Masuk"แล้วไงล่ะ?" พี่หมอกขยับรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ขึ้นอีกนิด "ไอ้นิกมันชอบเรา... แต่พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าในหัวของน้องแก้มใสตอนนี้ มีแต่เรื่องไอ้นิก หรือมีเรื่องของพี่อยู่ด้วย?"
"ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดันอกกว้างของเขาออก แต่มือไม้กลับสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแน่นแข็งแรงภายใต้เสื้อช็อป พี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีกจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าทุ้มของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก "โกหกไม่เนียนเลยนะครับ... หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกเหรอ?" "..." ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งแช่แข็งสบสายตาพราวพราวคู่นั้นอย่างแพ้พ่าย "คืนนี้ขึ้นห้องไป... ฝันถึงพี่ด้วยนะ 'น้องแก้มใส'" พี่หมอกยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เขายอมผละตัวถอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ยื่นมือมาขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่บิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับทะยานออกไปในความมืด ทิ้งให้ฉันยืนขาอ่อน หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงอยู่ใต้หอพักเพียงลำพัง... เขาเป็นคนเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์ และอันตรายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา... แต่ทำไมนะ ทำไมคำพูดและรอยยิ้มของเขาถึงยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัวของฉันไม่ยอมหายไปไหนเลย! เช้าวันเสาร์อันสดใส รถตู้ทรงสูงจอดรออยู่หน้าคณะวิศวะตามนัด พี่นิก เป็นคนเอ่ยชวนฉันและเพื่อนๆ ร่วมชั้นปีหนึ่งไปเที่ยวพักผ่อนคลายเครียดที่บ้านพักพูลวิลล่าติดทะเลในจังหวัดชลบุรี ฉันตอบตกลงเพราะอยากไปเที่ยวกับเพื่อนๆ และหวังว่าจะได้สลัดความอึดอัดกับเรื่องปวดหัวออกไปจากสมองบ้าง แต่ทว่า... พอฉันเดินถือกระเป๋าเดินทางมาถึงรถตู้ สายตากลับปะทะเข้ากับร่างสูงคุ้นตาที่กำลังยืนพิงประตูรถตู้ พลางหมุนกุญแจรถเล่นด้วยท่าทางสบายอารมณ์ เขาไม่ใส่เสื้อช็อปแล้ว วันนี้ พี่หมอก สวมเสื้อเชิ้ตฮาวายสีขาวปลดกระดุมสองเม็ดบน เผยให้เห็นแผงอกผิวกระจ่างใสกับสายสร้อยเงินเส้นบาง สวมแว่นกันแดดสีเข้มที่ทับอยู่บนเรือนผมสีดำสนิท ภาพตรงหน้าเหมือนหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นจนเพื่อนสาวของฉันพากันสะกิดกันยิ้มกริ่ม "เอ่อ... พี่หมอกไปด้วยเหรอคะ?" ฉันถามเสียงแผ่วพยายามเก็บอาการ "อ๋อ พอดีไอ้หมอกมันรู้ว่ากูจะขับรถพาพวกมึงมา มันเลยขอตามมาช่วยขับด้วยน่ะ" พี่นิกยกกระเป๋าฉันขึ้นท้ายรถตู้พลางส่งยิ้มสดใสให้ "ดีเหมือนกัน มีมันมาช่วยดูน้องๆ จะได้สนุกๆ" พี่หมอกเลื่อนแว่นกันแดดลงมาไว้ที่ปลายจมูก สบตาฉันตรงๆ ผ่านเลนส์ใส รอยยิ้มมุมปากอันตรายปรากฏขึ้นชั่วครู่ "ใช่ครับ... พี่อยากมา 'ช่วยดูแล' น้องๆ โดยเฉพาะ 'น้องแก้มใส' เลยนะ" ประโยคนั้นทำให้ฉันหน้าผ่าว รีบหลบสายตาแลกกับการสับเท้าขึ้นไปนั่งเบาะหลังสุด แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นกล เมื่อเพื่อนๆ ในกลุ่มต่างพากันจับจองเบาะหน้าและเบาะกลางจนหมด เหลือแค่เบาะหลังสุดที่ฉันนั่งอยู่คนเดียว... และตำแหน่งคนขับกับเบาะข้างๆ ก็ถูกสลับเปลี่ยนเมื่อถึงจุดพักรถ ปัก! ประตูรถตู้เลื่อนเปิดออก พี่หมอกที่เพิ่งสลับหน้าที่ขับรถกับพี่นิกไม่ได้นั่งข้างหน้าตามที่คิด แต่เขากลับก้าวขึ้นมานั่งลงบนเบาะหลังสุด... ข้างๆ ฉัน! "พี่นิกไปไหนคะ?" ฉันตกใจจนแทบกระถดตัวชิดกระจกหน้าต่าง "ไอ้นิกย้ายไปนั่งคุยกับเพื่อนเราข้างหน้าโน่น" พี่หมอกตอบเสียงเรียบ เอนหลังพิงเบาะแล้วหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย กลิ่นหอมเย็นผสมกลิ่นแดดอ่อนๆ จากตัวเขาอบอวลไปทั่วบริเวณกว้างของเบาะหลัง "พี่เหนื่อย... ขอพักสายตาหน่อย อย่าส่งเสียงดังล่ะ" ฉันนั่งเกร็งจนหลังตรงเป๊ะ พยายามมองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวข้างทาง แต่รถตู้ที่ตกโป๊กตามจังหวะถนนทำให้ตัวฉันโคลงเคลงไปมา และในจังหวะที่รถตกหลุมอย่างแรง— พรึ่บ! ศีรษะได้รูปของพี่หมอกก็เอียงลงมาซบลงบนไหล่ของฉันอย่างจัง! "อ๊ะ... พี่หมอก!" ฉันสะดุ้งสุดตัว พยายามจะดันไหล่เขาออก แต่คนตัวโตกลับส่งเสียงพึมพำในคออย่างงัวเงีย แล้วถือวิสาสะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือฉันไปกุมไว้หลวมๆ บนตักของเขา "อยู่นิ่งๆ สิครับ... พี่ง่วงจริงๆ นะ" เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดลำคอ ลมหายใจอุ่นๆ รดผื่นผิวจนฉันขนลุกซู่ "ไหล่นุ่มจัง... ขอพิงแป๊บเดียวเอง" "แต่พี่นิกมองมาจากกระจกหลังนะคะ!" ฉันกระซิบตอบเสียงสั่น หัวใจเต้นตึกตักรัวเร็วเหมือนเสียงกลองดนตรี นิ้วมือของเขากระชับกุมมือฉันแน่นขึ้น เรียวนิ้วสอดประสานเข้ากับนิ้วของฉันอย่างถือสิทธิ์ใต้มุมบดบังของเบาะนั่ง พี่หมอกค่อยๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง นัยน์ตาคมพราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์และความสนุกสนาน เขาไม่ได้ละศีรษะออกจากไหล่ฉันเลยสักนิด แถมยังเอียงหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะเฉียดใบหูฉัน "ก็อย่าให้ไอ้นิกมันเห็นสิครับ... นี่เป็นความลับของเราสองคนนะ 'แก้มใส'" สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือหนา และความชิดใกล้ที่ปิดเป็นความลับต่อหน้าทุกคนบนรถ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเล่นกับไฟ หัวใจในอกซ้ายสั่นระทึกจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน ฉันได้แต่นั่งแช่แข็ง ยอมให้เขานอนซบไหล่และกุมมือไปตลอดทาง โดยที่ไม่รู้เลยว่าทริปทะเลครั้งนี้... ฉันจะรอดพ้นจากเสน่ห์อันตรายของผู้ชายคนนี้ไปได้ยังไง! ตกดึก บรรยากาศรอบพูลวิลล่าถูกเปลี่ยนเป็นปาร์ตี้บาร์บีคิวสุดคึกคัก เสียงเพลงสไตล์อะคูสติกเบาๆ ลอยตามสายลมทะเลคลอไปกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง แสงไฟปิงปองสีส้มอบอุ่นที่ห้อยประดับรอบสระว่ายน้ำส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ ทุกคนนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวริมสระ พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ฉันนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ โดยมีเพื่อนสาวนั่งขนาบข้าง ส่วนตรงข้ามฉัน... คือ พี่นิก ที่กำลังง่วนอยู่กับการย่างกุ้งและบาร์บีคิวจานโตส่งมาให้ทุกคน และคนที่นั่งอยู่ถัดจากพี่นิกไปนิดเดียว ก็นั่งตรงข้ามฉันพอดี... พี่หมอก คืนนี้พี่หมอกสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำพับแขนขึ้นหลวมๆ คอเสื้อปลดกระดุมลงมาสองเม็ดเผยให้เห็นลำคอและแผงอกผิวกระจ่างใสในม่านแสงไฟสีส้ม เขานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ พลางร่วมพูดคุยหัวเราะกับเพื่อนๆ ด้วยท่าทางผ่อนคลายและมีเสน่ห์ จนเพื่อนๆ ปีหนึ่งหลายคนแอบมองเขาด้วยสายตาชื่นชม "อ่ะแก้มใส จานนี้พี่ย่างกุ้งตัวโตๆ ให้เราเลยนะ" พี่นิกยิ้มสดใส พลางยื่นจานบาร์บีคิวข้ามโต๊ะมาให้ฉัน "ขอบคุณค่ะพี่นิก" ฉันส่งยิ้มสุภาพให้ รับจานมาถือไว้ "กินเยอะๆ นะครับ เห็นวันนี้เราเหนื่อยๆ มาตลอดทาง" พี่นิกส่งสายตาอบอุ่นมาให้ ราวกับจะแสดงออกให้ทุกคนเห็นว่าเขากำลังจีบฉันอยู่จริงๆ แต่ในจังหวะที่ฉันกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบส้อม... สายตาของฉันก็เผลอไปสบเข้ากับดวงตาคู่คมของพี่หมอกที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่นิกเข้าพอดี พี่หมอกไม่ได้พูดอะไร เขายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบช้าๆ แต่สายตาพราวพราวคู่นั้นกลับจ้องมองฉันไม่วางตา นัยน์ตาของเขาฉายแววยั่วเย้าและความเจ้าเล่ห์อย่างเปิดเผยยามที่มองฉันสลับกับจานกุ้งที่พี่นิกเพิ่งยื่นให้ เขาขยับรอยยิ้มมุมปากอันตรายที่ทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ และแล้ว... ความเย็นชื้นจากปลายเท้าของใครบางคนใต้โต๊ะก็แตะเข้ากับข้อเท้าของฉันเบาๆ! ฉันสะดุ้งสุดตัวเกือบทำส้อมหลุดมือ พยายามหดขาหนี แต่ขาเรียวยาวของคนฝั่งตรงข้ามกลับเขยิบตามมาคลอเคลียอย่างถือสิทธิ์ ฉันเงยหน้ามองพี่หมอกทันที แต่เขากลับทำหน้าเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังหันไปคุยเรื่องฟุตบอลกับเพื่อนข้างๆ อย่างลื่นไหล"เกมงั้นเหรอ?" พี่หมอกยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปลิวมาปัดหน้าฉันออกไปทัดที่ใบหูอย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นจากปลายสิ้วของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "เราคิดว่าพี่ว่างขนาดที่จะต้องลงทุนขับรถตามมาดักรอใต้หอ แอบกุมมือใต้โต๊ะ หรือตามมาเคลียร์ถึงชายหาด เพราะแค่อยากเอาชนะไอ้นิกเหรอ?""แล้วมันไม่ใช่หรือไงคะ..." ฉันเค้นเสียงตอบ หลบสายตาร้อนแรงของเขา"ตอนแรก... พี่ก็คิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องสนุกๆ" พี่หมอกเชิดคางฉันขึ้นช้าๆ บังคับให้ฉันต้องสบตากับนัยน์ตาพราวระยับที่บัดนี้เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่ากลัว "พี่ตั้งใจจะเปิดทางให้ไอ้นิกจริงๆเพราะพี่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร... แต่พอเห็นเราอยู่ใกล้ไอ้นิก เห็นเรายิ้มให้มัน หัวใจพี่มันดันไม่รักดี รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาซะงั้น""..." ฉันแช่แข็งไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินคำสารภาพตรงๆ จากปากผู้ชายเจ้าชู้คนนี้"พี่รู้ว่าพี่เจ้าชู้ รู้ว่าพี่มันเจ้าเล่ห์... แต่กับเรา พี่ไม่ได้เล่นเกมนะครับแก้มใส" พี่หมอกโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเฉียดกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ รดผื่นผิวแก้ม "พี่หึงเรา... และพี่ก็ไม่คิดจะยอมยกเราให้ไอ้นิกอีกต่อไปแล้วด้วย"คำว่
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศรอบพูลวิลล่าเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผิวน้ำในสระว่ายน้ำเป็นประกาย เพื่อนๆ คนอื่นยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องพักหลังจากปาร์ตี้หนักเมื่อคืน ฉันตัดสินใจตื่นแต่เช้า ออกมานั่งสูดอากาศรับลมทะเลเย็นๆ ที่เก้าอี้ชายหาดริมสระคนเดียว หวังว่าจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นจากเรื่องปวดหัวเมื่อคืนแต่แล้ว เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหลัง"ตื่นเช้าจังเลยนะแก้มใส..."