LOGINทิพย์สุคนที่ออกมาเข้าพิธีแต่งงานทำเอาทุกคนตกตะลึงในความสวยของอีกฝ่ายเป็นอันมาก โดยเฉพาะเจ้าบ่าวที่ได้แต่อ้าปากค้างไปเลยทีเดียว
พิธีหมั้นเสร็จสิ้นก็เป็นพิธีแต่งงาน มีการทำบุญตักบาตร รดน้ำสังข์ และงานเลี้ยง
“พี่ครับ มีคนฝากจดหมายมาให้ครับ” เด็กชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาตอนที่ภัคธีมายืนอยู่คนเดียว เธอรีบรับจดหมายนั้นเอาไว้ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ
พอคลี่อ่านข้อความในจดหมาย ก็เป็นจดหมายของธร เขาอยากมอบของขวัญให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก ขอแค่ได้เจอหน้าเธออีกครั้งเท่านั้น
ภัคธีมายืนชั่งใจอยู่นาน หากเธอออกไปเจอเขาในตอนนี้ แล้วโดนจับได้ทั้งเขาและเธอก็จะเดือดร้อน เธอน่ะไม่เท่าไหร่ แต่มารดาจะเดือดร้อนยิ่งกว่าที่ดูแลเธอไม่ดี
บิดาให้คนจับตาดูเธออยู่ตลอด เธอเองก็อยากเจอเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะย้ายไปอยู่บ้านสามี แต่เธอควรตัดใจ ไม่ทำให้มารดาต้องเดือดร้อน
ภัคธีมาตัดสินใจเขียนจดหมายน้อยฝากเด็กคนเดิมกลับไปให้เขา โดยที่ไม่ให้มีใครได้เห็น และทำลายจดหมายฉบับนั้นของเขาทิ้งไป เพราะถ้ามีใครเจอเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ
ธรได้อ่านจดหมายของภัคธีมาแล้วหัวใจแตกสลาย เพียงแค่เจอหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย เธอก็ให้เขาไม่ได้ เขาแค่อยากมอบของขวัญให้เธอก็แค่นั้นเอง และแค่อยากกอดเธอเป็นครั้งสุดท้าย
ธรนำกล่องของขวัญฝากเด็กน้อยให้นำไปวางเอาไว้ในงาน ก่อนที่เขาจะเดินจากไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย
หลังจากงานแต่งงาน ภัคธีมาก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี เธอค่อย ๆ เคลียร์ของขวัญทุกกล่อง แต่ไปสะดุดใจกับของขวัญกล่องหนึ่ง และลายมือเรียบร้อยบรรจงที่เธอจำได้ดี
“พี่ธร” ภัคธีมารีบแกะมันออกดู ก่อนที่เธอจะร้องไห้ออกมา
นาฬิกาทรายที่เขาทำมันขึ้นมาเอง ทำให้เธอนึกย้อนไปถึงในอดีตตอนที่คบหาเป็นแฟนกับเขา
“ชอบนาฬิกาทรายเหรอ” เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเธอยืนจ้องแล้วยิ้ม
“ชอบค่ะ ดูแล้วทำให้รู้สึกว่าเวลาของคนเรามันมีค่ามากๆ นะคะ”
“พี่ซื้อให้นะ เห็นไปเที่ยวกันทีไร มลก็ชอบยืนดูนาฬิกาทราย”
“ไม่เอาหรอกค่ะ” เธอรีบคว้ามือของเขาเอาไว้เพื่อห้ามปรามไม่ให้เขาซื้อ
“ทำไมล่ะ พี่อยากซื้อให้ ก็มลชอบ”
“มลอยากได้นาฬิกาทรายที่พี่ธรทำให้มลด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ พี่ธรชอบประดิษฐ์ของใช้เองนี่คะ”
