช่นนั้น?”
ท่านนักบวชชราขมวดคิ้วแน่น ชี้ไม้เท้าขนนกมาที่มัสยาด้วยนิ้วอันสั่นเทา พิธีกรรมบูชายันต์เพื่อปัดเป่าความแร้นแค้นให้ฮ่องเต้ต้องชะงักลงอย่างกะทันหัน
“เครื่องเซ่น? ใครจะบ้ายอมเป็นเครื่องเซ่น!”
มัสยาที่ยังคงคิดว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในความฝันสุดเพี้ยน ตะโกนสวนกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ท่าทางเกรี้ยวกราด และฝีปากกล้าของเธอทำเอาเหล่าทหารหลวงถึงกับเลิกลัก ทำตัวไม่ถูกกับ 'ผีเข้า' รายนี้
เธอยังไม่รู้เลยสักนิดว่า โลกใบนี้ไม่ใช่ความฝัน และดินแดนที่เธอกำลังยืนอยู่นั้น...คือราชวงศ์หมิงอันเต็มไปด้วยภยันตราย!
แรงกระชากอย่างไม่เบามือส่งผลร่างระหงที่ยังคงเปียกปอนของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ ให้ถลันเข้าไปภายในตัวรถม้าหรูหราทันที ประตูไม้หนาหนักถูกปิดกระแทกลงเสียงดังลั่น ก่อนที่ตัวรถม้าจะเริ่มเคลื่อนที่ออกตัวอย่างรวดเร็วตามแรงขับเคลื่อนของม้าศึกภายในพื้นที่อันจำกัดและแสงค่อนข้างสลัวของตัวรถม้า บรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายอันหนักหน่วงชวนให้หายใจขัด ‘จูเซวียนหรง’ ยืนตระหง่านค้ำร่างของหญิงสาวเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักบัดนี้มืดครึ้มราวกับพายุฝน นัยน์ตาคมกริบลุกโชนด้วยเพลิงโทสะและอารมณ์หึงหวงที่ปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด ลมหายใจของพระองค์สั่นสะท้านด้วยความโกรธจัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เจ้าทำตัวเหลวไหลสิ่งใดลงไป! เสิ่นเมี่ยวหลิง!”เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวระคนเดือดดาล พระองค์ก้าวเข้าประชิดจนระยะห่างระหว่างทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ“เป็นถึงสตรีในห้องหอ แต่กลับกระโดดโลดเต้นลงน้ำท่ามกลางสายตาบุรุษนับร้อย มิหนำซ้ำยังยอมให้ชายอื่นแตะเนื้อต้องตัวกอดประคองอย่างง่ายดาย! เจ้าไม่รู้จักคำว่ารักนวลสงวนตัวเลยหรืออย่างไร!”มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงที่กำลังสั่นสะท้านเพราะความหนาว เงยหน้ามองสบตาคู่คมนั้นด้วยความโกรธจัด
เสียงอื้ออึงสรรเสริญและความโกลาหลริมฝั่งคลองขุดหลวงดังเซ็งแซ่ จนสะท้อนขึ้นไปถึงชั้นสามของหอนางโลมอันดับหนึ่งกลางเมืองหลวง เสียงอันกึกก้องของความตื่นตระหนกจากฝูงชนดึงความสนใจของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ให้ต้องละสายตาจากจอกสุรานารีแดง พระองค์วางจอกขัดเงาลงบนตั่งนุ่มเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาที่ระเบียงไม้ฉลุเพื่อทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่างด้วยความสนพระทัยและทันทีที่นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์คู่นั้นกวาดไปพบร่างระหงของสตรีที่เพิ่งก้าวพ้นเหนือน้ำ จูอวี่เฉินถึงกับประทับนิ่ง ตะลึงตาค้างไปชั่วขณะ!ภาพตรงหน้าคือดรุณีแรกรุ่นผู้มีรูปโฉมงดงามหยาดเยิ้มจนบดบังทัศนียภาพรอบกายจนสิ้น แม้ในยามนี้เรือนร่างระหงอ้อนแอ้นของนางจะอยู่ในสภาพที่เปียกปอนจนผ้าไหมสีฟ้าครามแนบเนื้อ เส้นผมสีดำขลับลู่ไปตามแผ่นหลังบาง และมีหยาดน้ำใสเกาะพราวตามดวงหน้านวลเนียนอมชมพู ทว่ามันกลับทวีความเย้ายวนใจ ปลุกเร้าสัญชาตญาณบุรุษเพศได้อย่างประหลาด คำเล่าลือเกี่ยวกับความงามฉบับนางล่มเมืองที่เคยได้ยินในตำรา บัดนี้ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้าพระองค์แล้ว“งดงาม...งดงามยิ่งนัก”จูอวี่เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่
