로그인สมัยเด็กๆ เวลาเธอหลุดคำหยาบคายออกมามักจะโดนบิดามารดาดุเสมอ ท่านมักสอนว่า เราอยากให้คนอื่นพูดหรือปฏิบัติกับเราเช่นไร เราควรจะพูดหรือปฏิบัติกับเขาเช่นนั้น
เฮ้อ! เธอไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองเลยว่าเขาจะตามเธอมา
“เชิญนั่งก่อนนะคะ จะรับอะไรดีคะ”
เธอรีบหยิบเมนูยื่นให้ชายหนุ่มที่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้วยท่าทีแสนสบาย
ภวัตเอื้อมไปรับเมนูมาถือ พร้อมกับรวบมือหญิงสาวเอาไว้แน่น อรนภัสมองอย่างหวาดระแวงและตำหนิ จากนั้นจึงรีบดึงมือออกเดินถอยหลังห่างไปหลายก้าว ภวัตยกมือขึ้นสูดดมกลิ่นหอมละมุน จนหญิงสาวเผลอเม้มริมฝีปาก...
“คุณตามฉันมาเหรอคะ”
“ใช่”
เขาตอบรับ ตวัดมองร่างโปร่งบางของคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายร้อนๆ หนาวๆ
“คุณ!” อรนภัสหันรีหันขวาง ทำให้ภวัตจำต้องปรามเธอไว้
“อ้าว คุณเชื้อเชิญผมมาเองนะ”
นายหัวหนุ่มเฉลย พร้อมวางเมนูขนมและเครื่องดื่มต่างๆ ลงอย่างไม่ใส่ใจสักนิด
“ฉันนี่นะเป็นคนเชื้อเชิญคุณ เปล่าเสียหน่อย”
อรนภัสชี้มือมายังตัวเองแบบงุนงงแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกกับสิ่งที่เขาปรักปรำ
“ใช่ เธอแกล้งทำนามบัตรหล่นเอาไว้ ฉันเลยมาตามคำเชื้อเชิญ”
ภวัตตอบเสียงเรียบ เอนพิงหลังไปยังพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“เอ่อ... ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้แกล้งทำตกนะคะ”
อรนภัสรีบปฏิเสธเสียงระรัว จ้องมองคนตรงหน้าอึ้งๆ ที่ช่างคิดไปได้
คนอะไรหลงตัวเองจัง!
“ช่างมันเถอะ ฉันเข้าใจแล้ว”
เขาโบกไม้โบกมือเหมือนเข้าใจ แต่ท่าทางกวนโมโหนั้นทำให้เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจเอามากๆ คำว่าเข้าใจของเขามันคือเข้าใจว่าอะไรล่ะ? เข้าใจว่าเธอจงใจเชื้อเชิญเขาหรือไง?
“คุณเข้าใจว่ายังไงคะ”
อรนภัสไม่ปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ เธอไม่อยากให้เขาคิดว่าเธออ่อยเขาเสียหน่อย
“อยู่ร้านคนเดียวเหรอ เป็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างล่ะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่เอ่ยถามแทน อยากชวนเธอสนทนา แม้ว่าจะรู้ข้อมูลของเธอดี
แหม...ก็เขาจีบสาวไม่เป็นนี่นาเลยต้องนึกหาคำพูดก่อน
“ฉันเป็นเจ้าของร้านค่ะ พอดีวันนี้ลูกน้องลาหยุด ทำให้ต้องอยู่ร้านคนเดียว”
เธอตอบอย่างภูมิใจที่สามารถมีกิจการเป็นของตัวเอง ภวัตหลุบตาคมลงเพื่อซ่อนแววตาบางอย่างเอาไว้
ภายในร้านของเธอมีขนม เครื่องดื่ม เครื่องหอมที่ทำจากสมุนไพร คนยุคใหม่หันมาสนใจสุขภาพกันมาก เขาได้ยินกฤษณะพี่ชายของเธอเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความรู้ในการนำอาหารมาแปรรูป รวมถึงสมุนไพรต่างๆ หญิงสาวนำเอาส่วนผสมของสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนม ทำให้มีกลิ่นหอมอร่อยจนเขาติดใจเมื่อเพื่อนรักเอามาให้ลองชิมหลายครั้ง
นอกจากจะจีบอรนภัสไปเป็นเมียได้แล้ว ยังได้ผลประโยชน์ในทางธุรกิจอีกด้วย โดยการให้เธอลองแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเสียเลย
“ฉันอยากดื่มกาแฟกับขนมอะไรก็ได้ที่เธอคิดว่าอร่อยที่สุดในร้าน”
เขาเอ่ยบอกมิได้สนใจเมนูที่เธอยื่นให้ก่อนหน้า ดวงตาคมสบกับดวงตาหวานใส หญิงสาวทนไม่ไหวกลับต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาด้วยหัวใจที่เต้นรัว
ร่างโปร่งบางแต่ซุกซ่อนความอวบอิ่มอันน่าปรารถนาจำต้องเดินไปจัดเครื่องดื่มและขนมมาให้เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจำต้องเป็นเจ้าของร้านที่ดีบริการลูกค้าอย่างเต็มที่
สายตาคมกริบมองตามร่างหญิงสาวไม่วาง ไม่ว่าเธอจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ทำเอาคนที่ถูกจ้องมองถึงกับเขิน หยิบจับอะไรผิดๆ ถูกๆ ไปหมด จนอรนภัสนำเครื่องดื่มและขนมที่เธอคิดว่าอร่อยที่สุดในร้านมาเสิร์ฟให้ลูกค้าหนุ่ม
“กาแฟหวานไปนะ”
ภวัตจิบกาแฟหอมกรุ่นแล้วเงยหน้าวิจารณ์ตรงๆ
“หวานไปเหรอคะ”
อรนภัสหน้าเสียเล็กน้อย กลัวลูกค้าห่ามๆ อย่างเขาจะไม่พอใจ
“หวานมาก”
ภวัตตอบนิ่งๆ สายตาคมดุมองร่างสูงโปร่งกลมกลึง อรนภัสเผลอหน้าแดงค้อนให้คนตรงหน้า
“ตามสบายนะคะ ฉันขอตัวก่อนค่ะ” เธอรีบบอกเมื่อเขานั่งจ้องจนเธออายแทบอยากมุดพื้นหนี
“เดี๋ยวสิ ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้า มานั่งคุยกันก่อน ฉันอยากหาเพื่อนคุย นั่งคนเดียวมันเหงา”
เขาพูดรั้งเธอไว้ อรนภัสชะงักหันมามอง แลซ้ายแลขวา ปรากฏว่าไม่มีลูกค้าจริงๆ จึงจำต้องนั่งลงตรงข้ามกับเขา
โห...คนอะไรยังมีหน้ามาบอกว่าเหงาอีก เหตุผลเขาฟังไม่ขึ้นเลย อรนภัสนึกค่อนขอดในใจ
ภวัตแสดงสีหน้าพึงพอใจเมื่อหญิงสาวยอมนั่งคุยกับเขาดีๆ
“อย่างที่บอก ฉันอยากรู้จักกับเธอ”
ชายหนุ่มบอกความประสงค์ของตนเอง ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
“ทำไมคุณถึงอยากรู้จักฉันล่ะคะ”
อรนภัสใจกล้าถามเขาออกไป แม้จะหวั่นๆ กับสายตาคู่คมนั้น
“ฉันสนใจเธอ”
ภวัตวางถ้วยกาแฟที่จิบแล้วบอกตามตรงอีกเช่นเคย
“คะ” อรนภัสลุกขึ้นจากเก้าอี้เหมือนถูกไฟช็อต
“ทำไมเหรอ เธอมีแฟนแล้วหรือไง ฉันเป็นคนตรงๆ ไม่ชอบอ้อมค้อม ฉันอยากจีบเธอ เธอจะได้รู้แล้วเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้รอยังไงล่ะ”
ชายหนุ่มพูดหน้าตาเฉยแต่แก้มแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่
จะอ้อมค้อมทำไม บอกไปตรงๆ นี่แหละ ด้านได้อายอด ภวัตคิดในใจ
“เอ่อ...คะ”
หญิงสาวร้องอุทานอีกครั้ง ไม่อยากคิดว่าตัวเองตาฝาดที่เห็นแก้มเขาแดงๆ แถมแดงทั้งหน้า ใบหู หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ แอบยิ้มขำคนห่ามๆ ตรงหน้า ไม่คิดว่าเขาจะขี้อายด้วย หน้าตาท่าทางไม่น่าบ่งบอกเลยจริงๆ เอากับเขาสิ
ภวัตปรับสีหน้ารวดเร็ว กลับมานั่งนิ่งมองเธอด้วยสายตาล้ำลึก อรนภัสเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง ดูเขาเป็นคนวางอำนาจใช่เล่น นิสัยติดจะสั่ง เอาจริงเอาจัง แต่ดูตรงไปตรงมา ออกจะเถื่อนๆ ดุๆ ด้วยซ้ำ แต่ไม่คิดว่าจะขี้อาย
คนอะไรพูดออกมาแบบนั้น เธอก็อายนะ แต่ทำไมหนอหัวใจเจ้ากรรมกลับรู้สึกชอบเขาอยู่เหมือนกัน
ตายแล้ว!!!
