LOGIN“อือ”
สะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่าในผ้าห่มมีร่างอุ่นๆ ของใครในนั้นอีกทั้งมือเหนียวราวกับหนวดปลาหมึกกอดรัดเขาไว้แน่น
ผงกศีรษะมองหน้าก็รู้ว่านี่คือมีมี่ นางมานอนที่นี่ได้อย่างไร
“มูมู่มาให้กอดหน่อยจะหนีไปไหน”
มีมี่เองก็ครึ่งหลับครึ่งตื่นคิดว่ากำลังกอดแมว อ๋องหรงแกะมือเหนียวออกแต่ไม่สำเร็จ
“หือ กอดนิดกอดหน่อยทำเป็นโมโห พรุ่งนี้ไม่ต้องกินเปียกเลยนะ” บนงึมงำ
อ๋องหรงเป่ยหรางใจเต้นตึกตัก จะว่าไปคืนนั้นจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำแต่ทำไมพอโดนนางกอดอ้อมกอดอบอุ่นนี้กลับรู้สึกแปลกๆ ใจก็เต้นไม่เป็นท่า ก็เขาไม่เคยแนบชิดหญิงใดมาก่อนต่างหาก แค่เพียงรอว่าสักวันได้ได้เผยความในใจกับองค์หญิงสามอวี่หนิง
“ได้รับ1โอกาสพลังพิเศษ ทำให้ตัวร้ายใจสั่นอีกแล้วเย้ๆๆๆๆ”
“นอนๆๆๆ ฉันง่วงแล้ว”
ยกมือเกาที่คอให้อ๋องหรงตาก็ไม่ลืมอีกคนอยากจะปัดมือออกแต่พอเห็นดวงตาดำขลับที่หลับตาพลิ้มเคี้ยวปากจั๊บๆ ก็เลยสงสารไม่อยากปลุกปล่อยให้มี่มี่นอนกอดแบบนั้นมันก็รู้สึกดีไปอีกแบบ หากไม่รวมอาการใจเต้นตึกตักที่เป็นอยู่ริมฝีปากแห้งผากและรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่เขาเป็นบุรุษ ไม่สิจะเห็นแก่ตัวมากไปแล้วนางเป็นหญิงนี่จะมาทำแบบนี้นางก็จะเสียหาย
“นี่เจ้า เจ้า นี่เจ้าองค์หญิงเก้า”
มีมี่พลิกตัวนอนหงายเหยียดยาวบนที่นอนดวงตากลมโตหลับตาพลิ้มริมฝีปากบางแดงระเรื่อใบหน้าเรียบบเนียนแก้มสีชมพูบางๆ และยังร่างบางในอาภรณ์ชุดฮั่นฟูสีชมพูขาว นางนอนทั้งแบบนั้นไม่มีใครบอกนางหรือว่าควรจะถอดอาภรณ์ออกบางส่วน เอื้อมมือสั่นเทาคลายสายรัดเอวที่รัดแน่นออกให้เวลานอนจะได้ไม่อึดอัด มีมี่นอนหงายแผ่หลาด้วยความเคยชินไม่ระวังตัวทำเอาอ๋องหรงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เจ้าลูกชั่วลู่เหวินทำไมไม่บอกเขาว่ากระโจมหลังนี้เป็นขององค์หญิงเก้าเอ่อถัว ทำให้เขาเสียอาการจนได้
ยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองก่อนจะ สะบัดผ้าห่มห่มคลุมร่างเหยียดยาวของมีมี่ไว้ ส่วนตัวเขาประสานมือที่ท้ายทอยนอนตาแข็งไม่อาจข่มตาหลับใหลลุกขึ้นตั้งใจจะไปหาที่นอนใหม่หรือไม่ก็ไปหากระโจมอีกหลังของเขา กว่าจะได้นอนคงอีกเกือบชั่วยาม
นั่นไม่ร้ายเท่ากับมีมี่พลิกตัวมาอีกครั้งมือบางกอดที่เอวหนาของเขาไว้แน่นใบหน้างามซุกอยู่ที่อกกว้างจำต้องเอามือที่ประสานกันออกมาประคองแผ่นหลังของมีมี่ไว้ ช่างเถอะ ไว้ค่อยคิดเรื่องนี้ไว้ค่อยแก้ไขเรื่องนี้อีกที
วังหลวง
“เสด็จพ่ออออออออ ท่านอาอ๋องหรงไม่สิอ๋องหรงเป่ยหลางกำลังจะกลับมาแล้วใช่ไหมลูกได้ยินพวกนางกำนัลเขาพูดกันว่าเสด็จพ่อกำลังจะแต่งตั้งสนมคนใหม่เพราะอ๋องหรงพาสนมคนใหม่มาส่งให้เสด็จพ่อที่วังหลวง”
