LOGINณ ตำหนักเทียนหวาง พระราชวังแคว้นฉิน หลังจากเหตุการณ์ที่ลานเทียนหยวน ผ่านไปเป็นเวลาสองเดือน ฮองเฮาเฉิงซูหลิง ตั้งครรภ์หลังจากพิธีอภิเษกสมรสและหลังจากนั้นอีกสามวันหลังจากนางรู้ว่าตั้งครรภ์ นางก็ได้สูญเสียทายาทมังกรไป เป็นการแท้งโดยมิรู้สาเหตุ หมอหลวงตรวจพระอาการแล้วกราบทูลฮองเฮาเฉิงซูหลิง และแม่ทัพใหญ่เฉิงอันว่าร่างกายที่แข็งแรงกระปรี้กระเปร่าของฮองเฮาต่อจากนี้จะอ่อนแอลงตามลำดับ มิเอื้ออำนวยต่อการตั้งครรภ์และอุ้มครรภ์ได้อีกต่อไป
วันต่อมาก็มีข่าวว่าหมอหลวงโรคเก่ากำเริบเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
แม่ทัพใหญ่เฉิงอันผู้เป็นบิดาของฮองเฮาเฉิงซูหลิง ได้พยายามจัดหาหมอที่มีชื่อเสียงในแคว้นฉินหลายๆ คนเข้ามาตรวจอาการ เพราะต้องการให้บุตรีของตนนั้นมีโอรสสวรรค์ให้กับฮองเต้หลี่เหวินเจี๋ยให้ได้
ฮองเฮาเฉิงซูหลิงเข้าใจท่านพ่อของนางดี อนาคตฮ่องเต้คนต่อไปของต้าฉิน จะต้องเป็นโอรสสวรรค์ที่เกิดจากนางเท่านั้น ฮองเฮาเฉิงซูหลิงถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม เรื่องนี้สร้างความเครียดให้นางเป็นอย่างยิ่ง ด้วยหน้าที่ของผู้เป็นใหญ่ในวังหลัง การสนับสนุนให้ฮ่องเต้มีผู้สืบสกุลมากๆ เป็นหน้าที่โดยตรงของนาง
ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยเพิ่งก่อตั้งราชวงศ์หลี่ขึ้นมา ยังต้องวางรากฐานและนโยบายของแคว้นอย่างมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดคำครหา ฮองเฮาเฉิงซูหลิง จึงให้ซูกงกง คนสนิทไปจัดหาสาวงามมาถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้ ทุกคืน สาวงามมากมายถูกส่งเข้ามาในวังหลวง
“ซูกงกง คืนนี้ใครเป็นผู้ถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้?” ฮองเฮาถามซูกงกงด้วยเสียงอันเบาแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
“เหย้าม่านเอ๋อร์ บุตรีคหบดีเหย้า อายุ 18 ปี พะยะค่ะ” ซูกงกงตอบฮองเฮาพร้อมโค้งศรีษะลงเล็กน้อย ฮองเฮาค่อยๆ หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาเบา และเอ่ยโดยที่ไม่ได้มองไปทางซูกงกงว่า “จับตาดูให้ดี หลังจากนั้นจัดการให้เรียบร้อย”
“กระหม่อมทราบแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงเป็นกังวล” ซูกงกงโค้งคารวะฮองเฮาอีกครั้งและค่อยๆ ถอยหลัง เดินออกจากห้องไป
ที่ตำหนักเทียนหลง ของฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยตอนนี้ บุรุษรูปงามอายุราว 26 ปีในชุดผ้าแพรสวยหรูนั่งอยู่บนเตียงที่กว้างหรูหรา เขายื่นมือเรียวยาวคู่หนึ่งออกมา ดวงตาอมยิ้มพริ้มพราย บอกกับสตรีที่หน้าตาเฉิดฉาย ที่อยู่ในเครื่องแต่งกายที่แทบจะมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปทุกสัดส่วน อยู่ตรงหน้า หน้าตาของนางดูไร้เดียงสา แต่สายตาของนางช่างเย้ายวนมาก เมื่อมาอยู่ในชุดบางแนบเนื้อเช่นนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความเย้ายวนใจให้ฮ่องเต้หนุ่มหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างมาก