อรนภัสส่ายหัวให้กับความคิดวาบหวามของตัวเอง ใบหน้าแดงเรื่อยืนบิดมือไปมาทำให้ภวัตมองด้วยสายตาอบอุ่นระคนเอ็นดู
“นั่งลงก่อนสิ ฉันไม่ชอบให้เด็กมายืนค้ำหัว”
คนวางอำนาจเอ่ยบอกพร้อมทอดสายตามองคล้ายข่มเธอ
ให้ตายเถอะ อีตาแก่บ้า เธอได้ไม่พูดคำหยาบ แต่คงว่าเขาในใจได้นะ!!!
แล้วนี่เขามาว่าเธอเป็นเด็กเหรอ อรนภัสนั่งลงตรงหน้ามองเขาไม่หลบบ้าง แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ แต่ว่าเขาเหมือนสิงห์เสียมากกว่า สิงโตที่มีขนใต้คางเยอะๆ น่าลูบอะไรประมาณนั้น คิกๆ
“ทำเป็นเก่ง ปากที่เม้มน่ะ สั่นไปหมดแล้ว”
ภวัตหลุบตามองริมฝีปากอิ่มที่สั่นและเม้มเข้าหากัน อรนภัสสะบัดค้อนให้คนตรงหน้า ที่เขารู้ทันเธอไปหมด
“ชื่ออรใช่ไหม”
“ค่ะ คุณรู้ได้ยังไงคะนี่” เธอถามกลับตาปริบๆ
“แล้วชื่อจริงล่ะ”
คนอยากชวนคุยแสร้งถาม เอาเข้าจริงๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เกิดมาจนอายุสามสิบกว่ายังไม่เคยจีบผู้หญิงมาก่อนเลย มีแต่ผู้หญิงเข้ามาจีบ นี่ซ้อมพูดแล้วพูดอีก คำถามมันเลยดูแข็งๆ ไปหน่อย จะให้เขามานั่งพูดจาหวานๆ ก็ทำไม่เป็น ถ้าไม่ได้ดั่งใจจะจับปล้ำเอาซะเลย
“จะสอบถามประวัติสัมภาษณ์งานหรือไงคะ” อรนภัสประชดให้
“ไม่ใช่ แค่อยากรู้ว่า... ว่าที่เมียในอนาคตชื่ออะไรต่างหาก”
เขาไม่อยากจะบอกว่ารู้แล้ว เพียงแต่หาเรื่องชวนเธอคุยเท่านั้น
“คุณ...”
“ฉันชื่อ ภวัต สุทธนนท์ ตอนนี้อายุย่างเข้าสามสิบหก ยังโสดไม่มีเมีย แต่ตอนนี้เจอแล้วว่าที่เมีย อีกไม่นานจะไปสู่ขอ ถ้าไม่ยอมตกลงจะฉุดกลับบ้านเสียเลย”
อรนภัสหน้าแดงซ่านเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธออ้าปากค้าง สะบัดค้อนให้คนพูดจาขวานผ่าซาก
“หยาบคาย”
“ตรงไหนที่บอกว่าหยาบคาย ฉันชอบเธอจริงๆ ยังไม่ตอบเลยว่ามีแฟนแล้วหรือยัง” เขาถามอย่างคาดคั้น เธอไม่ชอบเลยจริงๆ
ภวัตก้มใบหน้าเข้าหาซอกกายสาวเมื่อจับขาทั้งสองแยกออก เขาดูดิบเถื่อนรุนแรงไร้การเล้าโลม อรนภัสสะดุ้งสุดตัวเมื่อเส้นไหมสีอ่อนถูกขยุ้มแล้วดึง ฟันขาวสะอาดขบกัดติ่งเกสรสาวอย่างมันเขี้ยว สะโพกสาวลอยเด่น สะบัดใบหน้าไปมารอรับการลงโทษที่แสนหวามอย่างต่อต้านไม่ไหวอรนภัสจิกมือไปกับที่นอนบ้าง สอดเข้าในกลุ่มผมดกหนายาวประบ่าของเขาบ้างตามแรงอารมณ์ จมูกโด่งฝังเข้าในยอดเกสรสาวแล้วปาดเลียรุนแรงซุกซอนซอกไซ้เข้าออกด้วยลิ้นที่บิดเป็นเกลียวแข็งกร้าวสากร้อนจนอรนภัสแทบคลั่ง หวีดร้องติดกันหลายๆ ครั้งพร้อมกับเสียงหอบกระตุกเยือกเมื่อไปถึงจุดหมายอย่างร้อนแรง ริมฝีปากขบเข้าหากัน มือสั่นเทายังวางอยู่บนศีรษะของสามีเมื่อเขาดูดกลืนน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาต้อนรับจนเหือดแห้งลิ้นหนายังแช่ฝังอยู่ในกายภรรยา ภวัตผละห่างลากลิ้นสัมผัสขึ้นไปโดยการปาดเลียไล้กลุ่มไหมเส้นสวยที่ยุ่งเหยิงพอสมควร ไม่นานมันก็เปียกชื้นแนบไปกับสวนกุหลาบที่เปิดเปลือยอย่างเร้าใจของผู้เป็นเจ้าของอรนภัสแขม่วหน้าท้องแบนราบเมื่อปลายลิ้นวนไปทั่วอย่างมีชั้นเชิง สะดือสวยถูกความร้อนชื้นวนรอบจนหดเกร็ง อกอวบเป็นสิ่งต่อไปที่เขาทาบทับขึ้นมากลืนกิน หญิงสาวสะดุ้งเมื่
อรนภัสครางเบาๆ ลูบมือไปตามกายแกร่งของสามีที่ซุกซ่อนอยู่ในกางเกงผ้าเนื้อดี มือแกร่งที่สอดเข้าใต้เสื้อดึงเสื้อภรรยาออกทางศีรษะ ตวัดลิ้นไปตามซอกคอหวาน ขบเม้มผิวเนื้อจนเป็นจุดแดงทันตาเห็น เต้าทรวงอวบอิ่มล้นมือที่ดีดตัวออกจากเสื้อ ชูชันอยู่ตรงหน้าของภวัตเมื่อเสื้อพ้นไปกองอยู่ข้างเตียง“ในที่สุดพี่ก็ได้เจอกับมันอีกครั้ง”ภวัตกอบกุมทรวงสาวเอาไว้ด้วยมือหนา ฟอนเฟ้นหนักหน่วง อรนภัสก้มมองศีรษะของสามีที่ปกคลุมด้วยเส้นผมดกหนายาวประบ่า เธอลูบศีรษะสอดแทรกนิ้วเข้าสู่เรือนผมเมื่อเขาคลุกเคล้าดูดรัดอกสาวอย่างตะกละตะกลามให้สมกับที่ทรมานมาหลายวัน อรนภัสครางสะท้านความร้อนของลิ้นสากทำให้กายสาวเสียวปลาบไปทั้งร่างอรนภัสหายใจหอบแรงเกร็งตัวโอบรอบคอหนาให้เขาซุกเข้าหาร่องอกมากขึ้น ผมดกหนาของภวัตยุ่งเหยิงจากมือเรียวที่สอดเสยเข้าหา มือใหญ่อีกข้างที่เคล้นคลึงเต้าอวบอัดของภรรยาเลื่อนลูบไปตามหน้าท้องก่อนจะสอดแทรกเข้าไปกอบกุมเนินเนื้อความเป็นสาว ภวัตรับรู้ถึงความสะดวกของเส้นทางเพราะเธอไม่ได้สวมใส่กางเกงในอย่างที่คิดเอาไว้กลีบเนื้อนิ่มละมุนมือที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมอ่อนละมุนถูกลูบไล้หยอกเย้าหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ อรนภัสครา