เธอรู้ว่าเขาชอบ เขาเป็นนักประดิษฐ์ ของใช้ในบ้านในครัวเรือนเขามักทำเอง เพราะที่ไร่ของเขามีต้นไม้ค่อนข้างมาก เขาทำไร่เน้นไปทางปลูกต้นไม้เป็นหลัก ในขณะที่บิดาของเธอมีที่ดินเยอะเช่นกัน แต่เน้นการทำรีสอร์ทและที่พักให้นักท่องเที่ยวมากกว่า
ใครถนัดสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
นาฬิกาทรายเรือนนี้พี่มอบเป็นของขวัญวันแต่งงานให้มลนะครับ พี่ทำเองกับมือทุกขั้นตอน ทรายด้านในคือทรายที่พี่เก็บกลับมาจากทะเลที่เราไปเที่ยวกับวันนั้น นำมาอบจนแห้งและย้อมสีธรรมชาติ ไม้ทำจากไม้สัก ด้านในพี่ใส่ผลึกคริสตัลเอาไว้ให้ด้วย เวลากลางคืนมันจะส่องแสงสว่างไสว วันใดที่มลมีปัญหาให้รู้ว่าพี่จะเป็นแสงสว่างในชีวิตของมลเสมอ ถ้ามลมีปัญหาอะไร แล้วไม่มีใครช่วยเหลือได้ ก็ขอให้นึกถึงพี่
รักเสมอ
ธร
ภัคธีมาร้องไห้สะอึกสะอื้น กอดนาฬิกานั้นเอาไว้แนบอก นทีที่เดินเข้ามาในห้องจึงรีบเอ่ยถาม
“มลเป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม”
“ปะ... เปล่าค่ะ” ภัคธีมารีบเช็ดน้ำตา และถือนาฬิกาทรายนั้นเอาไว้แน่น
“มีคนให้ของขวัญแต่งงานเราเป็นนาฬิกาทรายด้วยเหรอครับ” นทีเอ่ยถาม พลางยื่นมือมาดึงไปจากมือของเธอ ภัคธีมาไม่อยากให้หรอก แต่กลัวเขาจะสงสัย
“ของขวัญราคาถูกแบบนี้ยังกล้าให้เนอะ ตอนเชิญแขกน่าจะเชิญที่เขามีฐานะทัดเทียมกับเรา เชิญใครมาก็ไม่รู้” เขามองมันอย่างดูถูก ก่อนจะยัดนาฬิกาทรายเรือนนั้นใส่มือของภรรยาตามเดิม
“บางทีมันก็มีคุณค่าทางใจนะคะ”
“ไม่มีหรอกคุณค่าทางใจ มีแต่เงินเท่านั้นที่มีคุณค่า มลเก็บของเสร็จหรือยัง อะไรที่เป็นขยะอย่าเอาไปที่บ้านพี่นะครับ”
“มลขอเอานาฬิกาทรายเรือนนี้ไปด้วยได้ไหมคะ”
“จะเอาไปทำไมครับ รกบ้านเปล่าๆ ของราคาถูก ดูก็รู้ว่าของเกรดต่ำ”
“มลขอได้ไหมคะ” ภัคธีมารีบเอ่ยขอร้อง
“ก็ได้ครับ แต่ของขวัญพวกนี้อันไหนไม่ใช่ของมีราคาไม่ต้องเอากลับไปหรอกครับ ทิ้งไว้ที่บ้านพ่อแม่ของมลนี่แหละ เก็บของเสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ เราต้องออกเดินทางกันแล้ว”
“ค่ะ” นี่คือนิสัยของนที เธอเปลี่ยนสรรพนามการเรียกเขาใหม่จากคุณเป็นพี่ เพราะแต่งงานกันแล้ว
ภัคธีมาลากกระเป๋าเดินตามสามีออกไป ความเป็นสุภาพบุรุษที่เห็นแต่แรกหายไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนเขาเอาอกเอาใจเธอสารพัด ทำทุกอย่างให้เธอ แต่เดี๋ยวนี้เธอต้องทำเองทุกอย่าง
ความสุขที่แทบมองไม่เห็นแจ่มชัดในความรู้สึกของภัคธีมา เมื่อเดินออกมาลาบิดามารดา แล้วได้รับใบหน้าไม่สบอารมณ์ของแม่สามี
