เข้าสู่ระบบแสงแรกของยามเหม่า จับขอบฟ้าเป็นสีเทาอมม่วง อากาศในยามเช้าหลังพายุหิมะหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ในห้องพักนางกำนัล ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงกุกกักเบาๆ ของการเตรียมตัวเริ่มวันใหม่
เสี่ยวอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นทันทีที่แสงแรกส่องผ่านช่องหน้าต่าง นางลุกขึ้นนั่ง พับผ้าห่มอย่างเรียบร้อยตามความเคยชิน สายตาเหลือบไปมองที่เตียงของ เสี่ยวเหมย นางกำนัลผู้เงียบขรึม เตียงนั้นว่างเปล่า และผ้าห่มถูกพับเก็บไว้อย่างตึงเปรี้ยะยิ่งกว่าของนางเสียอีก เสี่ยวเหมยไม่ได้อยู่ในห้อง... หรือบางที อาจจะตื่นและออกไปนานแล้ว? ‘ตื่นเช้ากว่าข้า หรือว่าไม่ได้นอนเลยทั้งคืน?’ เสี่ยวอวิ๋นตั้งคำถามในใจ แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นล้างหน้าและแต่งตัวด้วยชุดนางกำนัลสีเทาเข้ม เตรียมพร้อมสำหรับหน้าที่ประจำวัน
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา เสี่ยวอวิ๋นยกถาดอาหารเช้าสำหรับองค์ชายสี่เดินไปตามระเบียงทางเดินยาวที่มุ่งสู่ห้องบรรทม กลิ่นหอมของโจ๊กไก่ฉีกและเครื่องเคียงร้อนๆ ลอยกรุ่น แต่นั่นไม่ใช่กลิ่นเดียวที่นางสัมผัสได้
ที่หน้าประตูห้องบรรทม นางเดินสวนกับ เหลียงเหว่ย หัวหน้าองครักษ์ร่างยักษ์ที่กำลังเดินออกมาพอดี วันนี้เหลียงเหว่ยไม่ได้สวมชุดดำรัดกุมเหมือนเมื่อคืน แต่สวมชุดเครื่องแบบองครักษ์วังหลวงเต็มยศ ท่าทางของเขาดูง่วงงุน เดินลากเท้าเล็กน้อย ใบหน้าตายด้านไร้อารมณ์ราวกับรูปสลักหินที่เบื่อโลก ดวงตาปรือปรอยเหมือนคนอดนอน ทว่า... จมูกของเสี่ยวอวิ๋นกลับได้กลิ่นจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นแป้งและกลิ่นเหงื่อ มันคือกลิ่นสมุนไพรฉุนกึก... "ยาทองพันชั่ง" ยาสมานแผลชั้นดีที่ชาวยุทธ์นิยมใช้รักษาบาดแผลจากของมีคม
เสี่ยวอวิ๋นก้มหน้าหลบสายตาเขาเล็กน้อยขณะเดินผ่าน แต่ในใจกลับแค่นหัวเราะ ‘เดินลากขา แววตาเหม่อลอย ทำตัวเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง... สมกับฉายาที่เขาลือกันว่าองครักษ์ตำหนักนี้ มินำพาเรื่องต่อยตีจริงๆ’ ช่างเป็นการแสดงที่แนบเนียน ทั้งนายทั้งบ่าว... หากนางไม่ได้เห็นเขาเมื่อยามวิกาลก่อน คงเชื่อสนิทใจไปแล้วว่าคนผู้นี้เป็นเพียงยามเฝ้าประตูที่วันๆ เอาแต่ยืนหลับ
...
