LOGIN
หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในจวนของท่านอ๋องสาม ซูเม่ย ทอดสายตามองปลาทองที่กำลังแหวกว่ายในสระบัว สตรีวัยเพิ่งย่างเข้าสิบแปดหนาว แววตาทอประกายด้วยความสดใส รอยยิ้มดุงดั่งดอกไม้แรกแย้มในยามรุ่งอรุณ เหล่าบ่าวใช้ต่างก็ชื่นชอบเวลาอยู่ใกล้เจ้านายแสนใจดีเช่นนี้
แม้บางครานั้นว่าที่พระยาชาน้อยของท่านอ๋องสามจะหงอยเหงาไปบ้าง เนื่องจากผ่านมาเกือบหนึ่งเดือน กลับไร้เงาของท่านอ๋อง นางมิรู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะมีหน้าตาเช่นไร หน้าตาคล้ายกลับปีศาจในตำนานหรืออย่างไร ซูเม่ยได้แต่เฝ้าถามกับพ่อบ้านที่คอยรับใช้อยู่ไม่ห่าง “เฮ้อ....” เสียงถอนหายใจ ใบหน้างดงามเงยหน้าจากแขนทั้งสองที่ตนเองพิงซบ “ถอนหายใจเช่นนั้น มีอันใดกังวลใจหรือเจ้าคะ” จ้าวหมิง บ่าวรับใช้คนสนิทเอ่ยปากถาม ว่าที่ฮูหยินตัวน้อยของท่านอ๋องสาม “มีแต่คนบอกกับข้าว่า ข้าต้องมาเป็นพระชายาของท่านอ๋องสาม แม้แต่หน้าตาเขาข้ายังไม่เคยเห็นเลย ไม่ให้ข้าถอนหายใจได้อย่างไรกัน คนจะเป็นสามีภรรยาในภายภาคหน้า สมควรทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ตาแก่!” ซูเม่ยย่นปากเล็กน้อยกล่าวคำต่อว่าชายผู้ที่นางมิเคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง “คุณหนู!” จ้าวหมิงอ้าปาก รีบร้องอุทานห้าม ว่าที่พระชายา ยามนี้ใบหน้างอง้ำ แก้มแดงทั้งสองป่อง นางได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นสมวัยของว่าที่พระชายาตัวน้อย “ก็ท่านอ๋องสาม เขาต้องตัวใหญ่ น่ารังเกียจมากแน่ ๆ หรือไม่เขาก็ลุงแก่ ๆ ที่ไม่อยากเปิดเผยตัวเองต่อหน้าข้า ข้าถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นฮูหยินของเขา เขากลับไม่ได้มาดูแลข้าเลยสักนิด” ซูเม่ยกอดอกแน่น พูดไปก็กอดอกครุ่นคิดถึงใบหน้าของอ๋องสาม ว่ากันว่าเขาเป็นชายร่างกายใหญ่โต ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ผมหงอกขาว น่าเกียจน่ากลัวขนาดไหน เขาถึงไม่กล้าปรากฏกายต่อหน้าของนาง “อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าค่ะ ท่านอ๋องติดการทหารที่ชายแดน ไม่เกินสัปดาห์หน้า ท่านอ๋องคงมาหาท่าน...” “ให้มันได้เช่นนั้นสิ ข้านะ...ถ้าเขาน่าเกียจนัก ข้าจะ...” ซูเม่ยเม้มปาก....