เข้าสู่ระบบบรรยากาศภายในโถงกว้างใหญ่ที่ปกติจะเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม วันนี้กลับอึมครึมและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสามังกรทองคำพันรอบเสาไม้หนานมูขนาดมหึมาส่องประกายวูบวาบต้องแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ถูกจุดขึ้นเพื่อไล่ความมืดสลัวของพายุหิมะภายนอก กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมตลบอบอวล ผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อแห่งความวิตกกังวลของเหล่าขุนนางนับร้อยชีวิต
บนบัลลังก์มังกรทองคำที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือบันไดหยกขาวเก้าขั้น บุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งแผ่นดินประทับนั่งอยู่
จักรพรรดิว่านลี่ หรือ จูอี้จวิน โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์หมิง ในวัยย่างเข้าเลขสาม ปรากฏพระองค์ในฉลองพระองค์ชุดมังกรสีเหลืองทองอร่าม ปักลวดลายมงคลวิจิตรบรรจง ผ้าไหมเนื้อดีทิ้งตัวลงคลุมพระวรกายที่เริ่มจะลงพุงเล็กน้อยจากการเสวยสุขมานานปี
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่ความหรูหรา แต่คือความ "เหนื่อยหน่าย" ที่ฉายชัดบนพระพักตร์
ดวงพระเนตรหรี่ปรือราวกับคนอดนอน ใต้ตาบวมช้ำเล็กน้อย พระพักตร์ที่เคยคมคายในวัยหนุ่มบัดนี้ดูหมองคล้ำและไร้ซึ่งความกระตือรือร้น พระองค์นั่งเอนพิงพนักบัลลังก์อย่างเกียจคร้าน พระหัตถ์ข้างหนึ่งหมุนลูกแก้วหยกเล่นไปมา กริยาบ่งบอกว่าทรงเบื่อหน่ายการว่าราชการเต็มทน แต่วันนี้... เรื่องราวตรงหน้าใหญ่หลวงเกินกว่าจะทรงเมินเฉยได้
"ทูลฝ่าบาท..."
เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ก้าวออกมาคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นหิน "ม้าเร็วจากด่านเหลียวตงแจ้งข่าวร้ายที่สุดมาแล้วพะยะค่ะ! ทัพญี่ปุ่นของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้ยกพลขึ้นบกที่ปูซานแล้ว! กองทัพโชซอนแตกพ่ายยับเยิน กษัตริย์ซอนโจแห่งโชซอนทรงหนีออกจากเมืองหลวง และส่งราชสาส์นขอกองทัพต้าหมิงไปช่วยด่วนที่สุด มิเช่นนั้น... มิเช่นนั้น
เสนาบดีกระทรวงกลาโหมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จักรพรรดิว่านลี่โบกพระกรอย่างสุดรำคาญ
เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นเริ่มถกเถียงกันเสียงดัง
"เราต้องส่งทหารไปช่วย! โชซอนเป็นรัฐบรรณาการที่ซื่อสัตย์ หากโชซอนแตก ญี่ปุ่นจะใช้เป็นฐานบุกต้าหมิง!" แม่ทัพคนหนึ่งตะโกน
"ไม่ได้! การส่งทหารข้ามแม่น้ำยาลูใช้เงินมหาศาล คลังหลวงเรากำลังร่อยหรอ อีกทั้งทางเหนือยังมีพวกแมนจูคอยก่อกวน!" ขุนนางกรมคลังแย้งเสียงแข็ง
ท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของฮ่องเต้ว่านลี่กวาดมองลงมายังเหล่าโอรสที่ยืนเรียงกันอยู่เบื้องล่าง
ทางด้านซ้ายสุด องค์ชายใหญ่ (จูฉางลั่ว) ยืนห่อไหล่ สีหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษ เขาไอโขลกๆ เบาๆ ใส่ผ้าเช็ดหน้าตลอดเวลา ร่างกายดูผอมแห้งบอบบางเหมือนกิ่งไม้ที่พร้อมจะหักโค่นเมื่อลมพัด
"ลูกใหญ่..." ฮ่องเต้ตรัสเสียงเนือยๆ "เจ้ามีความเห็นอย่างไร?"
