Mag-log inวราลีกอดเขาไว้แน่นพร้อมทั้งเกร็งตัวลมหายใจของเธอหอบถี่ เขาค่อยๆ ปลดขาเธอลงจากบ่าของเขา วราลีอายแทบแทรกแผ่นดินหลังจากตั้งสติได้ เขาดึงกางเกงชั้นในของเธอขึ้นก่อนจะหันหลังไปจากภาพเย้ายวนตรงหน้า
วราลีควานหาเสื้อผ้าของตัวเองก่อนจะใส่ด้วยมืออันสั่นเทา
“ไหม” เขาเรียกเธอแค่นั้นและเป็นจังหวะเดียวกับที่มือน้อยๆ ของ วราลีตวัดลงบนหน้าเขา
“คนเลว” เธอพูดทั้งน้ำตาก่อนจะบิดลูกบิดประตูมือไม้สั่น
ภีรวัจน์กระชากเธอเข้ามาปะทะอกอีกครั้งและระดมจูบเธออย่างรุนแรงจนวราลีตัวอ่อน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ จูบซับน้ำตาของเธออย่างอ่อนโยนหลังจากที่เธอไม่ขัดขืนเขา
“ห้ามไปทำแบบนี้กับใครอีก” ภีรวัจน์บอกอย่างวางอำนาจหลังจากพายุจูบของเขาสงบลง
“อย่ามาสั่ง” เธอเถียงกลับอย่างไม่พอใจ
“หรือจะต้องให้ผมสั่งสอนอีกรอบ”
“คนบ้า”
“หึ หึ” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าอยากลองดีก็ลองทำดู”
“พี่เคนไม่มีสิทธิ์มาบังคับอะไรไหมทั้งนั้น”
“แล้วเราจะได้รู้กันว่าผมมีสิทธิ์หรือเปล่า” เขาบอกก่อนดึงเธอเข้ามาใกล้อีกครั้ง
“อย่านะ” เสียงวราลีแหวใส่เขา
“เมื่อกี้มันแค่เล็กน้อยนะสาวน้อย แต่หากคุณอยากให้มันมากกว่านั้นก็ลองอวดดีกับผมดู” เขาพูดอย่างท้าทาย
“ปล่อยไหม”
“จะรีบไปหาใคร”
“ป่านนี้พิมคงตามหาไหมแล้ว” เธอบอกอย่างเป็นกังวล
“อย่าเอาพิมมาบังหน้า”
“หรืออยากให้พิมรู้ว่าพี่เคนทำอะไรบ้าๆ กับไหม”
“กลัวใครจะรู้กันแน่” เขาเริ่มพาลอีกครั้ง
“ปล่อยไหมเถอะนะคะ” เธอเปลี่ยนมาเป็นอ้อนวอนเขา
“ปล่อยก็ได้แต่มีข้อแม้”
“อะไรคะ”
“ไหมต้องจูบผมก่อน”เขาบอกอย่างเจ้าเล่ห์
“พี่เคน”
“ว่าไงล่ะ” เขาถามย้ำอีกครั้ง
“ก็ได้ค่ะ” เธอบอกก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าเขาลงมาและริมฝีปากของเธอจูบตรงปลายคางของเขา
“ไม่ใช่ตรงนี้สาวน้อยแต่เป็นตรงนี้ต่างหาก” เขาบอกพร้อมทั้งแตะมือลงบนริมฝีปากของตัวเอง วราลีหน้าแดงซ่าน
“ไม่เอาหรอกค่ะ” เธอก้มหน้างุดไม่ยอมสบตาเขา
“ถ้าไม่ก็ไม่ปล่อย” เขาบอกเสียงเด็ดขาด
“คนขี้โกง” เธอประท้วงเขา
“อย่างอแงไหม”
“ไม่เอาค่ะ” เธอยังคงยืนยัน
“โอเค งั้นเดี๋ยวผมจูบเอง”
เขาบอกก่อนจะก้มหน้าลงมาหาเธอใหม่คราวนี้จูบของเขานุ่มนวลระคนเรียกร้องให้เธอตอบสนอง วราลีจูบตอบเขาอย่างน่ารักจนภีรวัจน์แทบจะไม่อยากหยุดตัวเอง เขากำลังทรมานกับความต้องการที่กำลังเรียกร้องการปลดปล่อย แต่เขากลับไม่อยากรังแกอะไรวราลีไปมากกว่านี้ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ กับผู้หญิงอื่นเขาไม่เคยที่จะต้องมาหักห้ามความต้องการของตัวเองแบบนี้แต่กับยัยเชยนี่ทำไมเขาถึงกลัวเธอจะบุบสลายซะเหลือเกิน
“ไปไหนมาไหม พิมตามหาซะทั่วเลย” ภีรดาถามทันทีเมื่อเห็นวราลีเดินเข้ามาหา
“เอ่อ ก็อยู่แถวๆ นี้แหละจ้ะ” วราลีบอกไม่เต็มเสียงนัก
“นี่พี่เคนก็หายไปอีกคน” ภีรดาบ่นแต่ทำเอาวราลีหน้าร้อนผ่าวและกลัวจะแสดงพิรุธออกไปให้เพื่อนจับได้แต่โชคดีที่ภีรดาไม่ทันได้สังเกตอะไรเพราะมัวยุ่งๆ อยู่กับการรับแขก
“อ๋อนั่นไง กำลังโดนสาวๆ รุมล้อมอยู่ทางโน้นแน่ะไหม” ภีรดาบอกพร้อมกับพยักเพยิดให้วราลีมองตาม
วราลีมองตามที่ภีรดาชี้ให้ดู คนร้ายกาจกำลังส่งตาหวานให้สาวๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะทำอะไรบ้าๆ กับเธอ วราลีเมินหน้าหนีจากภาพนั้นทันที
“ไหมขอตัวไปนอนก่อนนะพิม ไหมง่วงแล้ว” วราลีบอกก่อนจะเลี่ยงเดินขึ้นห้องของภีรดาไปในขณะที่งานยังไม่เลิก
วราลีเปลี่ยนชุดแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำ ความเย็นของน้ำทำให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น วราลีมัวเพลิดเพลินอยู่กับการอาบน้ำจนไม่ได้ยินเสียงกุกกักที่ดังอยู่ด้านนอกห้องน้ำ
วราลีเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีผ้าขนหนูพันร่างเอาไว้ผืนเดียว และในนาทีนั้นร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปกอดจากด้านหลัง
“กรี๊ด” เสียงของเธอยังไม่ทันดังขึ้นมันก็กลับเงียบลงเพราะตอนนี้ปากของเธอถูกปิดด้วยริมฝีปากร้ายกาจของภีรวัจน์ที่แอบย่องเข้ามาหาเธอทั้งๆ ที่เธอไม่รู้ตัวสักนิด
ภีรวัจน์จูบเธออย่างหิวกระหายมือของเขาสำรวจไปตามร่างเปลือยเปล่าของเธออย่างช่ำชอง วราลีตกใจระคนวาบหวามกับจุมพิตที่เรียกร้องของเขา เธอเพิ่งจะหายจากอาการนี้ได้ไม่ถึงชั่วโมงแล้วกลับต้องมาเผชิญมันอีกครั้งและครั้งนี้ดูเหมือนเรี่ยวแรงที่จะต้านทานเขามันน้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านมาซะอีก
แรงจุมพิตของเขาทำให้ริมฝีปากของวราลีบวมเจ่อขึ้นมาน้อยๆ ภีรวัจน์ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการถอนริมฝีปากออกจากปากเธอและหยุดตัวเองเอาไว้แค่นั้น
“ผมมาราตรีสวัสดิ์” เขาพูดพร้อมกับยิ้มใส่ตาเธอ
“ออกไปเลยนะ” วราลีแหวใส่เสียงดัง
“ขยันไล่จังเลยนะสาวน้อย”
“พี่เคนเอาเปรียบไหมมากเกินไปแล้ว” น้ำตาของวราลีเริ่มคลอเบ้า
“ไหม” เสียงทุ้มหวานเรียกอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ
“เห็นไหมเป็นอะไรคะ ฟาดหัวฟาดหางหาใครไม่ได้ก็มาระบายกับไหมใช่ไหม” เธอตัดพ้อเขาพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลลงมาตามร่องแก้ม
“คุณกำลังทำให้ผมรู้สึกผิด” เสียงของเขาอ่อนโยนลงกว่าเดิม
“งั้นก็อย่ามายุ่งกับไหม ไหมไม่ใช่ของเล่น”
“ไม่เคยคิดแบบนั้น” เขาบอกอย่างหงุดหงิดเมื่อเธอตัดพ้อเขาอย่างรุนแรง
“ถึงไหมจะเป็นผู้หญิงเชยๆ ซื่อบื้อในสายตาของพี่เคน แต่ไหมก็ไม่อยากให้พี่เคนมารังแก”
“แสดงว่าที่ผ่านมาไหมไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมบ้างเลยงั้นสิ”
“รู้สึกค่ะ”
