登入หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ตำรวจมาเก็บหลักฐาน ในที่สุดพวกเขาก็จับคนร้ายได้สำเร็จ มันหนีไปได้ไม่ไกลนักเพราะถูกไอ้โรคจิตซัดจนน่วม ไปนอนแผ่หราหมดสภาพอยู่ริมฟุตบาทหน้าปากซอย
“หากไม่มีอะไรแล้ว งั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ” พี่ตำรวจเจ้าของคดีเอ่ยลาพลางยกมือไหว้ผมกับพี่นิก ก่อนจะหันไปไหว้ลาไอ้โรคจิตที่ยืนกอดอกวางมาดอยู่ไม่ไกล
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพากันกลับไปจนหมดแล้ว พี่นิก เจ้าของร้านวัยสี่สิบห้าปีก็หันมาหาผม พลางเอื้อมมือมาตบไหล่เบา ๆ เป็นเชิงปลอบใจ
“น้องปั้น... คงกลัวมากเลยสินะ โชคดีจริงๆ ที่คุณคนนั้นมาช่วยได้ทัน ไม่งั้น... พี่ไม่อยากจะนึกเลย” พี่นิกพูดพลางทำหน้าเศร้า
“ผมไม่เป็นไรครับพี่นิก ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง”
“เราเป็นลูกจ้างพี่นะ... ก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ว่าแต่เราเถอะ... เดินไปขอบคุณเขาสักหน่อยสิ เขาอุตส่าห์ช่วยเราเอาไว้”
ขอบคงขอบคุณอะไรกันล่ะพี่นิก! ไอ้โรคจิตนั่นมันเพิ่งขยำหน้าอกผมซะเต็มแรง แถมก่อนหน้านี้ยังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ ทำท่าเหมือนจะฆ่ากันให้ตายอยู่รอมร่อ!
ทว่านั่นก็ทำได้แค่คิดในใจ ก่อนจะก้มหน้าตอบรับด้วยภาวะจำยอม
“ได้ครับ...พี่นิก”
“อืม ๆ งั้นพี่ฝากร้านด้วยนะ พอดีพี่ฝากเจ้าตัวเล็กไว้กับคนข้างบ้าน นี่ก็จะตีสามแล้ว คงใกล้จะตื่นขึ้นมาหิวนมอีกแน่ ๆ”
ผมมองหน้าพี่นิก พ่อเลี้ยงเดี่ยวที่หัวหมุนกับการเลี้ยงลูกคนเดียวด้วยความเห็นใจ
“ได้ครับ ตรงนี้พี่ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวผมจะ ‘ขอบคุณ’ เขาเป็นอย่างดีครับ”
“งั้นพี่กลับล่ะนะ” พี่นิกกล่าว ก่อนจะหันไปโค้งหัวให้ไอ้ผู้ชายคนนั้น “ขอบคุณมากเลยนะครับคุณ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล ผิดกับตอนที่ด่าผมว่าไอ้ขยะหน้ามือเป็นหลังมือ
สุดท้ายแล้ว เพื่อทำตามหน้าที่ ผมเลยจัดแจงต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นำออกมาเลี้ยงเขาที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าร้าน ท่ามกลางลมดึกที่พัดผ่านมาเป็นระลอกจนชวนให้หนาวสั่น
“เอ้านี่” ผมกระแทกถ้วยบะหมี่ลงบนโต๊ะเบา ๆ
อีกฝ่ายก้มลงมองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุยตรงหน้า สลับกับมองหน้าผมด้วยสายตาราบเรียบ
“หมายความว่ายังไง”
“ก็ขอบคุณไง ขอบคุณโดยการเลี้ยงข้าว”
“นี่มันข้าวที่ไหนกัน นี่มันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชัด ๆ” เขาขมวดคิ้ว บ่นพึมพำราวกับหลุดมาจากสรวงสวรรค์แล้วไม่เคยเจออาหารคนจน “มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมโซเดียมก็เยอะด้วย”
“เรื่องมากชะมัด”
ผมเบ้ปากบ่นอุบ ก่อนจะสะบัดตูดเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อหาอะไรที่มีประโยชน์และโซเดียมน้อยตามที่อีกฝ่ายต้องการ แต่เมื่อวนหาจนทั่วร้านกลับไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลยนอกจากไข่ต้ม
ผมรีบกวาดไข่ต้มที่เหลืออยู่บนชั้นทั้งหมด ก่อนจะหอบมันออกมา วางกองไว้บนโต๊ะม้าหินอ่อนตรงหน้าเขา
“อะ! ไข่ต้ม มีประโยชน์ โปรตีนสูง โซเดียมน้อย กินเข้าไปให้หมดเลยนะ...ไอ้...โรค!”