เมื่อนึกถึงได้ว่าตนเองนั้น ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้เหมือนอยู่ในจวนของสกุลซูอย่างเก่าก่อน... เกิดเป็นซูเม่ยทำอย่างไรแล้ว ถึงยากนักนะ “เจ้าอยากเจอข้านักหรือ” น้ำเสียงเข้มดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ดรุณีน้อยขี้เบื่อต้องหันหน้ากลับมองยังต้นเสียง ซูเม่ยอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง หน้าแดง อ๋องสามที่นางเคยกล่าวหาว่าเขาแก่นั้นเลย มิใช่เลย เพราะบุรุษหนุ่มตรงหน้า สุขุม ผมหงอกขาวมีปะปนผมดำ ดวงตาคมกริบ ทอดมองว่าที่ฮูหยินด้วยความเอ็นดู เขาได้ยินจากบ่าวรับใช้แล้วว่า ว่าที่พระชายาตัวน้อยนั้น บ่นอยากเจอหน้าเขา พอเจอแล้วเจ้าตัวกลับหน้าแดง ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง แก้มป่อง ๆ ช่างน่ารักเหลือเกิน“อึก อ่า แรงอย่างนั้นแหละ” สะโพกเคลื่อนไหวท่อนเอ็นขนาดใหญ่ก็ยิ่งฝังลึกเข้าไปในร่างกายของเว่ยซิ่วซิ่น ขาทั้งสองถูกจับขึ้นมาพาดบ่าของของเหวินเทียนเอาไว้แน่น การร่วมรักด้วยท่าทางเช่นนี้ยิ่งทำในรูสวาทตอดรัดท่อนหยอกอันแข็งแกร่ง จนเกิดเสียงดังแต่เหวินเทียนผู้หื่นกามมีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ เขาก็กลั่นแกล้งนางด้วยจังหวะโลดโผนก่อนจะหยุดนิ่งกะทันหัน เว่ยซิ่วซิ่นที่กำลังเสียวสยิวไปทั่วสรรพางค์ลืมตาโพลงมองเรือนแผ่นอกที่คร่อมเรือนร่างของนางเอาไว้เช่นนี้ ยิ่งไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ เว่ยซิ่วซิ่นก็ยิ่งทรมานมากยิ่งขึ้น “ท่านพี่” “หือ” เหวินเทียนหัวเราะเมื่อสามารถกลั่นแกล้งสตรีเร่าร้อนผู้นี้ได้ ใบหน้ายามนี้ของนางแดงระเรื่ออิ่มเอบมีชีวิตชีวา เว่ยซิ่วซิ่นมีนิสัยส่วนตัวเวลานางเสียดเสียวจากความทรมานมักจะเม้มริมฝีปากอวบอิ่มของนางแน่นจนบวมเป่งจนเขานึกอยากจะทำนางให้แรงกว่านี้อีก เหวินเทียนไม่คาดคิดว่าตนเองจะมีความปรารถนาในเรือนร่างของนางมากเพียงเท่านี้ เขากลายเป็นบุรุษมักมากในกามเสียแล้ว แล้วฮูหยินตัวน้อยของเขาก็ห
“อึ่ก อื้อ....อะ” เสียงครางอืออึ้ง เมื่อปลายนิ้วราวกับหนวดหมึกสอดใส่เข้าไปตามเนื้อผ้าอาภรณ์ของนาง ชั่วเพียงพริบตาร่างกายของนางก็เปลือยเปล่า ยอดทรวงสีหวานอวดโฉมต่อสายตาของเหวินเทียนที่กำลังจดจ้องมองนางแทบมอดไหม้ ปากร้อนชื้นของเขาอ้าปากงับสร้างความเสียวซ่านให้ร่างกายอรชรสั่นสะท้าน “ท่านพี่เหวิน” “เจ้าเรียกขานนามข้าขนาดนี้ สงสัยอยากโดนลงโทษ” “อือ” ยังไม่ทันได้ปฏิเสธคำพูดกล่าวหาของเขาแต่อย่างใด ก็โดนเขาบีบเคล้นทรวงอกของนางไปมา ฟอนเฟ้นอย่างแรงจนสร้างความเสียวซ่านขนอ่อนตามร่างกายลุกชันขึ้น จนเผลอผวากอดลำกายแกร่งเอาไว้ สะโพกผายส่ายร่อนไปด้วยความต้องการที่มากขึ้น การกระทำของเว่ยซิ่วซิ่นเขาไม่จำเป็นเล้าโลมนางไปมากกว่านี้ ท่อนลำขนาดใหญ่ถูกดึงออกมาจากอาภรณ์ฝ่ามือลูบไล้เพียงคราสองคราก็สามารถแข็งขืนได้อย่างเด่นชัด มากพอที่นำมันมาจดจ่อถูไถร่องรักบวมช้ำ เนื่องจากร่วมรักมาตลอดหลายค่ำคืน จนเหวินเทียนก็แอบคิดว่าเขาและนางจะช่างเกิดมาเพื่อครองคู่กันเสียจริง ค่ำคืนที่ไหว้ฟ้าดินไม่คิดเช่นกันเหวินเทียนจะมีใจปฏิพัทธ์ต่อนางได
