LOGINรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้าจอดเทียบหน้าคฤหาสน์เดสมอนด์กลางดึกสงัด ลูน่าในสภาพเสื้อผ้าเรียบร้อยทว่าจิตใ
ฟีนิกซ์ทอดมองใบหน้าสวยที่สวนคำพูดขึ้นมาทันทีอย่างไม่ยอมคน เขารู้ดีว่าการที่ตนรายงานความเคลื่อนไหวให้ไซรัสมาตลอด ทำให้เธอมองเขาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ผู้จงรักภักดี บอดี้การ์ดหนุ่มขยับคอเสื้อสูทเล็กน้อย ก่อนจะยอมปริปากเอ่ยความจริงออกมา“ผมเป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลี-ฝรั่งเศสครับ... มาจากประเทศเกาหลีใต้ พ่อของผมเป็นลูกครึ่งเกาหลี-ฝรั่งเศส ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลี”ลูน่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองเขาด้วยสายตาทบทวน “โฮ่... ต้องยาวขนาดนั้นเลย? ฉันแค่ต้องการรู้ชื่อจริงของนาย แล้วก็นายมาจากไหนก็เท่านั้น”ฟีนิกซ์กระแอมเบาๆ แก้เก้อ ปรับท่วงท่าให้มั่นคง “ชื่อจริงๆ ผมไม่สามารถบอกใครได้ ทุกคนในวงการรู้จักผมในนาม ฟีนิกซ์ คิม...”“แม้กระทั่งไซรัสอย่างนั้นเหรอ?”“...ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับนิ่งลูน่าขมวดคิ้วเข้มด้วยความสงสัย “คนอย่างไซรัส ยอมจ้างบอดี้การ์ดที่ปกปิดข้อมูลส่วนตัวอย่างนั้นเหรอ?”“เพราะผมอยู่ทีมเดียวกับเชน... พวกเราเป็นทหารรับจ้างมากกว่าบอดี้การ์ดทั่วไป นั่นเป็นหลักประกันแล้วว่าเขาควรจ้างและใช้งานพวกเราในขอบเขตไหน”“อ้อ... คนอย่างไซรัส
ลูน่าเหยียดยิ้มหวาน เอียงดวงหน้าประชิดปลายจมูกชายหนุ่มอย่างยั่วยวนดุจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์“งดงามเพียงนั้นเลยหรือคะ... แล้วจะไม่ดึงไปครอบครองหรือ?”“อยากดึงใจจะขาด... แต่คนอย่างดาริสไม่ชอบบังคับจิตใจใคร”ลูน่ายกแก้วไวน์ขึ้นจิบ สบประสานนัยน์ตาสีเขียวมรกตนั้นอย่างไม่วางตา“ถ้าอย่างนั้น... เทวดาตนนี้คงต้องรอเก้อแน่เลยค่ะ”ร่างบางหมุนตัวสะบัดชายกระโปรงกี่เพ้าแหวกสูง ก้าวเดินจากไปทิ้งรอยยิ้มและปริศนาไว้ให้ดาริสลุ่มหลงลูน่ารู้ดีว่าการ 'ส่งเสียง' ของดาริส คือการบอกพิกัดให้เขาปลิดชีพน้องชายเพื่อส่งเขาขึ้นครองอำนาจ... ทว่าการตายมันแสนสบายเกินไปสำหรับอสูรร้ายอย่างไซรัส คนอย่างมัน... ต้องพบกับความทรมานอย่างถึงที่สุด สมกับทุกหยดน้ำตาที่เธอต้องเสียไปในนรกบนดินแห่งนี้ลูน่าก้าวเดินออกจากดาริสพร้อมกับแผนการที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลในหัว หญิงสาวเดินไปหยิบแก้วไวน์ใบใหม่ขึ้นมาจิบแผ่วเบา ก่อนจะย่างก้าวออกจากโถงงานเลี้ยงอันอึดอัด มุ่งหน้าไปยังสวนหินด้านหลังพิพิธภัณฑ์ สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดปะทะผิวกาย ช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากสมองที่ต้องแบกรับการวางหมากอันหนักห
กระทั่งขบวนรถเคลื่อนมาจอดสว่างไสว ณ หน้าพิพิธภัณฑ์หรูหราซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงใหญ่ ไซรัสก้าวลงจากรถพร้อมกับฉายดวงหน้าหล่อเหลาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนท่ามกลางม่านแสงแฟลชที่สาดส่องระดมถ่ายอย่างคลุ้มคลั่งจากเหล่านักข่าวสายธุรกิจ ชายหนุ่มหมุนตัวยื่นมือเข้าไปประคองเรือนร่างบอบบางของลูน่ายามก้าวลงจากรถด้วยท่าทีทะนุถนอมประหนึ่งสิ่งเลอค่าเขากางวงแขนออกเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งลูน่าก็สืบเท้าเข้ามาควงแขนแกร่งของเขาในทันทีอย่างรู้งาน ดวงหน้าสวยปั้นรอยยิ้มบางเบาตอบรับสายตาผู้คน...ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเย็นชาและไปไม่ถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปบนพรมแดงดุจกิ่งทองใบหยกที่ใครต่อใครต่างตื่นตาและริษยา เสียงซุบซิบชื่นชมในความโชคดีของสมรสครั้งนี้ดังก้องสอดแทรกพอให้ได้ยินตลอดทางคำสรรเสริญไร้สาระเหล่านั้นทำเอาลูน่ารู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียตรงนั้น ทว่าเธอกลับทำได้เพียงเค้นรอยยิ้มงามเฉิดฉายรับแสงสปอร์ตไลท์ ต่อหน้าผู้ร่วมหุ้นและคนในตระกูลเดสมอนด์อย่างเยือกเย็น...เธอไม่ได้ยอมก้าวเข้ามาสวมหน้ากากเล่นละครตบตาให้ไซรัสเปล่าๆ เพร
