Masukบรรยากาศภายในโถงกว้างใหญ่ที่ปกติจะเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม วันนี้กลับอึมครึมและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสามังกรทองคำพันรอบเสาไม้หนานมูขนาดมหึมาส่องประกายวูบวาบต้องแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ถูกจุดขึ้นเพื่อไล่ความมืดสลัวของพายุหิมะภายนอก กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมตลบอบอวล ผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อแห่งความวิตกกังวลของเหล่าขุนนางนับร้อยชีวิต
บนบัลลังก์มังกรทองคำที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือบันไดหยกขาวเก้าขั้น บุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งแผ่นดินประทับนั่งอยู่
จักรพรรดิว่านลี่ หรือ จูอี้จวิน โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์หมิง ในวัยย่างเข้าเลขสาม ปรากฏพระองค์ในฉลองพระองค์ชุดมังกรสีเหลืองทองอร่าม ปักลวดลายมงคลวิจิตรบรรจง ผ้าไหมเนื้อดีทิ้งตัวลงคลุมพระวรกายที่เริ่มจะลงพุงเล็กน้อยจากการเสวยสุขมานานปี
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่ความหรูหรา แต่คือความ "เหนื่อยหน่าย" ที่ฉายชัดบนพระพักตร์
ดวงพระเนตรหรี่ปรือราวกับคนอดนอน ใต้ตาบวมช้ำเล็กน้อย พระพักตร์ที่เคยคมคายในวัยหนุ่มบัดนี้ดูหมองคล้ำและไร้ซึ่งความกระตือรือร้น พระองค์นั่งเอนพิงพนักบัลลังก์อย่างเกียจคร้าน พระหัตถ์ข้างหนึ่งหมุนลูกแก้วหยกเล่นไปมา กริยาบ่งบอกว่าทรงเบื่อหน่ายการว่าราชการเต็มทน แต่วันนี้... เรื่องราวตรงหน้าใหญ่หลวงเกินกว่าจะทรงเมินเฉยได้
"ทูลฝ่าบาท..."
เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ก้าวออกมาคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นหิน "ม้าเร็วจากด่านเหลียวตงแจ้งข่าวร้ายที่สุดมาแล้วพะยะค่ะ! ทัพญี่ปุ่นของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้ยกพลขึ้นบกที่ปูซานแล้ว! กองทัพโชซอนแตกพ่ายยับเยิน กษัตริย์ซอนโจแห่งโชซอนทรงหนีออกจากเมืองหลวง และส่งราชสาส์นขอกองทัพต้าหมิงไปช่วยด่วนที่สุด มิเช่นนั้น... มิเช่นนั้น
เสนาบดีกระทรวงกลาโหมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จักรพรรดิว่านลี่โบกพระกรอย่างสุดรำคาญ
เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นเริ่มถกเถียงกันเสียงดัง
"เราต้องส่งทหารไปช่วย! โชซอนเป็นรัฐบรรณาการที่ซื่อสัตย์ หากโชซอนแตก ญี่ปุ่นจะใช้เป็นฐานบุกต้าหมิง!" แม่ทัพคนหนึ่งตะโกน
"ไม่ได้! การส่งทหารข้ามแม่น้ำยาลูใช้เงินมหาศาล คลังหลวงเรากำลังร่อยหรอ อีกทั้งทางเหนือยังมีพวกแมนจูคอยก่อกวน!" ขุนนางกรมคลังแย้งเสียงแข็ง
ท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของฮ่องเต้ว่านลี่กวาดมองลงมายังเหล่าโอรสที่ยืนเรียงกันอยู่เบื้องล่าง
ทางด้านซ้ายสุด องค์ชายใหญ่ (จูฉางลั่ว) ยืนห่อไหล่ สีหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษ เขาไอโขลกๆ เบาๆ ใส่ผ้าเช็ดหน้าตลอดเวลา ร่างกายดูผอมแห้งบอบบางเหมือนกิ่งไม้ที่พร้อมจะหักโค่นเมื่อลมพัด
"ลูกใหญ่..." ฮ่องเต้ตรัสเสียงเนือยๆ "เจ้ามีความเห็นอย่างไร?"