“เฮ้อ......” เสียงถอนหายใจยาวเหยียด เมื่อเว่ยซิ่วซิ่นนั่งเฝ้าคุณชายเหวินเทียนอ่านหนังสือ มือที่ตวัดวาดภาพที่ดูไร้ศิลปะเท้าคางนั่งมองคุณชายอ่านหนังสือก็แล้วความเบื่อหน่ายก็ยังไม่หายไปสักที “เจ้าถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่แล้ว” เหวินเทียนวางตำราลงบนโต๊ะไม้ กวาดตามองเว่ยซิ่วซิ่นทำหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก แต่เขากลับหัวเราะออกมาได้อย่างน่าขัน เว่ยซิ่วซิ่นอยากจะกระโจนใส่สามีที่ทำตัวไม่ทุกข์ร้อน หลังวันที่นางดื่มสุราดอกท้อจนเมามาย สามีก็ลงโทษนางให้อยู่แต่หอสมุดกับเขา เว่ยซิ่วซิ่นแทบจะตายอยู่แล้ว ครั้นเบื่อจ้องมองเขาอ่านหนังสือก็เห็นเจ้ามดตัวน้อยขนก้อนน้ำตาล เว่ยซิ่วซิ่นก็หัวเราะ แล้วก็กลับมาทำสีหน้าไม่สู้ดีอีกหน “ไม่รู้ เมื่อไหร่ท่านพี่จักยอมให้ข้าออกไปข้างนอกเสียที อยู่แต่หอสมุดกับท่าน ข้าเบื่อมาก” “แล้วเจ้าอยากทำอะไรหรือ” เหวินเทียนถามต่อ เท้าคางมองใบหน้างดงามที่ทำหน้ายับยู่ เว่ยซิ่วซิ่นไม่ต่างจากเจ้าแมวน้อยในสายตาของเหวินเทียน ขี้อ้อนบางครั้ง ซุกซนบางหน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารักเว่ยซิ่วซิ่นน้อยลงสักนิด นึกขำที่ไม่ร่วมหอตั้งแต่
“อือ ข้าเสียวเจ้าค่ะ......” ฤทธิ์สุราทำให้นางเปิดเผยทุกความรู้สึกไร้ความอายใด ๆ ปลายนิ้วมาแตะยอดทรวงของเหวินเทียนเลียนแบบการกระทำที่เขาชอบทำกับนาง “ท่านพี่อย่าขยับเจ้าค่ะ ข้าจักปรนนิบัติท่านเอง อ่า...” เว่ยซิ่วซิ่นเอ่ยปากยังไม่จบด้วยซ้ำ เขาก็นำพาสะโพกแกร่งเข้าใส่ร่องแคบอย่างแรง จนร่างอรชรของเว่ยซิ่วซิ่นสะดุ้ง กัดริมฝีปากล่างของตนเองเอาไว้ด้วยความเสียวซ่าน นางไม่ยอมแพ้ต่อการกระทำของผู้เป็นสามีออกแรงเคลื่อนไหวสะโพกผายหมุนควงช้า ๆ ดวงตากลมโตหรี่ตาทอดมองเรือนกายเปลือยเปล่าสมส่วนของคุณชายเหวินเทียน รูปร่างหล่อเหลางดงาม แต่บุคลิกจะเงียบขรึม แต่เรื่องบนเตียงกลับเร่าร้อนเหลือเกิน ไม่รู้เหตุใดหรือเพราะฤทธิ์สุราดอกท้อที่แรงเกิน ทำให้นางคลั่งใคร่เขาได้มากมายขนาดนี้ “อ่า....ซิ่นซิ่น เจ้าช่วย ขยับมากกว่านี้หน่อย” คำร้องแสนเอาแต่ใจ เร่งเร้าให้นางเคลื่อนไหวจังหวะรักให้มากกว่าเดิม ภายในร่องรักก็ยิ่งเริ่มตอดรักลำหยกขนาดใหญ่หนักขึ้น จนที่อยู่เบื้องล่างดันสะโพกส่งแรงใส่รูแคบ “อ่า ท่านพี่ ไหนท่าน