ท่ามกลางเสียงพิณบรรเลงแว่วหวานระคนเสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ภายในห้องรับรองสุดหรูชั้นสามของหอนางโลมอันดับหนึ่งกลางเมืองหลวง กลิ่นเหล้านารีแดงรสเลิศอบอวลตัดกับกลิ่นแป้งร่ำ บุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอยู่บนตั่งนุ่มอย่างสบาย ทว่าท่วงท่านั้นกลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตรายที่ชวนให้ลุ่มหลงเขาผู้นั้นคือ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ บุตรชายของฮองเฮาผู้เป็นคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญขององค์รัชทายาท‘จูอวี่เฉิน’ มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตร คิ้วกระบี่พาดเฉียงดวงตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ที่มักจะฉายแววเจ้าสำราญอยู่เป็นนิจ ทว่าในส่วนลึกกลับซ่อนความโหดเหี้ยมเย่อหยิ่งไว้ใต้รอยยิ้มละมุนละไม จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากบางเฉียบที่กำลังยกยิ้มขณะกระดกจอกสุราเข้าปากอย่างสุนทรีย์ เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสยายล้อมกรอบใบหน้าหล่อเหลาบาดตา ขับให้เขาดูเป็นคุณชายเจ้าสำราญผู้ไม่แยแสโลก ทว่าเบื้องหลังความสำราญนี้กลับซ่อนความทะเยอทะยานที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มังกรและที่มุมมืดด้านหลังตั่งนอน ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทของ ‘เหลยจวิน’ องครักษ์คู่ใจยืนนิ่งสงบราวกับไร้ตัวตน นัยน์ตาของเหลยจวินเรียบเฉยและเงียบขรึ
บรรยากาศภายในห้องโถงกลางของตำหนักลับกลับคืนสู่ความเคร่งขรึมอีกครั้ง ‘จูเซวียนหรง’ นั่งประทับบนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวหนา สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องสตรีตรงหน้าซึ่งบัดนี้อยู่ในชุดสีฟ้าครามงดงามราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ พระองค์สั่งให้ทหารและสาวใช้ออกไปจนหมด เพื่อเปิดฉากสอบสวนสตรีประหลาดผู้นี้ด้วยพระองค์เองอีกครั้ง“เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว เสิ่นเมี่ยวหลิง” เสียงทุ้มเข้มต่ำเอ่ยคาดคั้นแกมบังคับ“บอกข้ามาตามตรง เจ้าเป็นใครมาจากไหน? เหตุใดคุณหนูในห้องหออย่างเจ้าถึงตกลงไปอยู่ในแม่น้ำจนต้องมาเข้าร่วมพิธีบูชายันต์ของฮองเฮาได้ และทำไมกิริยาวาจาของเจ้าถึงแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเยี่ยงนี้?”มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงถอนหายใจยาว ยื่นมือสองข้างออกไปข้างหน้าอย่างจนปัญญา“ข้าบอกท่านไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าข้าไม่ได้ชื่อเสิ่นเมี่ยวหลิง! ตัวตนจริงๆ ของข้าคือ มัสยา ข้ามาจากโลกอนาคตอีกห้าร้อยกว่าปีข้างหน้านู่น...มาจากประเทศที่ชื่อว่าประเทศไทย!”จูเซวียนหรงขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย“โลกอนาคต? ประเทศไทย? วาจาเหลวไหลสิ้นดี! มนุษย์ข้ามเวลาได้เยี่ยงไร? แล้วเหตุใดเจ้าต้องพูดจาแปลกประหลาด

















