Masukแกร๊ก!
เสียงลูกบิดประตูห้องสโมฯ ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่สลัดความเงียบในห้องจนแตกกระจาย ฉันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบเด้งตัวถอยห่างจากพี่หมอกจนหลังแทบจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้ด้านหลัง หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่พี่หมอกกลับไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขเพียงแค่ผละใบหน้าออกไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคนใจเย็น "เอ่อ... กูเอาขนมกับน้ำมาเพิ่ม..." พี่นิก ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถุงพลาสติกในมือ แต่แล้วเขาก็ชะงักกึกไปทันที สายตาของพี่นิกมองสลับไปมาระหว่างฉันที่ยืนหน้าแดงเจ่อ ร่างกายเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ กับพี่หมอกที่กำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ข้างป้ายผ้าที่ทาสีค้างไว้ บรรยากาศภายในห้องสโมฯ อึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันตา ความเงียบโรยตัวครอบคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแอร์ "ทำอะไรกันอยู่วะ?" พี่นิกถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ติดเล่นเหมือนทุกที ดินแดนความร่าเริงในตาของเขาดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะจ้องมองเพื่อนสนิท "ก็..." ฉันอ้ำอึ้ง พยายามจะหาเสียงตัวเองเพื่ออธิบาย "คือแก้มใสทำสีเลอะ... พี่หมอกเลยเข้ามาช่วยเช็ดให้ค่ะ" "อ๋อเหรอ..." พี่นิกพยักหน้ารับช้าๆ เดินถือถุงขนมเข้ามาวางลงบนโต๊ะกลางห้อง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่พี่หมอกไม่วางตา "แล้วต้องเช็ดกันใกล้ขนาดนั้นเลยเหรอวะไอ้หมอก? เมื่อกี้กูเห็นมึงก้มลงไปจนหน้าจะติดกันอยู่แล้ว" ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำตาย ความรู้สึกผิดและความเกร็งมันอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สายตาของพี่นิกที่มองมามันเต็มไปด้วยความผิดหวังและตั้งคำถาม ทว่า... คนตัวการอย่างพี่หมอกกลับยิ้มขำในคอเบาๆ เขาเดินเข้าไปตบบ่าพี่นิกหนึ่งทีด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้าน "มึงจะคิดมากทำไมวะไอ้นิก" พี่หมอกพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องไร้สาระ "กูก็แค่แกล้งเด็กมันเล่นนิดหน่อย น้องแก้มใสเขาซุ่มซ่ามทำสีเปรอะ กูเลยช่วยเช็ดให้... มึงไม่เชื่อใจกูเหรอ?" พี่นิกมองหน้าเพื่อนสนิทอยู่นาน ความตึงเครียดในอากาศหมุนวนอยู่พักใหญ่ ก่อนที่พี่นิกจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ยอมลดอาการตั้งการ์ดลงเล็กน้อย "เปล่า... กูแค่อยากเตือนมึง" พี่นิกพูดเสียงนิ่ง พลางหันมามองฉันด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "มึงบอกเองนะไอ้หมอกว่าจะไม่ยุ่งกับน้องคนนี้ มึงเปิดทางให้กูจีบแล้ว... อย่ามาทำให้แก้มใสเขาตกใจดิ" "เออรู้แล้วน่า มึงนี่จริงจังไปได้" พี่หมอกหัวเราะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นชั่วครู่ตอนที่เขาปัดสายตากลับมามองฉัน "พี่ขอโทษด้วยละกันนะ 'น้องแก้มใส' ที่ทำให้ตกใจ... ต่อไปพี่จะ 'เว้นระยะห่าง' ให้มากกว่านี้นะครับ" คำว่า เว้นระยะห่าง ของเขา ฟังดูก็รู้ว่าเขาประชดและไม่ได้หมายความตามนั้นเลยสักนิด นัยน์ตาพราวพราวคู่นั้นยังมีแววความสนุกสนานและท้าทาย ราวกับเรื่องตึงเครียดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มในเกมของเขาเท่านั้น "แก้มใส..." พี่นิกยื่นแก้วชาเย็นมาให้ฉัน พร้อมส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ "กินน้ำก่อนครับ หน้าแดงหมดแล้ว... เดี๋ยวจัดซุ้มเสร็จ พี่ไปส่งที่หอนะ" "ข...