องค์ชายใหญ่สะดุ้งเฮือก รีบก้าวออกมาด้วยขาสั่นเทา "ทะ... ทูลเสด็จพ่อ ลูกคิดว่า... เรื่องนี้ควร... เอ่อ... ควรพิจารณาอย่างรอบคอบพะยะค่ะ การศึกเป็นเรื่องใหญ่ ลูก... แค่กๆ... ลูกเกรงว่าสุขภาพของลูกจะไม่อำนวยให้คิดอ่านเรื่องรบราฆ่าฟัน..."
เขาพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากไออีกชุดใหญ่ ทำให้ขุนนางหลายคนส่ายหน้าด้วยความเวทนาปนสมเพช
ถัดมาทางด้านขวา องค์ชายห้า (จูฉางฮ่าว) ยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าคมเข้มมีรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก ดวงตาเรียวรีกลอกไปมาคล้ายกำลังคำนวณผลประโยชน์ เขามองดูพี่ชายคนโตด้วยสายตาที่แฝงแววดูแคลน ก่อนจะก้าวออกมา
"ทูลเสด็จพ่อ..." เสียงขององค์ชายห้าทุ้มลึก น่าเกรงขามกว่าพี่ชายมาก "โชซอนเปรียบเสมือนรั้วบ้าน หากรั้วพัง โจรย่อมเข้าบ้านเราได้ง่าย โทโยโทมิ ก็แค่สลัดเตี้ยคนหนึ่งที่คอยก่อกวน ลูกเห็นควรว่าต้องส่งทัพไป แต่... การจะส่งใครไปคุมทัพ หรือจัดการเสบียงนั้น ต้องเป็นคนที่ 'ไว้ใจได้' จริงๆ เพราะงบประมาณมหาศาลอาจรั่วไหลได้ง่ายพะยะค่ะ"
คำพูดของเขาดูเหมือนหวังดี แต่สายตากลับจ้องมองไปทางขุนนางฝ่ายองค์ชายใหญ่ ราวกับกำลังบอกใบ้ว่ามีคนจ้องจะโกงกินงบสงคราม “กระหม่อม ขอทูลอาสาไปรับศึกนี้เอง” และสุดท้าย... องค์ชายสี่ ฉีเฟิง
เขายืนอยู่ท้ายสุด กำลังแอบหาวหวอดใหญ่โดยไม่เอามือปิดปาก ชุดขุนนางเต็มยศดูจะหนักเกินไปสำหรับเขา จนต้องยืนเอียงกระเท่เร่พิงเสาต้นหนึ่ง สายตาเหม่อลอยมองลวดลายบนเพดาน ราวกับว่าเรื่องสงครามความเป็นความตายนี้ น่าสนใจน้อยกว่าจิ้งจกที่กำลังไล่จับแมลง
"เจ้าสี่!" ฮ่องเต้ตวาดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย จนฉีเฟิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์
"พะยะค่ะ! เสด็จพ่อ... เอ่อ... รับสั่งให้ลูกไปกินข้าวได้แล้วหรือพะยะค่ะ?"