“รู้สึกเกลียดใช่ไหม”
“รู้ก็ดีแล้วค่ะ ไปให้พ้นแล้วก็อย่ามายุ่งกับไหมอีก” เธอบอกก่อนจะผลักเขาออก
“ก็ไม่ได้อยากยุ่งนักหรอก” เขาบอกอย่างหยิ่งๆ คนอย่างเขามีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ยุ่งกับผู้หญิงที่เต็มใจ แต่ให้ตายเถอะทำไมเขาต้องหงุดหงิดและอารมณ์เสียขนาดนี้ด้วยนะ
หญิงสาวพูดแล้วก็ทำหน้าพะอืดพะอม แล้วก็ต้องลุกพรวดพราดวิ่งเข้าไปที่ห้องน้ำโก่งตัวอาเจียนเต็มแรงโดยมีภีรวัจน์ตามเข้ามาช่วยลูบหลังให้สีหน้าของเขาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด“เป็นอะไรไปไหม เป็นอย่างนี้มานานหรือยัง ไปหาหมอมั้ย”“ก็สองสามวันแล้วค่ะ”“แล้วทำไมไม่บอก” เสียงเขาบ่นอย่างขัดใจ หญิงสาวเหลือบตาขึ้นมองเขาแล้วอดยิ้มไม่ได้กับสีหน้าบูดบึ้งของอีกฝ่าย“ไหมไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ”“นี่เหรอไม่มาก”“ไม่มากค่ะ พี่เคนออกไปก่อนไหมจะอาบน้ำ”วราลีพูดเรียบๆ พลางผลักอกเขาให้ถอยห่างและดันไปจนเขาพ้นจากห้องน้ำ“ห้ามล็อคประตูนะ ป่วยอย่างนี้ผมไม่เข้าไปปล้ำหรอก” เขาสั่ง แล้วยิ้มออกมาได้เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบมาว่า“บ้า”วราลีค้อนอายๆ ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะถูกกระแทกปิดเข้ามาคุณประยุทธและคุณดาริกามาเยี่ยมลูกชายและลูกสะใภ้ในตอนเช้า วราลีเป็นฝ่ายต้อนรับระหว่างที่ภีรวัจน์กำลังแต่งตัวอยู่“เห็นตาเคนบ่นว่าหนูไม่ค่อยสบายเหรอ” คุณดาริกาถามแล้วเพ่งมองใบหน้าดูมีน้ำมีนวลของลูกสะใภ้“ค่ะคุณแม่ พี่เคนบ่นไหม จนไหมไม่อยากบอก”“จะเป็นพ่อคนยังไม่รู้ตัวอีกนะ ว่าแต่หนูอยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย”“ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ค่ะ”“มาโน่นแล้ว
วราลีนิ่งเงียบและเสมองไปทางอื่น เขาจึงหัวเราะอย่างถูกใจ“ที่แท้ก็แอบหึงผมเหมือนกันใช่ไหม คนปากแข็ง”“แล้วไม่คิดว่าไหมจะเกลียดขี้หน้าจนหันหลังให้บ้างเหรอคะที่ทำแบบนั้น”“คิดแต่ผมไม่มีวันยอมให้ไหมเกลียดหรือหันหลังให้หรอก เพราะไหมคือยอดเสน่หาของผม..ต่อให้แลกด้วยอะไรผมก็ยอมเพื่อให้ได้ไหมมาอยู่ข้างๆ” ร่างสูงค่อยๆ ประทับจูบลงบนริมฝีปากของคนที่อยู่ตรงหน้าและจุมพิตอย่างอ่อนโยนเนิ่นนาน“รักผมบ้างไหม” เสียงหวานทุ้มถามหลังจากที่เขาถอนริมฝีปากออก“ไม่มีวันไหน..ที่ไหมไม่รักพี่ หัวใจดวงนี้มีเพียงพี่เคนเป็นเจ้าของค่ะ” วราลีขยับตัวเข้ามาและค่อยๆ ยกมือขึ้นโอบรอบคอเขาไว้อีกครั้ง อ้อมแขนนี้คืออ้อมแขนที่เธอปรารถนาจะฝากชีวิตไว้ เขาคือเจ้าของหัวใจของเด็กสาวเชยๆ คนหนึ่งตั้งแต่วันนั้นวันที่เพียงสบตากันครั้งแรกและเป็นรักเดียวของเธอตลอดมาฝ่ามืออุ่นลูบไล้ไปบนสะโพกและเอวบางอย่างรักใคร่ ความรู้สึกเต็มตื้นและอิ่มเอมหัวใจทำให้อ้อมแขนแข็งแกร่งกระชับร่างบางให้เข้ามาใกล้และประทับจุมพิตคลอเคลียอย่างไม่รู้เบื่อ… “มีลูกกี่คนดีครับไหม”“แล้วแต่พี่เคนสิคะ”“ถ้าอย่างนั้นขอสี่คนนะ”“ไหมเหนื่อยแย่เลย” เธอบ่นน้อยๆ แต่ก็หัวเร