อวี่หนิงที่ใบหน้างดงามผุดผ่องร่าเริงสดใสราวกับหิมะแรกวิ่งมากอดเอวฉีก้านด้วยท่าทีออดอ้อน
“อวี่หนิงสำรวมหน่อย” ส่งเสียงปรามไม่จริงจังนักก็รักลูกคนนี้กว่าใครเพราะนางคือลูกสาวคนเดียว จากฮองเฮาที่รัก และฟันฝ่าด้วยกันมาตั้งแต่แรก
ขันทีอาวุโสรีบเดินไปสั่งให้นางกำนัลนำของว่างเข้ามาเพื่อเอาใจอวี่หนิง
“เสด็จพ่อก็ลูกดีใจนี่เจ้าค่ะ ท่านอาอ๋องหรงใจดีที่สุดจะต้องมีของฝากมากมายแน่ๆ ว่าแต่ท่านอาหาไข่มุกมังกรพบไหม”
ฉีก้านยิ้มน้อยๆ วางพู่กันลง
“องค์หญิงสามของพ่อสนใจเรื่องไข่มุกมังกรด้วยหรือ”
“เพคะ ลูกลองอ่านตำราโบราณเกี่ยวกับไข่มุกมังกรแล้ว มันก็แค่เรื่องเล่า” ฉีก้านยิ้มน้อยๆ
“จะจริงหรือหลอกอ๋องหรงก็ยังไม่พบ เห็นหรือไม่ว่าอ๋องหรงไม่ได้เรื่องเพียงใด”
“ท่านอาเพิ่งจะยี่สิบอายุมากกว่าข้าแค่สามปี เสด็จพ่อเขาเป็นน้องท่านเป็นน้องท่านถึงจะไม่ได้ร่วมบิดาก็ร่วมมารดา ท่านควรดีกับเขาหน่อย”
“ข้าไม่ดีกับเขาตรงไหนกัน เอาอย่างนี้กลับมานี่จะให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนอีกดูแลห้องเก็บตำราดีไหม”
“เสด็จพ่อใจดีที่สุดเลย ดีเลยข้าชอบไปที่ห้องเก็บตำราจะได้เจอท่านอาบ่อยๆ” ฉีก้านขมวดคิ้ว
“เจ้าชอบไปห้องเก็บตำราตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
ตั้งใจจะจับอวี่หนิงแยกกับอ๋องหรงแต่กลับทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกัน นี่แหละเขาเรียกว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้แป้นพิมพิ์นักเขียน
เช้าสดใสมีมี่บิดขี้เกียจอยู่บนแท่นนอน
“สบายจัง เมื่อคืนนอนกอดมูมู่ทั้งคืนเลยยิ้มแก้มปริ
“องค์หญิงเจ้าขา ตื่นแล้วหรือเจ้าค่ะ” ซูเอ่อนำน้ำอุ่นเข้ามาให้ล้างหน้าอีกคนปิดปากหาว
“วันนี้ไม่เอาไก่ย่างแล้วเบื่อแล้ว” ซูเอ่ออมยิ้ม
“วันนี้เห็น ท่านอ๋องไปสั่งคนทำอาหารให้ทำข้าวต้ม” มีมี่พยักหน้า
“ไม่อยู่ท้องแต่ก็ดีกว่าไก่ย่างแหละ”
“อะอะ องค์หญิงเจ้าขา…เอ่อ..เอ่อ…ซูเอ่อบังอาจถาม” เอ่ยปากด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ
“ว่ามาอ้ำอึ้งอะไรอยู่” ซูเอ่อก้มหน้า
“เมื่อคืนท่านอ๋องนอนข้างๆ เช้านี้องค์หญิงไม่รู้สึกว่าเมื่อยหรืออ่อนเพลียอะไรบ้างหรือท่านอ๋องถึงกับต้องสั่งข้าวต้มแต่องค์หญิงนี่หน้าตาสดชื่นดูดีมากเลยเจ้าค่ะ หรือว่าองค์หญิงเอาเปรียบนอนมองเพดานกระโจมอย่างเดียวปล่อยให้ท่านอ๋องออกแรงเพียงลำพัง”
มีมี่อ้าปากค้าง
“หา”
“ไม่หาเจ้าค่ะเมื่อเช้าซูเอ่อเข้ามาข้างในก็เห็นองค์หญิงกับท่านอ๋องนอนกอดกันกลมท่านอ๋องยังเสียสละแขนของท่านอ๋องให้องค์หญิงหนุนด้วยเจ้าค่ะ เป็นอ๋องที่ดีจริงๆ แต่รับรองเจ้าค่ะซูเอ่อไม่พูดเรื่องนี้กับใครแน่ๆ”