เสียงหัวเราะขบขันดังลอดมาจากแถวขุนนางบางคน ขณะที่องค์ชายใหญ่ก้มหน้าด้วยความอับอายแทน และองค์ชายห้ายิ้มเยาะอย่างเปิดเผย
"กินข้าวรึ? บ้านเมืองกำลังจะมีภัย เจ้าคิดแต่เรื่องกิน!" ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงพิงพนักอย่างหมดแรง "เฮ้อ... ข้าล่ะปวดหัวจริงๆ คนหนึ่งก็ขี้โรค คนหนึ่งก็จ้องจะรบ อีกคนก็ไร้สาระ... สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งข้า"
พระองค์โยนลูกแก้วหยกในมือลงบนถาดทองคำเสียงดัง ถึงเวลาต้องแสร้งแข็งขันบ้างแล้ว เคร้ง! ทำให้ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
"ถ่ายทอดราชโองการ!" สุรเสียงของจักรพรรดิว่านลี่เปลี่ยนเป็นเด็ดขาด ดวงตาที่เคยง่วงงุนวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะด้วยอำนาจแห่งมังกร
"แต่งตั้งแม่ทัพหลี่หรูซง เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพต้าหมิงสี่หมื่นนาย ข้ามแม่น้ำยาลูไปช่วยโชซอน! องค์ชายห้าเป็นรองแม่ทัพ รั้งอยู่ห่างสามหมื่นลี้เป็นกองหนุน ให้กรมคลังจัดสรรงบประมาณอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ใครกล้าขัดขวางหรือยักยอก ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร!"
"และ..." พระองค์เว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ลูกๆ อีกครั้ง ก่อนจะมาหยุดที่ฉีเฟิง
"เจ้าสี่... ในเมื่อเจ้าว่างนัก และดูท่าจะไม่เดือดร้อนกับเรื่องสงคราม... ข้ามีงานอื่นให้เจ้าทำ"
ฉีเฟิงกลืนน้ำลาย ดัง เอือก รู้สึกถึงลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา
"พะ... พะยะค่ะ?"
ฮ่องเต้แสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวกว่าตอนหน้าบึ้งเสียอีก
"ในขณะที่ทหารกล้าไปรบที่แนวหน้า ในเมืองหลวงกลับมีหนูสกปรกคอยก่อกวน... กลุ่มโจรอาละวาดมาหลายเดือน กรมอาญาจับไม่ได้สักที ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้ตรวจการพิเศษ รับผิดชอบคดีนี้ โจรดอกท้อ จับมันมาให้ได้ภายในหนึ่งเดือน... ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะตัดเบี้ยหวัดเจ้าไปตลอดชีวิต!"
ฉีเฟิงอ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนโลกถล่มทลาย
"เสด็จพ่อ! ลูกถนัดแต่เรื่องกินดื่มเที่ยวเล่น... ให้ลูกไปจับโจรเนี่ยนะพะยะค่ะ? ลูกกลัวเลือด!"
"นั่นคือคำสั่ง!" ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อ ลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วเดินหายเข้าไปในฉากหลังทันที "เลิกประชุม!"
เสียงระฆังดังเหง่งหง่างบอกเวลาเลิกประชุม ขุนนางค่อยๆ ทยอยเดินออกไป ทิ้งให้ฉีเฟิงยืนคอตกอยู่กลางท้องพระโรง
องค์ชายห้าเดินเข้ามาตบไหล่ฉีเฟิงเบาๆ แล้วกระซิบข้างหู "โชคดีนะน้องสี่... ระวังโจรมันจะลักพาตัวเจ้าไปเรียกค่าไถ่ล่ะ"
เขากระตุกยิ้มมุมปาก แล้วเดินจากไปอย่างมาดมั่น
ฉีเฟิงมองตามหลังพี่ชายต่างแม่ แววตาที่แสร้งทำเป็นตื่นกลัวเมื่อครู่จางหายไปชั่วพริบตา เหลือเพียงความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง‘สงครามที่โชซอน... กับโจรในเมืองหลวง...’ เขาคิดในใจ ‘บางที... สองเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด’
เขาถอนหายใจยาว กระทืบเท้าอย่างขัดใจ แล้วแกล้งตะโกนโวยวายไล่หลังขันที
"โธ่เอ๊ย! แล้วข้าจะเอาอะไรไปสู้กับโจรเล่า! ข้ามีแค่พัดด้ามเดียวนะ!"
ฉีเฟิง, เสี่ยวอวิ๋น, และเหลียงเหว่ยซุ่มโป่งรออยู่ใกล้ปากทางลับริมแม่น้ำฮวงโห ความมืดยามราตรีปกคลุมท่าเรือลับแห่งนี้อย่างหนาหนัก แสงจันทร์สีเงินแผ่วเบาสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ดั่งแผ่นกระจกดำมะเมื่อมที่สะท้อนเงาโกดังไม้ผุพังเรียงรายริมฝั่ง บรรยากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวรอคอยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โกดังเก่าแก่บางแห่งประตูเปิดอ้า เผยให้เห็นกองกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เรือสินค้าขนาดเล็กผูกไว้กับหลักไม้ ลอยเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ โคมไฟริบหรี่แกว่งไกวไปตามลม สร้างเงายาววูบไหวราวกับผีพรายที่กำลังแฝงตัวรอจังหวะโจมตี หนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา เสียงกรอบแกรบดังแผ่วเบา ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่แค่จุดจอดเรือ แต่เป็นดั่งประตูสู่อาชญากรรมที่ซ่อนเร้นไว้ใต้ความสงบผิวเผินปากทางลับที่เหลียงเหว่ยค้นพบซ่อนตัวห่างจากท่าเรือหลักไม่มากนัก เพียงไม่กี่ช่วงตึก ในพุ่มไม้หนาทึบริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งหินผาและรากต้นไม้เกาะเกี่ยวกันจนมองเห็นไ
หลังจากฝ่าความโกลาหลในหอเมามายออกมาได้ ฉีเฟิง เสี่ยวอวิ๋น ก็ไม่รอช้า พากันย่องมุ่งหน้าสู่ท่าเรือลับตามรหัสในกระดาษที่เหลียงเหว่ยยัดให้ ราตรีกาลยามนี้เมืองหลวงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงคลื่นแม่น้ำฮวงโหกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่ลึกเข้าไปในความเงียบนั้น ยังแฝงด้วยกลิ่นอายของการทรยศและแผนการมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาท่าเรือลับแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ห่างจากท่าเรือหลักไม่ไกลนัก เป็นจุดที่เรือสินค้าขนาดเล็กจอดเทียบท่าโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจตรา ยามค่ำคืน ท่าเรือดูวังเวงยิ่งนัก แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ดำมืดราวหมึกพู่กัน โกดังไม้เก่าแก่เรียงรายริมฝั่ง บางแห่งประตูผุพังเปิดอ้าเผยให้เห็นกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรือเก่า ๆ ลอยล่องเอื่อย ๆ ผูกไว้กับหลักไม้ บางลำมีโคมไฟริบหรี่แขวนโหนแกว่งไกวไปตามลม เงาร่างของหนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความลึกลับ เหมาะแก่การลักลอบทำธุรกรรมมืดยิ่งนัก ปากทางลั
เหลียงเหว่ยย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเท้าและรอยลากกล่องบนพื้นชื้น ชัดเจนว่ามีการขนย้ายเมื่อไม่นานนี้ เขาจดรหัสลับและแผนที่คร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องออกจากอุโมงค์อย่างแผ่วเบา ร่างยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวราวกับเงา ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือลมหายใจที่ดังพอให้ใครสังเกตเห็น เช่นเคยที่เขาทำภารกิจลับสำเร็จโดยไร้ร่องรอยด้านบน ในโถงหอเมามายที่ยังคงโกลาหลจากเงินที่ฉีเฟิงโปรย เหลียงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากมุมมืดอย่างแนบเนียน เขาเดินตรงไปหาฉีเฟิงที่กำลังแกล้งเมาอยู่กับเสี่ยวอวิ๋น ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันแย่งเงิน