เข้าสู่ระบบรัชศกชางหลางปีที่สิบห้า... แผ่นดินต้าเซี่ยก้าวเข้าสู่ยุคทองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ขัดกับคำทำนายของเหล่าบัณฑิตเฒ่าที่เคยหวาดกลัวว่า เขาจะกลายเป็นจอมทรราชผู้บ้าคลั่งทำลายล้างแผ่นดิน เซียวอู๋จี้ (ทัวป๋าชางหลาง) กลับกลายเป็นมหาจักรพรรดิผู้ทรงธรรมที่สุดเท่าที่แผ่นดินเคยมีมา เขาไม่เคียดแค้น ไม่กวาดล้างผู้บริสุทธิ์ เขาวางรากฐานการปกครองใหม่ ผสานรอยร้าวระหว่างชาวฮั่นและชนเผ่านอกด่านจนเป็นหนึ่งเดียว ยกเลิกการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม และสร้างระบบชลประทานที่หล่อเลี้ยงราษฎรนับร้อยล้านชีวิตให้กินดีอยู่ดี ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เหตุผลเดียวที่รั้งสติสัมปชัญญะของมัจจุราชผู้นี้ไว้มิให้จมดิ่งสู่ห้วงแห่งความบ้าคลั่ง คือคำขอร้องสุดท้ายของสตรีที่เขารักสุดหัวใจ... 'อย่ากลายเป็นทรราช... จงเป็นกษัตริย์ที่ดี... ถือเสียว่าทำเพื่อข้าและลูก...' บนยอดเขาอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง เซียวอู๋จี้ได้ทุ่มเทพระราชทรัพย์และหยาดเหงื่อ สร้างสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามและวิจิตรบรรจงที่สุดในใต้หล้า... 'ศาลเทพธิดาหงส์สวรรค์' ศาลแห่งนี้ไม่ได้สร้างเพื่อบูชาทวยเทพองค์ใ
ห้าเดือนต่อมา... ภายในคฤหาสน์หรูหราของตระกูลเซียวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุขและเสียงหัวเราะ จ้าวหลินเฟยนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาบุกำมะหยี่ตัวนุ่ม มือเล็กข้างหนึ่งประคองแก้วจิบนมอุ่นๆ ในขณะที่มืออีกข้างกำลังลูบคลำหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องออกมาตามอายุครรภ์อย่างทะนุถนอม สัมผัสถึงชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโต... มังกรตัวน้อยที่สวรรค์เมตตาส่งกลับคืนมาเกิดในครรภ์ของเธออีกครั้ง เบื้องหน้าของเธอ คือคุณท่านเซียวและคุณหญิงเซียว บิดามารดาบังเกิดเกล้าของเซียวอู๋จี้ในภพชาตินี้ ทั้งสองกำลังกางพจนานุกรมและไอแพด ถกเถียงเรื่อง 'ชื่อหลาน' กันอย่างออกรสออกชาติด้วยรอยยิ้มกว้าง "ฉันว่าชื่อ 'รุ่ย' ดีไหมคุณ แปลว่าความฉลาดหลักแหลม หลานย่าต้องเกิดมาฉลาดเหมือนตาจี้แน่ๆ!" คุณหญิงเซียวเสนอด้วยดวงตาเป็นประกาย "ไม่เอาๆ ผมว่าชื่อ 'หยาง' ดีกว่า แสงอาทิตย์ที่อบอุ่น... บ้านเราจะได้สว่างไสวไง!" คุณท่านเซียวแย้งอย่างอารมณ์ดี จ้าวหลินเฟยทอดสายตามองภาพครอบครัวที่แสนจะธรรมดาทว่าอบอุ่นจนล้นหัวใจขอบตาของเธอพลันร้อนผ่าว... ภาพของ 'ตำหนักเย็น' ที่หนาวเหน็บ ภาพของฮ่องเต้องค์ก่อนที่วางยาพิษลูกตัวเอง และภาพของมารดาที่ถูกเฆี่ยนต
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนครบปี หลังจากงานแต่งงานที่เคยถูกครหา บัดนี้ฐานะ ‘ภริยาท่านประธาน’ ของจ้าวหลินเฟยมั่นคงดั่งหินผา ข่าวลือในแวดวงไฮโซและหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่เคยตราหน้าว่านี่เป็นเพียงการแต่งงานบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ ต่างพากันพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ สื่อทุกสำนักต่างตีพิมพ์ภาพความหวานชื่น พร้อมพาดหัวข่าวว่านี่คือ ‘ความรักแท้ที่น่าอิจฉาที่สุดแห่งยุค’ เหตุผลย่อมหนีไม่พ้นความเอาใจใส่ที่เหนือความคาดหมายของจ้าวหลินเฟย เธอไม่เคยปล่อยให้เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยขาดตกบกพร่องในการจัดเตรียมสำรับอาหารคาวหวานรสเลิศ ส่งตรงถึงมือเขาครบทั้งสามมื้อ ไม่ว่าเซียวอู๋จี้จะงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เขาก็จะได้ทานอาหารอุ่นๆ ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของความรักเสมอ ความเอาใจใส่นี้ทำเอาพนักงานทั้งบริษัทต่างพากันอิจฉาท่านประธานหนุ่มจนตาร้อนผ่าว คืนหนึ่งในช่วงกลางฤดูหนาว พายุหิมะโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วง เกล็ดสีขาวขุ่นบดบังทัศนวิสัยภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องทำงาน CEO บนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า เซียวอู๋จี้โหมเคลียร์แฟ้มเอกสารโปรเจกต์ระดับชาติจนดึกดื่น ความเหนื่อยล้าสะสมจากการประชุมติดพันหลายวัน ทำให้เขาเ
สองเดือนเต็มแล้วนับตั้งแต่จ้าวหลินเฟยฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลพร้อมกับอาการร้องไห้แทบเสียสติในวันนั้น จากเดิมที่การแต่งงานระหว่างมหาเศรษฐีหนุ่ม 'เซียวอู๋จี้' CEO แห่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยักษ์ใหญ่ กับ 'หลินเฟย' เป็นเพียงการแต่งงานบังหน้าทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและหมางเมิน ทว่าบัดนี้... ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง จ้าวหลินเฟยเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เธอฉีกสัญญาการแต่งงานจอมปลอมทิ้งไปในใจ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็น 'พันธะรัก' ที่เธอขอผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว หญิงสาวไม่ยอมห่างจากเซียวอู๋จี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว... ยามเช้าเธอต้องเป็นคนจัดเตรียมเสื้อผ้าและผูกเนคไทให้เขา ยามเย็นหากเขาไม่แวะมารับที่คฤหาสน์ตระกูลเซียว เธอก็จะไปนั่งรอเขาถึงหน้าห้องประชุม ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังหอบข้าวหอบน้ำตามไปเฝ้าเขาถึงห้องทำงาน CEO ทุกวันราวกับเงาตามตัว "อู๋จี้... เที่ยงแล้ว ทานข้าวเถอะค่ะ วันนี้ฉันทำซุปบำรุงกำลังมาให้ คุณต้องทานตอนที่มันยังร้อนๆ นะ" เสียงหวานใสของหลินเฟยดังขึ้น พร้อมกับมือบางที่เปิดกล่องอาหารเก็บอุณหภูมิ กลิ่นหอมกรุ่นลอยเตะจมูก เซียวอู๋จี้ละสายตาจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า เขามองดูหญิง
เฮือก!!จ้าวหลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ เปลือกตาที่หนักอึ้งเบิกโพลงขึ้น แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าบนเพดานแยงตาจนเธอต้องหยีตาลง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยและเสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ของเครื่องวัดชีพจร ดึงสติของเธอให้กลับคืนสู่ความเป็นจริงเธอไม่ได้อยู่บนลานพิธีหินอ่อนที่อาบไปด้วยเลือดอีกต่อไปแล้ว... ที่นี่คือโรงพยาบาลในยุคปัจจุบัน!ความทรงจำสุดท้ายไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก สัมผัสของคมกระบี่ที่ทะลวงผ่านแผ่นหลัง... เลือดสีดำที่ทะลักออกจากปาก... และที่ชัดเจนที่สุด คือเสียงคำรามอย่างแหลกสลายและใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของบุรุษผู้เป็นจ้าวแผ่นดิน ชายที่กอดร่างไร้วิญญาณของเธอและลูกน้อยในครรภ์ไว้แน่นราวกับคนเสียสติ"อู๋จี้... ไม่นะ... อู๋จี้... ลูกแม่..."หลินเฟยผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว สองมือเล็กกุมหน้าท้องที่แบนราบและไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลของตนเอง สายน้ำตาแห่งความปวดร้าวไหลทะลักออกมาดั่งสายฝน เธอไม่ได้ดีใจที่รอดชีวิต ไม่ได้ดีใจที่ได้กลับมายังโลกเดิม ทว่าหัวใจของเธอกำลังถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ เมื่อนึกถึงว่าป่านนี้มัจจุราชของเธอจะทนรับความสูญเส