มีมี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“ระบบบบบบออกมาเดี่ยวนี้ทำไมไม่เตือนฉัน”
“เจ้าค่ะท่านผู้ใช้สามโอกาสพลังพิเศษทำให้ตัวร้ายกอดได้เจ้าค่ะ”
“เฮอะๆๆๆ ท่าจะบ้าไปใหญ่แล้วได้แต้มด้วยเหรอ”
“ก็ต้องได้สิเจ้าคะเพราะนี่คือระบบตัวร้ายกลับใจ” มีมี่กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น
วังหลวง
“อู้หู นี่หรือวังหลวง”
มีมี่ยื่นหน้าออกมาจากเกี้ยวจ้องมอง กำแพงสูงใหญ่ที่ห้อมล้อมเขตวังหลวงไว้
“ฉันจะลงแล้วนะ”
หันมองอ๋องหรงที่เอาแต่กำปิ่นปักผมที่ห่อไว้ด้วยผ้าไหมอย่างดีในมือ
“นี่นายฉันจะลงแล้วนะได้ยินไหม”
อ๋องหรงเป่ยหลางถอนหายใจยาวราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ ยัดห่อผ้าที่พับเก็บอย่างดีลงในอกเสื้อ
“ดูแลตัวเอง ตั้งแต่นี้ไปเจ้าเป็นคนของฝ่าบาทข้ามีหน้าที่เพียงมาส่งเจ้า….เท่านั้น”
มีมี่ขมวดคิ้ว
อ๋องหรงยืนอยู่หน้าจวน ตรวจดูแผนที่ เสบียง อาวุธ และม้าศึก ลู่เหวินกำลังนับหีบสัมภาระ"ท่านพ่อบุญธรรม ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ"อ๋องหรงพยักหน้า"อีกไม่กี่วันเราจะออกเดินทาง"สายตาของเขาเหลือบมองไปทางเรือนด้านใน มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว...ส่วนมีมี่...นางนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในสวน มือหนึ่งถือผลท้อ อีกมือโบกพัดไปมาระบบนอนพุงกางอยู่บนโต๊ะข้างๆ มีมี่กัดผลท้อคำหนึ่งแล้วถอนหายใจ"ในที่สุดก็สงบสักที"ระบบหัวเราะคิกคัก"นายหญิงเจ้าคะ""หือ""ข้าน้อยมีข่าวดี"มีมี่ลุกพรวด"อะไร"ระบบยิ้มกว้างจนตาหยี"ภารกิจหลักจบแล้ว แต่..."มีมี่หรี่ตา"แต่อะไร"ระบบยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว"การเดินทางของท่านกับอ๋องหรง...เพิ่งเริ่มต้นเจ้าค่ะ"มีมี่ถึงกับเอาพัดตีหน้าผากตัวเอง"ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องมีต่อ"อ๋องหรงยืนอยู่ข้างม้าศึก พลางตรวจดูอานม้าเป็นครั้งสุดท้าย ลู่เหวินกำลังขนเสบียงขึ้นรถม้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบหลังศึกใหญ่ผ่านพ้นมีมี่เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเขา นางเงยหน้ามองร่างสูง ก่อนเอ่ยถามเบาๆ"ท่านจะไปจริงหรือ"อ๋องหรงหันมายิ้มอ่อน"อืม"มีมี่เม้มปาก"แล้วข้าเล่า"อ๋องหรงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังกังวานไปทั่วลานตำหนักฉีก้านในสภาพคลุ้มคลั่งเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่อ๋องหรงอย่างดุดันเคร้งอ๋องหรงรับกระบี่ไว้ได้เพียงครู่เดียว แต่บาดแผลจากการศึกก่อนหน้านี้ทำให้แรงเริ่มถดถอย