Home / โรแมนติก / มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก / บทที่ 2 ร่างใหม่ ชีวิตใหม่

Share

บทที่ 2 ร่างใหม่ ชีวิตใหม่

last update Last Updated: 2026-01-24 18:06:19

ในยุคสมัยแห่งสงครามอันยืดเยื้อ แคว้นโจว แคว้นหยวน และแคว้นฉิน ที่มีชายแดนติดกัน แคว้นโจวและแคว้นฉินมีเพียงแม่น้ำเจียงกั้นกลาง แคว้นโจวและแคว้นหยวนมีภูเขาอิงซาน ตั้งตระหง่านเป็นพรมแดนธรรมชาติอยู่ และเขตแดนของทั้งสามแคว้น ณ จุดที่เรียกว่า ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำติดกับเขาคุนหลุนที่มียอดเขาสูงเสียดเมฆ ยอดดอยมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ที่ที่ตอนนี้ เปรียบดั่งดินแดนลึกลับ รกร้างหลังจากการย้ายออกไปของตระกูลมู่หรงที่ยิ่งใหญ่ในอดีตที่เคยเป็นผู้ดูแลเขาคุนหลุนมานานหลายชั่วอายุคน

ณ คฤหาสน์สกุลจ้าว ของมหาราชครูจ้าวเจิ้น แห่งแคว้นโจว กำลังวุ่นวาย เพราะบุตรีคนสุดท้องของมหาราชครูจ้าวเจิ้น จ้าวจิงอวี่ กระอักเลือดออกมากลางดึกอย่างไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุ อาการของนางอยู่ในขั้นวิกฤตเพราะปกติร่างกายของนางก็อ่อนแอมาตั้งแต่เล็กอยู่แล้ว เนื่องจากคลอดก่อนกำหนด ท่านแม่ของจ้าวจิงอวี่ ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ของมหาราชครูพลัดตกน้ำในระหว่างที่ตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนครึ่ง ด้วยความอ่อนแอและอาการโรคเก่ากำเริบของฮูหยินใหญ่ ท่านหมอจึงแนะนำให้ทำคลอดเด็กทารกออกมาเพื่อจะได้รักษาชีวิตของทั้งแม่และเด็กเอาไว้  หลังจากจ้าวจิงอวี่คลอดได้ไม่นาน ฮูหยินใหญ่ก็เสียชีวิต ทำให้ทั้งท่านมหาราชครูจ้าวเจิ้น ผู้เป็นพ่อ และ จ้าวจิ้งถิง อัครเสนาบดีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของแคว้นโจว ผู้เป็นพี่ชายที่รัก จ้าวจิงอวี่ น้องสาวคนนี้ของเขามาก

ในห้องนอนของจ้าวจิงอวี่ ณ ตอนนี้ ท่านหมอหลวงอ้าย หลังจากตรวจดูอาการของจ้าวจิงอวี่แล้ว ก็ส่ายศรีษะไปมา

“ท่านหมอหลวงอ้าย อาการน้องสาวของข้าเป็นเช่นไรบ้าง?” จ้าวจิ้งถิง กังวลใจมากไม่สามารถจะรอให้ท่านหมอหลวงอ้ายเอ่ยปากขึ้นมาเองได้

“คุณหนูจ้าว เหมือนจะโดนบุปผาร้อยพิษที่ไร้สีไร้กลิ่น สะสมอยู่ในร่างกายจนถึงระดับที่ทำลายชีพจรและหัวใจของคุณหนูจ้าวไปแล้ว ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอมาโดยตลอดของคุณหนูจ้าว ข้า....”  หมอหลวงอ้ายหยุดพูดพร้อมส่ายศรีษะ  จ้าวจิ้งถิงตกใจมาก “จะเป็นไปได้อย่างไร อาหารและเครื่องดื่มทุกอย่างก่อนที่น้องสาวข้าจะกินเข้าไป ได้รับการตรวจ ทดสอบด้วยเข็มเงินทุกครั้ง”  หมอหลวงอ้ายเอ่ยว่า บุปผาร้อยพิษ เป็นพิษที่หายาก ไร้สี ไร้กลิ่น และไม่สามารถตรวจพบพิษของมันด้วยเข็มเงิน

