FAZER LOGINเก๊ง…สิ้นเสียงระฆังดังกังวาน หลิงอวี๋และผู้เข้าประลองคนอื่น ๆ ก็ก้าวเข้าสู่ลานเพื่อเริ่มต้นการประลองวิชาแพทย์ผู้ป่วยล้วนเป็นคนที่แม่ทัพโต้วรวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศ บางคนทางครอบครัวยากจนข้นแค้นไม่มีเงินรักษาโรค เมื่อรู้ว่ามีโอกาสรับการรักษาโดยมิเสียเงินเช่นนี้ จึงมาลงนามเข้าร่วมด้วยตนเองเมื่อแม่ทัพโต้วพาผู้ป่วยเหล่านี้มาถึงก็จัดให้อยู่ในเมืองหลวงกวงจ้าว และเพิ่งถูกส่งตัวมาถึงเมื่อยามเที่ยงคืนอาจกล่าวได้ว่า นอกจากทหารของแม่ทัพโต้วแล้วก็แทบจะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงตัวพวกเขาได้เลยพวกเขาต่างได้รับป้ายหมายเลขประจำตัว ผู้เข้าประลองจับสลากได้ผู้ใดก็ทำการรักษาให้ผู้นั้นผู้เข้าประลองหนึ่งคนสามารถจับสลากผู้ป่วยได้สิบคน หากวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยแต่ละคนได้ถูกต้องจะได้รับห้าคะแนน และหากจัดเทียบยาได้ถูกต้องก็จะได้อีกห้าคะแนนเมื่อคำนวณเช่นนี้ หากวินิจฉัยโรคและจัดเทียบยาให้ผู้ป่วยทั้งสิบคนได้ถูกต้องทั้งหมด หนึ่งร้อยคะแนนก็คือคะแนนเต็มขั้นพื้นฐานการตรวจรักษาผู้ป่วย สำหรับหลิงอวี๋ผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งยังมีวิชาการแพทย์อันล้ำสมัยคอยหนุนเสริม ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอัน
ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ชะงักไป นี่หมายความว่าอย่างไร?หรือว่าแม่ทัพโต้วยังมีกฎเกณฑ์ที่กล่าวมิจบอีก?แม่ทัพโต้วปรายตามองฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋และอวี๋ฟางอย่างดุดัน ก่อนตวาดกร้าว“ข้าจะกล่าวต่อ หากผู้ใดกล้าส่งเสียงโวยวายขัดจังหวะอีก จะถือว่าก่อกวนกฎการประลอง ให้ลากตัวออกไปโบยสิบไม้ และตัดสิทธิ์การประลองเสีย!”จักรพรรดิหมิงกวงที่เฝ้ามองอยู่ด้านข้างมาตลอดก็เค้นวาจาลอดไรฟันออกมาอย่างเย็นเยียบ“ตัวข้ายังประทับอยู่ตรงนี้ทั้งคน! พวกเจ้าแต่ละคนมิเห็นตัวข้าอยู่ในสายตาเลยรึ?”“หึหึ…เช่นนั้นวันนี้เราคงต้องจัดระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ให้ดีแล้ว!”“แม่ทัพโต้ว โบยสิบไม้ยังเบาเกินไป คราหน้ามิว่าผู้ใด หากกล้าก่อความวุ่นวายอีก… ให้ประหารทันที!”อึก!บท… บทลงโทษนี้ออกจะหนักหนาเกินไปแล้ว!ผู้คนมิน้อยพลันหุบปากอย่างเงียบงัน ลอบเตือนตนเองว่า มิว่าจะได้ยินสิ่งใดก็อย่าได้เอื้อนเอ่ยกระไรอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นนกที่โผล่หัวมารับเกาทัณฑ์ กลายเป็นผู้สังเวยดาบคนแรกของวันนี้!อวี๋ฟางเองก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก นางมองออกว่าจักรพรรดิกริ้วขึ้นมาจริง ๆ แล้วแม่ทัพโต้วกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณคราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าทุกคนล้วนเงียบกร
องค์หญิงใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตามหลักแล้วการประลองวิชาพิษสมควรถูกยกเลิกไปเสียทั้งหมด ทว่าเมื่อพิจารณาว่าวิชาพิษก็มีส่วนเกื้อหนุนวิชาแพทย์อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงมิได้ยกเลิก!”“การใช้คะแนนสะสมมาคำนวณผลการประลองทั้งสองรอบนี้ เป็นเพียงการทดสอบความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรเพื่อการแพทย์และยาพิษของพวกเจ้า มิได้เป็นการส่งเสริมให้พวกเจ้าใช้วิชาพิษทำร้ายผู้คน!”