ภายในห้องบรรทม ฉีเฟิงนั่งห่อตัวอยู่ในผ้าคลุมขนสัตว์หนาเตอะบนตั่งตัวเดิม สภาพของเขาดูย่ำแย่กว่าองครักษ์ของเขาเสียอีก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ เหมือนคนเมาค้างที่ยังไม่สร่างดี "เสี่ยวอวิ๋น..." เขาครางเสียงอ่อยเมื่อเห็นนางเดินเข้ามา "เจ้ามาสักที... ข้าหิวจนไส้จะขาดแล้ว แต่ข้าขยับตัวไม่ไหวเลย ปวดเมื่อยไปทั้งตัว"
เสี่ยวอวิ๋นวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างตั่งอย่างเบามือ "เสวยโจ๊กก่อนเถอะเพคะ จะได้สร่างเมา" ฉีเฟิงชะโงกหน้ามาดูถ้วยโจ๊กไก่ฉีกที่ควันกำลังลอยฉุย แล้วทำหน้ามุ่ย "ร้อน... ร้อนขนาดนี้จะกินเข้าไปได้ยังไง เจ้ากะจะลวกปากข้าให้พองรึ? เป่าให้ข้าหน่อยสิ" เสี่ยวอวิ๋นลอบถอนหายใจ ‘เป็นง่อยจริงๆ หรือแกล้งเป็นกันแน่’ นางตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าเบาๆ จนไอร้อนจางลง แล้วยื่นไปจ่อที่ปากเขา "หายร้อนแล้วเพคะ เชิญเสวย"
ฉีเฟิงอ้าปากรับโจ๊กเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วยิ้มกริ่ม "อืม... พอเจ้าป้อนแล้วอร่อยขึ้นเยอะเลย แต่ไหล่ข้ายังปวดอยู่เลย เมื่อคืนข้านอนตกหมอนแน่ๆ มานวดให้ข้าหน่อยได้ไหม ข้างซ้ายเนี่ย ตึงไปหมด" เขาเอียงไหล่ซ้ายให้ดู พร้อมทำหน้าตาออดอ้อนที่ดูน่าหมั่นไส้มากกว่าน่าสงสาร
เสี่ยวอวิ๋นวางช้อนลง เตรียมจะเดินไปนวดให้ตามคำสั่ง แต่ในจังหวะนั้น ฉีเฟิงเอื้อมมือไปจะหยิบถ้วยชาแก้เลี่ยนที่วางอยู่ข้างถาดอาหาร ด้วยความที่ตายังปรือและร่างกายคงอ่อนเพลียจากการ "ออกกำลังกาย" เมื่อคืนจริงๆ นิ้วมือของเขาจึงกะระยะพลาด ปลายนิ้วเกี่ยวเข้าที่ขอบถ้วยชา แทนที่จะจับหูถ้วย
กริ๊ก... เคร้ง!
ถ้วยชาเคลือบใบงามพลิกคว่ำ น้ำชาร้อนจัดที่เพิ่งชงมาใหม่ๆ สาดกระเซ็นออกจากถ้วย พุ่งตรงไปยังทิศที่เสี่ยวอวิ๋นยืนอยู่!
ด้วยสัญชาตญาณยอดฝีมือ กล้ามเนื้อขาของเสี่ยวอวิ๋นเกร็งตัวเตรียมดีดหลบโดยอัตโนมัติ การเคลื่อนไหวนี้สามารถพานางหลบพ้นในเสี้ยววินาที แต่... สมองของนางสั่งการยับยั้งทันที ‘หลบไม่ได้! นางกำนัลธรรมดาไม่มีทางหลบพ้นระยะประชิดแค่นี้!’
นางกัดฟันแน่น บังคับเท้าให้ตรึงอยู่กับที่ ยืนนิ่งรับกรรม ซู่! น้ำชาร้อนจัดราดรดลงบนท่อนแขนซ้ายของนางเต็มๆ ความร้อนแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าลงไปลวกผิวหนังจนแสบร้อน
"โอ๊ะ!" เสี่ยวอวิ๋นร้องออกมาเบาๆ ตามสัญชาตญาณความเจ็บปวด รีบสะบัดแขนเสื้อออก ฉีเฟิงที่กำลังสะลึมสะลือ เบิกตากว้างทันที ความง่วงงุนหายไปเป็นปลิดทิ้ง "เสี่ยวอวิ๋น!" เขาลืมตัวผุดลุกขึ้นจากตั่ง คว้าข้อมือของนางมาดูด้วยความตกใจ แววตาขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "เจ้า... ทำไมเจ้าไม่หลบ! ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" เขาถลกแขนเสื้อนางขึ้นอย่างลืมตัว เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่บัดนี้ขึ้นปื้นสีแดงเถือกจากรอยน้ำร้อนลวก "แดงหมดแล้ว... บ้าจริง!" ฉีเฟิงสบถกับตัวเอง เขาหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก จะตะโกนเรียกขันทีเอายา
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของขันทีหน้าห้อง
"ทูลองค์ชายสี่! ขันทีจากตำหนักใหญ่มาถึงแล้วพะยะค่ะ!"