องค์ชายใหญ่สะดุ้งเฮือก รีบก้าวออกมาด้วยขาสั่นเทา "ทะ... ทูลเสด็จพ่อ ลูกคิดว่า... เรื่องนี้ควร... เอ่อ... ควรพิจารณาอย่างรอบคอบพะยะค่ะ การศึกเป็นเรื่องใหญ่ ลูก... แค่กๆ... ลูกเกรงว่าสุขภาพของลูกจะไม่อำนวยให้คิดอ่านเรื่องรบราฆ่าฟัน..."
เขาพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากไออีกชุดใหญ่ ทำให้ขุนนางหลายคนส่ายหน้าด้วยความเวทนาปนสมเพช
ถัดมาทางด้านขวา องค์ชายห้า (จูฉางฮ่าว) ยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าคมเข้มมีรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก ดวงตาเรียวรีกลอกไปมาคล้ายกำลังคำนวณผลประโยชน์ เขามองดูพี่ชายคนโตด้วยสายตาที่แฝงแววดูแคลน ก่อนจะก้าวออกมา
"ทูลเสด็จพ่อ..." เสียงขององค์ชายห้าทุ้มลึก น่าเกรงขามกว่าพี่ชายมาก "โชซอนเปรียบเสมือนรั้วบ้าน หากรั้วพัง โจรย่อมเข้าบ้านเราได้ง่าย โทโยโทมิ ก็แค่สลัดเตี้ยคนหนึ่งที่คอยก่อกวน ลูกเห็นควรว่าต้องส่งทัพไป แต่... การจะส่งใครไปคุมทัพ หรือจัดการเสบียงนั้น ต้องเป็นคนที่ 'ไว้ใจได้' จริงๆ เพราะงบประมาณมหาศาลอาจรั่วไหลได้ง่ายพะยะค่ะ"
คำพูดของเขาดูเหมือนหวังดี แต่สายตากลับจ้องมองไปทางขุนนางฝ่ายองค์ชายใหญ่ ราวกับกำลังบอกใบ้ว่ามีคนจ้องจะโกงกินงบสงคราม “กระหม่อม ขอทูลอาสาไปรับศึกนี้เอง” และสุดท้าย... องค์ชายสี่ ฉีเฟิง
เขายืนอยู่ท้ายสุด กำลังแอบหาวหวอดใหญ่โดยไม่เอามือปิดปาก ชุดขุนนางเต็มยศดูจะหนักเกินไปสำหรับเขา จนต้องยืนเอียงกระเท่เร่พิงเสาต้นหนึ่ง สายตาเหม่อลอยมองลวดลายบนเพดาน ราวกับว่าเรื่องสงครามความเป็นความตายนี้ น่าสนใจน้อยกว่าจิ้งจกที่กำลังไล่จับแมลง
"เจ้าสี่!" ฮ่องเต้ตวาดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย จนฉีเฟิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์
"พะยะค่ะ! เสด็จพ่อ... เอ่อ... รับสั่งให้ลูกไปกินข้าวได้แล้วหรือพะยะค่ะ?"
เสียงหัวเราะขบขันดังลอดมาจากแถวขุนนางบางคน ขณะที่องค์ชายใหญ่ก้มหน้าด้วยความอับอายแทน และองค์ชายห้ายิ้มเยาะอย่างเปิดเผย
"กินข้าวรึ? บ้านเมืองกำลังจะมีภัย เจ้าคิดแต่เรื่องกิน!" ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงพิงพนักอย่างหมดแรง "เฮ้อ... ข้าล่ะปวดหัวจริงๆ คนหนึ่งก็ขี้โรค คนหนึ่งก็จ้องจะรบ อีกคนก็ไร้สาระ... สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งข้า"
พระองค์โยนลูกแก้วหยกในมือลงบนถาดทองคำเสียงดัง ถึงเวลาต้องแสร้งแข็งขันบ้างแล้ว เคร้ง! ทำให้ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
"ถ่ายทอดราชโองการ!" สุรเสียงของจักรพรรดิว่านลี่เปลี่ยนเป็นเด็ดขาด ดวงตาที่เคยง่วงงุนวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะด้วยอำนาจแห่งมังกร
"แต่งตั้งแม่ทัพหลี่หรูซง เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพต้าหมิงสี่หมื่นนาย ข้ามแม่น้ำยาลูไปช่วยโชซอน! องค์ชายห้าเป็นรองแม่ทัพ รั้งอยู่ห่างสามหมื่นลี้เป็นกองหนุน ให้กรมคลังจัดสรรงบประมาณอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ใครกล้าขัดขวางหรือยักยอก ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร!"
