LOGINพวกเขาแทบเห็นหล่อนเป็นธาตุอากาศยามทัพไทกับปาหนันมาที่บ้าน บัดนี้...ทั้งคู่ทั้งคู่ก็กำลังจะมีลูกน้อยมาเป็นแม่เหล็กดึงเอาความอาทรทั้งหลายที่หล่อนเคยได้รับอย่างเต็มเปี่ยมไปอีก แล้วหล่อนจะเหลืออะไร...
ปาหนัน...ช่างร้ายกาจราวกับเป็นภูตผี ตั้งแต่มีผู้หญิงคนนี้เข้ามาอะไรๆ ในชีวิตของหล่อนก็เปลี่ยนไปหมดเลย
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะเอย...ไม่มีใครแทนที่ใครได้ ปู่ดีใจที่จะมีหลานเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปู่และคนอื่นๆ จะรักเอยน้อยลงเลยนะลูก อย่าเข้าใจผิด" นพราชพยายามปลอบใจหลานสาวพร้อมกับเดินเข้าไปหา
"คุณปู่อย่ามาโกหกหนูเลย มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกคน...กำลังจะลืมหนู ตั้งแต่อาไทม์ คุณย่าภา คุณปู่ ต่อไปก็คงเป็นคุณพ่อด้วย...หนูไม่มีความหมายกับใครอีกแล้ว!"
"โธ่เอย...ทำไมคิดแบบนั้น"
"เพราะผู้หญิงคนนั้นไงคะ...ตั้งแต่มีมันเข้ามาชีวิตหนูก็พังไปหมดเลย หนูเกลียดมัน!! ถ้ารักหนูคุณปู่ก็อย่าให้มันเข้ามาในบ้านอีกสิคะ! คุณปู่ทำได้ไหม!!" ภานาตะโกนปาวๆ ด้วยอารมณ์น้อยใจเสียใจสุดแสน ความรู้สึกกลัวครอบงำให้หล่อนควบคุมตัวเองไมได้โดยสิ้นเชิง ทัพไทและปาหนันเดินเข้ามาพอดี...ชายหนุ่มรู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้ากับประโยคที่ได้ยินจากปากของเด็กสาวซึ่งเขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
จากความโกรธ...มันกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียด! จนไม่อยากเอ่ยคำใดตอบโต้ แม้แต่จะด่าทอ ไม่อยากเสียสายตามองด้วยซ้ำไป
ทางด้านปาหนันหล่อนได้แต่หลบสายตาของภาวนาที่มองมาด้วยความชิงชัง รู้สึกหายใจติดขัดวางตัวไม่ถูก
ก่อนหน้าก็รู้อยู่ว่าเด็กสาวไม่ใคร่ชอบใจหล่อนนัก ตลอดเวลาที่แต่งงานกับทัพไทแทบไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำนอกจากทักทายกันธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกเกลียดจนถึงขั้นเป็นเหตุให้ครอบครัวสามีต้องเดือดร้อนถึงเพียงนี้
"..." ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของภาวนามองสองสามีภรรยาเขม็ง พวกเขาคงสมเพศหล่อนไม่น้อยกับสภาพที่เป็นอยู่นี้ แม้กระทั่งทัพไทที่เคยเอ็นดูหล่อนักหนายังเบนหน้าหนี คล้ายเอือมระอา เบื่อหน่าย...
เด็กสาวหันหลังวิ่งสุดแรงอีกครั้งในขณะที่คุณปู่ของหล่อนกำลังจะเข้าถึงตัว หล่อนไม่อยากอยู่ตรงนี้ ไม่อยากถูกมองด้วยสายตาสมเพศเวทนา และเป็นส่วนเกิน...