แววตาสวยแผดเผาด้วยความพยศ ทว่าเบื้องลึกกลับแตกสลายจนปิดไม่มิด ฟีนิกซ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เธออย่างเหนือความคาดหมาย“มีเวลาไม่ถึงห้านาทีนะครับ...”ลูน่ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ ทว่าไม่มีเวลาหาคำตอบ มือเรียวรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นกดรับ โดยมีฟีนิกซ์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังไม่ถึงสามก้าว“ตรี...”("พระคุ้มครอง! ผมนึกว่าคุณลูน่าเป็นอะไรไปแล้วซะอีก! ตอนนี้คุณหนูเซมัสร้องหาคุณลูน่ากับคุณนับหนึ่งตลอดเลยครับ ส่วนทางพ่อแม่ของคุณนับหนึ่ง...")“ฮึก...” เสียงสะอื้นแผ่วทำให้ตรีภพชะงักกึก ก่อนจะประมวลผลได้ในทันที(“...คุณนับหนึ่ง... เข้าใจแล้วครับ ผมจะจัดการทางนี้เอง”)“ขอบคุณ... ตรีภพ ฉันขอบคุณจริงๆ...”ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ...“ฉันต้องวางแล้ว”ลูน่ารีบเช็ดน้ำตา ยามได้ยินเสียงกดรหัสหน้าห้อง เธอรีบซุกโทรศัพท์ไว้ที่เดิม ปิดตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว... อย่างน้อยเธอก็รู้ความจริงแล้วว่า ไซรัสโกหกเรื่องเซมัส ภาพที่เขาเอามาขู่คงเป็นเพียงภาพเก่า เพื่อดึงให้เธอที่กำลังโศกเศร้ายอมจำนนเท่านั้นลูน่าสูดลมหายใจ
ตลอดทั้งวัน หญิงสาวเอาแต่นั่งนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม ถาดอาหารหรูหราที่ถูกยกเข้ามาส่งยังคงเหลือปริมาณเท่าเดิมโดยไม่ถูกแตะต้องเลยสักนิดฟีนิกซ์และเชนต้องสลับสับเปลี่ยนเวรยามกันเข้ามาเฝ้าภายในห้องตามคำสั่งเด็ดขาดของไซรัส เพราะผู้นำตระกูลเดสมอนด์ไม่ยินยอมให้บอดี้การ์ดคนอื่นก้าวเข้าใกล้ลูน่า นอกจากคนสนิทที่เขาไว้วางใจที่สุดเท่านั้นกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นดุจผืนกำมะหยี่สีทืบ ฟีนิกซ์สืบเท้าเข้ามาเปลี่ยนเวรยามกับเชนอีกครั้ง สายตาคมกริบสะดุดเข้ากับร่างบางที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำลูน่าอยู่ในชุดนอนเดรสผ้าซาตินพลิ้วไหวสีขาวบริสุทธิ์ สวมทับด้วยเสื้อคลุมเนื้อเดียวกัน ทว่าตัวเสื้อกลับหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยนัก ราวกับเธอไม่ได้ใส่ใจจะจัดแจงมันให้เข้าที่ ฟีนิกซ์รีบเบือนหน้าหลบสายตาไปอีกทางด้วยความเคารพ ขณะที่เรือนร่างบอบบางเดินผ่านหน้าเขาตรงไปยังระเบียงห้องลูน่าค่อยๆ พาสรีระอันไร้เรี่ยวแรงขึ้นไปนั่งบนราวระเบียงเนื้อปูนอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้สายลมเย็นยามค่ำคืนปะทะเข้ากับดวงหน้าซีดเผือด นัยน์ตาคู่สวยทอดมองออกไปบนท้องฟ้ามืดมิดอย่างไร้จุดโฟกัส...
ภายในห้องนอนใหญ่... แพทย์และพยาบาลต่างทำงานกันอย่างหนักและระมัดระวังที่สุด เพื่อยื้อชีวิตคุณนายแห่งเดสมอนด์ และเพื่อรักษาชีวิตของพวกตนเองเอาไว้ ใต้อาณัติสายตาคมกริบเย็นชาของฟีนิกซ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างแววตานิ่งสงบไร้ความรู้สึกนั้นสร้างแรงกดดันยิ่งกว่าบรรยากาศในห้องผ่าตัด มิหนำซ้ำเสียงก้าวเท้าคึกคักและเงาที่ทอดผ่านช่องใต้ประตู ยังย้ำเตือนถึงการอารักขาอย่างแน่นหนาตลอดยามค่ำคืนตามคำสั่งเด็ดขาดของผู้นำตระกูล...ไม่มีใครได้หยุดพักกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านเข้ามา...“อือ...”เสียงหวานครางแผ่วแหบพร่าในลำคอ เปลือกตาคู่สวยค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น มองเพดานสลักลายอันหรูหราทว่าแปลกตา... เพราะนี่ไม่ใช่ห้องของเธอแพทย์และพยาบาลกุลีกุจอเข้ามาตรวจเช็กอาการทันที ท่ามกลางนัยน์ตาเรียบเฉยที่ทอดมองอย่างงุนงงและเหม่อลอย ฟีนิกซ์สืบเท้าเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคืนสติแล้วจริงๆ ก่อนจะโค้งศีรษะลงเล็กน้อย“คุณนาย...”ลูน่าตวัดสายตาขึ้นสบประสาน นัยน์ตาคู่สวยโศกเศร้าแหลกสลายแม้ดวงหน้าจะราบเรียบ“อย่าเรียกฉันว่า... คุณนายอีก”เสียงแผ่วเบาเอื้อ