"และ..." พระองค์เว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ลูกๆ อีกครั้ง ก่อนจะมาหยุดที่ฉีเฟิง
"เจ้าสี่... ในเมื่อเจ้าว่างนัก และดูท่าจะไม่เดือดร้อนกับเรื่องสงคราม... ข้ามีงานอื่นให้เจ้าทำ"
ฉีเฟิงกลืนน้ำลาย ดัง เอือก รู้สึกถึงลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา
"พะ... พะยะค่ะ?"
ฮ่องเต้แสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวกว่าตอนหน้าบึ้งเสียอีก
"ในขณะที่ทหารกล้าไปรบที่แนวหน้า ในเมืองหลวงกลับมีหนูสกปรกคอยก่อกวน... กลุ่มโจรอาละวาดมาหลายเดือน กรมอาญาจับไม่ได้สักที ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้ตรวจการพิเศษ รับผิดชอบคดีนี้ โจรดอกท้อ จับมันมาให้ได้ภายในหนึ่งเดือน... ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะตัดเบี้ยหวัดเจ้าไปตลอดชีวิต!"
ฉีเฟิงอ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนโลกถล่มทลาย
"เสด็จพ่อ! ลูกถนัดแต่เรื่องกินดื่มเที่ยวเล่น... ให้ลูกไปจับโจรเนี่ยนะพะยะค่ะ? ลูกกลัวเลือด!"
"นั่นคือคำสั่ง!" ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อ ลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วเดินหายเข้าไปในฉากหลังทันที "เลิกประชุม!"
เสียงระฆังดังเหง่งหง่างบอกเวลาเลิกประชุม ขุนนางค่อยๆ ทยอยเดินออกไป ทิ้งให้ฉีเฟิงยืนคอตกอยู่กลางท้องพระโรง
องค์ชายห้าเดินเข้ามาตบไหล่ฉีเฟิงเบาๆ แล้วกระซิบข้างหู "โชคดีนะน้องสี่... ระวังโจรมันจะลักพาตัวเจ้าไปเรียกค่าไถ่ล่ะ"
เขากระตุกยิ้มมุมปาก แล้วเดินจากไปอย่างมาดมั่น
ฉีเฟิงมองตามหลังพี่ชายต่างแม่ แววตาที่แสร้งทำเป็นตื่นกลัวเมื่อครู่จางหายไปชั่วพริบตา เหลือเพียงความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง‘สงครามที่โชซอน... กับโจรในเมืองหลวง...’ เขาคิดในใจ ‘บางที... สองเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด’
เขาถอนหายใจยาว กระทืบเท้าอย่างขัดใจ แล้วแกล้งตะโกนโวยวายไล่หลังขันที
"โธ่เอ๊ย! แล้วข้าจะเอาอะไรไปสู้กับโจรเล่า! ข้ามีแค่พัดด้ามเดียวนะ!"
บรรยากาศในห้องเก็บศพพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ความกดดันแผ่ออกมาจากร่างของฉีเฟิงจนทำให้อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง อาหมิงจ้องตอบชายหนุ่มตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ"ก็ได้..." อาหมิงเดินกลับมาที่เตียงศพ มือคว้ามีดผ่าตัดใบเล็กคมกริบขึ้นมาจากถาดเครื่องมือ "ในเมื่อท่านอยากเห็นไส้เห็นพุงนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แต่ถ้าเห็นแล้วเกิดอาเจียนออกมา เลอะพื้นห้องข้า... ข้าจะให้ท่านเช็ดเอง"ภายในห้องเก็บศพที่มืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นสมุนไพร อาหมิงขยับมือด้วยความเชี่ยวชาญราวกับกำลังร่ายรำ ปลายมีดผ่าตัดใบเล็กในมือของเขากรีดลงบนหน้าอกผอมแห้งของร่างไร้วิญญาณอย่างแผ่วเบาแต่แม่นยำฉับ...เสียงคมมีดแหวกผ่านชั้นผิวหนังดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลาะชั้นกล้ามเนื้อและกระดูกซี่โครงที่หักยุบออก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่บอบช้ำเสียหาย ฉีเฟิงยืนกอดอกมองดูภาพนั้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แม้ภาพตรงหน้าจะชวนสะอิดสะเอียนเพียงใด แต่เขากลับไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย"หืม..." อาหมิงส่งเสียงในลำคอ คิ้วที่แทบไม่มีขนเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หัวใจ... ไม่ได้แตกเพ