"เอย! เอยรอปู่ด้วย!!" นพราชหอบสังขารวิ่งตามหลานสาวที่นำลิ่วไปเกือบถึงรถของทัพไทที่ทางอู่นำมาคืนซึ่งจอดอยู่ตรงประตูรั้วบ้าน
"เด็กนั่นกำลังจะทำอะไรคะไทม์..." ปาหนันหันไปถามสามีด้วยท่าทีตกใจเมื่อเห็นภาวนาหยุดที่รถของเขาแล้วอาละวาดใส่ช่างจากทางอู่ "ผมไม่รู้..." ทัพไทตอบเสียงเข้ม เมื่อหันมาอีกทีก็พบว่าภรรยาสาวได้วิ่งห่างไปจากตัวเขาเสียแล้วด้วยความเร็ว เหมือนกำลังเป็นกังวลอะไรหนักหนาสักอย่าง
"เปรี้ยว! รอผมด้วย"
"หยุดนะ!! นั่นเธอจะทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้!"
"..." ภาวนาหันไปตามเสียงตวาดแหลมปรี๊ดแล้วก็ถลึงตาด้วยความไม่พอใจเท่าทวีคูน คุณปู่ของหล่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้าพอดี กำลังจะเอ่ยปากเจรจาแต่ท่านก็เหนื่อยจนต้องพักหอบชั่วคราว
"เอย...เข้าไปในบ้านเถอะลูก ไปคุยกับปู่ก่อน..."
"ไม่ค่ะ...เอยจะไปจากที่นี่!!" พูดจบหล่อนก็คว้ากุลแจในมือช่างที่ใช้อำนาจความเป็นเจ้าบ้านขู่จนอีกฝ่ายต้องยอมให้แล้วเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับทันที
"เอย!!!" นพราชได้แต่ตะโกนเรียกห้าม แต่ด้วยสุขภาพและวิ่งมาจนเหนื่อยหนักทำให้ไม่อาจเข้าไปยื้อแย่งอะไรได้ ภาวนาสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที
"อีเด็กบ้า!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ แกจะทำอะไร!!" ปาหนันตามมาทันแต่ก็ห้ามไม่อยู่ รถกำลังเคลื่อนตัวออกไปหล่อนจึงรีบเปิดประตูอีกฝั่งแล้วเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับ ประตูยังไม่ได้ปิดด้วยซ้ำเพราะความเร่งรีบ
"เปรี้ยว!! เปรี้ยว! อันตราย ได้โปรดที่รักอย่าทำแบบนั้น!!" ทัพไทตะโกนตามหลังรถที่แล่นออกนอกรั้วบ้านไปแล้ว หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นกับภาพที่เห็น มันเกิดความวิบัติได้ทุกเมื่อและคนที่กำลังจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับหายนะใหญ่หลวงนั้นคือลูกและเมียรักของเขา
ชายหนุ่มวิ่งตามไปสุดกำลังโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีอะไรที่น่าคำหนึ่งถึงมากไปกว่านี้อีกแล้ว...
"หยุดรถ!! ฉันบอกให้หยุดรถเดี๋ยวนี้!!!" ปาหนันยื้อแย่งดึงพวงมาลัยไปพลางตะโกนห้ามเด็กสาวไปพลางหวังจะหยุดความบ้าคลั่งก่อนจะเกิดอะไรเลวร้ายไปมากกว่านี้
"ออกไป! อย่ามายุ่งกับฉัน!!"
"กรี๊ด!!!!" ในที่สุดสิ่งที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น รถเสียการทรงตัวอย่างหนักจากการฉุดดึงของหญิงสาวทั้งสองคน และพวกหล่อนไม่อาจควบคุมมันได้...
โครม!
