Masukแสงแรกของยามเหม่า จับขอบฟ้าเป็นสีเทาอมม่วง อากาศในยามเช้าหลังพายุหิมะหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ในห้องพักนางกำนัล ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงกุกกักเบาๆ ของการเตรียมตัวเริ่มวันใหม่
เสี่ยวอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นทันทีที่แสงแรกส่องผ่านช่องหน้าต่าง นางลุกขึ้นนั่ง พับผ้าห่มอย่างเรียบร้อยตามความเคยชิน สายตาเหลือบไปมองที่เตียงของ เสี่ยวเหมย นางกำนัลผู้เงียบขรึม เตียงนั้นว่างเปล่า และผ้าห่มถูกพับเก็บไว้อย่างตึงเปรี้ยะยิ่งกว่าของนางเสียอีก เสี่ยวเหมยไม่ได้อยู่ในห้อง... หรือบางที อาจจะตื่นและออกไปนานแล้ว? ‘ตื่นเช้ากว่าข้า หรือว่าไม่ได้นอนเลยทั้งคืน?’ เสี่ยวอวิ๋นตั้งคำถามในใจ แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นล้างหน้าและแต่งตัวด้วยชุดนางกำนัลสีเทาเข้ม เตรียมพร้อมสำหรับหน้าที่ประจำวัน
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา เสี่ยวอวิ๋นยกถาดอาหารเช้าสำหรับองค์ชายสี่เดินไปตามระเบียงทางเดินยาวที่มุ่งสู่ห้องบรรทม กลิ่นหอมของโจ๊กไก่ฉีกและเครื่องเคียงร้อนๆ ลอยกรุ่น แต่นั่นไม่ใช่กลิ่นเดียวที่นางสัมผัสได้
ที่หน้าประตูห้องบรรทม นางเดินสวนกับ เหลียงเหว่ย หัวหน้าองครักษ์ร่างยักษ์ที่กำลังเดินออกมาพอดี วันนี้เหลียงเหว่ยไม่ได้สวมชุดดำรัดกุมเหมือนเมื่อคืน แต่สวมชุดเครื่องแบบองครักษ์วังหลวงเต็มยศ ท่าทางของเขาดูง่วงงุน เดินลากเท้าเล็กน้อย ใบหน้าตายด้านไร้อารมณ์ราวกับรูปสลักหินที่เบื่อโลก ดวงตาปรือปรอยเหมือนคนอดนอน ทว่า... จมูกของเสี่ยวอวิ๋นกลับได้กลิ่นจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นแป้งและกลิ่นเหงื่อ มันคือกลิ่นสมุนไพรฉุนกึก... "ยาทองพันชั่ง" ยาสมานแผลชั้นดีที่ชาวยุทธ์นิยมใช้รักษาบาดแผลจากของมีคม
เสี่ยวอวิ๋นก้มหน้าหลบสายตาเขาเล็กน้อยขณะเดินผ่าน แต่ในใจกลับแค่นหัวเราะ ‘เดินลากขา แววตาเหม่อลอย ทำตัวเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง... สมกับฉายาที่เขาลือกันว่าองครักษ์ตำหนักนี้ มินำพาเรื่องต่อยตีจริงๆ’ ช่างเป็นการแสดงที่แนบเนียน ทั้งนายทั้งบ่าว... หากนางไม่ได้เห็นเขาเมื่อยามวิกาลก่อน คงเชื่อสนิทใจไปแล้วว่าคนผู้นี้เป็นเพียงยามเฝ้าประตูที่วันๆ เอาแต่ยืนหลับ
...