“อุ้มข้าหน่อย สามี” เสียงออดอ้อนของเว่ยซิ่วซิ่น ทำให้คนตัวโตยืนแข็งทื่อ ไม่ได้อยู่กันเพียงสองคน ยังมีบ่าวที่ก้มหน้าก้มหน้าหัวเราะคิกคัก เหวินเทียนเขินอายกับท่าทางออดอ้อน หัวใจแข็งกร้าวของบุรุษอ่อนยวบเมื่อเจออากัปกิริยาเช่นนี้ ไป๋ซิงซิงรู้หน้าที่ของตนเองดีว่าควรทำอย่างไร ก้มหน้าก้มตากลับไปทำงานของตัวเอง ปล่อยให้สองสามีภรรยาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน “ท่านพี่ อุ้มข้าหน่อย” เสียงหวานยังคงเอ่ยออกจากริมฝีปากอวบอิ่มแดงจัด มันช่างยั่วยวนทุกครั้งที่ดวงตาคมกริบทอดมองร่างเล็กของคุณหนูเว่ยซิ่วซิ่น เหลียวมองรอบกายก็ไม่เห็นบ่าวคนใดในรอบจวนของเหวินเทียน ก่อนย่อตัวอุ้มคนตัวเล็กขึ้นมาในอ้อมกอด เดินตรงดิ่งไปที่จวนของทั้งสอง มือไม้ของเว่ยซิ่วซิ่นรุ่มร่ามกับแผ่นอกเหวินเทียน แม้จะพยายามมือเล็กที่ซุกซนตามแผ่นอกวางร่างบางลงบนเตียง เหวินเทียนยังไม่ทันได้นั่งก็โดนเรี่ยวแรงของเว่ยซิ่วซิ่นดึงแขนผู้เป็นสามีนอนลงบนเตียง แขนทั้งสองข้างรีบโอบรัดลำคอของบุรุษรูปงามเอาไว้ คุณหนูตัวร้ายหัวเราะคิกคักกับท่าทางตื่นตระหนกของเหวินเทียน “เจ้าแกล้งข้า”
“คุณหนูไม่เอานะเจ้าค่ะ” ไป๋ซิงซิงวิ่งตามคุณหนูเว่ยซิ่วซิ่นที่ยังซุกซนไม่ต่างจากตอนที่อยู่ในจวนของตระกูลเว่ยซิ่วซิ่น คุณหนูของนางเป็นลูกสาวของฮูหยินใหญ่ ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่คนเอาอกเอาใจอยู่ไม่ห่างโดยเฉพาะผู้เป็นบิดาที่ทั้งรักทั้งถนอมบุตรสาวคนนี้ จวบจนกระทั่งแต่งเข้าตระกูลเหวิน เว่ยซิ่วซิ่นก็ยังไม่ละทิ้งลักษณะนิสัยเดิมของตน ชอบทำให้บ่าวไพร่ปวดหัวเป็นประจำ “ไม่เอานะเจ้าค่ะ” “เจ้าอย่าเสียงดัง ซิงซิง เดี๋ยวคุณชายเหวินเทียนจักตีเอานะเจ้าค่ะ” เว่ยซิ่วซิงคุณหนูผู้ซุกซนขู่บ่าวไพร่ขี้กลัวของตนเอง ยอมเดินตามคุณหนูไปที่ต้นท้อ ก่อนจะเริ่มเอาจอบมาขุดเอาเหล้าที่ตนเองหมักเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน แววตาซุกซนวาวโรจน์จนไป๋ซิงซิงถอนหายใจสุดจะห้ามคุณหนูผู้นี้ได้ แม้แต่งงานมีสามีเต็มตัวแล้วยังคงความดื้อรั้นไม่หายเสียที อีกไม่นานคงมีบุตรให้คุณชายเหวินเทียน “มานี่ซิงซิง เหล้านี้ข้าอุตส่าห์หมักเอง เรื่องอะไรจะให้ท่านพี่รู้ล่ะ” ฝ่ามือของเว่ยซิ่วซิ่นตบลงบนขอนไม้ข้าง ๆ ตนเองเพื่อให้บ่าวคนสนิทนั่งลง ก่อนจะรินเหล้าใส่จอกสีชายื่นให้ไป๋ซิงซิง แม้จะร