“ท่านหมอหลวงอ้าย ได้โปรดช่วยชีวิตบุตรีของข้าด้วย” จ้าวเจิ้นรีบเอ่ยปากขอร้องท่านหมอหลวงอ้าย น้ำตาคลอเบ้า  “ข้าสูญเสียฮูหยินสุดที่รักไปแล้ว นี่ข้าจะต้องสูญเสียอวี่เอ๋อร์ ไปอีกคนหรือนี่” 

“ใช่ว่าข้าจะไม่ช่วยแต่ข้าทำสุดความสามารถแล้ว ไข่มุกมังกรพระราชทานมาจากฝ่าบาท ข้าได้ทำการบดเป็นยาให้กับคุณหนูจ้าวกินเข้าไปแล้ว ข้าได้แต่หวังว่า ไข่มุกมังกรจะสามารถล้างพิษในร่างของคุณหนูจ้าวได้ คงต้องสุดแล้วแต่โชคชะตาของคุณหนูจ้าว”

“ท่านหมอหลวงอ้าย หากไข่มุกมังกรใช้ไม่ได้ผล น้องสาวข้าจะมีชีวิตได้นานเท่าไร ขอรับ” จ้าวจิ้งถิงถามหมอหลวงอ้ายด้วยความกังวลขั้นสุด  หมอหลวงอ้าย ทอดถอนใจก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเกรงว่าจะถึงเพียงแค่พรุ่งนี้เที่ยงวัน”  จ้าวจิ้งถิงได้ฟังถึงกลับเซถอยหลังไปสองก้าว ส่วนจ้าวเจิ้นผู้เป็นบิดาถึงกลับหลั่งน้ำตาออกมา

ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างหมอหลวงอ้ายและสกุลจ้าว หมอหลวงอ้าย จึงพักค้างคืนในจวนคฤหาสน์สกุลจ้าว เพื่อรอดูอาการของ   จ้าวจิงอวี่ ได้อย่างทันท่วงทีหากมีอะไรคับขัน เกิดขึ้น 

ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนในห้องของตนด้วยความหวังริบหรี่ในหัวใจ และเศร้าสร้อย มีเพียง เสี่ยวจู สาวใช้คนสนิทประจำตัวที่เติบโตมาด้วยกัน กับจ้าวจิงอวี่เท่านั้น ที่นอนเฝ้าคุณหนูของนาง อยู่ข้างเตียง

ในราตรีที่มืดสนิท ท้องฟ้าที่ไร้แสงจันทรา ลมหายใจของจ้าว  จิงอวี่ได้หายไป หัวใจของนางหยุดเต้น โดยไม่มีใครรู้ มีเพียงสายลมด้านนอกหน้าต่างที่พัดนำความเย็นมาในยามราตรีอย่างไม่ขาดสาย และสายลำแสงสีทองจางๆ ได้เข้ามาสู่ร่างที่ไร้วิญญาณของจ้าวจิงอวี่

เช้าวันรุ่งขึ้น “ชีพจรของคุณหนูจ้าว เต้นเป็นปกติ

“มุกมังกรบดใช้ได้ผลจริงจริง” เสียงท่านหมอหลวงอ้าย กล่าวออกมาด้วยความยินดี “จริงรึนี้ ท่านหมอหลวง โปรดรับการคารวะขอบคุณจากผู้น้อย” จ้าวจิ้งถิงหัวเราะด้วยความดีใจ กำลังจะคุกเข่า ขอบคุณท่านหมอหลวงอ้าย แต่ท่านหมอหลวงอ้ายรีบเข้าไปประคอง ไม่ให้จ้าวจิ้งถิง ผู้มีตำแหน่งเป็นถึง อัครเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งแคว้นโจวผู้นี้ คุกเข่าให้ตน