ท่านเดินขึ้นไปรอบนรถตู้ หลังจากพูดคุยกับบิดามารดาของเธอแล้ว ในขณะที่ภัคธีมากอดลามารดาด้วยความเศร้า เธอน้ำตารินคิดถึงมารดาจับใจ
“ร้องไห้ทำไมจ๊ะ ไม่เอาไม่ร้อง เราก็ไม่ได้อยู่ไกลมากแค่นครนายกกับกรุงเทพฯ เอง หนูคิดถึงก็มาหาพ่อกับแม่ได้นะจ๊ะ” ทิพย์สุคนปลอบบุตรสาว
“ค่ะคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่รักษาสุขภาพด้วยนะคะ”
“รีบไปเถอะ อย่าให้พ่อนทีกับคุณนราเขารอนาน” พฤกษ์เอ่ยบอกลูกสาว ก่อนจะตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ
“ค่ะคุณพ่อ” พอภัคธีมาขึ้นมาบนรถ ก็โดนแม่สามีจิกกัดทันที
“เสียมารยาทเสียจริง ไม่มีใครสอนหรือไงว่าไม่ควรให้ผู้ใหญ่รอนานแบบนี้ จะอ้อยสร้อยอะไรนักหนา จะอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา ถ้าแต่งงานแล้วอยากอยู่บ้านตัวเองก็บอก ไม่มีใครบังคับให้เธอไปเสียหน่อย” เสียงกระแทกของคุณนราทำให้ภัคธีมาต้องกลืนน้ำลายฝืดเคืองลงคอ
เธอหันไปมองสามีที่นั่งอยู่อีกด้าน เขาเงียบกริบไม่มีการเข้าข้างเธอเลย หรือไม่มีการพูดจาปลอบใจอะไรเลย ทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่แยแสว่าแม่ของเขาจะพูดอย่างไร
เขาแต่งงานกับเธอทำไมนะ เธออยากรู้เหลือเกิน ก็ในเมื่อเขาไม่ได้รู้สึกรักเธอจริงๆ อย่างที่แสดงออกแต่แรก หรือที่แสดงออกตอนนั้นเพราะแค่อยากได้เท่านั้น
การเดินทางมาที่บ้านของสามีใช้เวลาไม่นานนัก บ้านหลังใหญ่ของเขามีสาวใช้หลายคน แต่ละคนมองเธออย่างไม่เป็นมิตร ทำเอาภัคธีมาทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลย
“พ่อแม่เธอสอนใช่ไหมว่าหน้าที่เมียกับลูกสะใภ้ต้องทำอะไรบ้าง”
“ค่ะคุณแม่”
“ฉันมีลูกชายคนเดียวย่ะ ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่หรอก ฉันไม่ชิน”
“แล้วจะให้หนูเรียกว่าอะไรคะ” ภัคธีมาเอ่ยถาม หัวใจของเธอเต้นระรัว นี่เธอมาทำอะไรที่นี่
ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานทุกอย่างเหมือนหน้ามือกับหลังมือ
เธอรู้สึกขมคออย่างบอกไม่ถูก…
อร่อยๆ ให้กิน ส่วนเธอนั้นกำลังครุ่นคิดว่าจะช่วยคนทั้งสองอย่างไร แม้จะมั่นใจว่าพสุธาจะต้องรู้ความจริงในที่สุด แต่ท่าทีของเขาทำให้เธอผิดหวังพอสมควร คิดว่าเขาจะมาทำร้ายมารดา“หลีกไป”“ไม่ค่ะ พี่ดินเป็นบ้าไปแล้วหรือไง จะทำร้ายคุณแม่เหรอคะ”“เกิดอะไรขึ้น” ธรที่อยู่ในห้องครัวรีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์“พี่ดินน่ะสิคะ จะทำร้ายคุณแม่” พอสิ้นประโยคนั้น พสุธาก็คุกเข่าลงตรงหน้า ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไป“ผมขอโทษครับคุณแม่ ขอโทษที่เข้าใจคุณแม่ผิด พี่ขอโทษนะนิล ขอโทษที่พูดจาไม่ดี ทำให้เสียใจ” ประโยคนั้นทำให้ภัคธีมาปล่อยโฮออกมา ก่อนที่เธอจะถลาเข้าไปกอดลูกชายเอาไว้แนบอก สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ ทำเอานิลรัตน์ต้องร้องไห้ตาม เข้าไปกอดบิดาบุญธรรมเอาไว้ สิ้นสุดการรอคอย ในที่สุดมารดาบุญธรรมของเธอก็ได้กอดลูกชายอีกครั้ง ได้ปรับความเข้าใจกัน“เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวยืนชิดกันหน่อยครับ ยิ้มหน่อยครับยิ้มหน่อย” ตากล้องเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของเธอ และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพสุธา สันต์ชอบถ่ายรูปตั้งแต่สมัยเรียน จึงรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่ง งานบวช แทบทุกงานที่เพื่อน ๆ และรุ่นพี่รุ่นน้องมหาวิทยาลัยเดียวกันจ้าง ในราคาย่อมเ
“เพราะหนีไปแล้วนึกว่าจะเจอผู้ชายที่ดี แต่ไม่ดีไง”“ผิดค่ะ คุณพ่อธรดีมาก ดีมากถึงมากที่สุด ดีกว่าผู้ชายหลายคนในชีวิตนี้ที่นิลเจอมาเสียอีก ไปสืบประวัติคุณพ่อได้เลยว่าไม่เคยทำเรื่องเลวร้าย มีแต่ทำความดี ชอบทำบุญทำทาน แล้วที่สำคัญก็ช่วยเหลือคนอื่นไปทั่ว”“หุบปาก”“พี่ต้องฟังค่ะ คนที่ดีกับเราอาจจะไม่ดีกับคนอื่นก็ได้ สิ่งที่นิลพูดกับพี่ไม่ใช่ให้พี่เกลียดคุณย่านราของพี่ แต่อยากให้พี่ยอมรับความจริงที่ว่าคุณแม่ไม่ได้เกลียดพี่ ไม่ได้ทอดทิ้งพี่ และออกตามหาพี่มาตลอด แต่คุณย่านราพามาซ่อน อื้อ...” เสียงของนิลรัตน์หายเข้าไปในลำคอ เมื่อเขาคว้าเธอมาบดจูบปิดเสียงช่างเจรจานั้นของเธอเอาไว้เธอถึงกับตาโต รีบผละออกห่าง เช็ดริมฝีปากตัวเองไปมา ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูนิลรัตน์เม้มปากก่อนที่จะวิ่งหนีออกมาจากห้อง ในขณะที่พสุธาได้แต่นอนอึ้งอยู่บนเตียงเขาทำท่าจะเรียกเธอเอาไว้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ ให้เธอหนีไปแบบนี้ก็ดีแล้ว เธอจะได้เลิกยุ่งกับเขาสักทีรอให้หายดีเขาจะไปตามสืบหาความจริงแน่นอนถึงแม้ว่าบิดามารดาจะไม่ได้มาเยี่ยมเยียนแต่ก็ยังส่งตัวแทนมาอยู่ดี และตัวแทนก็นำอาหารของมารดามาให้เขากินทุกวันหลังจากโดนจูบวันน