ขอบคุณค่ะพี่นิก" ฉันรับแก้วน้ำมาถือไว้ รู้สึกเกรงใจพี่นิกจนไม่กล้าสบตาตรงๆ ในขณะที่พี่นิกหันไปเปิดถุงขนม พี่หมอกก็เดินผ่านหลังฉันเพื่อจะไปหยิบกระป๋องสีใบใหม่ ในเสี้ยววินาทีที่เขาเดินผ่าน... ไหล่กว้างของเขาเบียดชิดกับไหล่ฉันเบาๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่มีแค่ฉันคนเดียวที่ได้ยิน "เมื่อกี้... หัวใจเราเต้นแรงมากเลยนะ" กระแสความร้อนผ่าวแล่นผ่านผิวแก้มฉันอีกครั้ง ฉันรีบก้มหน้ามองแก้วชาเย็นในมือ นึกต่อว่าคนเจ้าเล่ห์ในใจอย่างทำอะไรไม่ได้... ทั้งที่ต่อหน้าเพื่อน เขารับคำอย่างดีว่าจะถอยและเปิดทางให้ แต่ลับหลัง เขากลับใช้สายตาและคำพูดเข้ามาสั่นคลอนหัวใจฉันอย่างเอาแต่นึกสนุก ฉันจะรับมือกับพี่หมอก... ผู้ชายอันตรายคนนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ! หลังจากจัดซุ้มกิจกรรมเสร็จจนดึก พี่นิกก็อาสาขับรถยนต์พาฉันมาส่งที่หน้าหอพักหญิงด้วยความห่วงใย ตลอดทางพี่นิกชวนคุยอย่างสุภาพและคอยถามว่าฉันเหนื่อยไหม ทำให้ฉันรู้สึกเกรงใจและอุ่นใจในความหวังดีของเขา "ขอบคุณมากนะคะพี่นิกที่มาส่ง" ฉันยกมือไหว้พลางส่งยิ้มให้ ขณะก้าวลงมาจากรถ "พักผ่อนเยอะๆ นะครับแก้มใส ฝันดีนะครับ" พี่นิกยิ้มอบอุ่น โบกมือให้ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถยนต์สีดำออกไปจากหน้าหอพัก ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย ก้าวเท้าเตรียมจะเดินเข้าประตูหอพักใต้คอนโดเพื่อขึ้นห้องไปอาบน้ำนอนให้หายเหนื่อยเสียที... บรึ๊น... เสียงเครื่องยนต์ทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ของรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ดังขึ้นเบาๆ จากมุมมืดใต้อาคาร แสงไฟหน้ารถวูบวาบตัดผ่านความมืด ทำให้ฉันต้องยกมือขึ้นบดบังสายตา ก่อนจะเพ่งมองร่างสูงโปร่งที่กำลังก้าวลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์คันหรูสีดำสนิท ผู้ชายเรือนผมสีดำสนิท สวมเสื้อยืดสีดำทับด้วยเสื้อช็อปวิศวะตัวเดิม... พี่หมอก ฉันชะงักกึกไปทันที หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม "พ...พี่หมอก! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?" เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงไฟจางๆ ใต้ใต้อาคาร หอพักยามดึกเงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงยินก้าวของเขา สายตาคู่คมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม "มารอน่ะสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขานุ่มนวล แต่กลับมีความเยียบเย็นอย่างแปลกประหลาด "นั่งรถมาสบายไหมครับ? เห็นคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋งน่ารักเชียว" "พี่หมอก... พี่ตามแก้มใสมาเหรอคะ?" ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "แล้วไหนพี่บอกพี่นิกว่าจะเว้นระยะห่างไงคะ!" พี่หมอกหลุดหัวเราะในคอเบาๆ เขาไม่ได้หยุดก้าวตาม จนกระทั่งแผ่นหลังของฉันชนเข้ากับเสาปูนใต้อาคาร เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้ากับเสาเหนือหัวฉัน บล็อกทางหนีของฉันเอาไว้โดยสมบูรณ์ กลิ่นหอมเย็นสะอาดยวนใจของเขาอบอวลไปทั่วความมืด "พี่บอกว่าจะเว้นระยะห่างต่อหน้าไอ้นิก..." เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน นัยน์ตาคมพราวพราวไปด้วยความเจ้าเล่ห์และความถือดี "แต่พี่ไม่ได้บอกสักหน่อย ว่าจะเว้นระยะห่างตอนอยู่กัน 'สองต่อสอง'" "พี่หมอก!" ฉันเอ็ดเสียงแผ่ว หน้าร้อนผ่าวจนคิดว่าคงแดงจนมองเห็นได้แม้ในความมืด "ทำไมพี่ชอบทำแบบนี้คะ? พี่นิกเขาชอบแก้มใสจริงๆ นะ แล้วพี่ก็เป็นเพื่อนเขา...""เกมงั้นเหรอ?" พี่หมอกยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปลิวมาปัดหน้าฉันออกไปทัดที่ใบหูอย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นจากปลายสิ้วของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "เราคิดว่าพี่ว่างขนาดที่จะต้องลงทุนขับรถตามมาดักรอใต้หอ แอบกุมมือใต้โต๊ะ หรือตามมาเคลียร์ถึงชายหาด เพราะแค่อยากเอาชนะไอ้นิกเหรอ?""