ถึงแม้ว่าจ้าวจิ้งถิงจะอายุน้อย ก็มิบังควรที่จะคุกเข่า 

“หลานชาย โปรดอย่าทำเช่นนี้ ข้ารับการคุกเข่าคารวะของหลานชายไม่ไหวหรอก  ตอนนี้ ชีพจรของคุณหนูจ้าว เป็นปกติแล้ว ข้าจะทำการฝังเข็มเพื่อกระตุ้นให้ คุณหนูจ้าวฟื้นขึ้นมา พวกท่านโปรดออกไปรอด้านนอกซักครู่เถิด”

“ได้ ได้ ท่านหมอหลวงอ้าย พวกข้าจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้” จ้าวเจิ้นเอ่ยขึ้น พร้อมกับสั่งคนรับใช้ทุกคน รวมทั้งดึงแขนของจ้าวจิ้งถิงบุตรชายออกไปจากห้องของจ้าวจิงอวี่ทันที

หมอหลวงอ้าย ฝังเข็มที่จุดกลางศรีษะ  กลางหน้าผาก และ ที่ปลายนิ้วมือและเท้าของ จ้าวจิงอวี่ หลังจากดึงเข็มออก และรอเป็นเวลาหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) จ้าวจิงอวี่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น  

“คุณหนูจ้าว ท่านฟื้นแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?”  ท่านหมอหลวงอ้ายเอ่ยถาม บนใบหน้ามีรอยยิ้มปรากฏออกมา

มู่หรงเหว่ยว่านมองไปรอบๆ ที่นี่ไม่มีสิ่งใดที่นางรู้สึกคุ้นเคย เตียงนี้ ห้องนี้ และคนที่อยู่ตรงหน้านี้ นางไม่รู้จักมาก่อน

มู่หรงเหว่ยว่านอวี่ค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะนึกถึงภาพที่นาง ใช้ เคล็ดวิชาโบราณคุนหลุน นภาสลักโลหิต  พลันเรียบเรียงความคิดในหัวของนาง  ใช่ ข้า มู่หรงเหว่ยว่าน ข้าใช้ร่างและเลือดเนื้อหลอมรวมกับจิตวิญญาณกระบี่สดับพิรุณเพื่อใช้เคล็ดวิชานภาสลักโลหิต 

หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงนี้ คือร่างใหม่ของข้า  ข้ากลับมาแล้วพร้อมกับความทรงจำเต็มเปี่ยม  เมื่อมู่หรงเหว่ยว่าน เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แล้ว นางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น และค่อยๆ หันมายิ้มน้อยๆ ให้กับผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า และเอ่ยขึ้นว่า “ลำบากท่านผู้อาวุโสแล้ว”

“คุณหนู ฟื้นแล้ว คุณหนู ฟื้นแล้ว”

เสียงของเสี่ยวจู ดังออกมาด้วยความดีใจ และรีบวิ่งออกไปรายงานให้จ้าวเจิ้น และจ้าวจิ้งถิง ที่รออยู่ด้านนอกได้ทราบทันที  ทั้งจ้าวเจิ้น และจ้าวจิ้งถิงต่างก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาให้ห้องนอนของจ้าวจิงอวี่ ด้วยความดีใจที่นางฟื้นแล้ว 

“อวี่เอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว หิวมั้ยลูก?”