“ชื่อของเจ้าคือเหย้าม่านเอ๋อร์ ใช่มั้ย เข้ามานั่งใกล้ๆ ข้า”
“ใช่เพคะฝ่าบาท ข้าผู้น้อยเหย้าม่านเอ๋อร์” เหย้าม่านเอ๋อร์เอ่ยตอบ พร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้นที่คุกเข่าอยู่และเดินช้าๆ ขึ้นมานั่งบนเตียงอยู่ด้านหน้าของฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ย
“ม่านเอ๋อร์ ข้าหนาวมือยิ่งนัก” ชายหนุ่มเอ่ยวาจาออกมาพร้อมกับยื่นมือของเขาไปเปิดสาบเสื้อของเหย้าม่านเอ๋อร์ เผยให้เห็นทรวงอกที่ผุดผาด ยอดถันสีชมพูชูชันอยู่ใต้ผ้าโปร่งแนบเนื้อ
“ข้าคงต้องขอไออุ่นจากเจ้าเพื่อจะอุ่นมือ”
มือของบุรุษเลื้อยเข้าไปตามแนวสาบเสื้ออย่างช้าๆ จากนั้นก็คว้าหมับที่ทรวงอกของสาวน้อยตรงหน้า เหย้าม่านเอ๋อร์ครางเสียงรัญจวนคำหนึ่ง พลันร่างก็ระทวยใส่อ้อมอกของหลี่เหวินเจี๋ยตรงหน้า เขาขมวดคิ้ว นิ้วมือเขี่ยเล่นที่ยอดถันสีชมพูชูชันไม่หยุด
“ช่างเป็นความอุ่นที่วิจิตรพิศดารจริงๆ” เสียงของหลี่เหวินเจี๋ยเปลี่ยนเป็นแหบพร่าขึ้นมา “ม่านเอ๋อร์ ให้ข้าอุ่นกว่านี้เถอะ”
รัตติกาลอันยาวนานสำหรับเหย้าม่านเอ๋อร์ ที่ต้องถ่ายทอดความอุ่นให้กับโอรสแห่งสวรรค์ ที่ยามนี้กำลังใช้สารพัดวิธีดำเนินการเพื่อผลิตทายาทมังกร ก่อนเข้าบรรทม
ตำหนักเทียนหลง ช่างทวีความคึกคักยิ่งนัก
เมื่อถึงเวลาซือเตี้ยน (ประมาณตีสี่) เหย้าม่านเอ๋อร์ จะต้องออกจากตำหนักเทียนหลง ที่พักของฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ย ตามกฏของวังหลัง ที่ฮองเฮาเฉิงซูหลิงเป็นผู้บัญญัติขึ้น
เมื่อเหย้าม่านเอ๋อร์กลับมาถึงตำหนักโบตั๋น แล้วก็พบว่าซูกงกงมารอนางอยู่ที่นั่น พร้อมน้ำแกงบำรุง ที่พระราชทานมาจากฮองเฮาเฉิงซูหลิง
“แม่นางเหย้าม่านเอ๋อร์ ฮองเฮาได้กำชับมาว่าต้องให้แม่นางดื่มน้ำแกงบำรุงถ้วยนี้ให้หมดทันที เพื่อความแข็งแรงของทายาทมังกรที่อาจจะมาจุติ”
ซูกงกงเอ่ยบอกกับสตรีสาวสวยตรงหน้าพร้อมยิ้มให้อย่างจริงใจที่สุด แต่ดวงตานั้นแฝงไปด้วยความเฉียบขาดแกมบังคับ
แม้ว่าเหย้าม่านเอ๋อร์ จะได้รับการสั่งสอนมาจากตระกูลเหย้าเรื่องการแก่งแย่งในวังหลวง แต่นางก็ไม่อาจจะขัดสิ่งที่ฮองเฮามีพระราชเสาวนีย์ได้ นางค่อยๆ หยิบถ้วยน้ำแกงบำรุงขึ้นมาและจิบไปหนึ่งอึก ในขณะที่นางกำลังจะวางถ้วยน้ำแกงลงบนโต๊ะ ซูกงกงก็เอ่ยขึ้นว่า
“แม่นางเหย้า หากท่านดื่มไม่หมด ข้าคงลำบากใจมิรู้ได้ว่าจะไปกราบทูลฮองเฮาเช่นใดดี ขอท่านได้โปรดดื่มน้ำแกงบำรุงนี้ให้หมดด้วย”
เหย้าม่านเอ๋อร์ แม้จะรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อมองเห็นสายตาที่แข็งกระด้างของซูกงกง ทำให้นางตัวสั่นด้วยความกลัวขึ้นมา และรีบยกถ้วยน้ำแกงบำรุงขึ้นมาดื่มจนหมด ซูกงกงยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