หนึ่งเดือนต่อมา ณ แท่นบวงสรวงเทียนถาน (หอสักการะฟ้า) ม่านหมอกแห่งเหมันต์ฤดูจางหายไป สายลมวสันต์พัดพากลิ่นอายแห่งการเริ่มต้นใหม่มาสู่แผ่นดินต้าเซี่ย ลานหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ทอดยาวจรดแท่นพิธีสามชั้นที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับสวรรค์ ธงมังกรดำขลิบทองโบกสะบัดดังกึกก้องประดุจเสียงคำรามของจ้าวแผ่นดินองค์ใหม่ วันนี้คือวันแห่งการผลัดแผ่นดิน พิธีราชาภิเษกและการสถาปนาฮองเฮาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดในรอบร้อยปี เซียวอู๋จี้ หรือนามที่แท้จริงคือ 'ทัวป๋าชางหลาง' ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแท่นบวงสรวง เขาสวม 'ชุดกุ่นฝู' (ฉลองพระองค์มังกรสิบสองลวดลาย) สีดำสนิทปักดิ้นทองคำเรืองรอง บนศีรษะสวม 'หมวกเหมี่ยนกวาน' ประดับระย้าไข่มุกสิบสองสายที่บดบังแววตาดุดัน แผ่ซ่านกลิ่นอายของโอรสสวรรค์ผู้กุมชะตาใต้หล้าอย่างสมบูรณ์แบบ อัครมหาเสนาบดีคนใหม่ก้าวออกมาเบื้องหน้า กางม้วนราชโองการสีทองอร่าม ประกาศก้องต่อหน้าฟ้าดินและขุนนางนับหมื่นที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่าง "รับโองการฟ้า องค์โอรสสวรรค์มีพระราชดำรัส... ภูผาแม่น้ำล้วนมีเจ้าของ แผ่นดินต้าเซี่ยกว้างใหญ่ไพศาล บัดนี้ราชบรรพตได้ผลัดเปลี่ยน เจิ้น
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นในห้องนอนหรูหราของจวนเสนาบดีคลัง บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนกึกของควันธูปและน้ำมนต์ที่สาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางถูกมารดาส่งพระมาสวนไล่ความอัปมงคลทุกวัน บนเตียงไม้ซื่อถานหลังใหญ่ ร่างระหงของจ้าวหลินเฟยถูกเชือกไหมเส้นหนามัดตรึงข้อมือและข้อเท้าไว้กับเสาเต
สิ้นคำประกาศิตของจ้าวหลินเฟย อุทยานหลวงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงดนตรีและกลิ่นหอมของดอกเหมย พลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้าที่ถูกแช่แข็ง ความเงียบนั้นหนักอึ้งจนแทบจะได้ยินเสียงหิมะที่ร่วงหล่นลงมากระทบกิ่งไม้ดวงตานับร้อยคู่เบิกกว้าง ริมฝีปากของเหล่าคุณหนูและฮูหยินอ้าค้าง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจแรง
เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปของจ้าวหลินเฟยชะงักกึก เมื่อจู่ๆ มีเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามายืนตระหง่านขวางหน้าโต๊ะไม้ซอมซ่อขององค์ชายเจ็ดเอาไว้ บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนด้วยดิ้นเงินวาววับ บนศีรษะสวมกวานหยกประดับทับทิมเม็ดโต บ่งบอกถึงฐานะองค์ชายผู้สูงศักดิ์ เขาคือ ‘องค์ชา
รัชทายาทก้าวเข้ามาขวางหน้า มือหนาเอื้อมไปเด็ดดอกเหมยสีแดงสดกิ่งหนึ่งมาถือไว้ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าหลินเฟย รอยยิ้มทรงเสน่ห์ประดับบนใบหน้า "ดอกไม้งาม ย่อมคู่ควรกับโฉมงาม... อุทยานแห่งนี้กว้างใหญ่นัก หากหลงทางอีกจะลำบาก ให้เปิ่นกงพากลับไปส่งที่งานดีหรือไม่?"หลินเฟยลอบกัดฟัน รอยยิ้มการค้านี้มันอะไรกัน!