“อวี่เอ๋อร์ เจ้าเจ็บปวดตรงไหนมั้ย รีบบอกพี่มา”

ทั้งจ้าวเจิ้นผู้เป็นบิดา และจ้าวจิ้งถิงผู้เป็นพี่ชาย ต่างก็แทบจะแย่งกันถามคำถามไปยังจ้าวจิงอวี่ ที่อยู่ตรงหน้า 

แต่ ณ ตอนนี้ แม้ว่าร่างจะเป็นจ้าวจิงอวี่ แต่วิญญาณความคิดความรู้สึกต่างๆ ล้วนไม่ใช่ ข้า มู่หรงเหว่ยว่าน ข้าไม่รู้จักพวกท่าน แต่ถึงอย่างไรก็ตามนางก็ไม่สามารถจะพูดความจริงออกมาได้

ในเมื่อนางได้โอกาสมีชีวิตในร่างใหม่แล้ว นางจะต้องอยู่รอดต่อไป และทำภารกิจของนางให้สำเร็จ นางจะต้องเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่นี้ให้ได้เร็วที่สุด 

“ข้ารู้สึกง่วง อยากนอนพักอีกซักหน่อย” ในที่สุด มู่หรงเหว่ยว่าน ในร่างจ้าวจิงอวี่ก็เอ่ยออกมาประโยคแรก 

“ได้ ได้ งั้นพ่อ และท่านหมอจะพาทุกคนออกไปก่อน ให้เสี่ยวจู อยู่ดูแลเจ้านะ เดี๋ยวพอเจ้าตื่น พ่อจะให้ทางห้องครัว จัดอาหารบำรุงมาให้เจ้า เจ้าพักผ่อนเถอะ” 

จ้าวเจิ้นกล่าวเสร็จก็รีบพาทุกคนออกไป  ความสงบเงียบกลับมาอีกครั้ง 

มู่หรงเหว่ยวาน ไม่ได้หลับหลังจากทุกคนออกไปแล้ว นางยิ้มน้อยๆ ให้เสี่ยวจู และเรียกเสี่ยวจูให้เข้ามาใกล้ๆ นาง

“ข้าป่วยเป็นอะไร และนานเท่าไรแล้ว เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อย” 

เสี่ยวจูเมื่อได้ยินคำถาม ถึงแม้จะงุนงงเล็กน้อย แต่ด้วยคิดว่าคุณหนูของนางคงลืมทุกอย่างไปเพราะอาการป่วย เสี่ยวจูจึงรีบเล่าทันที “เมื่อสองวันก่อน นายท่านทุกคนไม่อยู่บ้าน ท่านมหาราชครูจ้าวเจิ้น กับท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าวจิ้งถิง ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวังหลวง ส่วนฮูหยินรองไปถือศีลที่วัดอู่ฉือ เหลือคุณหนูเพียงผู้เดียว หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว หลังพระอาทิตย์ตกดิน คุณหนูก็กระอักเลือดออกมา แล้วสลบไปเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อบ้านฉู่ จึงรีบไปตามนายท่านทั้งสองกลับมา นายท่านทั้งสองกลับมาพร้อมกับท่านหมอหลวงอ้าย เพื่อมาทำการรักษาคุณหนู”

เสี่ยวจูค่อย ๆ เงยหน้ามองแล้วเล่าต่อ “ท่านหมอหลวงบอกว่าคุณหนูถูกบุปผาร้อยพิษ เป็นพิษไร้สีไร้กลิ่น ไม่สามารถตรวจได้โดยการใช้เข็มเงิน และโดนมาเป็นระยะนานจนสะสมถึงระดับที่ทำลายชีพจรและหัวใจของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูจะรอดหรือไม่ท่านหมอหลวงถึงกลับบอกว่า ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของ คุณหนูเลยนะเจ้าค่ะ  เสี่ยวจูดีใจมากเลยเจ้าค่ะที่คุณหนูฟื้นแล้ว คุณหนูของข้าวาสนาสูงส่ง สวรรค์ย่อมให้พรเจ้าค่ะ” 

มู่หรงเหว่ยว่าน เก็บรายละเอียดทุกคำพูดของเสี่ยวจู  หลังจากนั้นนางค่อยๆ หลับตาลง เพื่อระลึกถึงเรื่องราวของเจ้าของร่างเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ การโดนพิษมาเป็นระยะเวลานานมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ข้าจะแก้แค้นคนที่วางยาพิษ คิดร้ายต่อเจ้าแทนเจ้าเอง เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณของเจ้าถือเป็นการชดใช้บุญคุณ ที่เจ้าให้ข้าได้ใช้ร่างของเจ้า