ร่างผอมโซของเสี่ยวเป่าถูกทหารยามหามเข้ามาภายในเรือนเก็บศพท้ายกรมเมืองอย่างทุลักทุเล ก่อนจะถูกวางทิ้งลงบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ อย่างไร้ความทะนุถนอม ราวกับเป็นเพียงถุงขยะใบหนึ่งที่รอการกำจัดฉีเฟิงเดินตามเข้ามาติดๆ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจนน่ากลัว สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บเพื่อระงับความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินหัวใจ หากเขาไม่รับข่าวสารจากเด็กคนนี้... หากเขาปกป้องเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้..."อะไรกันอีก?"เสียงแหบพร่าและยานคางดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อาหมิง เจ้าหน้าที่ชันสูตรประจำกรมเมือง เดินลากเท้าออกมาจากเงามืด เขาปรายตามองร่างบนเตียงไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง"แค่ขอทานตายคนเดียว... พวกเจ้าถึงกับต้องหามมาให้ข้าดูถึงในนี้เชียวรึ?" เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพหนุ่มผิวซีดบ่นพึมพำ พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบสมุนไพร "เปลืองพื้นที่ เปลืองเวลา... เอาเสื่อม้วนๆ แล้วโยนไปทิ้งที่ป่าเสียก็สิ้นเรื่อง จะฝังหรือจะให้หมากินก็ค่าเท่ากัน""ตรวจสอบเขาเดี๋ยวนี้" เสียงของฉีเฟิงดังแทรกขึ้น ทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดัน "ข้าต้องการรู้
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของมหานครอันรุ่งโรจน์ ปลุกให้เมืองใหญ่ตื่นจากนิทรา เสียงล้อเกวียนบดถนนหินและเสียงจอแจของผู้คนเริ่มดังระงมขึ้นทีละน้อย เป็นสัญญาณของการดิ้นรนเพื่อปากท้องที่วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้นในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์เช่นนี้... ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดทุกเช้าตรู่ ตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดหรือใต้สะพานที่ชื้นแฉะ มักจะปรากฏร่างไร้วิญญาณให้เห็นจนชินตา บ้างเป็นขี้เมาที่ดื่มจนตับวาย บ้างเป็นนักเลงที่ถูกล้างแค้น หรือบ่อยครั้งที่สุด ก็เป็นเพียงศพของขอทานยากไร้ที่หนาวตายเพราะทนพิษลมหนาวเมื่อคืนไม่ไหวผู้คนเดินผ่านร่างเหล่านั้นด้วยสายตาที่ด้านชา ไร้ความเวทนาหรือตื่นตระหนก ราวกับมองเห็นเพียงกองขยะกองหนึ่งที่รอให้ทางการมาเก็บกวาด การตายของขอทานคนหนึ่งในเมืองใหญ่นับล้านชีวิต จึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงหล่นจากต้นทว่า... ร่างไร้วิญญาณที่ปรากฏขึ้นในเช้าวันนี้ กลับทำให้ฝูงชนต้องหยุดชะงักและเพ่งมองด้วยความประหลาดใจระคนหวาดหวั่นไม่ใช่เพราะสภาพศพที่ดูสยดสยอง หรือเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมมที่บ่งบอกสถานะขอทาน
ณ ชานเมืองหลวงที่ห่างไกลจากแสงไฟและความวุ่นวายของตลาดโต้รุ่ง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าละเมาะ หลังคากระเบื้องแตกหักเสียหายจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ รูปปั้นเทพเจ้าภายในผุกร่อนเหลือเพียงครึ่งตัว บรรยากาศโดยรอบวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและซากไม้ผุแต่ในค่ำคืนนี้ ศาลเจ้าร้างกลับไม่ได้ไร้ซึ่งผู้คนภายใต้เงาของรูปปั้นเทพเจ้าองค์ใหญ่ มีร่างในชุดดำรัดกุมสี่ร่างยืนประจำการอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด สามคนในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณประตูทางเข้าที่พังทลาย มือวางทาบด้ามดาบด้วยท่าทีระแวดระวังส่วนร่างที่สี่... ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาที่ว่างเปล่า ร่างนี้ดูเพรียวบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย สวมชุดดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำผืนบาง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คมกริบที่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับตาของเหยี่ยวรัตติกาลแม้จะยืนอยู่นิ่งๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคนผู้นี้กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ลูกน้องทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่เงาร่าง
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ




![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