ฉีเฟิงชะงัก มือยังคงประคองแขนของเสี่ยวอวิ๋นไว้ เขาหันขวับไปมองที่ประตู แววตาห่วงใยเมื่อครู่ถูกกลบด้วยความเคร่งขรึมขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูหงุดหงิดตามฉบับองค์ชายเอาแต่ใจ
ประตูเปิดออก ขันทีอาวุโสในชุดสีแดงเดินเข้ามา พร้อมม้วนราชโองการสีเหลืองทองในมือ สีหน้าดูเคร่งเครียดไร้รอยยิ้ม "องค์ชายสี่ฉีเฟิง... มีราชโองการด่วนจากฝ่าบาท ให้ท่านเข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรงเดี๋ยวนี้!"
ฉีเฟิงปล่อยมือจากแขนของเสี่ยวอวิ๋นช้าๆ เขาหันมาสบตานางแวบหนึ่ง สายตานั้นดูสับสนและซับซ้อน ก่อนจะหันไปตอบขันทีด้วยน้ำเสียงยียวนเหมือนเดิม "เฮ้อ... เสด็จพ่อเนี่ยนะ จะเรียกข้าไปทำไมเช้าขนาดนี้ คนกำลังจะกินข้าว... ช่างเถอะๆ ไปก็ไป"
เขาสะบัดชายเสื้อเดินผ่านหน้าเสี่ยวอวิ๋นไป ทิ้งให้นางยืนกุมแขนที่ปวดแสบปวดร้อนอยู่กลางห้อง ท่ามกลางกลิ่นโจ๊กหอมกรุ่น บรรยากาศในห้องกลับตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น... ราชโองการด่วนยามเช้าเช่นนี้... ไม่ใช่เรื่องดีแน่
ฉีเฟิง, เสี่ยวอวิ๋น, และเหลียงเหว่ยซุ่มโป่งรออยู่ใกล้ปากทางลับริมแม่น้ำฮวงโห ความมืดยามราตรีปกคลุมท่าเรือลับแห่งนี้อย่างหนาหนัก แสงจันทร์สีเงินแผ่วเบาสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ดั่งแผ่นกระจกดำมะเมื่อมที่สะท้อนเงาโกดังไม้ผุพังเรียงรายริมฝั่ง บรรยากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวรอคอยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โกดังเก่าแก่บางแห่งประตูเปิดอ้า เผยให้เห็นกองกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เรือสินค้าขนาดเล็กผูกไว้กับหลักไม้ ลอยเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ โคมไฟริบหรี่แกว่งไกวไปตามลม สร้างเงายาววูบไหวราวกับผีพรายที่กำลังแฝงตัวรอจังหวะโจมตี หนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา เสียงกรอบแกรบดังแผ่วเบา ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่แค่จุดจอดเรือ แต่เป็นดั่งประตูสู่อาชญากรรมที่ซ่อนเร้นไว้ใต้ความสงบผิวเผินปากทางลับที่เหลียงเหว่ยค้นพบซ่อนตัวห่างจากท่าเรือหลักไม่มากนัก เพียงไม่กี่ช่วงตึก ในพุ่มไม้หนาทึบริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งหินผาและรากต้นไม้เกาะเกี่ยวกันจนมองเห็นไ
หลังจากฝ่าความโกลาหลในหอเมามายออกมาได้ ฉีเฟิง เสี่ยวอวิ๋น ก็ไม่รอช้า พากันย่องมุ่งหน้าสู่ท่าเรือลับตามรหัสในกระดาษที่เหลียงเหว่ยยัดให้ ราตรีกาลยามนี้เมืองหลวงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงคลื่นแม่น้ำฮวงโหกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่ลึกเข้าไปในความเงียบนั้น ยังแฝงด้วยกลิ่นอายของการทรยศและแผนการมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาท่าเรือลับแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ห่างจากท่าเรือหลักไม่ไกลนัก เป็นจุดที่เรือสินค้าขนาดเล็กจอดเทียบท่าโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจตรา ยามค่ำคืน ท่าเรือดูวังเวงยิ่งนัก แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ดำมืดราวหมึกพู่กัน โกดังไม้เก่าแก่เรียงรายริมฝั่ง บางแห่งประตูผุพังเปิดอ้าเผยให้เห็นกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรือเก่า ๆ ลอยล่องเอื่อย ๆ ผูกไว้กับหลักไม้ บางลำมีโคมไฟริบหรี่แขวนโหนแกว่งไกวไปตามลม เงาร่างของหนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความลึกลับ เหมาะแก่การลักลอบทำธุรกรรมมืดยิ่งนัก ปากทางลั