ณ สุสานกระบี่คุนหลุน อันห่างไกล ได้ปรากฏแสงรัศมีสีทองเรืองรองขึ้นมาที่กระบี่สดับพิรุณ กระบี่สั่นสะท้าน ท่ามกลางความเงียบสงบอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง เป็นการรับรู้ถึงการกลับมามีชีวิตของเจ้าของของมัน มู่หรงเหว่ยว่าน นางกลับมาแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 34 ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียว

    เดือนห้า วันที่สาม มู่หรงเหว่ยว่าน และหลี่เหวินเจี๋ยพบกับที่สุสานตระกูลเฉิง ในความคิดของหลี่เหวินเจี๋ย ถึงอย่างไรสิ่งที่ควรจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก็ไม่สมควรล่าช้า สิ่งที่ควรเผชิญหน้าก็ไม่ควรหลบเลี่ยงไปได้ สิ่งที่ควรทำก็ต้องแบกรับ เขามิใช่บุรุษที่หลายใจสมควรตายเสียหน่อย เขาพร้อมที่จะมีชีวิตที่มีความสุขกับมู่หรงเหว่ยว่าน เขามองไปยังร่างที่ยืนอย่างสง่างามเบื้องหน้าเขา ห่างจากเขาไม่กี่จั้ง เขาเลื่อนสายตาจากตำแหน่งศรีษะไล้ลงมาเรื่อย ๆ จรดปลายเท้าของมู่หรงเหว่ยว่านแม้ว่าความงามของรูปลักษณ์ภายนอกของนางเปลี่ยนไปเป็นความงามที่แตกต่างจากเดิม แต่กลิ่นอายของความองอาจ สง่างาม ยังคงแผ่ออกมาจากร่างของนาง เป็นพลังอันคุ้นเคยสำหรับหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างดีหลี่เหวินเจี๋ยเดินอย่างช้า ๆ เข้าไปหามู่หรงเหว่ยว่าน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ยามนี้อารมณ์เขามิได้ปลอดโปร่งเท่าใดนัก แต่แสงอาทิตย์กลับแจ่มจ้าเป็นพิเศษเขาเห็นว่าวันนี้พระอาทิตย์ทรงกลดงดงามเกินเหตุ เขาค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับมาที่มู่หรงเหว่ยว่าน ยิ้มพรางเอ่ย“เหว่ยว่าน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้า..” หลี่เหวินเจี๋ยมิ

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 33 แค้นที่ต้องชำระของแต่ละคน

    แสงจันทร์เย็นตาอาบไล้ให้ยามราตรีบนเนินเขา จื่อซานที่อยู่ภายใต้ม่านหมอกปกคลุมจาง ๆ ขณะที่บริเวณโดยรอบวังเวงเปล่าเปลี่ยว ทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กทะยานออกจากแคว้น โจวมาอย่างเกรียงไกร อาจเป็นเพราะผู้นำทัพเข้มงวดเด็ดขาด นอกจากเสียงกีบม้าเหยียบย่ำพื้น ก็มิมีผู้ใดส่งเสียงเกินความจำเป็นอื่นใดอีก มู่หรงเหว่ยว่านและซือหม่าไป๋สวมใส่ชุดเกราะน่าเกรงขาม ห้อยกระบี่ประจำกายไว้ข้างเอว ทั้งคู่อยู่หน้าสุด กำลังมองไปยังทิศทางเมืองจินอันแคว้นฉิน ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแห่งแคว้นฉินเลอะเลือนไร้ความสามารถ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากหลี่เหวินเจี๋ยขึ้นครองราชย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางต่างใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนประชาชนยากจนข้นแค้น เกิดการปล้นชิงเป็นบริเวณกว้าง กลุ่มคนกระหายอำนาจต่างตั้งตนยึดพื้นที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ตระกูลจูแห่งอันคัง กำจัดตระกูลเฉิงแห่งจิงอันที่ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉินลงได้อย่างราบคาบ แม้แต่ราชวงศ์แซ่หลี่ก็ยังต้องให้ความเกรงใจตระกูลจูถึงสามส่วน เรื่องนี้แน่นอนว่ามู่หรงเหว่ยว่านประจักษ์เป็นอย่างดีว่าตระกูลจูแห่งอันคังนั้น มีจูอ