ฉีก้านฉวยจังหวะนั้นฟันกระบี่ลงมาเต็มแรงฉัวะคมกระบี่เฉือนเข้าที่สีข้างของอ๋องหรงอย่างจัง"อึก"ร่างสูงเสียหลัก ล้มลงกระแทกพื้นหิน เลือดค่อยๆไหลซึมเปื้อนอาภรณ์สีเข้ม"ท่านอ๋อง"ใต้เท้าหวังร้องลั่น ฉีก้านหอบหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำ ยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ"ตายเสีย"ในเสี้ยวอึดใจนั้น กระบี่อีกเล่มพุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรงอ๋องเฉวียนควบม้ามาถึงพอดี กระโดดลงจากหลังม้าแล้วแทงกระบี่สวนเข้าใส่ฉีก้านทันที"พอได้แล้ว"ฉีก้านหันกลับมาแทบไม่ทันแต่แล้ว...ร่างหนึ่งกลับวิ่งพรวดเข้ามาขวางระหว่างทั้งสองคน"เสด็จพ่อ"เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกันกับคมกระบี่ฉึกปลายกระบี่ของอ๋องเฉวียนแทงทะลุเกราะทหารตรงหน้า อ๋องเฉวียนเบิกตากว้างสัมผัสได้ว่ากระบี่ของตนแทงถูกใครบางคนร่างในชุดทหารค่อยๆทรุดลงหมวกเหล็กกลิ้งตกกับพื้น เส้นผมยาวสีดำสยายออกมา"อ...อวีหนิง"อ๋องเฉวียนหน้าเปลี่ยนสีทันทีฉีก้านตัวแข็งทื่อ"หนิงเอ๋อร์"เลือดสีแดงสดไ
"ของมันแน่อยู่แล้วเสด็จพ่อมอบบัลลังก์ให้ข้าทุกอย่างมีราชโองการและตราประทับชัดเจนใต้เท้าหวังคือพยาน"น้ำเสียงเขาสงบนิ่งจนน่ากลัวเขาหันมองใต้เท้าหวังใต้เท้าหวังพยักหน้าช้าๆ ฉีก้านกัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นชัด"พยานหรือ หึ แล้วที่ข้ามอบตำแหน่งกรมคลังให้เจ้าเล่า หวังหยวน"“ก็แค่เศษเสี้ยวของทั้งหมดที่ฝ่าบาทมี คืนบัลลังก์มาเสีย ท่านก็รู้ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนมอบบัลลังก์ให้ท่านอ๋องเหตุใดต้องแย่งชิง”ฉีก้านหัวเราะเย็นยะเยือกก่อนตวาดออกมาด้วยความคับแค้นทั้งหมดในชีวิต"ก็เพราะอ๋องหรงอย่างเจ้ามันอ่อนแอ ปลวกเปียกไร้น้ำยาบัลลังก์นี้จึงควรเป็นของข้าตั้งแต่แรก"ดวงตาของฉีก้านเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"เสด็จพ่อเลือกคนผิด คนอย่างเจ้าจะปกครองใต้หล้าได้อย่างไร"อ๋องหรงนิ่งเงียบไม่มีแม้แต่ความโกรธท่าทีสงบนั้นยิ่งทำให้ฉีก้านแทบคลั่ง"เจ้ารู้หรือไม่ ข้าต้องดิ้นรนแค่ไหนต้องเหยียบคนมากมายเท่าใด ทุ่มเทแค่ไหนที่ผ่านมาเพื่อซื้อใจเหล่าขุนนาง แต่เสด็จพ่อกลับมองไม่เห็นมัน เพราะไม่มีใครเคยมองเห็นข้า"ฉีก้านหัวเราะเสียงแหบอ๋องหรงมองเขานิ่งก่อนจะพูดออกมาช้าๆ"แต่เจ้ากลับเลือกกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียด"ฉีก้านชะงักอ๋องหรง