คำว่าไอ้โรคจิตเกือบหลุดออกจากปากอยู่แล้ว แต่เพราะใบหน้าแสนดีของพี่นิกมันดันลอยเข้ามาในหัวซะก่อน จึงทำให้ผมกลืนคำด่านั้นได้ทันเวลา
“...!!”
อีกฝ่ายเงยหน้ามองผมตาปริบ ๆ ด้วยความตกตะลึงกับกองทัพโปรตีนพะเนินเทินทึกตรงหน้า ผมเหยียดยิ้มสะใจทีหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าเตรียมหันเท้าเดินกลับเข้าไปในร้าน ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวเดิน ข้อมือของผมก็ถูกฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน
ผมสะดุ้งโหยงรีบชักข้อมือกลับทันทีด้วยความระแวง สายตาจ้องมองเขาเขม็ง “อะไรอีกล่ะคุณ? อยากได้ของที่มีประโยชน์ผมก็เอามาให้แล้วนี่ไง หรือ...”
“...”
“หรือคุณคิดจะลวนลามอะไรผมอีก!” ผมพูดพลางรีบยกมืออีกข้างขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองเอาไว้แน่นราวกับสาวน้อยเสียซิง
ท่าทางตื่นตูมของผมทำให้อีกฝ่ายถอนหายใจยาวเหยียดพลางยกมือขึ้นมานวดขมับ ท่าทางอ่อนใจเต็มที
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรนาย...” เขาละเหี่ยใจก่อนจะพูดต่อเสียงทุ้ม “แต่ฉันต้องการกระเป๋าเงินคืน นายช่วยคืนมันให้ฉันได้หรือเปล่า สิ่งนั้นสำคัญกับฉันมาก”
ผมขมวดคิ้วมองท่าทางกระวนกระวายนั่น จะว่าไปอีกฝ่ายก็ดูจะเดือดร้อนเรื่องกระเป๋าหนังแบรนด์หรูใบนั้นพอสมควรเลย เงินในกระเป๋าที่มีอยู่สองสามพันนั่นก็อาจจะต่อชีวิตเขาในคืนนี้ก็ได้
แต่ที่ผมยังแอบสงสัยอยู่ไม่นอน คนนามสกุลดังระดับลูกคุณหนูอย่างเขา เหตุไฉนถึงได้ดูหวงแหนเงินในกระเป๋าที่มีไม่กี่พันนั้น
“ง...เงินในนั้น...มันสำคัญกับคุณมากสินะครับ?” ผมลองเลียบเคียงถาม
“เงิน? เงินในกระเป๋านั่นมันก็สำคัญอยู่หรอก...” อีกฝ่ายถอนหายใจออกมาสั้น ๆ ก่อนจะยอมเฉลยความจริงด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “แต่สำคัญที่สุด คือคีย์การ์ดคอนโดน่ะสิ ถ้าไม่มีมัน...คืนนี้ฉันก็คงต้องนอนข้างถนนแล้วล่ะ”
“อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง” ผมลากเสียงยาว พลางนึกถึงกระเป๋าสตางค์ใบหรูที่หยิบติดมือมาด้วย
ในที่สุดผมก็ยอมพ่ายแพ้ให้กับเขา ชายหนุ่มที่กำลังไม่มีที่ซุกหัวนอน แต่จะให้ยอมรับง่าย ๆ นั่นเท่ากับผมยอมรับผิดว่าเป็นขโมยน่ะสิ ทั้งที่จริงแล้วผมไม่ได้เจตนาแบบนั้นสัก ผมขยับร่างกายเล็กน้อย ก่อนจะแก้ต่างเพื่อหาความบริสุทธิ์ให้กับตนเอง
“ใช่... กระเป๋าคุณอยู่กับผมจริง... แต่ผมไม่ได้ขโมยนะ! แค่เก็บไว้เฉย ๆ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอามันไปส่งที่สถานีตำรวจต่างหาก”
“นาย!!... ฉันว่าแล้ว... โครก!”