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 32 ฮองเฮาองค์ใหม่แห่งแคว้นฉิน

    ยามที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆสีแดงเพลิงลอยคล้อยเข้าบดบังนกกาที่บินฉวัดเฉวียนเกลื่อนฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านเกิดลางสังหรณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่จะเป็นเรื่องใด? คำกล่าวที่ว่าประสาทสัมผัสที่หกเป็นดั่งอีกาดำแห่งความโชคร้ายก็คือ เมื่อใดที่เกิดลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดีเกิดขึ้น ย่อมไม่มีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น กลับกันหากมีลางสังหรณ์ร้าย มักจะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสมอ การรอคอยวันที่จะได้แก้แค้น ปลอบโยนดวงวิญญาณของคนในครอบครัว ช่างสร้างความทรมานให้กับนางเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้ รัชทายาทซือหม่าไป๋ พระสวามีคอยปลอบประโลมจิตใจ ขณะนี้เกรงว่านางคงเหยียบแผ่นดินแคว้นฉินแล้ว ที่แย่ยิ่งกว่าลางสังหรณ์ก็คือ หน่วยข่าวกรองขาดการติดต่อกับราชสำนักโดยสิ้นเชิงมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ข้อมูลข่าวสารหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนว่าวที่สายป่านขาด นี่หมายความว่าหากไม่เพราะสายลับที่ส่งไปไม่ถูกขัดขวางระหว่างทาง ก็อาจเป็นเพราะสายลับเสียชีวิตไปแล้วมู่หรงเหว่ยว่านพยายามจิบน้ำชาเพื่อให้ตัวเองสงบลง แต่มือที่ถือถ้วยกลับสั่นไม่หยุด ก่อนที่นางจะทำน้ำชาร้อนลวกมือตัวเอง ทันใดนั้นมู

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 31 อวสานแม่ทัพใหญ่แคว้นฉิน

    สายลมโชยพลิ้วยามค่ำคืน สะกิดธุลีบนพื้นลอยฟุ้ง กองกำลังนักฆ่าของตระกูลจูโดยการนำของจูเก่อปาปิดล้อมคฤหาสน์จวนแม่ทัพใหญ่เฉิงอันไว้อย่างแน่นหนาเข้มงวด ต่อให้มีปีกก็คงไม่มีใครหนีออกไปได้ พวกเขาผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ด้านหน้ามีมือหน้าไม้เรียงรายเป็นแถว ทุกคนหันหน้าเข้าหาคฤหาสน์ กระเป๋าสะพายด้านหลังเต็มไปด้วยลูกศรอาบยาพิษ ด้านหน้าเป็นร่องไม่ลึกมากที่ได้ส่งคนลักลอบมาขุด ไว้อย่างยากลำบากเพียงหนึ่งคืนรอบคฤหาสน์ ในร่องเต็มไปด้วยผงดินปืนจำนวนมาก จุดประสงค์นั้นชัดเจน แม้ต้องสละชีวิต บุคคลผู้เป็นเป้าหมายผู้นั้นต้องตายสถานเดียว เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยและนักฆ่าทุกคนอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมแล้ว จูเก่อปาโบกมือส่งสัญญาณ ทุกคนพลิกตัวพริ้วกายขึ้นไปเกาะอยู่บนกำแพงอย่างแคล่วคล่อง เงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจ นักฆ่าทุกคนทำการบรรจุชิงฮัวชิงราชาแห่งยาพิษไว้ที่ปลายแหลมของลูกศร จากนั้นขึ้นลำหน้าไม้ จูเก่อปายกมือโบกเบาๆ อีกครั้ง ลูกศรก็ถูกยิงตรงไปยังคฤหาสน์จวนของแม่ทัพใหญ่เฉิงอันทันที เมื่อลูกศรชุดแรกถูกยิงออกไปแล้ว ลูกศรชุดที่สอง สาม และส