ภายในห้องบรรทม ฉีเฟิงนั่งห่อตัวอยู่ในผ้าคลุมขนสัตว์หนาเตอะบนตั่งตัวเดิม สภาพของเขาดูย่ำแย่กว่าองครักษ์ของเขาเสียอีก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ เหมือนคนเมาค้างที่ยังไม่สร่างดี "เสี่ยวอวิ๋น..." เขาครางเสียงอ่อยเมื่อเห็นนางเดินเข้ามา "เจ้ามาสักที... ข้าหิวจนไส้จะขาดแล้ว แต่ข้าขยับตัวไม่ไหวเลย ปวดเมื่อยไปทั้งตัว"
เสี่ยวอวิ๋นวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างตั่งอย่างเบามือ "เสวยโจ๊กก่อนเถอะเพคะ จะได้สร่างเมา" ฉีเฟิงชะโงกหน้ามาดูถ้วยโจ๊กไก่ฉีกที่ควันกำลังลอยฉุย แล้วทำหน้ามุ่ย "ร้อน... ร้อนขนาดนี้จะกินเข้าไปได้ยังไง เจ้ากะจะลวกปากข้าให้พองรึ? เป่าให้ข้าหน่อยสิ" เสี่ยวอวิ๋นลอบถอนหายใจ ‘เป็นง่อยจริงๆ หรือแกล้งเป็นกันแน่’ นางตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าเบาๆ จนไอร้อนจางลง แล้วยื่นไปจ่อที่ปากเขา "หายร้อนแล้วเพคะ เชิญเสวย"
ฉีเฟิงอ้าปากรับโจ๊กเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วยิ้มกริ่ม "อืม... พอเจ้าป้อนแล้วอร่อยขึ้นเยอะเลย แต่ไหล่ข้ายังปวดอยู่เลย เมื่อคืนข้านอนตกหมอนแน่ๆ มานวดให้ข้าหน่อยได้ไหม ข้างซ้ายเนี่ย ตึงไปหมด" เขาเอียงไหล่ซ้ายให้ดู พร้อมทำหน้าตาออดอ้อนที่ดูน่าหมั่นไส้มากกว่าน่าสงสาร
เสี่ยวอวิ๋นวางช้อนลง เตรียมจะเดินไปนวดให้ตามคำสั่ง แต่ในจังหวะนั้น ฉีเฟิงเอื้อมมือไปจะหยิบถ้วยชาแก้เลี่ยนที่วางอยู่ข้างถาดอาหาร ด้วยความที่ตายังปรือและร่างกายคงอ่อนเพลียจากการ "ออกกำลังกาย" เมื่อคืนจริงๆ นิ้วมือของเขาจึงกะระยะพลาด ปลายนิ้วเกี่ยวเข้าที่ขอบถ้วยชา แทนที่จะจับหูถ้วย
กริ๊ก... เคร้ง!
ถ้วยชาเคลือบใบงามพลิกคว่ำ น้ำชาร้อนจัดที่เพิ่งชงมาใหม่ๆ สาดกระเซ็นออกจากถ้วย พุ่งตรงไปยังทิศที่เสี่ยวอวิ๋นยืนอยู่!
ด้วยสัญชาตญาณยอดฝีมือ กล้ามเนื้อขาของเสี่ยวอวิ๋นเกร็งตัวเตรียมดีดหลบโดยอัตโนมัติ การเคลื่อนไหวนี้สามารถพานางหลบพ้นในเสี้ยววินาที แต่... สมองของนางสั่งการยับยั้งทันที ‘หลบไม่ได้! นางกำนัลธรรมดาไม่มีทางหลบพ้นระยะประชิดแค่นี้!’
นางกัดฟันแน่น บังคับเท้าให้ตรึงอยู่กับที่ ยืนนิ่งรับกรรม ซู่! น้ำชาร้อนจัดราดรดลงบนท่อนแขนซ้ายของนางเต็มๆ ความร้อนแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าลงไปลวกผิวหนังจนแสบร้อน
"โอ๊ะ!" เสี่ยวอวิ๋นร้องออกมาเบาๆ ตามสัญชาตญาณความเจ็บปวด รีบสะบัดแขนเสื้อออก ฉีเฟิงที่กำลังสะลึมสะลือ เบิกตากว้างทันที ความง่วงงุนหายไปเป็นปลิดทิ้ง "เสี่ยวอวิ๋น!" เขาลืมตัวผุดลุกขึ้นจากตั่ง คว้าข้อมือของนางมาดูด้วยความตกใจ แววตาขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "เจ้า... ทำไมเจ้าไม่หลบ! ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" เขาถลกแขนเสื้อนางขึ้นอย่างลืมตัว เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่บัดนี้ขึ้นปื้นสีแดงเถือกจากรอยน้ำร้อนลวก "แดงหมดแล้ว... บ้าจริง!" ฉีเฟิงสบถกับตัวเอง เขาหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก จะตะโกนเรียกขันทีเอายา
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของขันทีหน้าห้อง
"ทูลองค์ชายสี่! ขันทีจากตำหนักใหญ่มาถึงแล้วพะยะค่ะ!"