“เอาล่ะ ข้าน้อยไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว ในอีกหนึ่งเดือนท่านหมอหลวงจะมาตรวจชีพจรให้แม่นาง ในระหว่างนี้หากฮ่องเต้มีพระประสงค์ให้ท่านไปถวายการปรนนิบัติ ข้าน้อยจะให้คนมาแจ้ง และหากหนึ่งเดือนแล้วท่านยังไม่ตั้งครรภ์ ท่านจะถูกส่งกลับไปยังตระกูลเหย้า เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ข้าน้อยขอลา”
เมื่อซูกงกง ออกจากตำหนักโบตั๋นไปแล้ว เหย้าม่านเอ๋อร์ นั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับใช้กำปั้นทุบโต๊ะ เพื่อระบายความไม่พอใจ ใครจะต้องการออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กัน สิ่งที่นางต้องการคือการได้ตำแหน่งสนมของฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยต่างหาก หากนางมีทายาทมังกรให้ฮ่องเต้ได้ ตระกูลเหย้าของนางก็จะเจริญรุ่งเรืองไปด้วย ใครจะไปรู้สวรรค์อาจจะเปิดทางให้นางได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแค้วนฉิน ก็เป็นได้ เหย้าม่านเอ๋อร์กำมือแน่น และมองไปที่ตำหนักเทียนหลง อย่างมาดมั่น
ความปราถนาของเหย้าม่านเอ๋อร์ เป็นดั่งความฝันที่ไม่มีทางเป็นความจริง ฮองเฮาเฉิงซูหลิง เพื่อรักษาอำนาจของตระกูลเฉิงให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแค้วนฉิน สาวงามทุกคนที่เข้ามาปรนนิบัติฮ่องเต้ จะต้องได้รับพระราชทานน้ำแกงบำรุงจากฮองเฮาเฉิงซูหลิงเสมอ เพราะนี่คือสิ่งที่ฮองเฮากำชับซูกงกงให้จัดการให้เรียบร้อย ตลอดมา
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเทียนหลง ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ย นอนลืมตาอยู่บนเตียง พลันก็คล้ายกับมองเห็นใบหน้าของมู่หรงเหว่ยว่าน ลอยอยู่บนอากาศ เขายิ้มให้กับภาพลวงตานั้น แต่แล้วก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้วมุน เขาจำคำสาบานที่ให้ไว้กับมู่หรงเหว่ยว่านได้ ภาพในวันวานย้อนมา
“ว่านเอ๋อร์ พวกเราจะช่วยกันปกครองแคว้นฉิน และดูแล ราษฏรของพวกเราให้ดี ข้าจะรักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงคนเดียว ตลอดชีวิต และเราจะมีลูกหลายๆ คน เพื่อให้ราชวงศ์หลี่ สืบทอดยาวนานไปอย่างเข้มแข็ง หากข้าผิดคำสาบานขอให้สวรรค์ลงโทษให้ไม่ตายดี”
ทันใดนั้นสีหน้าของฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม คิ้วขมวด เมื่อนึกถึง นภาสลักโลหิตของมู่หรงเหว่ยว่าน ที่สาปแช่งเขาไว้ที่ลานเทียนหยวน หลี่เหวินเจี๋ยถึงกับพึมพำออกมาเสียงเบาแต่หนักแน่น
“ไม่ ข้าจะต้องไม่ไร้ทายาท ข้ายังหนุ่มแน่น ข้าจะต้องมีทายาทสืบสกุล มู่หรงเหว่ยว่าน ข้าขอให้เจ้ากลับมาได้อีกจริงๆ หากเจ้าไม่รักข้าอีกครั้ง และเป็นศัตรูกับข้า ข้าก็จะฆ่าเจ้าอีกครั้ง ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้ ข้าจะรอเจ้า”
ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ย หลับตาลง พร้อมกำมือที่สั่นเทาอยู่ข้างลำตัวแน่น
ณ คฤหาสน์จวนสกุลจ้าว เมืองอันคัง แคว้นโจว เวลาสองเดือนผ่านไป “มู่หรงเหว่ยว่าน” ในร่างใหม่ จ้าวจิงอวี่ เจ้าของร่างอายุ 14 ปี บุตรีเพียงคนเดียวของท่านมหาราชครูจ้าวเจิ้น ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ และเป็นน้องสาวร่วมสายโลหิตของอัครเสนาบดีจ้าวจิ้งถิง
มู่หรงเหว่ยว่าน เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในสกุลจ้าวอย่างรวดเร็ว ผ่านทางเสี่ยวจู สาวรับใช้คนสนิทของจ้าวจิงอวี่ ในชีวิตก่อนหน้านี้ มู่หรงเหว่ยว่านเสียชีวิตที่ศึกลานเทียนหยวน แคว้นฉิน ตอนอายุ 22 ปี
จ้าวจิงอวี่ ร่างใหม่ของนางเป็นสาวน้อยที่ร่างกายอ่อนแอ และถูกวางยาพิษมาโดยตลอด จึงไม่มีพื้นฐานวิชายุทธ์ใดเลย นี่คือสิ่งที่เป็นอุปสรรค์ใหญ่สำหรับ มู่หรงเหว่ยว่าน ที่ได้โอกาสมีชีวิตใหม่ขึ้นมา นางมาพร้อมกับภารกิจแก้แค้นหนี้เลือดตระกูลมู่หรง
ศัตรูของนางคือฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแห่งแคว้นฉิน ผู้ซึ่งมีทั้งอำนาจ และยอดฝีมือ รวมถึงกองกำลังทหารที่พร้อมใช้งาน เพียงแค่เขาสั่งการอยู่ในมือ ดังนั้น มู่หรงเหว่ยว่าน ในร่างเด็กสาวอายุ 14 นี้ นางจะต้องสืบหา หยกเฟิงลู่เทียนหวง หยกศักดิ์สิทธิ์ของเขาคุนหลุน ที่หนึ่งร้อยปีจะมีการสร้างขึ้นอันหนึ่ง ในหนึ่งอันจะมีสามชิ้น ซึ่งได้ถูกมอบให้ผู้ที่มีดวงชะตาสูงส่งและสำเร็จเคล็ดวิชาชั้นสูงของคุนหลุน
หยกเฟิงลู่เทียนหวง อันสุดท้าย อาจารย์ปู่ของมู่หรงเหว่ยว่าน ได้ยกชิ้นหนึ่งให้กับนางตอนนางอายุได้ 4 ขวบ และอีกสองชิ้นให้กับเด็กผู้ชายซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่ของนางอีกสองคน นางจะต้องตามหาพวกเขาเพื่อนำสามชิ้นส่วนมาประกอบเป็น หยกเฟิงลู่เทียนหวงที่สมบูรณ์ เพื่อที่จะใช้มันดึงและดูดซับพลังจิตวิญญาณของนางที่อยู่ในกระบี่สดับพิรุณ
หยกเฟิงลู่เทียนหวง เป็นตัวกลางที่ช่วยให้พลังปราณของจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างกายนางโดยตรงโดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตน้อยๆ ของร่างใหม่ที่อ่อนแอ
มู่หรงเหว่ยว่าน เดินไปที่หน้าต่าง พร้อมทอดถอนหายใจยาว
“นี่ข้าควรจะเริ่มต้นที่ใด พวกเขาอยู่ที่ไหนนะ ตอนนั้นนางยังคงเด็กมาก นางจำหน้าของเด็กชายทั้งสองไม่ได้เลย” เสียงพึมพำของนางเบามาก แม้แต่เสี่ยวจูที่กำลังเช็ดทำความสะอาดโต๊ะเครื่องแป้งอยู่ในห้องก็มิได้ยิน
สายตาของมู่หรงเหว่ยว่าน มองไปในทิศทางของเขาคุนหลุน ในใจก็อ้อนวอนต่อสวรรค์ และดวงวิญญาณของคนสกุลมู่หรง ขอให้นางหาพวกเขาพบ และทำภารกิจสำเร็จ
เดือนห้า วันที่สาม มู่หรงเหว่ยว่าน และหลี่เหวินเจี๋ยพบกับที่สุสานตระกูลเฉิง ในความคิดของหลี่เหวินเจี๋ย ถึงอย่างไรสิ่งที่ควรจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก็ไม่สมควรล่าช้า สิ่งที่ควรเผชิญหน้าก็ไม่ควรหลบเลี่ยงไปได้ สิ่งที่ควรทำก็ต้องแบกรับ เขามิใช่บุรุษที่หลายใจสมควรตายเสียหน่อย เขาพร้อมที่จะมีชีวิตที่มีความสุขกับมู่หรงเหว่ยว่าน เขามองไปยังร่างที่ยืนอย่างสง่างามเบื้องหน้าเขา ห่างจากเขาไม่กี่จั้ง เขาเลื่อนสายตาจากตำแหน่งศรีษะไล้ลงมาเรื่อย ๆ จรดปลายเท้าของมู่หรงเหว่ยว่านแม้ว่าความงามของรูปลักษณ์ภายนอกของนางเปลี่ยนไปเป็นความงามที่แตกต่างจากเดิม แต่กลิ่นอายของความองอาจ สง่างาม ยังคงแผ่ออกมาจากร่างของนาง เป็นพลังอันคุ้นเคยสำหรับหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างดีหลี่เหวินเจี๋ยเดินอย่างช้า ๆ เข้าไปหามู่หรงเหว่ยว่าน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ยามนี้อารมณ์เขามิได้ปลอดโปร่งเท่าใดนัก แต่แสงอาทิตย์กลับแจ่มจ้าเป็นพิเศษเขาเห็นว่าวันนี้พระอาทิตย์ทรงกลดงดงามเกินเหตุ เขาค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับมาที่มู่หรงเหว่ยว่าน ยิ้มพรางเอ่ย“เหว่ยว่าน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้า..” หลี่เหวินเจี๋ยมิ
แสงจันทร์เย็นตาอาบไล้ให้ยามราตรีบนเนินเขา จื่อซานที่อยู่ภายใต้ม่านหมอกปกคลุมจาง ๆ ขณะที่บริเวณโดยรอบวังเวงเปล่าเปลี่ยว ทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กทะยานออกจากแคว้น โจวมาอย่างเกรียงไกร อาจเป็นเพราะผู้นำทัพเข้มงวดเด็ดขาด นอกจากเสียงกีบม้าเหยียบย่ำพื้น ก็มิมีผู้ใดส่งเสียงเกินความจำเป็นอื่นใดอีก มู่หรงเหว่ยว่านและซือหม่าไป๋สวมใส่ชุดเกราะน่าเกรงขาม ห้อยกระบี่ประจำกายไว้ข้างเอว ทั้งคู่อยู่หน้าสุด กำลังมองไปยังทิศทางเมืองจินอันแคว้นฉิน ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแห่งแคว้นฉินเลอะเลือนไร้ความสามารถ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากหลี่เหวินเจี๋ยขึ้นครองราชย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางต่างใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนประชาชนยากจนข้นแค้น เกิดการปล้นชิงเป็นบริเวณกว้าง กลุ่มคนกระหายอำนาจต่างตั้งตนยึดพื้นที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ตระกูลจูแห่งอันคัง กำจัดตระกูลเฉิงแห่งจิงอันที่ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉินลงได้อย่างราบคาบ แม้แต่ราชวงศ์แซ่หลี่ก็ยังต้องให้ความเกรงใจตระกูลจูถึงสามส่วน เรื่องนี้แน่นอนว่ามู่หรงเหว่ยว่านประจักษ์เป็นอย่างดีว่าตระกูลจูแห่งอันคังนั้น มีจูอ
ยามที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆสีแดงเพลิงลอยคล้อยเข้าบดบังนกกาที่บินฉวัดเฉวียนเกลื่อนฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านเกิดลางสังหรณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่จะเป็นเรื่องใด? คำกล่าวที่ว่าประสาทสัมผัสที่หกเป็นดั่งอีกาดำแห่งความโชคร้ายก็คือ เมื่อใดที่เกิดลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดีเกิดขึ้น ย่อมไม่มีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น กลับกันหากมีลางสังหรณ์ร้าย มักจะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสมอ การรอคอยวันที่จะได้แก้แค้น ปลอบโยนดวงวิญญาณของคนในครอบครัว ช่างสร้างความทรมานให้กับนางเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้ รัชทายาทซือหม่าไป๋ พระสวามีคอยปลอบประโลมจิตใจ ขณะนี้เกรงว่านางคงเหยียบแผ่นดินแคว้นฉินแล้ว ที่แย่ยิ่งกว่าลางสังหรณ์ก็คือ หน่วยข่าวกรองขาดการติดต่อกับราชสำนักโดยสิ้นเชิงมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ข้อมูลข่าวสารหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนว่าวที่สายป่านขาด นี่หมายความว่าหากไม่เพราะสายลับที่ส่งไปไม่ถูกขัดขวางระหว่างทาง ก็อาจเป็นเพราะสายลับเสียชีวิตไปแล้วมู่หรงเหว่ยว่านพยายามจิบน้ำชาเพื่อให้ตัวเองสงบลง แต่มือที่ถือถ้วยกลับสั่นไม่หยุด ก่อนที่นางจะทำน้ำชาร้อนลวกมือตัวเอง ทันใดนั้นมู
สายลมโชยพลิ้วยามค่ำคืน สะกิดธุลีบนพื้นลอยฟุ้ง กองกำลังนักฆ่าของตระกูลจูโดยการนำของจูเก่อปาปิดล้อมคฤหาสน์จวนแม่ทัพใหญ่เฉิงอันไว้อย่างแน่นหนาเข้มงวด ต่อให้มีปีกก็คงไม่มีใครหนีออกไปได้ พวกเขาผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ด้านหน้ามีมือหน้าไม้เรียงรายเป็นแถว ทุกคนหันหน้าเข้าหาคฤหาสน์ กระเป๋าสะพายด้านหลังเต็มไปด้วยลูกศรอาบยาพิษ ด้านหน้าเป็นร่องไม่ลึกมากที่ได้ส่งคนลักลอบมาขุด ไว้อย่างยากลำบากเพียงหนึ่งคืนรอบคฤหาสน์ ในร่องเต็มไปด้วยผงดินปืนจำนวนมาก จุดประสงค์นั้นชัดเจน แม้ต้องสละชีวิต บุคคลผู้เป็นเป้าหมายผู้นั้นต้องตายสถานเดียว เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยและนักฆ่าทุกคนอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมแล้ว จูเก่อปาโบกมือส่งสัญญาณ ทุกคนพลิกตัวพริ้วกายขึ้นไปเกาะอยู่บนกำแพงอย่างแคล่วคล่อง เงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจ นักฆ่าทุกคนทำการบรรจุชิงฮัวชิงราชาแห่งยาพิษไว้ที่ปลายแหลมของลูกศร จากนั้นขึ้นลำหน้าไม้ จูเก่อปายกมือโบกเบาๆ อีกครั้ง ลูกศรก็ถูกยิงตรงไปยังคฤหาสน์จวนของแม่ทัพใหญ่เฉิงอันทันที เมื่อลูกศรชุดแรกถูกยิงออกไปแล้ว ลูกศรชุดที่สอง สาม และส