ฉันหันไปมอง พี่นิก เดินถือแก้วกาแฟร้อนสองใบเข้ามาหา เขาสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสบายๆ ส่งยิ้มสดใสให้ฉันเหมือนทุกที แต่นัยน์ตาของเขากลับดูมีร่องรอยของความครุ่นคิดและความกังวลลึกๆ ซ่อนอยู่"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นิก" ฉันส่งยิ้มตอบ รับแก้วกาแฟที่เขายื่นมาให้ "พอดีตื่นแล้วไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ"พี่นิกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ชายหาดข้างๆ ฉัน เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ พลางทอดสายตามองออกไปที่ทะเลไกลสุดสายตา ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่งจนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด"แก้มใส..." อยู่ๆ พี่นิกก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบและนิ่งกว่าปกติ "พี่ขอถามอะไรเราตรงๆ สักเรื่องได้ไหมครับ?"หัวใจฉันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ความรู้สึก
‘พี่หมอก!’ ฉันส่งสายตาดุๆ ไปให้เขาใต้แสงไฟปิงปองแต่คนเจ้าเล่ห์กลับยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า พี่หมอกทอดสายตามองฉันเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะไม้ตัวยาว...พรึ่บ!สัมผัสอบอุ่นและแข็งแรงจากฝ่ามือหนาคว้าเข้าที่หลังมือของฉันใต้มุมอับของโต๊ะอาหาร! เรียวนิ้วยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วมือของฉันช้าๆ กุมไว้แน่นจนฉันไม่สามารถถอนมือหนีได้เลยฉันแช่แข็งไปทั้งตัว หน้าผ่าวร้อนขึ้นมาจนคิดว่าคงแดงแข่งกับไฟประดับรอบสระแน่ๆ ทุกคนรอบโต๊ะยังคงคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พี่นิกยังคงย่างบาร์บีคิวพลางเล่าเรื่องขำขันในคณะ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะอาหารตัวเดียวกันนี้... เพื่อนสนิทของเขากำลังกุมมือฉันไว้แน่น!"เอ่อ... แก้มใส เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ? หน้าแดงๆ นะ" เพื่อนสาวข้างๆ หันมาถามด้วยความห่วงใย"ป...เปล่าจ้ะ! อากาศมันคงร้อนน่ะ" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกจากการกุมของพี่หมอก แต่เขากลับยิ่งกระชับฝ่ามือแน่นขึ้น แถมยังใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือฉันอย่างยั่วเย้าพี่หมอกละสายตาจากกลุ่มเพื่อน หันมามองฉันตรงๆ อีกครั้ง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ข้าม
"แล้วไงล่ะ?" พี่หมอกขยับรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ขึ้นอีกนิด "ไอ้นิกมันชอบเรา... แต่พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าในหัวของน้องแก้มใสตอนนี้ มีแต่เรื่องไอ้นิก หรือมีเรื่องของพี่อยู่ด้วย?""ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดันอกกว้างของเขาออก แต่มือไม้กลับสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแน่นแข็งแรงภายใต้เสื้อช็อปพี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีกจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าทุ้มของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ... หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกเหรอ?""..." ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งแช่แข็งสบสายตาพราวพราวคู่นั้นอย่างแพ้พ่าย"คืนนี้ขึ้นห้องไป... ฝันถึงพี่ด้วยนะ 'น้องแก้มใส'"พี่หมอกยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เขายอมผละตัวถอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ยื่นมือมาขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่บิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับทะยานออกไปในความมืด ทิ้งให้ฉันยืนขาอ่อน หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงอยู่ใต้หอพักเพียงลำพัง...
