LOGINเมื่ออลิชาปฏิเสธการหมั้นกับ “อัคนี” เจ้าของไร่ส้มหนุ่มที่ยังเดินไม่คล่องหลังประสบอุบัติเหตุ อลิน น้องสาวฝาแฝดจึงถูกบังคับให้เข้าพิธีแทนพี่สาว จากคนแปลกหน้าที่เริ่มต้นด้วยความจำใจ อลินค่อย ๆ ทำให้อัคนีเห็นถึงความจริงใจและความอบอุ่นของเธอ จนความผูกพันแปรเปลี่ยนเป็นความรักโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่ออลิชากลับมาและต้องการอัคนีคืน เธอจึงพยายามทำทุกทางเพื่อแยกทั้งคู่ออกจากกัน ทว่าเธอไม่รู้เลยว่า หัวใจของอัคนีได้เลือกอลินไปแล้ว และต่อให้ต้องเผชิญกับอะไร เขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจ
View Moreเสียงฝนในกรุงเทพฯ ตกกระทบกระจกบานใหญ่ของห้องรับแขกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันของบ้านหลังใหญ่
อลินนั่งอยู่ตรงปลายโซฟา มือทั้งสองข้างวางซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย เธอพยายามเก็บสีหน้าสงบเอาไว้ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงผิดปกติ เพราะประโยคที่ผู้เป็นพ่อเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว “พ่อจะให้แกแต่งงานกับอัคนีแทนพี่” หญิงสาวกะพริบตาช้า ๆ ริมฝีปากที่เคยมีรอยยิ้มอยู่เสมอค่อย ๆ เม้มเข้าหากัน “แต่ง...แทนพี่อลิชาเหรอคะ?” น้ำเสียงของอลินเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ดวงตากลมโตหันไปมองผู้เป็นแม่อย่างมีความหวัง ราวกับกำลังรอให้อีกฝ่ายหัวเราะแล้วบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงสีหน้าเรียบนิ่ง “ใช่” คำตอบสั้น ๆ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอลินจางหายไปทันที เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วเรียวที่วางอยู่บนตักค่อย ๆ กำเข้าหากันแน่น “แล้ว...พี่อลิชาล่ะคะ?” “พี่เขาไม่อยากแต่ง” ผู้เป็นแม่ตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน “เขาบอกว่าเขาไม่สามารถใช้ชีวิตกับผู้ชายที่ยังเดินไม่ปกติได้” อลินนิ่งไป หัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลทืืื่เธอเคยได้ยินเรื่องของอัคนีมาบ้าง อัคนี เจ้าของไร่ส้มชื่อดังทางภาคเหนือ ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ ที่ถูกวางตัวให้เป็นคู่หมั้นของพี่สาวมาตั้งแต่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่หนึ่งปีก่อน... เขาประสบอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากนั้นการเดินของเขาก็ยังไม่กลับมาเป็นปกติและนั่นคือเหตุผลที่อลิชาตัดสินใจถอนตัวจากการหมั้นหมาย อลินสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น “ถ้าพี่ไม่อยากแต่ง...แล้วทำไมต้องเป็นหนูล่ะคะ?” คราวนี้ผู้เป็นพ่อถอนหายใจอย่างรำคาญเล็กน้อย ก่อนเอนตัวพิงพนักโซฟา “เพราะแกเป็นน้องสาวฝาแฝดของเขา” อลินชะงัก คำตอบนั้นง่ายเกินไป ง่ายจนเธอรู้สึกเจ็บ ตั้งแต่เด็กเธอรู้ดีว่าในบ้านหลังนี้ อลิชาคือคนสำคัญ ส่วนเธอเป็นเพียงคนที่ต้องคอยตามหลังพี่สาวเสมอ เสื้อผ้าดี ๆ มักถูกเลือกให้อีกคนก่อน ของที่อลิชาชอบ เธอต้องเป็นฝ่ายยอม แม้แต่คำชมจากพ่อแม่...ก็แทบไม่เคยมาถึงเธอ แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งแม้แต่ชีวิตแต่งงานของเธอเองก็จะถูกหยิบยื่นให้คนอื่นตัดสินแทน “หนูไม่รู้จักเขาเลยนะคะ” อลินพูดเสียงเบา ดวงตาเริ่มสั่นไหว “หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนยังไง” “ก็ไปทำความรู้จักเอาสิ” ผู้เป็นพ่อพูดอย่างไม่ใส่ใจ “บ้านของอัคนีเป็นครอบครัวดี มีไร่ มีธุรกิจมั่นคง แต่งไปก็ไม่ได้ลำบากอะไร” อลินหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างขมขื่น เธอก้มหน้าลง ซ่อนแววตาที่เริ่มเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะกลัวการแต่งงาน แต่เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเองเลย “ถ้าหนูปฏิเสธล่ะคะ?” ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่ของเธอเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนถอนหายใจ “อลิน อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยาก” น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีความห่วงใย มีเพียงความเหนื่อยหน่าย “พี่เขาไม่อยากแต่ง แกก็ช่วยพี่เขาสักครั้งไม่ได้หรือไง?” อลินกำมือแน่นกว่าเดิม คำว่า “ช่วยพี่” เหมือนเข็มเล็ก ๆ ที่แทงลงกลางใจ สุดท้ายเธอก็ต้องเป็นฝ่ายยอมอีกแล้ว หญิงสาวเงียบไปนาน ก่อนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า แม้ดวงตาจะยังมีความเศร้าซ่อนอยู่ “ค่ะ...หนูจะแต่ง” ทันทีที่คำตอบนั้นหลุดออกมา สีหน้าของพ่อกับแม่ก็ผ่อนคลายลง ไม่มีใครถามเลยว่า... เธอเต็มใจหรือเปล่า ไม่มีใครถามว่า... เธอกลัวไหม และไม่มีใครสังเกตด้วยว่า มือของอลินยังคงกำแน่นอยู่บนตัก --- ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของประเทศ...ภายในบ้านหลังใหญ่กลางไร่ส้มทางภาคเหนือ ชายหนุ่มร่างสูงกำลังยืนอยู่ริมระเบียงไม้ อัคนีสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงขายาวเรียบง่าย มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟ ส่วนอีกข้างจับราวระเบียงไว้แน่นขาข้างหนึ่งของเขายังลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปีแล้ว แต่อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ ชายหนุ่มมองออกไปยังไร่ส้มเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน แสงแดดยามเย็นสาดผ่านแนวต้นส้มจนเกิดเป็นเงาทอดยาว “คุณดินครับ” เสียงของปกรณ์ ลูกน้องคนสนิทดังขึ้นจากด้านหลัง อัคนีไม่ได้หันกลับไปทันที “ว่าไง” “ทางกรุงเทพฯ โทรมาแจ้งเรื่องพิธีหมั้นครับ” มือที่ถือแก้วกาแฟหยุดนิ่ง อัคนีหันกลับมาช้า ๆ ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉย “อลิชาตกลงแล้ว?” ปกรณ์มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนตอบ “ไม่ใช่ครับ” คิ้วเข้มของอัคนีขยับขึ้นเล็กน้อย “แล้ว?” “คุณหนูอลินจะเป็นคนเข้าพิธีแทนครับ” ความเงียบเข้าปกคลุมทันที อัคนีมองปกรณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่มีความสุข แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความรู้สึกประชดประชัน “เปลี่ยนเจ้าสาวกันง่ายดีนะ” ปกรณ์ก้มหน้า ไม่กล้าตอบ อัคนีเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ช้า ๆ ก่อนวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความโกรธ กลับดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด “เธอรู้ไหมว่าฉันเดินไม่เหมือนเดิม?” “ทางนั้นน่าจะทราบครับ” “แล้วเธอยังยอมมา?” “ครับ” อัคนีนิ่งไป ปลายนิ้วของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ อย่างใช้ความคิด ในหัวเกิดคำถามขึ้นมากมาย เธอสงสารเขา? หรือครอบครัวส่งเธอมาเพื่อรักษาหน้าตัวเอง? ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน... เขาก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธ เพราะสำหรับเขา การหมั้นหมายครั้งนี้ไม่เคยมีความหมายเรื่องความรักอยู่แล้ว มันเป็นเพียงข้อตกลงของผู้ใหญ่ “ถ้าเธออยากมา ก็ให้มา” อัคนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนเงยหน้ามองออกไปยังไร่ส้มอีกครั้ง “แต่ฉันไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร” --- สามวันต่อมา รถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านถนนบนภูเขา ก่อนชะลอตัวลงเมื่อเข้าสู่พื้นที่ของไร่ส้ม อลินนั่งอยู่เบาะหลัง เธอเอียงหน้าเข้าหากระจก ดวงตากลมโตมองทิวเขาและต้นไม้สองข้างทางอย่างสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาใช้ชีวิตทางภาคเหนือ แม้จะต้องมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่เธอไม่ได้เลือกเอง... แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองว่า เธอจะทำให้ดีที่สุด รถหยุดลงหน้าบ้านหลังใหญ่ อลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเปิดประตูลงจากรถ ทันทีที่เท้าแตะพื้น เธอก็เงยหน้ามองบ้านตรงหน้า หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนับจากวันนี้... ที่นี่จะกลายเป็นบ้านของเธอ และชายที่เธอกำลังจะเข้าพิธีหมั้นด้วย... กำลังรอเธออยู่ข้างใน อลินยังไม่รู้เลยว่า การเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล และเธอก็ไม่รู้เช่นกันว่า...ผู้ชายที่เธอกำลังจะพบในวันนี้ จะกลายเป็นคนที่ไม่เพียงแต่รักเธอ แต่จะยืนอยู่ข้างเธอในวันที่คนทั้งโลกหันหลังให้เธอ “อลิน...ตั้งแต่วันนี้ เธอไม่ใช่แค่เจ้าสาวตัวแทนอีกต่อไป” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวชะงัก ก่อนค่อย ๆ หันกลับไป และนั่นคือครั้งแรก... ที่อลินได้สบตากับ อัคนี ชายหนุ่มที่กำลังจะกลายเป็นสามีของเธอในอนาคต แต่ในเวลานี้... พวกเขายังเป็นเพียงคนแปลกหน้าสองคนเท่านั้นรุ่งเช้า...แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของอลิน หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พ่อกลับมาแล้ว เพียงคิดถึงคำพูดนั้น หัวใจของเธอก็ทั้งอบอุ่นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันอลินลุกขึ้นนั่ง พลางมองสร้อยข้อมือเด็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ◌ืนิ้วเรียวค่อย ๆ ลูบมันอย่างทะนุถนอม“พ่อไม่เคยทิ้งเรา...จริง ๆ เหรอ”เธอพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก...ก๊อก...“อลิน”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้น เธอรีบเช็ดน้ำตาที่หางตา ก่อนตอบ“เข้ามาได้ค่ะ”ประตูเปิดออก อัคนีเดินเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้าคมยังคงเรียบนิ่งเหมือนทุกวัน แต่ดวงตากลับจับจ้องเธอทันที“ร้องไห้อีกแล้ว?”เขาถามพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย อลินรีบส่ายหน้า“ไม่ได้ร้องค่ะ”อัคนีเดินเข้ามาใกล้ ก่อนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยน้ำตาที่หางตาเธออย่างแผ่วเบา“แล้วนี่อะไร?”อลินก้มหน้าหลบสายตา“ก็...คิดถึงพ่อค่ะ”อัคนีถอนหายใจเบา ๆ“วันนี้ผมจะพาเธอไปหาเขา”เธอเงยหน้าขึ้นทันที“จริงเหรอคะ?”“อืม”“แต่คุณดินไม่ต้องไปทำงานเหรอ?”“งานสำคัญแค่ไหนก็รอได้”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน“เรื่องของเธอ
ค่ำคืนในไร่ส้มเงียบสงบกว่าทุกวัน...แต่ภายในใจของอลินกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายหลังจากกลับมาถึงบ้าน เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเล็กกำสร้อยข้อมือเด็กที่พบในกล่องไม้แน่น ดวงตาเหม่อมองแสงไฟจากไร่ด้านนอกเธอพยายามนึกถึงใบหน้าของชายที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำพ่อของเธอคนที่เธอเคยคิดว่าทอดทิ้งเธอ แต่จดหมายกลับบอกว่าเขาไม่เคยทอดทิ้ง“คิดอะไรอยู่ครับ?”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง อลินหันกลับไป เห็นอัคนียืนพิงกรอบประตูอยู่ เขาเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าคมยังคงเคร่งขรึม แต่แววตากลับอ่อนลงทันทีเมื่อมองเห็นเธอ“เรื่องพ่อค่ะ”อลินตอบเบา ๆ ก่อนหลุบตาลง“หนูไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ”อัคนีเดินเข้ามานั่งข้างเธอ“ทำไม?”“ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หนูก็ดีใจ”เธอเม้มริมฝีปาก“แต่หนูก็กลัว...กลัวว่าถ้าได้เจอกันแล้ว เขาจะไม่ได้อยากเจอหนูจริง ๆ”อัคนีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นวางบนศีรษะเธออย่างอ่อนโยน“อย่าคิดแทนเขา”อลินเงยหน้าขึ้น“ถ้าเขาไม่อยากเจอเธอ เขาคงไม่ทิ้งของพวกนั้นไว้ให้”น้ำเสียงของเขาหนักแน่น“อย่างน้อยเขาก็อยากให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ลืมเธอ”อลินมองหน้าเขา ดวงตาค่อ
หลังจากพบรถของอัครเดชในโกดังร้าง...บรรยากาศภายในรถของอัคนีเงียบผิดปกติอลินนั่งกอดแฟ้มเอกสารไว้แนบอก ดวงตาของเธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คำพูดของพีรพัฒน์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่”ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ค่อยรัก แต่วันนี้กลับพบว่า...เธออาจไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยซ้ำและพ่อแท้ ๆ ของเธออาจยังมีชีวิตอยู่“คุณดิน...”เสียงเรียกเบา ๆ ทำให้อัคนีที่กำลังขับรถเหลือบมอง“ครับ?”อลินก้มมองมือของตัวเอง“ถ้าพ่อหนูยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ...ทำไมเขาถึงไม่เคยกลับมาหาหนูเลยคะ?”น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความน้อยใจ อัคนีไม่ได้ตอบทันที เขาชะลอรถ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือเธอ“เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”“แต่หนูรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้ง”นิ้วของเธอกำแน่นขึ้น“ตั้งแต่เด็ก หนูพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อกับแม่รัก”เธอฝืนหัวเราะ“หนูตั้งใจเรียน ทำตัวดี ไม่เคยสร้างปัญหา แต่สุดท้าย...หนูก็ยังเป็นคนที่พวกเขาไม่ต้องการ”อัคนีมองเธอผ่านกระจกมองข้าง แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“อลิน”“คะ?”“เธอไม่จำเป็นต้องพยา
หลังคำพูดของพีรพัฒน์จบลง...ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อลินยืนตัวแข็งอยู่ข้างอัคนี มือเล็กกำชายเสื้อของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวส่วนอัคนี...ยังคงจ้องหน้าพีรพัฒน์ด้วยแววตาเย็นจัด“นายกำลังจะบอกว่าแม่ของฉันเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ?”น้ำเสียงของเขาต่ำลงทุกคำ พีรพัฒน์ยกยิ้มมุมปาก“ฉันไม่ได้พูดว่าเธอเป็นคนทำ”“งั้นหมายความว่าอะไร?”“หมายความว่า...แม่ของนายรู้อะไรมากกว่าที่นายคิด”อัคนีขบกรามแน่น“หลักฐาน?”พีรพัฒน์หยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากกระเป๋าแต่ยังไม่ทันส่งให้...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“พีรพัฒน์!”ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน หญิงสูงวัยยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าของเธอซีดเผือด แม่ของอัคนี อัคนีชะงัก“แม่?”เธอมองพีรพัฒน์ด้วยสายตาหวาดหวั่น“เธอมาที่นี่ทำไม?”พีรพัฒน์หัวเราะเบา ๆ“ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ความจริง”“กลับไปซะ!”เสียงของหญิงสูงวัยสั่น แต่พยายามทำให้เด็ดขาด พีรพัฒน์ไม่ขยับ“ถ้าผมกลับไป...ความจริงก็ยังไม่หายไปไหน”เขาหันไปมองอัคนี“จริงไหม?”อัคนีเดินเข้าหาแม่“แม่รู้อะไร?”ผู้เป็นแม่หลบสายตา“ไม่มีอะไร”“แม่ครับ”อัคนีจับไหล่เธอเบา ๆ“มองหน้าผมแล้วพูด”หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