ฉีเฟิงชะงัก มือยังคงประคองแขนของเสี่ยวอวิ๋นไว้ เขาหันขวับไปมองที่ประตู แววตาห่วงใยเมื่อครู่ถูกกลบด้วยความเคร่งขรึมขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูหงุดหงิดตามฉบับองค์ชายเอาแต่ใจ
ประตูเปิดออก ขันทีอาวุโสในชุดสีแดงเดินเข้ามา พร้อมม้วนราชโองการสีเหลืองทองในมือ สีหน้าดูเคร่งเครียดไร้รอยยิ้ม "องค์ชายสี่ฉีเฟิง... มีราชโองการด่วนจากฝ่าบาท ให้ท่านเข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรงเดี๋ยวนี้!"
ฉีเฟิงปล่อยมือจากแขนของเสี่ยวอวิ๋นช้าๆ เขาหันมาสบตานางแวบหนึ่ง สายตานั้นดูสับสนและซับซ้อน ก่อนจะหันไปตอบขันทีด้วยน้ำเสียงยียวนเหมือนเดิม "เฮ้อ... เสด็จพ่อเนี่ยนะ จะเรียกข้าไปทำไมเช้าขนาดนี้ คนกำลังจะกินข้าว... ช่างเถอะๆ ไปก็ไป"
เขาสะบัดชายเสื้อเดินผ่านหน้าเสี่ยวอวิ๋นไป ทิ้งให้นางยืนกุมแขนที่ปวดแสบปวดร้อนอยู่กลางห้อง ท่ามกลางกลิ่นโจ๊กหอมกรุ่น บรรยากาศในห้องกลับตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น... ราชโองการด่วนยามเช้าเช่นนี้... ไม่ใช่เรื่องดีแน่
บรรยากาศในห้องเก็บศพพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ความกดดันแผ่ออกมาจากร่างของฉีเฟิงจนทำให้อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง อาหมิงจ้องตอบชายหนุ่มตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ"ก็ได้..." อาหมิงเดินกลับมาที่เตียงศพ มือคว้ามีดผ่าตัดใบเล็กคมกริบขึ้นมาจากถาดเครื่องมือ "ในเมื่อท่านอยากเห็นไส้เห็นพุงนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แต่ถ้าเห็นแล้วเกิดอาเจียนออกมา เลอะพื้นห้องข้า... ข้าจะให้ท่านเช็ดเอง"ภายในห้องเก็บศพที่มืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นสมุนไพร อาหมิงขยับมือด้วยความเชี่ยวชาญราวกับกำลังร่ายรำ ปลายมีดผ่าตัดใบเล็กในมือของเขากรีดลงบนหน้าอกผอมแห้งของร่างไร้วิญญาณอย่างแผ่วเบาแต่แม่นยำฉับ...เสียงคมมีดแหวกผ่านชั้นผิวหนังดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลาะชั้นกล้ามเนื้อและกระดูกซี่โครงที่หักยุบออก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่บอบช้ำเสียหาย ฉีเฟิงยืนกอดอกมองดูภาพนั้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แม้ภาพตรงหน้าจะชวนสะอิดสะเอียนเพียงใด แต่เขากลับไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย"หืม..." อาหมิงส่งเสียงในลำคอ คิ้วที่แทบไม่มีขนเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หัวใจ... ไม่ได้แตกเพ
ร่างผอมโซของเสี่ยวเป่าถูกทหารยามหามเข้ามาภายในเรือนเก็บศพท้ายกรมเมืองอย่างทุลักทุเล ก่อนจะถูกวางทิ้งลงบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ อย่างไร้ความทะนุถนอม ราวกับเป็นเพียงถุงขยะใบหนึ่งที่รอการกำจัดฉีเฟิงเดินตามเข้ามาติดๆ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจนน่ากลัว สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บเพื่อระงับความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินหัวใจ หากเขาไม่รับข่าวสารจากเด็กคนนี้... หากเขาปกป้องเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้..."อะไรกันอีก?"