พวกเขาแทบเห็นหล่อนเป็นธาตุอากาศยามทัพไทกับปาหนันมาที่บ้าน บัดนี้...ทั้งคู่ทั้งคู่ก็กำลังจะมีลูกน้อยมาเป็นแม่เหล็กดึงเอาความอาทรทั้งหลายที่หล่อนเคยได้รับอย่างเต็มเปี่ยมไปอีก แล้วหล่อนจะเหลืออะไร... ปาหนัน...ช่างร้ายกาจราวกับเป็นภูตผี ตั้งแต่มีผู้หญิงคนนี้เข้ามาอะไรๆ ในชีวิตของหล่อนก็เปลี่ยนไปหมดเลย "ไม่ใช่อย่างนั้นนะเอย...ไม่มีใครแทนที่ใครได้ ปู่ดีใจที่จะมีหลานเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปู่และคนอื่นๆ จะรักเอยน้อยลงเลยนะลูก อย่าเข้าใจผิด" นพราชพยายามปลอบใจหลานสาวพร้อมกับเดินเข้าไปหา "คุณปู่อย่ามาโกหกหนูเลย มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกคน...กำลังจะลืมหนู ตั้งแต่อาไทม์ คุณย่าภา คุณปู่ ต่อไปก็คงเป็นคุณพ่อด้วย...หนูไม่มีความหมายกับใครอีกแล้ว!" "โธ่เอย...ทำไมคิดแบบนั้น" "เพราะผู้หญิงคนนั้นไงคะ...ตั้งแต่มีมันเข้ามาชีวิตหนูก็พังไปหมดเลย หนูเกลียดมัน!! ถ้ารักหนูคุณปู่ก็อย่าให้มันเข้ามาในบ้านอีกสิคะ! คุณปู่ทำได้ไหม!!" ภานาตะโกนปาวๆ ด้วยอารมณ์น้อยใจเสียใจสุดแสน ความรู้สึกกลัวครอบงำให้หล่อนควบคุมตัวเองไมได้โดยสิ้นเชิง ทัพไท
วันใหม่มาเยือน...ภาวนาตื่นสาย เพราะกว่าจะนอนหลับได้เมื่อคืนก็ปาเข้าไปดึกมากแล้ว หล่อนอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเอื่อยเฉื่อยก่อนจะเดินออกจากห้อง มีความหวังลึกๆ ว่าทัพไทและภรรยาของเขาคงออกไปทำธุระข้างนอกกันแล้ว โดยปกติแล้วหากหล่อนลงไปรับประทานมื้อเช้าสายอย่างนี้ ย่าเลี้ยงจะต้องให้คนขึ้นมาตาม หรือไม่ก็ขึ้นมาตามเองถึงห้องก็มี แต่วันนี้ท่านกลับเมินเฉย นั่นแสดงว่าท่านคงรู้ว่าหล่อนยังไม่อยากออกไปเผชิญหน้ากับใครในบ้าน โดยเฉพาะสองสามีภรรยาคู่นั้น... "เดี๋ยวทางอู่จะเอารถมาให้เราเอง...ไทม์จะได้อยู่คุยกับคุณแม่ไม่ต้องยุ่งยาก เปรี้ยวจัดการให้แล้วค่ะ" เสียงแว่วหวานของอาสะใภ้ทำให้สองเท้าของภาวนาสะงักกึก หล่อนถอนหายใจและกำลังจะเดินเลี่ยงไปจากห้องรับแขกที่กำลังครึกครื้นพร้อมหน้าทั้งคุณปู่ของหล่อน ย่าภา และทัพไทกับปาหนัน หล่อนคงเป็นส่วนเกินหากเข้าไปหรือไม่ก็อาจทำให้วงแตกเสียอารมณ์กันเปล่าๆ "ที่รักของผมรอบคอบตลอด..." "แหม่...หวานกันขนาดนี้เมื่อไหร่จะมีหลานให้แม่กันล่ะ หืม...หรือแกไม่มีน้ำยาห๊ะ เจ้าไทม์" ย่าประภาเอ่ยแทรกการเย้าหยอกของสองสามีภรรยา บางครั้ง
มื้อค่ำเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขชื่นมื่น...ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตายกเว้นก็แต่ภาวนาที่ขอตัวเข้านอนก่อนโดยอ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อเอาตัวรอด หล่อนนั่งเจ่าอยู่บนเตียงกว้างของตัวเอง หยิบของขวัญของใช้ต่างๆ ที่เคยได้รับในวันสำคัญจากมือของอาไทม์ในวันวานมันยังถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีเสมอแม้ในวันนี้มันจะไม่ได้ถูกจดจำจากคนให้แล้วก็ตามในอดีต...ทุกย่างก้าวในชีวิตของทัพไทจะต้องมีหล่อนเป็นส่วนหนึ่งด้วยเสมอ ทั้งเที่ยว กิน เล่น นอน แม้กระทั่งอาบน้ำก็อาบด้วยกันบ่อยๆ สมัยที่หล่อนยังเป็นเด็ก และค่อยๆ มาห่างกันในช่วงหลังตามความเหมาะสม กระนั้นก็ไม่ได้ห่างเหินจนเหมือนกลายเป็นคนอื่นอย่างเช่นในตอนนี้ ปาหนัน...ผู้หญิงคนนั้นมาพรากทุกความรู้สึกของเขาไปจากหล่อน "แม้แต่จะมองหน้าเอย อาไทม์ยังไม่อยากมอง อาไทม์เกลียดเอยแล้วจริงๆ ใช่ไหม" น้ำตาไหลพรากในยามที่ตัดพ้ออยู่กับตัวเอง มีบ้างในช่วงบางเวลาที่หล่อนลืมหายความรู้สึกกดดันเช่นนี้ แต่พอได้ยิน ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขาความเจ็บปวดมันก็ตอกย้ำเสียดแทงอยู่ร่ำไป อาจฟังดูตลกสำหรับคนอื่นที่เด็กหญิงคนหนึ่งมีความผูกพันกับน้องชายบุ
หลังจากเลิกงานในเย็นวันนั้น ปาหนันก็ถูกสามีหอบหิ้วไปกรุงเทพฯ ด้วยจนได้ เนื่องจากรถของชายหนุ่มเครื่องยนต์มีปัญหาหล่อนจึงเป็นคนนำเข้าอู่ไปซ่อมให้ในตอนที่นัดพบกับลูกค้าในกรุงเทพฯ พอดี และกำลังจะไปรับกลับ ชายหนุ่มยังถือโอกาสนั้นทำธุระอื่นๆ ไปด้วยในตัว รวมถึงพาหล่อนไปพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ด้วย"เป็นอะไรหรือเปล่าเปรี้ยว...ดูซึมๆ คูณเริ่มแพ้ท้องแล้วเหรอ..." พลขับเอ่ยถามภรรยาสาวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย เมื่อเห็นว่าหล่อนมีอาการเหม่อลอย ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาเหมือนอย่างเช่นปกติ "ก็เวียนหัวนิดหน่อยค่ะ..." หล่อนหันมายิ้มพร้อมให้คำตอบ "ผมขอโทษนะเปรี้ยว...ที่ใจร้อนพาคุณมาด้วยทั้งที่คุณไม่สบายอยู่แท้ๆ" ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับมือเล็กของภรรยาดึงมาจูบพรมซ้ำๆ อย่างเอาใจ "เปรี้ยวไม่ได้เป็นอะไรเยอะแยะหรอก ไทม์ไม่ต้องห่วง รีบขับรถเถอะค่ะ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน""มืดก็ดี...จะได้หาโรงแรมแถวนี้พักก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปต่อ นานแล้วนะที่เรา...ไม่ได้เปลี่ยนบรรยากาศกันเลย" วาจาหวานทุ้มเอ่ยกรุ้มกริ่ม พร้อมรอยยิ้มและสายตาแพรวพราว"ทะลึ่ง...เดี๋ยวก็ได้ลงไปนอนข้างทางหรอกค่ะ" "เอ..