อ๋องเฉวียนชะงักสายตามองอวีหนิงที่หายไปไกลแล้วด้วยความหงุดหงิดใจ"หวังว่าเจ้าจะไม่สร้างเรื่อง และปลอดภัย"แล้วหันกลับไปนำทัพต่อทันทีส่วนอีกด้าน อวีหนิงยังคงควบม้าตามอ๋องหรงไปสุดแรงใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้ ภายในตำหนักฮองเฮาเต็มไปด้วยความโกลาหล ขันทีและนางกำนัลต่างวิ่งวุ่นเก็บทรัพย์สินล้ำค่าใส่หีบไม้ เสียงตะโกนสั่งการดังระงมไปทั่วด้านนอก เสียงกลองศึกใกล้เข้ามาเรื่อยๆฉีก้านในชุดมังกรสีดำก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"เร็วเข้า"เขาตวาดใส่เหล่าขันที"เตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้"ฮองเฮาฟางซินที่กำลังรื้อหีบเครื่องประดับด้วยความร้อนรน รีบหันกลับมา"ฝ่าบาท"ฉีก้านเดินเข้ามาจับมือนางทันที"เราต้องออกจากวังตอนนี้"แต่เพราะความรีบร้อน ฟางซินกลับทำปิ่นปักผมเล่มหนึ่งตกลงบนพื้นเสียงดังกรุ๊งฉีก้านชะงักสายตามองปิ่นนั้นนิ่งปิ่นหยกสีครามสลักอักษรคำว่า จวิ้นสีหน้าของฉีก้านเปลี่ยนไปทันที“ปิ่นอันนี้” ปิ่นที่มีมี่เคยบอกว่าเก็บไว้ห่างๆ ตัวดวงตาค่อยๆ เย็นเยียบ"นี่คือของใคร บอกข้ามา "ฟางซินหน้าเปลี่ยนสี รีบคว้าปิ่นมากำไว้แน่น“บอกข้ามา ของสิ่งนี้เป็นของใคร”ยังไม่ทันตอบ เสียง
มีมี่แทบอยากเขกหัวมัน"ข้าก็เห็นอยู่ว่านางหายไปแล้วจะมาพูดทำไมหึ"นางรีบเดินออกจากกระโจมทันที สายตามองไปรอบค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทหารเดินสวนกันไปมา เสียงฝีเท้ากับเสียงอาวุธดังระงมมีมี่คว้าแขนทหารคนหนึ่งไว้"เห็นองค์หญิงสามหรือไม่"ทหารรีบส่ายหน้า"ไม่ขอรับ"นางปล่อยมือทันที ก่อนจะเริ่มใจไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ"หรือว่านางจะโดนจับ หรือว่านางจะ ซ่อนตัว หรือว่า…."ระบบรีบส่ายหน้ารัว"ไม่น่าใช่เจ้าค่ะ แล้วจะไปไหน"มีมี่กัดปากแน่นก่อนจะชะงักเมื่อเหลือบเห็นบางอย่างใต้เตียงนอนของอวีหนิง มีผ้าเส้นหนึ่งโผล่ออกมานางรีบเดินกลับเข้าไป ดึงมันออกมาทันทีเป็นผ้าคาดเอวของทหารมีมี่นิ่งระบบค่อยๆ เบิกตากว้าง"หรือว่า แน่แล้วเจ้าค่ะ"ทั้งสองหันมองหน้ากันพร้อมกันมีมี่ร้องลั่น"นางแอบปลอมตัวออกไปแล้วแน่ๆ"ระบบยกมือกุมหัว"แย่แล้วเจ้าค่ะบทนางรองของนางออาจส่งบทให้นางตาย"มีมี่รีบหันตัวออกจากกระโจมทันที"ม้าอยู่ไหน"สีหน้านางเริ่มร้อนใจจริงๆ"อวี่หนิงองค์หญิงสามคนนั้นไม่เคยอยู่เฉยๆ ได้เลยจริงๆ"มีมี่ยืนกอดอกอยู่หน้ากระโจม สีหน้าปวดหัวอย่างที่สุด ระบบลอยวนรอบตัวนางพลางหัวเราะคิกคัก"เจ้าค่ะ ตามบทแล้วองค์