มือหนาของเขาล้วงกระดาษแผ่นนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงาฉีเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกระดาษในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาดูอย่างลับ ๆ ยิ้มมุมปากกว้าง "ดีมาก... เหล่าเหลียงไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง" เขาหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยังแกล้งเอนตัวพิงไหล่เขาเพื่อให้ดูสมจริง "เสี่ยวอวิ๋น... เราชนะแล้วครึ่งทาง"แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ฝูงชนที่เมามายก็เริ่มเบียดเข้ามาใกล้เพื่อแย่งเงินที่เหลือ เสี่ยวอวิ๋นถูกเบียดจนเซเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฟิงเต็ม ๆ ร่างเพรียวบ
ถึงตอนนี้แล้ว ฉีเฟิงก็ไม่รอช้า เขาหันไปมองเหลียงเหว่ยด้วยแววตาคมกริบ "เหล่าเหลียง... เจ้าจงไปหาเส้นทางลับในบ่อนแหเงินให้ได้ก่อนเที่ยงคืน คนคุ้มกันบ่อนส่วนใหญ่ไม่อยู่เพราะถูกเจ้าทุบปางตายไปเมื่อคืน แถมกวนซานยังรู้เรื่องแล้ว พวกมันต้องรีบย้ายเงินแน่... เจ้าเป็นคนหาทางลับและสืบข่าว ใช้สัญชาตญาณเฉียบคมของเจ้าสิ ห้ามพลาด!"เหลียงเหว่ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น "รับทราบขอรับคุณชาย... ข้าจะหาเส้นทางลับนั้นให้เจอให้ได้" เขาหันหลังเดินออกจากโถงทันที ร่างยักษ์ใหญ่หายลับไปในแสงแดดยามเช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องฉีเฟิงหันมาหาเสี่ยวอวิ๋น ยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ "ส่วนเรา... ต้องแกล้งไปเที่ยวหอเมามายใกล้บ่อนแหเงิน ทำทีเป็นคู่รักเมาเหล้าเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและแอบฟังข่าวจากพวกพ่อค้า ถ้าพวกโจรดอกเหมยรู้เส้นทางลับนี้จริง เราก็จะได้ยินพวกมันคุยกันแน่... พร้อมไหม เสี่ยวอวิ๋น?"เสี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วสูง หน้าแดงระเรื่อด้วยความอายแต่แกล้งทำเป็นเย็นชา "ข้าไม่ใช่เด็ก... แต่ถ้าต้องแกล้งเป็นคู่รักกับท่าน ข้าต้องทำยังไงไม่ให้ดูปลอม? อย่าบอกนะว่าต้องโอบกอดกัน..." นางหันหน้าหนี แต่ในใจเต้นแรงกับไอเดียนี้ฉีเฟิงหัวเร
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธของกรมเมืองแต่ทว่า... บรรยากาศในเช้านี้กลับผิดแปลกไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิงปกติแล้วเวลานี้ควรจะอื้ออึงไปด้วยเสียงตะโกนฝึกซ้อม เสียงดาบปะทะกัน และเสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบที่วิ่งวุ่นเตรียมออกตรวจตรา แต่เช้านี้... ทุกอย่างกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า ลานฝึกว่างเปล่า โต๊ะทำงานหลายตัวไร้คนจับจอง มีเพียงลมหนาวพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านไปมา"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" ฉีเฟิงเดินก้าวเข้ามาในโถงบัญชาการ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง "ทำไมวันนี้กรมเมืองถึงเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้? หรือว่ามีวันพิเศษที่ข้าไม่รู้?"นายกองคนหนึ่งที่นั่งเฝ้าเวรอยู่ รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางกระย่องกระแย่ง แขนข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ "ระ... เรียนคุณชาย.. เอ่อ... วันนี้มือปราบกว่าครึ่งกรมพร้อมใจกันลาป่วยและลากิจขอรับ""พร้อมกันครึ่งกรมเนี่ยนะ?" คิ้วเรียวของเสี่ยวอวิ๋นขมวดมุ่น "โรคระบาดหรือไง?""เอ่อ... จะว่าอย่างนั้นก็... ก็คงได้ขอรับ" นายกองตอบอึกอัก ไม่กล้าสบตาเหลียงเหว่ยฉีเฟิงหรี่ตามองนายกองคนนั้น สังเกตเห็นรอยช้ำม่วงคล้ำที่โผล่พ้นขอบเสื้อ และท่าทางการเดินที่ดูขัดยอก สมองอันปราดเ