สามปีต่อมา "ทำไมคุณไม่บอกผมเปรี้ยว!" ร่างใหญ่วิ่งโร่ออกจากห้องน้ำถือของบางอย่างเอาไว้ในมือ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เข้ามาสวมกอดภรรยา ซึ่งนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกในห้องนอน... "อะไรกันคะไทม์...ตื่นเต้นอะไรกัน..." ปาหนันวางหวีลงบนโต๊ะแล้วหันหน้าไปมองสามีซึ่งกำลังฝังจมูกลงบนพวงแก้มของหล่อนพอดี "นี่ไง...คุณคิดจะบอกผมเมื่อไหร่ หืม...ที่รัก" น้ำเสียงของเขาเต็มตื้นไปด้วยความดีใจสุดแสน กอดหอมภรรยาสาวนัวเนียแสดงถึงความรักและอาทรในตัวหล่อนเหลือคณา "คุณ...นี่คุณไม่เก็บมาได้ยังไงคะ..." ปาหนันหยิบของในมือเขากำไว้แน่น ยิ้มอ่อนหลบสายตาแล้วซบลงอิงกับใบหน้าของคมกร้านของสามี"สามเดือนแล้วค่ะ...เปรี้ยวทำงานจนลืม แล้วก็เอ่อ...ตั้งใจจะชวนคุณไม่คุยกับคุณหมอเลยทีเดียว จะได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็น" หล่อนกล่าวบอกน้ำเสียงแผ่วอ่อน "ผมดีใจที่สุดเลยเปรี้ยว...เราจะมีลูกด้วยกันแล้ว ผมรอวันนี้มานานแค่ไหนคุณรู้ไหม ในที่สุด...เขาก็มา..." "ค่ะ...เปรี้ยวรู้... เอ่อ...ไทม์คะ..." "หืม...มีอะไรครับ หรือว่ากลัว..." น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนทุ้มเนิบ...
"ได้ยังไงคะ!! อาไทม์จะแต่งงานกับใครไม่ได้นะ" เด็กสาวตัวเล็กยืนกำมือแน่นเข้าหากัน ทั้งตัวทั้งร่างสั่นเทิ้ม ดวงตาแดงก่ำด้วยความอัดอั้นที่ตีตื้นอยู่ภายใน "น้องเอย...อย่าดื้อแบบนี้สิ เราโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน ส่วนอา...ก็อายุมากแล้วต้องแต่งงานต้องสร้างครอบครัว จะให้อาอยู่เลี้ยงเราไปจนตายแบบนี้ไม่ได้หรอก อีกอย่าง...เดี๋ยวพอเราโตกว่านี้อีกหน่อยเราก็ต้องแต่งงานเหมือนกัน" ใครคนหนึ่งเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าเหยียดยิ้มเอ็นดูเด็กสาววัยสิบห้าปีซึ่งเป็นหลานบุญธรรมของตัวเอง "น้องเอยจะแต่งกับอาไทม์ จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น อาไทม์เคยสัญญาแล้วไงคะว่าจะให้น้องเอยเป็นเจ้าสาว แล้วทำไมทิ้งกันแบบนี้" หล่อนทวงคำมั่นที่ตนเองยึดถือมาตั้งแต่วันที่ได้ฟังมันหลุดออกจากปากเขา รอคอยเวลาอย่างมีความหวังแต่แล้วชายหนุ่มกลับมาพังทุกอย่างด้วยมือของเขา โดยที่หล่อนไม่เข้าใจ...ว่าเพราะอะไรหากไม่จริงจัง หากไม่เคยรักใครแล้วมาหลอกให้เผลอไผลลวงใจหล่อนทำไมกัน... "แก่แดดจริงๆ นะเรา...อากับน้องเอยจะแต่งกันกันได้ยังไงล่ะครับ น้องเอยเป็นหลานอานะ หืม...เอาล่ะ อาต้องรีบไปแล้ว เ