เสียงแหบพร่าและยานคางดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อาหมิง เจ้าหน้าที่ชันสูตรประจำกรมเมือง เดินลากเท้าออกมาจากเงามืด เขาปรายตามองร่างบนเตียงไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง"แค่ขอทานตายคนเดียว... พวกเจ้าถึงกับต้องหามมาให้ข้าดูถึงในนี้เชียวรึ?" เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพหนุ่มผิวซีดบ่นพึมพำ พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบสมุนไพร "เปลืองพื้นที่ เปลืองเวลา... เอาเสื่อม้วนๆ แล้วโยนไปทิ้งที่ป่าเสียก็สิ้นเรื่อง จะฝังหรือจะให้หมากินก็ค่าเท่ากัน""ตรวจสอบเขาเดี๋ยวนี้" เสียงของฉีเฟิงดังแทรกขึ้น ทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดัน "ข้าต้องการรู้
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของมหานครอันรุ่งโรจน์ ปลุกให้เมืองใหญ่ตื่นจากนิทรา เสียงล้อเกวียนบดถนนหินและเสียงจอแจของผู้คนเริ่มดังระงมขึ้นทีละน้อย เป็นสัญญาณของการดิ้นรนเพื่อปากท้องที่วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้นในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์เช่นนี้... ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดทุกเช้าตรู่ ตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดหรือใต้สะพานที่ชื้นแฉะ มักจะปรากฏร่างไร้วิญญาณให้เห็นจนชินตา บ้างเป็นขี้เมาที่ดื่มจนตับวาย บ้างเป็นนักเลงที่ถูกล้างแค้น หรือบ่อยครั้งที่สุด ก็เป็นเพียงศพของขอทานยากไร้ที่หนาวตายเพราะทนพิษลมหนาวเมื่อคืนไม่ไหวผู้คนเดินผ่านร่างเหล่านั้นด้วยสายตาที่ด้านชา ไร้ความเวทนาหรือตื่นตระหนก ราวกับมองเห็นเพียงกองขยะกองหนึ่งที่รอให้ทางการมาเก็บกวาด การตายของขอทานคนหนึ่งในเมืองใหญ่นับล้านชีวิต จึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงหล่นจากต้นทว่า... ร่างไร้วิญญาณที่ปรากฏขึ้นในเช้าวันนี้ กลับทำให้ฝูงชนต้องหยุดชะงักและเพ่งมองด้วยความประหลาดใจระคนหวาดหวั่นไม่ใช่เพราะสภาพศพที่ดูสยดสยอง หรือเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมมที่บ่งบอกสถานะขอทาน
ณ ชานเมืองหลวงที่ห่างไกลจากแสงไฟและความวุ่นวายของตลาดโต้รุ่ง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าละเมาะ หลังคากระเบื้องแตกหักเสียหายจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ รูปปั้นเทพเจ้าภายในผุกร่อนเหลือเพียงครึ่งตัว บรรยากาศโดยรอบวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและซากไม้ผุแต่ในค่ำคืนนี้ ศาลเจ้าร้างกลับไม่ได้ไร้ซึ่งผู้คนภายใต้เงาของรูปปั้นเทพเจ้าองค์ใหญ่ มีร่างในชุดดำรัดกุมสี่ร่างยืนประจำการอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด สามคนในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณประตูทางเข้าที่พังทลาย มือวางทาบด้ามดาบด้วยท่าทีระแวดระวังส่วนร่างที่สี่... ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาที่ว่างเปล่า ร่างนี้ดูเพรียวบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย สวมชุดดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำผืนบาง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คมกริบที่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับตาของเหยี่ยวรัตติกาลแม้จะยืนอยู่นิ่งๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคนผู้นี้กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ลูกน้องทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่เงาร่าง
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