แล้วมันไม่ใช่หรือไงคะ..." ฉันเค้นเสียงตอบ หลบสายตาร้อนแรงของเขา"ตอนแรก... พี่ก็คิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องสนุกๆ" พี่หมอกเชิดคางฉันขึ้นช้าๆ บังคับให้ฉันต้องสบตากับนัยน์ตาพราวระยับที่บัดนี้เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่ากลัว "พี่ตั้งใจจะเปิดทางให้ไอ้นิกจริงๆเพราะพี่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร... แต่พอเห็นเราอยู่ใกล้ไอ้นิก เห็นเรายิ้มให้มัน หัวใจพี่มันดันไม่รักดี รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาซะงั้น""..." ฉันแช่แข็งไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินคำสารภาพตรงๆ จากปากผู้ชายเจ้าชู้คนนี้"พี่รู้ว่าพี่เจ้าชู้ รู้ว่าพี่มันเจ้าเล่ห์... แต่กับเรา พี่ไม่ได้เล่นเกมนะครับแก้มใส" พี่หมอกโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเฉียดกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ รดผื่นผิวแก้ม "พี่หึงเรา... และพี่ก็ไม่คิดจะยอมยกเราให้ไอ้นิกอีกต่อไปแล้วด้วย"คำว่
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศรอบพูลวิลล่าเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผิวน้ำในสระว่ายน้ำเป็นประกาย เพื่อนๆ คนอื่นยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องพักหลังจากปาร์ตี้หนักเมื่อคืน ฉันตัดสินใจตื่นแต่เช้า ออกมานั่งสูดอากาศรับลมทะเลเย็นๆ ที่เก้าอี้ชายหาดริมสระคนเดียว หวังว่าจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นจากเรื่องปวดหัวเมื่อคืนแต่แล้ว เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหลัง"ตื่นเช้าจังเลยนะแก้มใส..."ฉันหันไปมอง พี่นิก เดินถือแก้วกาแฟร้อนสองใบเข้ามาหา เขาสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสบายๆ ส่งยิ้มสดใสให้ฉันเหมือนทุกที แต่นัยน์ตาของเขากลับดูมีร่องรอยของความครุ่นคิดและความกังวลลึกๆ ซ่อนอยู่"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นิก" ฉันส่งยิ้มตอบ รับแก้วกาแฟที่เขายื่นมาให้ "พอดีตื่นแล้วไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ"พี่นิกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ชายหาดข้างๆ ฉัน เขายกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ พลางทอดสายตามองออกไปที่ทะเลไกลสุดสายตา ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่งจนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด"แก้มใส..." อยู่ๆ พี่นิกก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบและนิ่งกว่าปกติ "พี่ขอถามอะไรเราตรงๆ สักเรื่องได้ไหมครับ?"หัวใจฉันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ความรู้สึก
‘พี่หมอก!’ ฉันส่งสายตาดุๆ ไปให้เขาใต้แสงไฟปิงปองแต่คนเจ้าเล่ห์กลับยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า พี่หมอกทอดสายตามองฉันเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะไม้ตัวยาว...พรึ่บ!สัมผัสอบอุ่นและแข็งแรงจากฝ่ามือหนาคว้าเข้าที่หลังมือของฉันใต้มุมอับของโต๊ะอาหาร! เรียวนิ้วยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วมือของฉันช้าๆ กุมไว้แน่นจนฉันไม่สามารถถอนมือหนีได้เลยฉันแช่แข็งไปทั้งตัว หน้าผ่าวร้อนขึ้นมาจนคิดว่าคงแดงแข่งกับไฟประดับรอบสระแน่ๆ ทุกคนรอบโต๊ะยังคงคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พี่นิกยังคงย่างบาร์บีคิวพลางเล่าเรื่องขำขันในคณะ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะอาหารตัวเดียวกันนี้... เพื่อนสนิทของเขากำลังกุมมือฉันไว้แน่น!"เอ่อ... แก้มใส เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ? หน้าแดงๆ นะ" เพื่อนสาวข้างๆ หันมาถามด้วยความห่วงใย"ป...เปล่าจ้ะ! อากาศมันคงร้อนน่ะ" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกจากการกุมของพี่หมอก แต่เขากลับยิ่งกระชับฝ่ามือแน่นขึ้น แถมยังใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือฉันอย่างยั่วเย้าพี่หมอกละสายตาจากกลุ่มเพื่อน หันมามองฉันตรงๆ อีกครั้ง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียง ข้าม