เสียงรถที่ชนกันโครมใหญ่ ทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นกรีดร้องตกใจ ก่อนที่จะมีพลเมืองดีโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจและโทร. เรียกรถพยาบาลพสุธาเสียเลือดมาก ทำให้ธรต้องเป็นคนบริจาคเลือดช่วยเหลือลูกชาย เนื่องจากกรุ๊ปเลือดของธรเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกันกับพสุธาพสุธาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลายจากสลบไปหลายวัน เขาได้เจอหน้าบิดาและมารดาบุญธรรมเป็นอันดับแรก“ดินเป็นยังไงบ้างลูก” แม่เลี้ยงจันทราเอ่ยถามลูกชาย“ผมเป็นอะไรไปครับ”“ดินขับรถไปชนเข้ากับรถบรรทุกจ้ะ สลบไปหลายวัน แถมยังเสียเลือดมากอีก ดีที่...” แม่เลี้ยงจันทราชะงัก อึกอักหันไปมองหน้าสามี“ดีที่อะไรครับ”“แม่พูดได้เหรอ”“ทำไมเหรอครับ”“คนที่บริจาคเลือดให้ลูกน่ะก็คือคุณธร พ่อของลูก เพราะลูกเลือดกรุ๊ปเดียวกับเขา” พอสิ้นประโยคนั้น พสุธาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที“พ่อรู้จักคบกับคุณธรมาหลายปีแล้ว ถึงจะไม่สนิทกันมาก แต่เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ดินไม่ต้องเชื่อที่พ่อเล่าก็ได้นะ แต่พ่ออยากเล่านิยายน้ำเน่าเรื่องหนึ่งให้ลูกฟัง”พ่อเลี้ยงอินทร์เห็นว่าลูกบุญธรรมนอนเจ็บอยู่ อย่างไรก็คงเดินหนี วิ่งหนี ปฏิเสธไม่อยากฟังไม่ได้ จึงค่อยๆ เริ่มเล่าเรื่องของธรกับภัคธีมาให้ลูกชายได้ฟัง“
เสียใจ เขาไม่ได้สนใจอะไรนอกจากนั่งอยู่หน้าโลงศพ ข้าวปลาไม่กิน เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยมาร่วมงานก็ถามคำตอบคำหรือไม่ตอบ อาการของเขาค่อนข้างหนัก แต่ยังไม่มีใครรู้เรื่องที่นราคิดจะฆ่านิลรัตน์ เพราะยังไม่มีใครแจ้งตำรวจนิลรัตน์เห็นสภาพของพสุธา เธอเลยยังไม่คิดที่จะแจ้งตำรวจ ในขณะที่บิดามารดานั้นก็แล้วแต่เธอ พวกท่านอยากให้เธออโหสิกรรมให้คนที่ตายไปแล้ว ในลึกๆ แล้วผู้หญิงชั่วร้ายที่คิดจะฆ่าคนอื่นแบบนั้นก็ไม่สมควรให้อภัยพสุธาจัดงานศพให้ย่าของเขาจนเสร็จเรียบร้อย แล้วหลังจากนั้นก็นำเถ้ากระดูกไปลอยอังคาร เขาอธิษฐานให้ท่านไปสู่คติ ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี“คุณพ่อกับคุณแม่มีอะไรเหรอครับ” พสุธาเอ่ยถามบิดากับมารดาบุญธรรมเมื่อท่านเรียกพบ“พ่อกับแม่มีคนจะให้ดินเจอน่ะ” พ่อเลี้ยงอินทร์บอกกับลูกชายบุญธรรมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใย“ใครกันครับ” หลังจากประโยคนั้น ร่างของธรกับภัคธีมาก็เดินเข้ามา ทำให้พสุธาต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาด้วยกันคือนิลรัตน์“นี่คือคุณธรกับคุณภัคธีมา เป็นบิดาและมารดาบุญธรรมของหนูนิลรัตน์” พ่อเลี้ยงอินทร์แนะนำประโยคนั้นฟาดลงกลางใจของพสุธาอย่างที่สุด เพร