อ๋องหรงขมวดคิ้วนิดๆ"นิยายอะไรอีก"มีมี่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาดวงตาที่เคยขี้เล่นกลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย"ชนะหรือแพ้ก็ช่างเถอะ ขอแค่กลับมาอย่างปลอดภัยอย่าให้ข้ารอเก้ออย่าให้ข้าต้องอยู่คนเดียว"มีมี่พูดช้าๆ"ท่านต้องกลับมา"อ๋องหรงชะงักไปเล็กน้อยมีมี่เม้มปาก ก่อนจะพูดต่อ"ข้าไม่ชอบรอใครนะ แล้วก็ไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวนานๆ"ดวงตาคมของอ๋องหรงอ่อนลงทันทีเขายกมือขึ้นลูบศีรษะของมีมี่อย่างแผ่วเบา"ได้ข้าจะกลับมา"เสียงนั้นนุ่มลงกว่าทุกครั้งมีมี่พยายามยิ้มแม้ในใจจะหวั่นอย่างบอกไม่ถูก อ๋องหรงโน้มตัวลงช้าๆ ก่อนจะแตะจูบเบาๆ ที่หน้าผากนางสัมผัสนั้นอ่อนโยนจนหัวใจสั่นไหว"รอข้าคนดี"พูดจบ เขาก็ดึงบังเหียนม้า หันกลับเข้าสู่แนวทัพทันทีมีมี่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของเขาจนร่างสูงค่อยๆ หายไปท่ามกลางกองทัพและเสียงศึกระบบที่ลอยอยู่ข้างๆ ยกมือปาดน้ำตาปลอมๆ"โอ๊ย บทพระเอกออกศึกนี่มันดีจริงๆ เจ้าค่ะ"มีมี่สูดจมูกเบาๆ ก่อนจะพึมพำ"ท่าน ต้องกลับมาจริงๆ นะ" อวีหนิงนั่งยองๆ อยู่หลังกองลังไม้ภายในค่ายทหาร มือเล็กรีบจับหมวกเหล็กใบใหญ่ครอบลงบนศีรษะจนแทบปิดตา เกราะเหล็กหนักอึ้งถูกสวมทับบนร่างบางอย่างทุลักทุเล
ยามดึกในห้องลับเงียบงัน อวี่หนิงนอนหลับสนิทอยู่บนแท่นนอน ผ้าห่มเลื่อนขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจแผ่วเบา มีมี่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ เตรียมร่างอักษรแก้เบื่อ แต่ปลายพู่กันกลับวาดเส้นโค้งไปมาโดยไม่รู้ตัว ภาพใบหน้าคนผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏบนกระดาษ นางชะงักเล็กน้อยแล้วเม้มปากแน่นเสียงฝีเท้าเบามาหยุดด้านหลังอ๋องหรงเด
ทันทีที่บรรยากาศผ่อนคลายลง เสียงคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นข้างหูมีมี่อย่างร่าเริง ระบบลอยวนเหนือศีรษะทำท่าปรบมือปุ ๆ ใบหน้ายิ้มกว้างแทบปิดไม่อยู่"แท่นแท๊นนน นายหญิงเจ้าขา รับไปหนึ่งโอกาสพลังพิเศษเจ้าค่ะ"มีมี่กะพริบตาปริบ ๆ"อะไรอีก"ระบบยิ้มร่า ตัวโยกไปมาอย่างภูมิใจ"เพราะนายหญิงเล่นได้สมบทบาทของนางรองที
มีมี่ในร่างของอ๋องหรงที่บัดนี้ผ่านเทเลพอตมายืนตรงหน้าองค์หญิงสามอวี่หนิง ความสง่างามในท่าทางของสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนเลียนแบบท่าทางได้สมจริงที่สุดฮ่าาาานึกขำแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง อวี่หนิงที่อยู่ในห้องขังผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย แต่ยังคงมีประกายแห่ง
อ๋องหรงนอนหลับอยู่บนแท่นนอนด้านซ้าย ใบหน้าของเขาค่อยๆ ผ่อนคลายลง แต่ความเครียดที่ยังเหลืออยู่ในตัวก็ยังไม่หายไป มีมี่เฝ้ามองเขาเงียบๆ แล้วค่อยๆ ย่องไปที่ประตูห้องลับที่ลู่เหวินยืนรออยู่ที่ข้างประตู มือของลู่เหวินขยับเบาๆ พร้อมกับเปิดประตูให้มีมี่ออกไปอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเงียบส







