LOGINเสี่ยวหลิงนักเขียนนิยายที่เพิ่งจะเขียนเรื่องใหม่ได้ไม่กี่ตอนต้องมาตายเพราะพักผ่อนน้อย อดหลับอดนอน เพื่อจะเขียนนิยายเรื่องใหม่ ไม่ใช่บ้าพลังหรอกนะ แต่เธอเป็นคนมีค่าอย่างไรละ ค่ารถ ค้าบ้าน ค่ากิน ยังไม่รวมต้องส่งให้กับทางบ้าน แถมเธอยังส่งเสียน้องเรียนอีกด้วย เมื่อตายแล้วคนเราต้องลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเธอถึงเข้ามาอยู่ในนิยายของตัวเองล่ะ ใช่แล้ว!! เสี่ยวหลิงเข้ามาอยู่ในนิยายที่เขียนของตัวเองที่เพิ่งเขียนได้ไม่กี่ตอน แล้วแบบนี้เนื้อเรื่องยังเป็นไปอย่างที่เธอวางไว้หรือเปล่า หลี่เหมย นางร้ายในนิยาย เดิมทีเธอมีนิสัยหยิ่งยโสขี้อิจฉาและชอบกลั่นแกล้งสหายตนเอง (นางเอกในนิยาย) แต่เมื่อเสี่ยวหลิงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอไม่อยากมีชะตาเหมือนเนื้อเรื่องที่วางไว้จึงเปลี่ยนตัวเองใหม่ แต่ไม่ทิ้งนิสัยเดิมที่กล้าได้กล้าเสีย ไม่ยอมคน จะร้ายเฉพาะกับคนที่ร้ายกับเธอเท่านั้น!!
View Moreเสี่ยวหลิง นักเขียนนิยาย เธอเขียนได้ทุกแนว แต่เวลานี้ต้องการเงินมากจึงเร่งปั่นนิยาย ซึ่งแนวที่กำลังทำเงินก็คือนิยายจีนย้อนยุค เธอจึงตัดสินใจเขียนขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ตอนแรกตั้งใจจะเขียนจีนโบราณแต่บอกตามตรงว่าไม่ถนัดเลยต้องเขียนแนวนี้แทน
การเขียนนิยายแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะต้องหาข้อมูล กว่าจะเค้นเนื้อหาและเขียนออกมาได้แต่ละตอนต้องกินยาแก้ปวดไปหลายเม็ด จะบอกว่าหลายกระปุกก็ไม่ใช่เรื่องโกหก
“เฮ้อ...วางพล็อตเสร็จแล้วเหลือแต่ทรีทเม้นท์นี่สิจะทำยังไงดีละเสี่ยวหลิง” หญิงสาวบ่นกับตัวเองเล็กน้อย เนื่องจากเธอเป็นนักเขียนที่ชอบดั้นสดมากกว่าทำทรีทเม้นท์เส้นเรื่องไว้
“แกก็ดั้นสดสิ จะยากอะไร สรุปจะกินไหมข้าวน่ะ พวกฉันทำเสร็จแล้ว มีหมูกระทะด้วย จะกินก็รีบมา”
เสียงของเพื่อนสนิทดังขึ้น ทำให้เสี่ยวหลิงรู้แล้วว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว!!
หนำซ้ำวันนี้ทุกคนนัดกันกินหมูกระทะที่ห้องของเธอ แต่เจ้าตัวกลับลืมเสียสนิท มันน่าไหมล่ะ!
“อ้าว! ฉันลืมเสียสนิทเลยว่านัดพวกแกมากินหมูกระทะ แต่ขอเขียนสักตอนก่อนได้ไหม แล้วค่อยไปกิน กำลังสมองแล่นเลย” เสี่ยวหลิงยังคงดื้อรั้น เธอต้องการเขียนนิยายก่อน เนื่องจากหัวสมองกำลังแล่น เลยไม่ยอมไปกินหมูกระทะที่เพื่อนเตรียมไว้แล้ว
เพื่อนที่ได้ยินก็เข้าใจเพราะทั้งกลุ่มคือนักเขียนนิยายเหมือนกัน แม้จะเขียนคนละแนวแต่ความเป็นเพื่อนกลับเหนียวแน่นยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
พอเพื่อนเดินไป เสี่ยวหลิงก็จ้องหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเพื่อเขียนนิยาย หวังว่าก่อนไปกินหมูกระทะกับเพื่อนจะเขียนได้สักตอนสองตอน
แต่ใครจะคิดกันละว่าเพราะไม่ค่อยได้นอน จะทำให้เธอเกิดวูบหน้าคอมพิวเตอร์ที่กำลังเขียนนิยาย ก่อนจะมีแสงประหลาดเกิดขึ้น นั้นจึงทำให้วิญญาณของเสี่ยวหลิงถูกดูดเข้ามาในนิยายที่เธอเขียนอย่างไรล่ะ!
เมืองเฉียนไท่ หมู่บ้านไห่เฉิน ปี 1973
วันนี้ในหมู่บ้านดูจะวุ่นวายไม่น้อยเพราะทางการแจ้งมาว่าจะมียุวปัญญาชนมาทำงานอีกสี่คน ทำให้เป็นที่สนใจของคนในหมู่บ้านว่าจะมีใครมากันบ้าง แล้วคนกลุ่มนั้นมาจากที่ไหน ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านจะมียุวปัญญาชนจำนวนไม่น้อยแล้วก็ตาม
แต่กลับมีบ้านหนึ่งที่ไม่สนใจเรื่องนี้ แต่สนใจเรื่องของลูกสาว นั่นเพราะเธอป่วยมาหลายวันแล้วแต่ไม่ยอมฟื้นขึ้นมาเสียที แม้หมอจะบอกว่าเธอไม่เป็นอะไรก็ตาม
หลี่กวงที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกสักเท่าไร แต่ครั้งนี้กลับแสดงความกังวลออกมาไม่น้อยเลย
“หากอาเหมยยังไม่ตื่น พ่อคิดว่าคงต้องพาไปโรงพยาบาลในเมืองแล้วล่ะ” เสียงของเขาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันเห็นด้วยนะพี่ อย่างน้อยหมอในเมืองน่าจะตอบเราได้ว่าทำไมอาเหมยถึงยังไม่ฟื้น” เฉินรุ่ยเมิ่ง แม่เลี้ยงของหลี่เหมยพูดด้วยเสียงที่เป็นกังวลไม่ต่างกัน
แม้ว่าเธอจะเป็นภรรยาคนที่สองของหลี่กวง แต่ก็รักลูกของเขาทั้งสองคนไม่ต่างจากลูกของเธอเอง นั่นเพราะแม่ของหลี่เหมยตายเพราะเสียเลือดมากตอนคลอด และตอนนั้นเธอเองก็ถูกแม่บังคับให้แต่งกับบ้านหลี่เพราะเงินสินสอด
แต่เมื่อแต่งมาแล้วก็เกิดความรักให้กันจนมีลูกสาวหนึ่งคน และถึงแม้หลี่เหมยจะร้ายกาจสักต่อคนรอบข้างสักแค่ไหน ทว่าเธอก็รักครอบครัวมากเหมือนกัน
“พี่รองจะฟื้นขึ้นมาใช่ไหมคะพ่อ แม่ พี่ใหญ่”
เด็กสาววัยสิบสี่จะเข้าสิบห้าพูดออกมาน้ำตาคลอ เธออยากให้พี่สาวหายจากอาการป่วย ถึงแม้หลี่ลู่หรานจะไม่ร้องออกมาให้เห็นแต่น้ำเสียงก็สะอื้นไม่น้อย
“อย่าร้องเลย อาเหมยต้องฟื้นสิ เชื่อพี่เถอะนะเสี่ยวหราน”
พี่ชายคนโตอย่างหลี่ซือหยวนเข้ามาโอบกอดน้องสาวคนเล็กอย่างปลอบโยน เขารู้อาการเสียใจนี้ดี เพราะเวลานี้ใจเขาก็แทบขาดแล้วเหมือนกัน ที่น้องสาวคนรองอย่างหลี่เหมยป่วยแบบไร้สาเหตุ และตอนนี้เธอก็ยังไม่ยอมฟื้นขึ้นมาทั้งที่หลายวันแล้ว ซึ่งท่าทางของเธอเหมือนกันคนนอนหลับ
เธอไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้เธอคือหลี่เหมย คนในบ้านรองหลี่คือครอบครัวเธอ และหลี่ลู่หรานก็โตเป็นสาวแล้วสำหรับคนยุคนี้นะ เลยอยากจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่ ส่วนพี่ใหญ่เธอตั้งใจว่าจะให้เหมือนกัน เพราะตอนไปทำงานในเมืองจะได้ไม่ต้องนั่งเกวียนหรือเดินไป“ขอบใจนะอาเหมย” คนเป็นแม่เลี้ยงยังคงขอบคุณซ้ำ ๆหลี่เหมยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วหันกลับไปทำอาหารต่อ โดยมีสายตาของเฉินรุ่ยเมิ่งมองแผ่นหลังของเธออย่างขอบคุณมื้อเช้าของบ้านรองหลี่พร้อมแล้วบนโต๊ะอาหาร ทุกคนจึงลงมือกินกันอย่างอร่อยและเมื่อจบมื้อเช้าจากนั้นหลี่ลู่หรานก็ออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน แต่ก่อนที่เธอจะออกไปกลับโดนหลี่เหมยเรียกไว้เสียก่อน“นี่กล่องข้าว เอาไปกินมื้อเที่ยง”“พี่รองทำให้ฉันเหรอ” เด็กสาวถามอย่างดีใจ“อืม แล้วเลิกเรียนก็รีบกลับล่ะ”“ค่ะพี่รอง” หลี่ลู่หรานตอบกลับ พร้อมกับเดินออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่พี่สาวทำอาหารมื้อเที่ยงให้กินที่โรงเรียนเมื่อเห็นว่าน้องคนเล็กไปแล้ว หลี่เหมยจึงกลับเข้าบ้านไปล้างถ้วนชามและเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินเข้ามาหาพี่ชาย“พี่ใหญ่ วันนี้ไปในเมืองหรือเปล่า”“อืม คงไปเหมือนเดิมน่ะ เมื่
เก็บของล้ำค่าเฉินรุ่ยเมิ่งไม่คิดว่าอาหารที่วางตรงหน้าหลายจาน จะเกิดจากการปรุงอาหารของหลี่เหมย จึงตัดสินใจถามอีกครั้ง“อาเหมยทำอาหารเองเหรอลูก”“ค่ะแม่ ฉันทำเองทั้งหมด พ่อกับแม่ลองชิมก่อนไหม”หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบกับข้าวอย่างละคำมาวางไว้ในจาน แล้วส่งให้พ่อกับแม่คนละชุดเพื่อให้ท่านทั้งสองลองกินดูหลี่กวงคีบอาหารในจานมาชิมทีละคำ ซึ่งไม่ต่างจากภรรยาเลย ทันทีที่ได้ลิ้นได้สัมผัสกับอาหาร ทำให้เขาตะลึงเล็กน้อย ไม่คิดว่าหลี่เหมยจะทำอาหารได้อร่อยอย่างนี้ แม้ว่าจะไม่มีคำชมออกมา แต่สีหน้านั้นทำให้สองพี่น้องรู้ว่าพ่อชอบอาหารที่กินไปซึ่งผิดกับเฉินรุ่ยเมิ่ง เธอไม่คิดที่จะเก็บคำชมไว้ในใจ “อร่อยมาก ไม่คิดเลยว่าอาเหมยจะทำอาหารอร่อยแบบนี้”“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าฝีมือการทำอาหารฉันจะไม่ได้เรื่องเสียแล้ว” หลี่เหมยที่ลุ้นมากคลายความกังวล เมื่อแม่เลี้ยงเอ่ยคำชมออกมา“อะไรอร่อยเหรอครับ” หลี่ซือหยวนกลับมาได้ยินพอดีเขาจึงถามอย่างอยากรู้“พี่ใหญ่รีบไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะ แล้วมากินมื้อเย็นพร้อมกัน” หลี่เหมยไม่ตอบและขยิบตาให้ทุกคนไม่ให้บอกพี่ชายเรื่องที่เธอทำอาหารเอง“อืม กำลังหิวเลย”ชายหนุ่มไม่คิดอ
อีกคนพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ จนลืมไปว่านี่คือครอบครัวบ้านรองหลี่ไม่ใช่ครอบครัวของหล่อน“หล่อนจะยุ่งอะไรด้วยล่ะ หลี่เหมยจะใช้เงินฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็เงินของเธอไม่ใช่ของหล่อน เลิกอิจฉาเด็กแล้วกลับบ้านไปทำงานบ้านและทำอาหารเถอะ นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว เดี๋ยวคนบ้านหล่อนกลับมาจะไม่มีอะไรกิน”ชาวบ้านอีกคนพูดพร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอา ที่คนอายุปูนนี้มานั่งอิจฉาเด็กบ้านใหญ่หลี่ ซือถัวภรรยาของหลี่โม่พี่ชายของหลี่กวงกำลังนั่งแทะเมล็ดฟักทองหน้าบ้านกับสหายสองสามคน ทั้งหมดกำลังพูดกันเรื่องของหลี่เหมยในวันนี้ ซึ่งซือถัวเองมีความอิจฉาหลานสาวไม่น้อย“หลี่เหมยช่างน่าอิจฉาเสียจริงเธอว่าไหม อายุแค่นี้มีเงินเก็บตั้งมากมาย แต่จะว่าไปเธอก็เก็บเงินมานานเหมือนกัน อีกอย่างบ้านรองเองก็ไม่ได้เอาเงินของลูกมาไว้กองกลางเหมือนครอบครัวอื่น แบบนี้ก็หลี่ซือหยวนก็น่าจะมีเงินเก็บไม่น้อยไปกว่าน้องสาเหมือนกัน”“นั่นสิ ฉันนี่อยากให้หลานสาวโตสักที จะได้ทาบทามสู่ขอให้แต่งงานด้วย หลานฉันจะได้สบาย”“พวกหล่อนนี่ บ้านนั้นมีเรื่องอะไรให้อิจฉากันล่ะ เงินแค่นั้นเอง”ซือถัวไม่ยอมให้สหายพวกนี้รู้หรอกว่า มีความคิดอยากจะแย่งชิงเงินและของมาจากบ
ไม่อยากจะเชื่อกลับมาทางด้านหลี่ซือหยวน เมื่อเข้ามาในตลาดมืดก็มองหางานเผื่อว่ามีคนจะว่าจ้าง แต่เหมือนว่าวันนี้มีคนเข้ามาใช้แรงงานเยอะ เขาเลยแทบจะไม่มีงาน“วันนี้เงียบเหงามาก แต่ผู้ว่าจ้างยังคงมีเหมือนเดิม”อาเหอพูดอย่างปลงตก วันนี้เขายังไม่มีคนว่าจ้างเลย“อย่าเพิ่งคิดมาก รอดูอีกสักหน่อยเดี๋ยวคงจะมีคนมาสอบถามเองแหละ” หลี่ซือหยวนให้กำลังใจสหาย แม้ว่าตอนนี้เขาเองก็ยังไม่มีคนว่าจ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินกลับบ้าน“นั่นสิ เหมือนวันนี้พ่อค้าไม่ค่อยมีหรือเปล่า แต่ฉันก็มาตั้งแต่เช้าเพิ่งมีลูกค้าคนเดียวเอง” อาเฉียวพูดขึ้นมาบ้าง“เอาน่า อย่าเพิ่งคิดมากอย่างที่อาหยวนบอกนั่นแหละ รอดูอีกหน่อยเผื่อว่าช่วงเย็นจะมีงานให้ทำ พ่อค้าบางกลุ่มน่าจะมาช่วงเย็น”อาเจิ้นเองก็ได้งานน้อยมาก บ้านเขาเองไม่ได้มีฐานะอะไร การทำงานเกษตรจึงไม่พอที่จะจุนเจอครอบครัว เลยต้องมาหาใช้แรงงานที่นี่แทบจะทุกวันทั้งสี่คนเป็นสหายกันมานานแล้ว ยิ่งถ้ามีงานใหญ่ก็มักจะเรียกคนกันเองมาช่วยขณะนั้นก็มีคนที่หลี่ซือหยวนคุ้นตาเดินตรงเข้ามาหา“พวกนายว่างกันใช่ไหม วันนี้มีขนของเข้าโกดัง ฉันต้องการห้าคน นายไหวไหม เจ้านายให้คน