“ดังนั้น หากมีฝีมืออย่างแท้จริง ก็จงสะสมคะแนนในการประลอง ใช้ความสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าเสีย!”“ผู้ใดที่คิดว่าตนเองทำเป็นเพียงการทำร้ายผู้อื่น และถนัดเพียงวิชาพิษ เช่นนั้นหากคะแนนสะสมของพวกเจ้าด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ก็ทำได้เพียงโทษตนเองที่ฝีมือมิอาจเทียบเทียมผู้อื่นได้!”อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงกับพวกได้ฟังก็เคียดแค้นองค์หญิงใหญ่แทบขาดใจ ทว่าถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่นั้นคืออำนาจสิทธิ์ขาด อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ตัดสินทุกท่านหากมิปฏิบัติตามกฎกติกาการประลองก็จำต้องสละสิทธิ์ พวกนางจะยินยอมได้อย่างไรเล่า!จะประลองก็ประลองเถิด ใช่ว่าพวกนางจะสู้หลิงอวี๋มิได้เสียหน่อย!อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จำยอมรับกติกานี้อ
กฎการประลองนี้ มิได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า นี่คงมิใช่การปรับเปลี่ยนกะทันหันหรอกกระมัง!ยามที่หลิงอวี๋ได้ยินประกาศกฎการประลอง ภายในใจก็กระตุก นางหันไปมององค์หญิงใหญ่ผู้มีท่วงทีองอาจสง่างามบนแท่นสูงโดยสัญชาตญาณองค์หญิงใหญ่เป็นผู้ที่หลงเหลียนเชิญมา นาง องค์จักรพรรดิและหลงเหลียนล้วนชิงชังสถานการณ์ที่สำนักเซียนแพทย์รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวส่วนการเปลี่ยนกฎกติกาในครานี้ก็เพื่อเชิดชูแก่นแท้ของวิชาแพทย์เป็นไปตามคาด ทันทีที่ประกาศกฎกติกาออกไป กลุ่มคนที่มีอวี๋ฟางเป็นผู้นำก็ส่งเสียงโวยวายขึ้นมาทันที“เช่นนี้มิยุติธรรม กฎกติกามิใช่เช่นนี้นี่ จะปรับเปลี่ยนตามอำเภอใจได้อย่างไร!”ทว่ามิรอให้อวี๋ฟางได้ส่งเสียงโวยวายอีกหน แม่ทัพโต้วผู้ควบคุมการประลองอยู่เบื้องบนก็ตวาดก้องด้วยความเดือดดาล“หุบปากให้หมด จงอยู่ในความสงบ!”“กฎกติกานี้ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ตัดสินทั้งเก้าท่านร่วมกัน จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใดทั้งสิ้น!”“ผู้ใดเต็มใจปฏิบัติตามกฎก็จงเข้าไปร่วมการประลอง ผู้ใดมิยินยอมปฏิบัติตามก็ถือว่าสละสิทธิ์!”“ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย ฆ่าทิ้งมิละเว้น!”น้ำเสียงดุจสายฟ้าฟาดของแม่ทัพโต้วดังกึกก้องไปทั่ว
วาจาของหลิงอวี๋ประโยคนี้ ทำเอาอวี๋ฟางถึงกับพูดมิออกทางหลิงอวี๋มีบุตรชายแล้วหนึ่งคน ทว่าตัวนางนั้นยังมิได้ออกเรือน หากต้องกลายเป็นสตรีที่มิอาจตั้งครรภ์ได้ไปชั่วชีวิต เมื่อเทียบกับหลิงอวี๋แล้วนับว่าสูญเสียหนักหนากว่ามากนักในฐานะผู้ใช้พิษ นางจะมิรู้ได้อย่างไรว่าใต้หล้านี้ยังมีโอสถที่ทำให้นางมิอาจตั้งครรภ์ไปชั่วชีวิตได้จริง ๆทว่าอวี๋ฟางเพียงชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะสบถด่าทอออกมาว่า “เหตุใดเจ้าจึงได้จิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้!”หึหึ!หลิงอวี๋อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา “อวี๋ฟาง ข้าอำมหิตกระนั้นรึ?”“มิใช่เจ้าหรอกรึ ที่ยกทารกในครรภ์ของข้ามาข่มขู่ก่อน ข้าเพียงเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มันจะเป็นกระไรเล่า?”“ไฉนกัน เจ้าเมินเฉยต่อชีวิตคนได้ ทว่าพอข้าตอบโต้กลับ กลายเป็นข้าที่อำมหิตงั้นรึ?”บทสนทนานี้ล้วนตกอยู่ในโสตประสาทของผู้คนรอบข้าง ทว่าพวกเขากลับมิรู้สึกว่าหลิงอวี๋ทำสิ่งใดผิดไปเมื่อวานนี้เป็นอวี๋ฟางที่เปิดโปงเรื่องการตั้งครรภ์ของหลิงอวี๋ก่อน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้เข้าประลองในรอบนี้รุมโจมตีหลิงอวี๋พร้อมกันผู้ใดอำมหิตกว่ากัน เพียงปรายตามองย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจเมื่ออวี๋ฟางเห็นว่าเถียงห
เมื่อทุกอย่างสงบลง เมื่อถึงวันที่พวกเขากลับคืนสู่แผ่นดินของตน และค่อย ๆ แก่ชราลงตามกาลเวลาเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวที่พานพบในวันนี้ หลิงหว่านรู้สึกว่านางย่อมต้องปลาบปลื้มใจยิ่งนักที่โลกของนางเคยมีสีสันงดงามถึงเพียงนี้หลิงหว่านปรุงอาหารมื้อดึกให้หลิงอวี๋ และคอยอยู่เป็นเพื่อนนางมิได้ห่างหลิงอวี๋อดตาหลับขับตานอนอ่านข้อมูลเหล่านี้อยู่หลายชั่วยามจนจบ จากนั้นจึงได้พักผ่อนนางหลับใหลไปเพียงมิกี่ชั่วยามก็ถูกหลิงหว่านปลุกให้ตื่นขึ้นการประลองรอบที่สองกำหนดไว้ในยามซื่อ[footnoteRef:0] หลังจากทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จสิ้นก็มารวมตัวกันที่ลานกว้าง [0: ยามซื่อ เริ่มนับตั้งแต่เวลา 09.00 – 11.00 น.] แม้การประลองเมื่อวานจะคัดผู้คนออกไปเป็นจำนวนมาก ทว่าวันนี้ผู้คน ณ ลานกว้างกลับยังคงเนืองแน่นเช่นเดิมผู้ที่ถูกคัดออกเหล่านี้มิได้จากไปไหน เพียงแต่อยากรั้งอยู่เพื่อเปิดหูเปิดตาเมื่อวานอวี๋ฟางได้เปิดโปงเรื่องที่หลิงอวี๋ตั้งครรภ์ และผู้คนมากมายต่างก็ได้ยินกันทั่วยามที่คนเหล่านี้เห็นว่าวันนี้หลิงอวี๋ยังคงมาเข้าร่วมการประลอง จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาบางคนเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “อยากได้ลาภยศชื
เซียวหลินเทียนมองเผยอวี้พลางเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เจ้าควรตรวจสอบเครื่องยาสมุนไพรให้ดีก่อนทำการขนส่ง แต่เจ้ากลับหละหลวม จนนำมาสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่เช่นนี้!”“ความผิดของเจ้าไม่อาจให้อภัยได้ ตามวินัยทหารจะถูกลงโทษด้วยการโบยห้าสิบไม้! เจ้าต้องยอมรับมัน!”เผยอวี้เอ่ยเสียงดังฟังชัด “กระหม่อมยอมรับอย่างเต็มใ
เมื่อพวกเขาติดตามปู่หยางเข้าไปในหมู่บ้านก็เห็นเฉาอี้พาผู้นำหมู่บ้านมาแล้ว เฉาอี้สวมหน้ากากตามคำสั่งของหลิงอวี๋ หลิงอวี๋ไม่พูดอะไร “ท่านอ๋อง นี่คือหยางหรงผู้นำหมู่บ้าน เขาบอกว่าหมู่บ้านนี้ใหญ่ที่สุดในเว่ยโจว มีมากกว่าร้อยครัวเรือน!” “ผู้คนที่อาศัยอยู่ตรงทางเข้าของหมู่บ้านล้วนแต่เป็นคนยากจน สองปีก่อนเ
ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน แต่หลิงหว่านรู้สึกว่ามีคนบีบตนนางจึงสะดุ้งฟื้นขึ้นมาตรงหน้านางยังคงมืดมน หลิงหว่านเอื้อมมือออกไปสัมผัสมือข้างหนึ่ง แล้วนางก็กรีดร้องด้วยความตกใจ“กรี๊ด… ใครกัน?”“คุณหนูใหญ่… ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว!”เผยอวี้เรียกอย่างอ่อนแรง “เจ้าอย่าขยับ… เราตกหลุมกับดัก! ข้าได้รับบาดเจ็บ!”“
ข่าวลือร้อนฉ่าดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วสารทิศในทันทีบรรดาญาติของหมอเหล่านั้นต่างก็รีบรุดไปหาผู้ว่าราชการมณฑล ร้องไห้อ้อนวอนขอให้แม่ทัพเฉินช่วยคืนความยุติธรรมให้หลังจากเกิดความโกลาหลขึ้น ไม่เพียงแต่คนทั่วไปเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ แต่ขุนนางหลายคนก็รู้เรื่องนี้ด้วยทุกคนจึงมององค์ชายคังด้วยสายตาที่แปลกไป