เหลียงเหว่ยย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเท้าและรอยลากกล่องบนพื้นชื้น ชัดเจนว่ามีการขนย้ายเมื่อไม่นานนี้ เขาจดรหัสลับและแผนที่คร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องออกจากอุโมงค์อย่างแผ่วเบา ร่างยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวราวกับเงา ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือลมหายใจที่ดังพอให้ใครสังเกตเห็น เช่นเคยที่เขาทำภารกิจลับสำเร็จโดยไร้ร่องรอยด้านบน ในโถงหอเมามายที่ยังคงโกลาหลจากเงินที่ฉีเฟิงโปรย เหลียงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากมุมมืดอย่างแนบเนียน เขาเดินตรงไปหาฉีเฟิงที่กำลังแกล้งเมาอยู่กับเสี่ยวอวิ๋น ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันแย่งเงิน มือหนาของเขาล้วงกระดาษแผ่นนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงาฉีเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกระดาษในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาดูอย่างลับ ๆ ยิ้มมุมปากกว้าง "ดีมาก... เหล่าเหลียงไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง" เขาหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยังแกล้งเอนตัวพิงไหล่เขาเพื่อให้ดูสมจริง "เสี่ยวอวิ๋น... เราชนะแล้วครึ่งทาง"แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ฝูงชนที่เมามายก็เริ่มเบียดเข้ามาใกล้เพื่อแย่งเงินที่เหลือ เสี่ยวอวิ๋นถูกเบียดจนเซเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฟิงเต็ม ๆ ร่างเพรียวบ
ถึงตอนนี้แล้ว ฉีเฟิงก็ไม่รอช้า เขาหันไปมองเหลียงเหว่ยด้วยแววตาคมกริบ "เหล่าเหลียง... เจ้าจงไปหาเส้นทางลับในบ่อนแหเงินให้ได้ก่อนเที่ยงคืน คนคุ้มกันบ่อนส่วนใหญ่ไม่อยู่เพราะถูกเจ้าทุบปางตายไปเมื่อคืน แถมกวนซานยังรู้เรื่องแล้ว พวกมันต้องรีบย้ายเงินแน่... เจ้าเป็นคนหาทางลับและสืบข่าว ใช้สัญชาตญาณเฉียบคมของเจ้าสิ ห้ามพลาด!"เหลียงเหว่ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น "รับทราบขอรับคุณชาย... ข้าจะหาเส้นทางลับนั้นให้เจอให้ได้" เขาหันหลังเดินออกจากโถงทันที ร่างยักษ์ใหญ่หายลับไปในแสงแดดยามเช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องฉีเฟิงหันมาหาเสี่ยวอวิ๋น ยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ "ส่วนเรา... ต้องแกล้งไปเที่ยวหอเมามายใกล้บ่อนแหเงิน ทำทีเป็นคู่รักเมาเหล้าเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและแอบฟังข่าวจากพวกพ่อค้า ถ้าพวกโจรดอกเหมยรู้เส้นทางลับนี้จริง เราก็จะได้ยินพวกมันคุยกันแน่... พร้อมไหม เสี่ยวอวิ๋น?"เสี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วสูง หน้าแดงระเรื่อด้วยความอายแต่แกล้งทำเป็นเย็นชา "ข้าไม่ใช่เด็ก... แต่ถ้าต้องแกล้งเป็นคู่รักกับท่าน ข้าต้องทำยังไงไม่ให้ดูปลอม? อย่าบอกนะว่าต้องโอบกอดกัน..." นางหันหน้าหนี แต่ในใจเต้นแรงกับไอเดียนี้ฉีเฟิงหัวเร
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธของกรมเมืองแต่ทว่า... บรรยากาศในเช้านี้กลับผิดแปลกไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิงปกติแล้วเวลานี้ควรจะอื้ออึงไปด้วยเสียงตะโกนฝึกซ้อม เสียงดาบปะทะกัน และเสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบที่วิ่งวุ่นเตรียมออกตรวจตรา แต่เช้านี้... ทุกอย่างกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า ลานฝึกว่างเปล่า โต๊ะทำงานหลายตัวไร้คนจับจอง มีเพียงลมหนาวพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านไปมา"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" ฉีเฟิงเดินก้าวเข้ามาในโถงบัญชาการ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง "ทำไมวันนี้กรมเมืองถึงเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้? หรือว่ามีวันพิเศษที่ข้าไม่รู้?"นายกองคนหนึ่งที่นั่งเฝ้าเวรอยู่ รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางกระย่องกระแย่ง แขนข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ "ระ... เรียนคุณชาย.. เอ่อ... วันนี้มือปราบกว่าครึ่งกรมพร้อมใจกันลาป่วยและลากิจขอรับ""พร้อมกันครึ่งกรมเนี่ยนะ?" คิ้วเรียวของเสี่ยวอวิ๋นขมวดมุ่น "โรคระบาดหรือไง?""เอ่อ... จะว่าอย่างนั้นก็... ก็คงได้ขอรับ" นายกองตอบอึกอัก ไม่กล้าสบตาเหลียงเหว่ยฉีเฟิงหรี่ตามองนายกองคนนั้น สังเกตเห็นรอยช้ำม่วงคล้ำที่โผล่พ้นขอบเสื้อ และท่าทางการเดินที่ดูขัดยอก สมองอันปราดเ
หลังจากแยกทางกับกวนซานและส่งตัวจูเอ๋อร์ไปแล้ว ทั้งสามคนก็เดินเท้ากลับไปยังกรมเมือง ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาลอากาศยามดึกเริ่มเย็นลง น้ำค้างเริ่มจับตัวบนยอดหญ้า ฉีเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจลุล่วง (และรอดตายจากท่านลุงกวนมาได้) ส่วน เหลียงเหว่ย เดินรั้งท้ายด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมผิดปกติ รอยฟกช้ำตามตัวเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ดูเหมือนจิตใจเขาจะล่องลอยไปที่อื่น"นี่... พี่ชายเหลียง" จู่ๆ ฉีเฟิงก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ถามจริงๆ เถอะ... ตอนที่ข้าแอบหนีออกมา แล้วปล่อยให้เจ้าเฝ้าหน้าห้องอยู่นั่นน่ะ... เจ้าได้ใช้เวลาช่วงนั้น 'คุ้มค่า' หรือไม่?"เหลียงเหว่ยสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยความงุนงง "คุ้มค่า? หมายถึงอะไรหรือขอรับ? ข้าก็นั่งขัดดาบเฝ้าระวังภัยให้ท่าน...พอทราบว่าท่านหายไปก็ตามหาให้วุ่นวาย" "โธ่... อย่ามาทำไขสือ" ฉีเฟิงยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย "ข้ารู้นะว่าตอนที่ข้าไม่อยู่ แม่นางเสี่ยวหลิงนางแวะเวียนเอาซาลาเปามาส่งให้เจ้าตั้งหลายรอบ... แหม บรรยากาศหน้าห้องเงียบๆ สองต่อสอง... ได้คุยกระหนุงกระหนิง หรือได้จ้องตากันบ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากบ่อนเบ็ดเงินออกไปหลายช่วงตึก ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในตรอกลึก บรรยากาศเงียบสงบและมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนวูบไหวบนโต๊ะไม้เก่าๆ ลูกค้าบางตาจนแทบจะนับหัวได้ เหมาะแก่การเจรจาความลับเป็นที่สุดกวนซานนั่งจิบสุรารสแรงด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้จะอยู่ในร้านซอมซ่อ แ
ฉีเฟิงหอบหิ้วถุงเงินใบเขื่องพร้อมกับจูงมือเด็กสาว วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาจนถึงหน้าทางเข้าหอเมามายหน่ายโลกาที่เป็นฉากหน้าของบ่อน"แฮ่ก... แฮ่ก... รอดแล้ว!" ฉีเฟิงหยุดยืนพิงกำแพง ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจพลางตบถุงเงินปุๆ อย่างภูมิใจ "เห็นไหมเสี่ยวอวิ๋น! ข้าบอกแล้วว่าข้าคืออัจฉริยะ! ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งคน แ
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของเด็กสาว และแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังยามถูกผู้เป็นพ่อผลักไสไล่ส่ง ราวกับเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่า... ภาพเบื้องหน้าทำให้มือที่กำลังหมุนพัดเล่นของฉีเฟิงชะงักค้างนัยน์ตาของเขาเหม่อลอยไปชั่ววูบ ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมาซ้อนทับกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างแจ่มชัด... ย้อน
เสียงลูกเต๋ากระทบถ้วยเซรามิกดัง กริ๊ก... กริ๊ก... ก่อนจะจบลงด้วยเสียงกระแทกกับโต๊ะดัง ปัง!"สูง! ออกสูง!" เจ้ามือขานแต้มเสียงดังฉีเฟิงกวาดชิปกองเล็กๆ เข้ามาหาตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดียินร้าย ผิดกับบรรดาผีพนันรอบข้างที่เฮลั่นจนตัวโก่งหรือสบถด่าทอด้วยความหัวเสียเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้าน





![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