เมืองหลวงแคว้นฉิน ตำหนักฮวาเฟิง สถานที่เงียบสงบที่พำนักสำหรับพระสนมคนใหม่จ้าวม่าน สร้างชิดกับภูเขาจำลองสูงตระหง่าน สามด้านมีกำแพงกำแพงสูงล้อมรอบประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหน้ามีประตูที่หับปิดไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ ทั้งนี้เพราะฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยมักจะเสด็จมาประทับที่ตำหนักฮวาเฟิงเป็นประจำ ในช่วงที่ผ่านมาภายในวังหลวงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตำหนักฮวาเฟิงถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่ด้านนอกกำแพงมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผู้ที่สามารถเข้าออกได้นอกจากฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแล้วก็มีเพียงคนที่พระสนมจ้าวม่านต้องการให้เข้ามาในตำหนักเท่านั้น ทุกคนในวังหลวงต่างตระหนักว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อพระสนมจ้าวม่านเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาเฉิงซูหลิง ภายหลังการเสียชีวิตของเหรินไซอี้มู่หย่า อดีตเจ้าสำนักใต้พิภพเหรินไซและบรรดาศิษย์ที่ติดตามมา มีเพียงจ้าวม่านคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต แต่จ้าวม่านแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยจ้าวม่านบอกทุกคนว่าเกิดจากคนนอกบุกรุกเรือนรับรองในตำหนักเทียนหวาง เหตุการณ์นี้สร้างความคลางแคลงใจแก่ฮ่องเ
มู่หรงเหว่ยว่านนอนไม่หลับทั้งคืน อันที่จริงแล้วนางเพิ่งจะได้พลังวิญญาณกลับคืนมาและเริ่มคุ้นชินกับร่างใหม่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องแต่งให้กับรัชทายาทซือหม่าไป๋ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง ตอนนี้อยู่ ๆ ข้างกายมีคนมาเพิ่มอีกคน เขายังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางอีกด้วย นางมองหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นอนหลับอย่างเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ นาง แค่มองดูก็รู้ว่าซือหม่าไป๋ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมานอนได้น้อยมาก กว่าเขาจะยอมผละจากนาง ทางทิศตะวันออกก็เริ่มมีสีขาวแซมทองรำไรปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านถอนหายใจยอมรับชะตากรรม ดูท่าสิ่งที่ต้องปรับยังมีอีกมาก ต่อแต่นี้ไปนางคือไท่จื่อเฟย มู่หรงเหว่ยว่านตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ซือหม่าไป๋สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างกาย หลังจากความรู้สึกสะลึมสะลือ เขาก็ตกใจรู้สึกตัวขึ้นมาไม่น้อย เขาลืมตาขึ้นมา เหม่อมองเพดานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยมุ้งสีแดงสด ขณะที่กำลังพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้อยู่นั้น พลันรอยยิ้มอย่างมีความสุขฉายชัดออกมาจากริมฝีปาก และดวงตาของเขา ใช่แล้วเมื่อวานเขาแต่งงานแล้ว มู่หรงเหว่ยว่านผู้หญิงหนึ่งเดียวใ