“ไม่ไป”เพียงแพรตอบเสียงเรียบ รอฟังคำพูดของพี่ชาย ภวัตเอามือลูบท้ายทอยเก้อๆ ไปเหมือนกันเมื่อต้องเอ่ยประโยคที่คิดว่าจะไม่มีวันออกจากปากของเขา เขาสำนึกผิดจริงๆ ตอนนั้นไม่ได้ต้องการจะแกล้งภรรยาให้เธอเสียใจร้องไห้ แต่เพราะโกรธที่เธอทำอะไรโดยพลการไม่ปรึกษาเขาเลย เขาคิดว่าทำแบบนั้นต่อไปเธอจะไม่กล้าขัดเขาอีก ถึงตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ ต่อไปสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้เธอเสียใจอีก มีอะไรก็จะพูดกันให้รู้เรื่อง ครั้นจะให้เขาเอ่ยออกมาตรงๆ มันก็กระไรอยู่“ไม่ได้ข่าวคราวพี่สะใภ้แกเลย”ภวัตพูดขึ้นลอยๆ เพียงแพรกับภูวดลมองหน้ากันยิ้มๆ“อืม คิดถึงเค้าล่ะสิ” น้องชายและน้องสาวรับคำ ก่อนจะพูดพร้อมกัน รอฟังพี่ชายขี้เก๊กพูดต่อ“ก็คิดถึงเค้า ป่านนี้เป็นไงบ้างก็ไม่รู้ คิดถึงยัยหนูด้วย หายโกรธหรือยังก็ไม่รู้ หรือว่ายังโกรธอยู่”ภวัตพูดเก้อๆ เมื่อต้องเอ่ยความในใจให้น้องๆ ฟัง“รักเค้ามากเหรอพี่อรน่ะ”“รักสิ รักยิ่งกว่าอะไรเลย ไม่รักจะไปจีบไปขอแต่งงานเหรอไง เกิดมาเคยจีบใครที่ไหนล่ะ”ภวัตคิดว่าการที่พูดออกมาตรงๆ ก็ไม่เห็นจะเสียศักดิ์ศรีอะไรมาก น้องๆ ทั้งสองดูจะยิ้มกว้าง ไม่ได้ล้อเลียนอะไรเขาเลย“แล้วสำนึกเปล่
“เดี๋ยวค่อยโทรไปอีกรอบตอนค่ำๆ พี่วัตน่าจะถึงแล้ว เราโทรไปบอกให้พี่วัตใจเย็นๆ ดีกว่า”เพียงแพรเสนอ ทุกคนจึงแทบจะไม่ไปไหน อรนภัสร้อนใจโทรไปหากฤษณะก็ไม่ติด“อย่ากังวลไปเลย อาจไม่มีอะไรก็ได้”ไวกูรณ์ปลอบใจทุกคน ก่อนที่เขาจะขอตัวพาภรรยาและน้องสาวกลับบ้านเมื่อผ่านไปหลายชั่วโมง... เพียงแพรรีบกดโทรศัพท์หาพี่ชายทันที โดยมีพี่สะใภ้นั่งประกบอยู่ข้างๆ“พี่วัตถึงไหนแล้ว”เพียงแพรยิงคำถามใส่พี่ชายทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย“อยู่หน้าบ้าน”เสียงเข้มที่ตอบกลับมาทำให้ทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก“พี่วัตใจเย็นๆ นะคะ”เพียงแพรเอ่ยเตือนพี่ชาย จะบอกว่าอรนภัสอยู่ที่บ้านนี่แหละก็ไม่อยากบอก ในใจยังหมั่นไส้พี่ชายไม่หาย“ไม่เย็นโว้ย เมียหายทั้งคน แค่นี้นะ ใครให้ที่หลบซ่อนเมียฉัน ยิงทิ้งสถานเดียว!!! ตู๊ดๆๆๆ” เสียงดุดันของภวัตทำให้อรนภัสร้อนใจยิ่งขึ้นทางด้านภวัตเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ อย่างร้อนรน เสียงกริ่งหน้าบ้านทำให้สาวใช้ไปเปิดประตู ชายหนุ่มลงมาจากรถอย่างรีบร้อนตรงเข้ามาในบ้านทันที เจ้าของบ้านมองด้วยความงุนงงที่บุตรเขยเดินทางมาไม่บอกกล่าว“วัตมาทำธุระในกรุงเทพฯ เหรอลูก งั้นคืนนี้พักที่นี่ก่อนสิ”อรนุชถามด้วยรอยยิ้มขณ
ภวัตหันมาถามน้องสาวคนรอง“แพรก็แค่เดาเอา พี่วัตบอกเองว่าพี่อรหายไป ตัวเองทำอะไรกับเค้าไว้ตั้งเยอะ ไม่สนใจทำให้เค้าน้อยใจตั้งหลายวัน ป่านนี้หนีไปมีกิ๊กใหม่แล้วมั้ง”“ไอ้แพรปากแกนี่มัน!”“นั่นแหละทำเป็นรับไม่ได้”“เมื่อคืนเค้ายังดีๆ อยู่เลย เค้าไม่เห็นว่าอะไรสักคำ ยังปลาบปลื้มเดินชมเรือนหออยู่เป็นนานสองนาน บอกว่าตื่นขึ้นมายังบอกจะทำอาหารให้กิน และที่แกบอกว่าพี่สะใภ้แกจะไปมีคนอื่น นั่นยิ่งไม่มีทาง เค้ารักฉันจะตาย ฉันพูดคำเดียวเค้าก็ทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง” ภวัตพูดอย่างเชื่อมั่นในตัวเองจนเพียงแพรแอบเบะปากหมั่นไส้พี่ชายตงิดๆ นึกว่าพี่ชายจะร้อนรนมากกว่านี้ ถ้าเป็นแบบนี้เธอก็จะแกล้งเสียให้เข็ด เมื่อคืนหลังจากที่เลี้ยงสังสรรค์เธอก็หาโอกาสนัดแนะกับพี่สะใภ้ อรนภัสเป็นอย่างที่ภวัตพูดจริงๆ ไม่กล้าทำให้สามีร้อนใจ คนที่รวมหัวอยากแกล้งคนวางอำนาจอย่างภวัตถึงกับยื่นคำขาด นั่นแหละอรนภัสถึงได้ยอมทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว เพียงแพรหัวเราะในใจอย่างชั่วร้ายนิดๆ“โอ๊ย! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เค้าจะหนีไปทำไมนี่”“แกพูดเหมือนรู้ บอกมาว่าแกเอาเมียฉันไปไหน ต้องเป็นแผนการของแกแน่ หรือคนอื่นๆ ด้วย ฉันรู้ดีว่าอรไม่มีวันทำอะไร
อรนภัสพูดไม่ทันจบประโยคเธอก็อึ้งไป เมื่อเห็นเค้กวันเกิดที่ประดับประดาสวยงามโดยมีสามีถืออยู่ตรงหน้า บุตรสาวตัวน้อยกำลังดิ้นซนอยู่ในอ้อมแขนบิดา ภวัตมองเธอผ่านแสงเทียนด้วยสายตาอบอุ่น อรนภัสสะอื้นเบาๆ ตื้นตันจนพูดไม่ออก ตรงกลางเค้กมีกล่องสร้อยไข่มุกเม็ดงามวางอยู่“ทุกปีให้ตุ๊กตา ปีนี้ให้เครื่องประดับ หวังว่าคงชอบนะ พี่สั่งเค้าทำนานแล้ว”ภวัตบอกเก้อๆ ทุกคนต่างส่งเสียงล้อเลียนเล็กๆ อรนภัสน้ำตาซึมลูบสร้อยไข่มุกเม็ดงามที่วางอยู่ในกล่องกลางเค้กวันเกิดที่ปักเทียนไปโดยรอบด้วยความตื้นตัน ภวัตหยิบขึ้นมาสวมให้หญิงสาวอย่างเบามือ เธอหอมแก้มเขาอย่างขอบคุณ ทุกคนต่างอมยิ้มในความหวานของคู่สามีภรรยา“อธิษฐานเลยค่ะพี่อร แล้วก็เป่าเค้กนะคะ”เพียงแพรบอกพี่สะใภ้ก่อนจะขึ้นเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ทุกคนร้องตาม อรนภัสอธิษฐานก่อนจะเป่าเค้กวันเกิด ไฟฟ้าในห้องก็สว่างพรึ่บทั่วบ้าน“สุขสันต์วันเกิดจ้ะ”เสียงอวยพรที่อบอวลไปทั่วห้องทำให้อรนภัสยิ้มทั้งน้ำตา วันเกิดปีนี้มีบิดามารดา พี่ชายและน้องชายของเธอมาด้วยเอ๊ะ!ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าพวกท่านจะมา ทุกคนรวมหัวกันอย่างนั้นเหรอ แต่พอเธอได้เห็นรอยยิ้มและของขวัญวันเกิดจากทุกคนก็