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 30 พบกันอีกครั้ง

    เมืองหลวงแคว้นฉิน ตำหนักฮวาเฟิง สถานที่เงียบสงบที่พำนักสำหรับพระสนมคนใหม่จ้าวม่าน สร้างชิดกับภูเขาจำลองสูงตระหง่าน สามด้านมีกำแพงกำแพงสูงล้อมรอบประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหน้ามีประตูที่หับปิดไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ ทั้งนี้เพราะฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยมักจะเสด็จมาประทับที่ตำหนักฮวาเฟิงเป็นประจำ ในช่วงที่ผ่านมาภายในวังหลวงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตำหนักฮวาเฟิงถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่ด้านนอกกำแพงมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผู้ที่สามารถเข้าออกได้นอกจากฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแล้วก็มีเพียงคนที่พระสนมจ้าวม่านต้องการให้เข้ามาในตำหนักเท่านั้น ทุกคนในวังหลวงต่างตระหนักว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อพระสนมจ้าวม่านเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาเฉิงซูหลิง ภายหลังการเสียชีวิตของเหรินไซอี้มู่หย่า อดีตเจ้าสำนักใต้พิภพเหรินไซและบรรดาศิษย์ที่ติดตามมา มีเพียงจ้าวม่านคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต แต่จ้าวม่านแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยจ้าวม่านบอกทุกคนว่าเกิดจากคนนอกบุกรุกเรือนรับรองในตำหนักเทียนหวาง เหตุการณ์นี้สร้างความคลางแคลงใจแก่ฮ่องเ

  • มู่หรงเหว่ยว่าน ลิขิตหวนรัก   บทที่ 29 หนี้แค้นของไท่จื่อเฟย

    มู่หรงเหว่ยว่านนอนไม่หลับทั้งคืน อันที่จริงแล้วนางเพิ่งจะได้พลังวิญญาณกลับคืนมาและเริ่มคุ้นชินกับร่างใหม่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องแต่งให้กับรัชทายาทซือหม่าไป๋ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง ตอนนี้อยู่ ๆ ข้างกายมีคนมาเพิ่มอีกคน เขายังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางอีกด้วย นางมองหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นอนหลับอย่างเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ นาง แค่มองดูก็รู้ว่าซือหม่าไป๋ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมานอนได้น้อยมาก กว่าเขาจะยอมผละจากนาง ทางทิศตะวันออกก็เริ่มมีสีขาวแซมทองรำไรปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านถอนหายใจยอมรับชะตากรรม ดูท่าสิ่งที่ต้องปรับยังมีอีกมาก ต่อแต่นี้ไปนางคือไท่จื่อเฟย มู่หรงเหว่ยว่านตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ซือหม่าไป๋สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างกาย หลังจากความรู้สึกสะลึมสะลือ เขาก็ตกใจรู้สึกตัวขึ้นมาไม่น้อย เขาลืมตาขึ้นมา เหม่อมองเพดานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยมุ้งสีแดงสด ขณะที่กำลังพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้อยู่นั้น พลันรอยยิ้มอย่างมีความสุขฉายชัดออกมาจากริมฝีปาก และดวงตาของเขา ใช่แล้วเมื่อวานเขาแต่งงานแล้ว มู่หรงเหว่ยว่านผู้หญิงหนึ่งเดียวใ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status