"แล้วไงล่ะ?" พี่หมอกขยับรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ขึ้นอีกนิด "ไอ้นิกมันชอบเรา... แต่พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าในหัวของน้องแก้มใสตอนนี้ มีแต่เรื่องไอ้นิก หรือมีเรื่องของพี่อยู่ด้วย?""ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นค่ะ!" ฉันตอบเสียงสั่น พยายามดันอกกว้างของเขาออก แต่มือไม้กลับสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแน่นแข็งแรงภายใต้เสื้อช็อปพี่หมอกเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยั่วเย้า เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีกจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าทุ้มของเขาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบและเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ... หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกเหรอ?""..." ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งแช่แข็งสบสายตาพราวพราวคู่นั้นอย่างแพ้พ่าย"คืนนี้ขึ้นห้องไป... ฝันถึงพี่ด้วยนะ 'น้องแก้มใส'"พี่หมอกยิ้มกริ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เขายอมผละตัวถอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ยื่นมือมาขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่บิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับทะยานออกไปในความมืด ทิ้งให้ฉันยืนขาอ่อน หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงอยู่ใต้หอพักเพียงลำพัง...
แกร๊ก!เสียงลูกบิดประตูห้องสโมฯ ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่สลัดความเงียบในห้องจนแตกกระจายฉันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบเด้งตัวถอยห่างจากพี่หมอกจนหลังแทบจะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้ด้านหลัง หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่พี่หมอกกลับไม่ได้มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เขเพียงแค่ผละใบหน้าออกไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคนใจเย็น"เอ่อ... กูเอาขนมกับน้ำมาเพิ่ม..."พี่นิก ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถุงพลาสติกในมือ แต่แล้วเขาก็ชะงักกึกไปทันที สายตาของพี่นิกมองสลับไปมาระหว่างฉันที่ยืนหน้าแดงเจ่อ ร่างกายเกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจ กับพี่หมอกที่กำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ อยู่ข้างป้ายผ้าที่ทาสีค้างไว้บรรยากาศภายในห้องสโมฯ อึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันตา ความเงียบโรยตัวครอบคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงแอร์"ทำอะไรกันอยู่วะ?" พี่นิกถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่ได้ติดเล่นเหมือนทุกที ดินแดนความร่าเริงในตาของเขาดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะจ้องมองเพื่อนสนิท"ก็..." ฉันอ้ำอึ้ง พยายามจะหาเสียงตัวเองเพื่ออธิบาย "คือแก้มใสทำสีเลอะ... พี่หม
หัวใจฉันตุกวูบ ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงใบหน้าเมื่อโดนดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม คือการกระทำถัดมาของเขา...พี่หมอกไม่ได้ทำเป็นไม่รู้จักฉัน เขาไม่ได้ละสายตาหนี แต่กลับยกมือขึ้นมาในระดับอกแบบที่เพื่อนในกลุ่มเขาไม่มีทางเห็น แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบไว้’จากนั้น เขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และพราวพราวยิ่งกว่าเดิม พลางใช้นิ้วเดิมเปลี่ยนเป็นชี้มาที่ฉัน แล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงออกมาอย่างช้าๆ ทีละคำ...‘ระ-วัง-เดิน-ชน-เสา-นะ-ครับ’"เอ๊ะ..."ฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างกายปฏิกิริยาไวตามคำพูดเขา จนก้าวขาพลาดไปชนเข้ากับขอบม้านั่งหินอ่อนแถวนั้นเข้าจริงๆ!กึก!"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเบาๆ เสียหลักจนเอกสารในมือเกือบหลุดร่วงเสียงร้องของฉันทำให้กลุ่มสาวๆ หันมามองเป็นตาเดียว ฉันรีบก้มหน้าชิดอก แก้มร้อนฉ่าจนคิดว่ามันคงแดงแข่งกับสีดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันรีบสับเท้าเดินหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก่อนที่ฉันจะพ้นระยะสายตา เสียงหัวเราะในคอทุ้มต่ำและแสนจะยั่วเย้าของพี่หมอกก็แว่ว