หลังจากแยกทางกับกวนซานและส่งตัวจูเอ๋อร์ไปแล้ว ทั้งสามคนก็เดินเท้ากลับไปยังกรมเมือง ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาลอากาศยามดึกเริ่มเย็นลง น้ำค้างเริ่มจับตัวบนยอดหญ้า ฉีเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจลุล่วง (และรอดตายจากท่านลุงกวนมาได้) ส่วน เหลียงเหว่ย เดินรั้งท้ายด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมผิดปกติ รอยฟกช้ำตามตัวเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ดูเหมือนจิตใจเขาจะล่องลอยไปที่อื่น"นี่... พี่ชายเหลียง" จู่ๆ ฉีเฟิงก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ถามจริงๆ เถอะ... ตอนที่ข้าแอบหนีออกมา แล้วปล่อยให้เจ้าเฝ้าหน้าห้องอยู่นั่นน่ะ... เจ้าได้ใช้เวลาช่วงนั้น 'คุ้มค่า' หรือไม่?"เหลียงเหว่ยสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยความงุนงง "คุ้มค่า? หมายถึงอะไรหรือขอรับ? ข้าก็นั่งขัดดาบเฝ้าระวังภัยให้ท่าน...พอทราบว่าท่านหายไปก็ตามหาให้วุ่นวาย" "โธ่... อย่ามาทำไขสือ" ฉีเฟิงยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย "ข้ารู้นะว่าตอนที่ข้าไม่อยู่ แม่นางเสี่ยวหลิงนางแวะเวียนเอาซาลาเปามาส่งให้เจ้าตั้งหลายรอบ... แหม บรรยากาศหน้าห้องเงียบๆ สองต่อสอง... ได้คุยกระหนุงกระหนิง หรือได้จ้องตากันบ
เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการก้าวเท้าของเสี่ยวอวิ๋น นางกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบโถงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่เงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าแต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยร่างของใครบางคน"ดึกดื่นป่านนี้ แม่นางเสี่ยวอวิ๋นยัง
เสียงล้อรถม้าบดไปกับถนนหินดัง ครืด... ครืด... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนในเมืองหลวง หมิงเหอ องครักษ์หนุ่มที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเมื่อตอนกลางวันได้รวดเร็วปานปาฏิหาริย์ นั่งบังคับม้าอยู่ที่ด้านหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเคยแต่บรรยากาศภายในรถม้านั้นกลับอึดอัดจนแทบหา
"สูง! สูง! สูง!" "ต่ำโว้ย! ออกต่ำซิวะ!" "เปิดถ้วย! ...สิบเอ็ดแต้ม! เจ้ากินเรียบ ฮ่าๆๆ!" เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจสลับกับเสียงสบถด่าทอ ดังขึ้นพร้อมกับเงินกองโตที่ถูกกวาดเข้ากระเป๋าเจ้ามือ"ทายซิว่าเหลือเศษกี่เม็ด? หนึ่ง สอง สาม หรือสี่!" เจ้ามือใช้ไม้เรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเร่งเร้า ขณะใช้ถ้วยครอบกองเ
กลิ่นหอมของแป้งร่ำและสุราชั้นดีจางหายไปแทบจะทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูบานหนาหนัก กลิ่นอายที่เข้ามาแทนที่คือความอับชื้นผสมปนเปกับกลิ่นควันยาสูบฉุนจมูก และกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศทางลงสู่ชั้นใต้ดินเป็นบันไดหินแคบๆ ที่ทอดยาวลงไปในความมืดสลัว มีเพียงแสงจากคบเพลิงที่ปักอยู่ตามผนังหินชื้น


![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