“นังนี่มันเป็นลูกของแม่กับชู้ของดินยังไงล่ะ มันจะมาหลอกดินนะ” ประโยคของผู้เป็นย่าทำให้พสุธาถึงกับช็อกไปเลยทีเดียว ที่เขาช็อกก็เพราะว่าเขาตกหลุมรักนิลรัตน์นั่นเอง แต่เธอกลับเป็นน้องสาวต่างบิดาของเขานิลรัตน์ครางเบา ๆ ก่อนจะฟื้นขึ้นมา เธอลูบท้ายทอยไปมาด้วยความเจ็บ นั่นทำให้นราพยักหน้าให้ทิสาจิกผมของนิลรัตน์เอาไว้“โอ๊ย! พี่ดินช่วยด้วยค่ะ” นิลรัตน์ตะโกนเรียกพสุธา“หุบปากซะ ถ้าแกยังไม่อยากตาย” มีดที่จ่อมาทางด้านหลังทำให้นิลรัตน์หยุดกึก“อย่านะครับคุณย่า ยังไงผมก็ไม่กลับไปหาเขาอยู่แล้ว เขาทิ้งผมตั้งแต่เด็ก ผมเกลียดเขา ผมไม่มีวันญาติดีกับเขาหรอกครับ แต่คุณย่าอย่าทำร้ายคนอื่นเลยนะครับ”“นี่ดินห่วงนังนี่อย่างนั้นเหรอ”“ไม่ใช่ครับ แต่ผมไม่อยากให้คุณย่าต้องมีความผิดติดตัว ผมเป็นห่วงคุณย่าครับ” พสุธารีบยกมือขึ้นห้ามปราม“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นย่าจะแทงนังนี่ให้ไส้ทะลัก”“โอ๊ย!” นิลรัตน์ร้องเสียงหลง ทำให้ทุกคนตกใจ“เป็นอะไร” เป็นจังหวะที่นราเผลอ วิบตานั้น นิลรัตน์ก็เอี้ยวตัวมาทางด้านหลังปัดมีดในมือของนราหล่นลงไปยังหน้าผาเบื้องล่าง“ผลักนังนี่ลงไปซะ” นราที่เซจนเกือบล้มเพราะชรามากแล้ว ตะโกนบอกทิสาที่เ
การเปิดตัวคบกันของเธอกับพสุธาทำให้หลายคนช็อก เพราะพสุธาไม่เคยมีท่าทีสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน“ย่าของพี่ดินใจดีไหมคะ” เธอเอ่ยถามเมื่อเขาจะพาเธอไปพบย่าของเขา“ใจดีครับ ทำไม กลัวเหรอ” เขาจับมือของแฟนสาวเอาไว้ กุมเอาไว้มั่น พร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งให้เธอ“ไม่ได้กลัวค่ะ แค่ถามดูเฉย ๆ” เธอยิ้มให้เขา จากที่มารดาเล่า ย่านราเป็นคนร้ายกาจมาก เธอเลยรู้สึกกลัวตั้งแต่ไม่เจอหน้า“ถึงแล้วครับ” เขาเอ่ยบอก ตรงหน้าคือหญิงชราที่กำลังนั่งอยู่ตรงระเบียงบ้านไม้ที่ยื่นออกมารับลมเย็น ๆ“มาสิครับ พี่บอกย่าแล้ว”“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้หญิงชราตรงหน้า ท่านมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะยิ้มออกมา ทำให้เธอต้องยิ้มตาม“นี่เหรอจ๊ะแฟนของหลาน หน้าตาน่ารักเสียจริง” นราเอ่ยขึ้น“ครับย่า”“ลูกเต้าเหล่าใครล่ะ บ้านอยู่ไหน” นราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายจะเอ็นดู“หนูอยู่กาญจนบุรีค่ะ อยู่กับพ่อแม่บุญธรรมน่ะค่ะ”“อยู่กาญจนบุรีเหรอ” นราชะงักไป“ทำไมเหรอคะ”“ปะ... เปล่าไม่มีอะไร”“ผมว่าจะมาทำอาหารกินกับย่าด้วยครับ”“จะพาแฟนมาแสดงฝีมือทำอาหารให้กินล่ะสิ” นราเอ่ยถาม มองสำรวจเด็กสาวตรงหน้าก็คิดในใจว่า หน้าตาไม่เห็นเหมือนกับอดีตลูกสะใภ้ คนไม่บ