แกร๊ก!เสียงลูกบิดประตูห้องสโมฯ ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่สลัดความเงียบในห้องจนแตกกระจายฉันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบเด้งตัวถอยห่างจากพี่หมอกจนหลังแทบจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้ด้านหลัง หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่พี่หมอกกลับไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขเพียงแค่ผละใบหน้าออกไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคนใจเย็น"เอ่อ... กูเอาขนมกับน้ำมาเพิ่ม..."พี่นิก ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถุงพลาสติกในมือ แต่แล้วเขาก็ชะงักกึกไปทันที สายตาของพี่นิกมองสลับไปมาระหว่างฉันที่ยืนหน้าแดงเจ่อ ร่างกายเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ กับพี่หมอกที่กำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ข้างป้ายผ้าที่ทาสีค้างไว้บรรยากาศภายในห้องสโมฯ อึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันตา ความเงียบโรยตัวครอบคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแอร์"ทำอะไรกันอยู่วะ?" พี่นิกถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ติดเล่นเหมือนทุกที ดินแดนความร่าเริงในตาของเขาดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะจ้องมองเพื่อนสนิท"ก็..." ฉันอ้ำอึ้ง พยายามจะหาเสียงตัวเองเพื่ออธิบาย "คือแก้มใสทำสีเลอะ... พี่หม
หัวใจฉันตุกวูบ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหน้าเมื่อโดนดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม คือการกระทำถัดมาของเขา...พี่หมอกไม่ได้ทำเป็นไม่รู้จักฉัน เขาไม่ได้ละสายตาหนี แต่กลับยกมือขึ้นมาในระดับอกแบบที่เพื่อนในกลุ่มเขาไม่มีทางเห็น แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบไว้’จากนั้น เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และพราวพราวยิ่งกว่าเดิม พลางใช้นิ้วเดิมเปลี่ยนเป็นชี้มาที่ฉัน แล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมาอย่างช้าๆ ทีละคำ...‘ระ-วัง-เดิน-ชน-เสา-นะ-ครับ’"เอ๊ะ..."ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างกายปฏิกิริยาไวตามคำพูดเขา จนก้าวขาพลาดไปชนเข้ากับขอบม้านั่งหินอ่อนแถวนั้นเข้าจริงๆ!กึก!"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเบาๆ เสียหลักจนเอกสารในมือเกือบหลุดร่วงเสียงร้องของฉันทำให้กลุ่มสาวๆ หันมามองเป็นตาเดียว ฉันรีบก้มหน้าชิดอก แก้มร้อนฉ่าจนคิดว่ามันคงแดงแข่งกับสีดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันรีบสับเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก่อนที่ฉันจะพ้นระยะสายตา เสียงหัวเราะในคอทุ้มต่ำและแสนจะยั่วเย้าของพี่หมอกก็แว่ว