บ้านเรือนไทยหลังใหญ่หรูหราแต่คงไว้ซึ่งบรรยากาศบ้านสวน ปลูกบนเนื้อที่เกือบสองไร่ มีผลไม้หลากหลายชนิด ปลูกไว้รอบบ้าน หลังบ้านมีสะพานทางเดินเท้าทอดยาวจากบ้านสู่ท่าน้ำถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของเดินเล่นออกกำลังกายและสูดอากาศที่บริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติที่หาได้ยากในกรุงเทพเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างและรถยนต์มากมายบ้านหลังนี้คือบ้านที่วราลีเคยมองตลอดเวลาเกือบเดือนยามผ่านเข้าออกบ้านตัวเอง บัดนี้เธอมายืนในบ้านหลังนี้พร้อมกับใครคนหนึ่งที่กำลังจับมือเธอไว้“บ้านของเรา” เขาหันมาบอกพร้อมทั้งยิ้มอย่างอบอุ่น“หมายความว่า...”“ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา ผมเลือกที่นี่เพราะไหมชอบธรรมชาติ ชอบบ้านสวน และที่สำคัญไหมจะได้ไม่ต้องอยู่ไกลพ่อแม่จะได้กลับไปดูแลท่านได้ง่ายเพราะอยู่ใกล้กันแค่นี้” ภีรวัจน์อธิบายเรื่อยๆ ความใส่ใจต่างๆ ถูกถ่ายทอดมาทางคำพูดและภาพที่ปรากฏตรงหน้า วราลีมองไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้ หญิงสาวหันมามองซีกหน้าด้านข้างของเขาในขณะกำลังชี้ให้เธอดูต้นจำปีสองต้นที่ปลูกไว้ข้างบันได“ผมปลูกต้นจำปีไว้ให้ไหมนะ ไหมชอบใช่ไหม” วราลีรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาจนพูดอะไรไม่ออก“ชอบไหมครับ”“ชอบค่ะ
“ผมเหงา”“ดึกแล้วนะคะ นอนได้แล้ว”“นอนไม่หลับอยากกอดเมีย”“อีกนานค่ะพี่เคน” วราลีพูดอย่างเด็ดขาด ทำเอาคนที่กำลังอ้อนเงียบเสียงลงทันที ร่างบางพลิกตัวหันหลังให้เขาเพราะไม่อยากเผชิญกับสายตาเว้าวอนนั้นแม้แต่ในความมืดเธอก็ยังรู้สึกได้ตกดึกร่างบางหันกลับมามองคนที่อยู่บนโซฟาอีกครั้ง‘นอนไม่ยอมห่มผ้าอีกแล้วนะพี่เคน เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดหรอก’เธอค่อยๆ ลุกขึ้นเบาเสียงที่สุดแล้วลงจากเตียงเดินราวกับย่อง ไปนั่งลงข้างๆ โซฟาแล้วดึงผ้าห่มคลุมให้คนที่กำลังหลับอยู่ ก่อนจะเตรียมลุกขึ้น ข้อมือเล็กก็ถูกฉวยเอาไว้แล้วดึงตัวเธอให้นอนลงไปทาบกับหน้าอกแกร่งของเขา มือหนากอดเอวไว้แน่น“แอบย่องมาหากลางดึกแบบนี้ต้องถูกปรับ” พูดเสร็จจมูกโด่งก็ฝังลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่นนั้นทันที“ปล่อยค่ะ ไหมแค่มาห่มผ้าให้” เธอพยายามผลักอกเขาออกห่าง แต่มีหรือที่เขาจะยอมให้เธอทำแบบนั้นง่ายๆ“เป็นห่วงผมเหรอ”“เป็นหวัดมาจะแย่นะคะ”“แล้วถ้าผมไม่สบายไหมจะดูแลหรือเปล่า”“คิดดูก่อนค่ะ คนใจร้ายอย่างพี่เคน ไม่น่าดูแลสักนิด”“ผิดไปแล้วครับ ดีกันนะ” เสียงหวานทุ้มออดอ้อนอีกครั้ง ก่อนจะระดมจูบไปทั่วทั้งปากและคอของเธอจนวราลีรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งพล
วราลีเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟปิดห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืด มีเพียงเสียงครางของแอร์ผ่านความเงียบกริบ หญิงสาวนอนลืมตาโพลงอีกคืนทั้งๆ ที่คืนนี้น่าจะนอนหลับไปอย่างง่ายดายเพราะความอ่อนเพลียแต่พอพลิกตัวไปเห็นเงาของคนที่นอนอยู่บนโซฟาอย่างว้าวุ่นตกดึกอากาศเริ่มเย็น วราลีพลิกตัวตะแคงไปทางคนที่นอนอยู่อีกมุมห้องหนึ่ง โกรธเขาก็โกรธ น้อยใจก็น้อยใจ ไม่อยากพูดด้วย แต่พอเห็นเขาขดตัวเข้าหากันด้วยความหนาวก็อดสงสารไม่ได้ อยากทำใจแข็งแต่ในที่สุดก็แอบย่องเบาๆ เอาผ้าห่มไปห่มให้เขาจนได้ก่อนจะรีบกลับมานอนบนเตียงเพราะกลัวเขาจับได้แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านผ้าม่านสีขาวผ่านทางหน้าต่างในตอนเช้าทำให้คนที่หลับอยู่บนโซฟาเริ่มขยุกขยิกตาตื่น แพขนตายาวหนากะพริบถี่ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นภีรวัจน์ลุกขึ้นนั่งพิงโซฟาตัวยาวที่เขาใช้เป็นที่นอนตลอดคืนที่ผ่านมา มองไปยังร่างบางที่ยังขดตัวอยู่บนเตียงก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นผ้าห่มที่คลุมอยู่บนตัวเขา คงจะย่องเอามาห่มให้เขาในตอนดึกๆ อย่างน้อยก็ยังไม่ใจดำโกรธเขาจนไม่เหลียวแล ภีรวัจน์บอกตัวเองเสียงน้ำที่ไหลจากฝักบัวดังซู่ซ่าอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเขาก็กลับออกมาโดยมีผ้าขนหนูพันกายอยู่ผืนเดียว
แพรวายืนรอรับเธออยู่ตรงนั้น วราลีมองแพรวางงๆ ที่เธอแต่งตัวธรรมดาแตกต่างจากเธอที่เป็นเพียงเพื่อนเจ้าสาวแต่แต่งซะขนาดนี้“มาแล้วเหรอคะสวยจังเลย” แพรวาเดินตรงเข้ามาจับมือของวราลีก่อนจะพาเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอซักถามข้อสงสัยอะไรเลยภีรวัจน์ยืนรออยู่ข้างในขณะสองสาวเดินเข้ามา ทั้งสองคนสวยคนละแบบแต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่วราลีแทบไม่กะพริบ“พาเจ้าสาวมาส่งค่ะ” แพรวาพาวราลีมายืนตรงหน้าเขาก่อนจะเอื้อมไปจับมือของภีรวัจน์มาแล้ววางมือของวราลีลงบนนั้น มืออุ่นจับมือเรียวบางไว้ทันที“นี่มันอะไรกันคะ”“เจ้าสาวคนสวยของผม”วราลีหันขวับไปมองหน้าเขาทันที“พี่เคนกำลังเล่นตลกอะไร ใครเป็นเจ้าสาวของพี่”“คนตรงหน้าผมนี่แหละ ไม่ผิดหรอก”“นี่หมายความว่า…”“ครับงานแต่งงานของเราสองคน”“ใครจะแต่งด้วย” วราลีเริ่มเสียงดัง“จุ๊ๆ เบาๆ ครับที่รักคนมองกันใหญ่แล้ว”หญิงสาวมองไปรอบๆ เธอเพิ่งสังเกตว่าผู้ใหญ่รวมถึงแขกที่มาในงานมากแค่ไหน ทุกคนกำลังมองมาที่เธอกับเขายิ้มๆ แต่ที่เธอสะดุดตามากี่สุดคือภาพของบุพการีทั้งสองของเธอที่กำลังเดินเข้ามาหา“มาแล้วเหรอลูก”“แม่คะ” วราลีตั้งท่าว่าจะถาม“อย่าเพิ่งถามอะไรมากเล