ยังไม่ทันที่คุณชายฝั่งตรงข้ามจะเถียงจนจบประโยค เสียงท้องร้องโครกครากพลันดังประท้วงขึ้นมาเสียก่อน บรรยากาศรอบโต๊ะม้าหินอ่อนเงียบกริบลงไปถนัดตา ไอ้คุณชายชะงักกึก ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงระเรื่อ พลางรีบสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
ผมกะพริบตาปริบ ๆ มองท่าทางเก๊กขรึมแต่ท้องยังร้องประท้วงไม่หยุด ดูท่านอกจากจะเข้าคอนโดไม่ได้แล้ว วันทั้งวันคงไม่มีอะไรตกถึงท้องอย่างแน่นอน คิดแล้วก็แอบรู้สึกผิดไม่น้อย
“คุณ...หิวใช่ไหม?” ผมถามพลางคลี่ยิ้ม ก่อนกอดอกมองคนตรงหน้าอย่างเป็นต่อ
“ฉันไม่ได้หิว!” ชายตรงหน้าปฏิเสธทันควัน
“เอาอย่างนี้ไหม ถ้าคุณยอมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยนั้นกับไข่ต้มทั้งหมดนี่... ผมสัญญาว่าจะคืนกระเป๋าให้ แต่ถ้าไม่ก็เชิญกลับไปเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยไปรับคืนที่สถานีตำรวจแล้วกัน”
“นาย...อย่ามาขู่ฉันนะ” เขารีบหันมาถลึงตาใส่ทันควัน
“ผมไม่ได้ขู่สักหน่อย เขาเรียกว่ายื่นข้อเสนอต่างหากล่ะ คุณจะกินหรือไม่กิน นั่นมันก็เป็นสิทธิของคุณ” ผมลอยหน้าลอยพูด ยิ่งเห็นสายตาคมกริบจ้องมองมาพลางสลับไปมองบะหมี่โซเดียมสูงที่อยู่บนโต๊ะด้วยความลังเล มันยิ่งทำให้รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก
สุดท้ายแล้วความหิวก็ชนะทุกสิ่ง ไอ้โรคจิตถอนหายใจอย่างยอมแพ้ เขาเลี่ยงที่จะแตะต้องบะหมี่ แต่กลับเอื้อมมือยาว ๆ ไปคว้าไข่ต้มขึ้นมาฟองหนึ่งแทน
แต่ทว่าไอ้ตอนแกะเปลือกไข่นี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ นิ้วมือเรียวยาวที่ตอนซัดโจรดูคล่องแคล่วว่องไว กลับกำลังแกะเปลือกไข่ต้มอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับไม่เคยทำมันมาก่อนในชีวิต เนื้อไข่ขาวหลุดกระจุยติดเปลือกออกมาเป็นก้อน ๆ จนไข่ต้มแหว่งไปเกือบครึ่งซีก
“โอ๊ยคุณ! แงะไข่ต้มเป็นหลุมอุกกาบาตหมดแล้วเนี่ย มานี่มา...ผมปลอกให้เอง” ผมยืนดูแล้วขัดใจจนทนไม่ไหว ต้องเดินเข้าไปหยิบไข่ต้มฟองใหม่มาแก้ให้อย่างชำนาญ ตามประสาคนที่กินเป็นประจำจนหน้าจะเป็นไข่อยู่แล้ว ปากก็ถือวิสาสะบ่นออกไปไม่หยุด
“แหม... เป็นลูกคุณหนูมาจากไหนเนี่ย แค่แกะไข่ต้มยังทำไม่เป็นเลย”
“ฉันก็แค่ไม่ค่อยได้กินอาหาร... ประเภทนี้” เขาแก้ตัวเสียงอุบอิบ แอบหูแดงนิด ๆ
ผมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโยนไข่ต้มขาวเนียนที่แกะเสร็จแล้วลงไปในถ้วยบะหมี่ ยื่นตะเกียบให้พร้อมกับสบตาอีกฝ่าย
“ลองชิมดูสักหน่อยเถอะครับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินคู่กันกับไข่ต้มอร่อยนะจะบอกให้ ถ้าคุณไม่ยอมกินมันผมจะไม่คืนกระเป๋าให้จริง ๆ นะ”
เมื่อโดนคำขู่ค้ำคอ คุณชายมาดนิ่งจึงยอมคีบเส้นบะหมี่ที่เส้นบวมฉึ่งเข้าปากด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ แต่พอเคี้ยวไปได้สองสามคำ แววตาที่เคยราบเรียบก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกับเจอของอร่อย
“เป็นไง...อร่อยไหม?” ผมถาม
อีกฝ่ายเงยหน้ามองผมก่อนจะเอ่ยอ้อมแอ้มในลำคอ “ก...ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด”
พูดจบเขาก็รีบคีบคำที่สองและสามตามเข้าปากอย่างรวดเร็วเพื่อประทังความหิว ท่าทางหยิ่งยโสคุมเกมเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงคุณชายตกยากที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอร็ดอร่อย
ผมมองภาพตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว นึกขันที่สามารถปราบคุณชายให้ยอมกินอาหารไม่มีประโยชน์ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายอาจจะไม่เคยกินเลยก็ตาม
หลังจากคุณชายตกยากจัดการบะหมี่และกองทัพไข่ต้มจนเรียบชนิดไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป ผมที่รักษาคำพูดก็เดินเข้าไปหลังร้านแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาส่งให้คนตรงหน้า
“อะ... นี่กระเป๋าสตางค์ของคุณ”
ชายตรงหน้าเอื้อมมือมารับกระเป๋าหนังใบหรูไป ก่อนจะตรวจสอบดูภายใน พอเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ครบก็นำมันยัดใส่กระเป๋ากางเกง
“คืนมาตั้งแต่แรกก็แล้วเรื่อง จะลีลาท่าเยอะไปทำไมก่อน ว่าแต่... นายจะเรียกฉันว่าคุณไปถึงไหนกัน” อีกฝ่ายถามพลางขมวดคิ้วมองผมอย่างไม่สบอารมณ์
“อ้าว ไม่ให้เรียกว่าคุณ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะครับ” ผมย้อนถามงง ๆ
“ฉันชื่อจิณณ์” ชายตรงหน้ากอดอก พลางปัดเศษฝุ่นเสื้อเชิ้ตของตัวเองด้วยท่าทางวางมาดเหมือนเดิม “แถมดูจากหนังหน้านายแล้ว ฉันน่าจะเป็นพี่นายตั้งหลายปี นายควรจะเรียกฉันว่าพี่จิณณ์ต่างหาก”
ผมชะงักเล็กน้อย แอบเบ้ปากให้กับคำพูดที่หลงตัวเองนั่น ก่อนจะตอบกลับหน้าตาย
“พวกเราไม่ได้สนิทกันนี่ครับ เรียกว่าคุณนั่นแหละดีแล้ว”
“ไม่ได้!” อีกฝ่ายสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่คมวาววับขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้านายไม่ยอมเรียกฉันว่าพี่... ฉันจะโทรไปแจ้งตำรวจว่านายขโมยกระเป๋าสตางค์ฉัน”
“เชิญเลยครับ…คุณไม่มีหลักฐานสักหน่อย” ผมท้าทาย
“ใครว่าฉันไม่มีหลักฐาน นี่ไงหลักฐาน ฉันอัดไว้ตอนนายสารภาพเมื่อกี้” เขาพูดพลางยกมือถือขึ้นมาโชว์ให้ดู
“เฮ้ย! นี่คุณแอบอัดเสียงตอนไหนเนี่ย! ลบเลยนะ!” ผมเบิกตา กว้าง พลางสั่งให้อีกฝ่ายลบคลิปเสียงนั่นทิ้ง นึกไม่ถึงว่าไอ้คุณชายที่เพิ่งนั่งสอยบะหมี่ต้มเมื่อครู่ จะเนรคุณแอบอัดเสียงตอนผมสารภาพเรื่องกระเป๋าสตางค์ก่อนหน้า
“จะเรียกไม่เรียก?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วถาม พลางทำท่ากดปุ่มโทรออก จนผมกดดันทำตัวไม่ถูก
ผมมองหน้าคนเจ้าเลห์ พร้อมกับชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมจำใจกลืนก้อนศักดิ์ศรีลงคอ แล้วเค้นเสียงออกไปอย่างยากลำบาก
“...พะ...พี่จิณณ์ พอใจหรือยัง!”
“ฮ่า ๆ สนุกวะ”
ไอ้โรคจิตหลุดขำจนตัวโยน เขากดปิดแอปอัดเสียงแล้วยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนจะขยับก้าวเข้ามาใกล้แล้วถือวิสาสะยกฝ่ามือใหญ่ขึ้นมาตบไหล่ผมเบา ๆ สองสามทีอย่างเอ็นดู
“ดีมากครับ... น้องปั้น”
คำว่า ‘น้องปั้น’ ที่หลุดออกมาจากปากเสียงทุ้มต่ำนั่น ทำเอาผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว ตั้งแต่เกิดมาแม้แต่ป้าแท้ ๆ ก็ไม่มีใครเรียกผมแบบนี้มาก่อน ผมรีบก้าวถอยหลังกุมไหล่ตัวเองด้วยอาการขนลุก ในขณะที่ไอ้คนเจ้าเล่ห์หมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
“นี่มัน…ฝันร้ายชัด ๆ!” ผมหน้าแดงแจ๋ด้วยความโมโหกึ่งอาย รีบป้องปากตะโกนไล่หลังไปจนสุดเสียงว่า
“เฮ้ย! วันหลังอย่ามาเรียกแบบนี้อีกนะคุณ! ให้เรียกผมว่าปั้น เฉย ๆ ก็พอ!!”
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม
อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี







