Mag-log inทว่าวงล้อแห่งกรรมมันหมุนวนเร็วกว่าที่คิด เพราะยังไม่ทันข้ามคืน ผมกลับต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่
ขณะที่ผมกำลังยืนหาวหวอด ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อท่ามกลางความเงียบสงัดยามดึก ประตูอัตโนมัติพลันเปิดออก พร้อมกับที่ผมส่งเสียงต้อนรับลูกค้าเหมือนอย่างเช่นทุกครั้ง
“ยินดีต้อนรับครับ...”
ผมเอ่ยทักทายยังไม่ทันจบประโยค ร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตแบรนด์เนมก็ก้าวพรวดเข้ามาในร้าน ก่อนจะตะคอกเสียงดังลั่น
“นายใช่ไหม... ที่ขโมยกระเป๋าสตางค์ฉันไป!”
ท่ามกลางแสงไฟนีออนสลัวที่กะพริบถี่สลับกับความมืดมิดในซอยเปลี่ยว เข็มนาฬิกาเหนือตู้แช่ขยับเดินช้า ๆ บ่งบอกเวลาตีสองซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับพนักงานกะดึกอย่างผม แต่นั่นยังไม่อันตรายเท่ากับหายนะตรงหน้า
ใบหน้าหล่อเหลาที่จ้องกันเขม็งราวกับจะฆ่ากันให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ทำให้ผมรู้สึกกลัวไม่น้อย
“ค...คุณว่าอะไรนะครับ” ผมถามในขณะที่เท้าขยับถอยหนี
“ฉันถามว่า...นายเอากระเป๋าสตางค์ฉันไปใช่ไหม!” เขาตอบพลางเอาขยี้ผมอย่างหัวเสีย พลางจ้องมองผมด้วยสายตาคาดคั้น
ใบหน้าที่ตรึงเครียด มันบ่งบอกว่าเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าผมเป็นคนขโมยกระเป๋านั้นมา ผมชะงักเล็กน้อยก่อนจะมองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท่า สภาพของเขาตอนนี้ห่างไกลจากเทพบุตรเมื่อเช้าโดยสิ้นเชิง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้ายับยู่ยี่และเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น ดูไปดูมาไม่ต่างจากคนจรเลยด้วยซ้ำ
นี่เขา...ไปฟัดกับหมาที่ไหนมาเนี่ย
ทว่าในระหว่างที่ผมรู้สึกเห็นใจ อีกฝ่ายกลับเอ่ยคำพูดสุนัขไม่รับประทานออกมา
“มองอะไร...ไอ้หัวขโมย”
“ขมงขโมยอะไรครับ ได้โปรดพูดให้ดี ๆ หน่อย”
ผมรีบกอดอกวางมาดนิ่ง ทั้งที่กระเป๋าสตางค์ใบหรูนั้นยังนอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋าเป้ใบเก่า ยิ่งเห็นท่าทางจองหองไม่เลิกของเขา ผมก็ยิ่งอยากจะดัดนิสัยคนรวยตกอับคนนี้ให้เข็ด
“นายนั่นแหละ...ที่เป็นหัวขโมย! จะคืนมาดี ๆ หรือจะให้แจ้งตำรวจ ฮะ!”
“ผมทำงานสุจริตนะ ยืนขายของงก ๆ อยู่เนี่ย คุณอย่ามากล่าวหากันลอย ๆ สิครับ ถ้าผมขโมยจริง ไหนล่ะหลักฐาน?”
“ไอ้ขยะนี่! ก็บอกให้เอามาไงเล่า!”
อีกฝ่ายตะโกนดังลั่น แยกเขี้ยวใส่ผมราวกับยักษ์ที่กำลังโกรธเกรี้ยว เขาพยายามจะปีนข้ามเคาน์เตอร์เข้ามาเพื่อกระชากคอเสื้อ ในขณะที่ผมรีบถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณพลางกดปุ่มฉุกเฉินเรียกตำรวจ
“เอาสิครับ ถ้าคุณคิดว่าแน่ก็ลองดู... แต่ผมจะบอกอะไรให้นะครับ ที่ร้านมีกล้องวงจรปิด ถ้าคุณทำร้ายผม...ผมจะแจ้งความแน่นอน” ผมพูด ก่อนชี้นิ้วไปยังกล้องวงจรปิดที่อยู่เหนือหัว
อีกฝ่ายมองตามมือ ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวอีกครั้ง “เหอะ คิดว่าฉันกลัวหรือไง! ต่อให้ตำรวจมาทั้งโรงพักฉันก็ไม่กลัว เอากระเป๋าคืนมานะ นั่นคือเงินก้อนสุดท้ายของฉัน!”
ทว่าในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะปีนข้ามเคาน์เตอร์มานั้น เงาร่างของชายคนหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในร้านอย่างกะทันหัน ชายคนนั้นสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า ในมือถือปืนพกพุ่งตรงมายังเคาน์เตอร์พลางตะโกนลั่นร้านจนเราสองคนตกใจ
“เฮ้ย! พวกมึง นี่คือการปล้น! ส่งเงินมาเดี๋ยวนี้ อย่าเล่นตุกติกไม่งั้นพวกมึงตาย!”
นี่มันจังหวะนรกชัด ๆ เจอไอ้โรคจิตยังไม่ทันเคลียร์ ยังจะมาเจอโจรปล้นร้านอีก ให้ตายเถอะ ผมหน้าเหวอไปชั่วขณะ ก่อนที่ความกลัวจะแล่นผ่านเข้ามาเมื่อเห็นชายคนนั้นถือปืนก้าวเข้ามาใกล้ ผมทรุดตัวลงนั่งคู้พลางเอามือกุมหัวด้วยความกลัว ทว่าในความเงียบสงัดนั้น ไอ้โรคจิตกลับหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ทีกับฉันล่ะไม่กลัว... ดันไปกลัวไอ้โจรกระจอกนั่น”
ผมเงยหน้ามองเขาทันที อีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากราวกับต้องการเย้ยหยันกัน
“รอฉันจัดการตัวปัญหาเสร็จก่อนเถอะ นายเจอฉันแน่”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวกระโดดลงจากเคาน์เตอร์พุ่งตรงไปหาโจรทันที!
“...”
และในวินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของไอ้โรคจิตกระแทกเข้าใส่ไอ้โจรหมวกกันน็อกอย่างจังจนล้มคว่ำคะมำหงายไปด้วยกัน ปืนพกในมือโจรกระเด็นหลุดลอยไปไกลชนชั้นวางของเสียงดังโครม
“โอ๊ย! ไอ้เวรนี่!” ไอ้โจรกระจอกร้องเสียงหลงด้วยความจุก แต่ไอ้โรคจิตไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เขาขึ้นคร่อมร่างคนร้ายพลางรัวกำปั้นใส่ไม่ยั้งราวกับต้องการฆ่าให้ตาย
ส่วนตัวผม ได้แต่ยืนเกาะขอบเคาน์เตอร์อ้าปากค้าง สายตาจ้องมองภาพตรงหน้าที่ราวกับเป็นสนามมวยขนาดย่อม และในใจก็เริ่มกลัวขึ้นมา นึกย้อนกลับไป หากเมื่อครู่ผมหลบไอ้โรคจิตนั่นไม่ทัน ป่านนี้คงได้นอนแทนไอ้โจรปล้นเงินนั้นอย่างแน่นอน
แม่ง เห็นท่าทางลูกคุณหนูแบบนั้นไม่คิดว่าจะมีฝีมือกับเขาด้วย
แต่ในจังหวะที่ผมเหงื่อตกอยู่นั้น ไอ้โรคจิตกลับถูกโจรกระจอกพลิกกับมาได้เปรียบมากกว่า มันดึงมีดที่อยู่ข้างเอวขึ้นมาจนตกใจร้องเสียงหลง
“เหวอออ! เฮ้ย! ระวัง!”
ไอ้โจรที่โดนซัดจนสะบักสะบอมเริ่มฮึดสู้ มันอาศัยจังหวะที่ตัวเองตัวใหญ่กว่า พลิกตัวกดร่างชายโรคจิตลงไปนอนกับพื้น แล้วง้างหมัดเตรียมสวนกลับคืนบ้าง
ผมที่ไม่รู้จะทำอย่างไร รีบคว้าไม้เบสบอลที่เจ้าของร้านวางทิ้งไว้หลังเคาน์เตอร์เพื่อใช้ป้องกันตัว กระโดดข้ามเคาน์เตอร์ออกไปแล้วหวดเข้าที่หัวของคนร้ายอย่างแรง แต่ด้วยความลนลาน ไม้เบสบอลที่ปะทะเข้าหัวไอ้โจรกลับไม่มีผลกับมันเลยแม้แต่น้อย มันรีบคว้าหมับเข้าที่ท่อนไม้ ก่อนจะกระชากคอเสื้อผมเข้าไปร่วมวงด้วย
กลายเป็นว่าตอนนี้ไอ้โจรกระจอกเปลี่ยนเป้าหมายมาขึ้นคร่อมร่างผมแทน
“ไอ้ขี้ขลาดนี่...กล้าดียังไงเอาไม้มาตีหัวกู!” มันโมโหจนตัวสั่น ง้างมือเตรียมเหวี่ยงหมัดใส่หน้าผมเต็มแรง แต่ยังไม่ทันที่หมัดจะสะกิดโดนผิว ไอ้โรคจิตฝั่งนั้นก็ฟื้นตัวได้ทันพอดี เขาพุ่งมารวบหมับเข้าที่คอเสื้อ ไอ้โจรจากทางด้านหลังแล้วกระชากออก ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้ามันอีกหมัดใหญ่จนมันหงายท้องตึง ก่อนจะรีบตามเข้าไปรวบตัวมันไว้ทันที
“เร็วเข้า มาช่วยฉันจับมันไว้!”
เสียงทุ้มเฉียบขาดของไอ้โรคจิตตะโกนสั่งเล็ดลอดผ่านไรฟัน ในขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้เข่ากดหลังและรวบแขนไอ้โจรหน้าบากเอาไว้กับพื้นจนเสื้อเชิ้ตราคาแพงยับยู่ยี่
คำสั่งนั้นทำให้ผมสะดุ้งโหยง รีบดีดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นทันที สมองของผมตอนนี้มันเบลอซะจนคิดอะไรไม่ออก แต่สายตาเหลือบไปเห็นม้วนเชือกปอฝางที่วางอยู่แถวเคาน์เตอร์พอดี เลยรีบตะครุบมันมาแล้วพุ่งตัวเข้าไปหาอีกฝ่าย กะว่าจะเอาไปมัดมือโจรตามที่คุณชายสั่ง
แต่ไอ้โจรบ้าพลังมันไม่ยอมหมอบง่าย ๆ น่ะสิ!
จังหวะที่ผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ไอ้โจรเวรนั่นดันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายแว้งกัดเข้าที่แขนของไอ้โรคจิตเต็มแรง ความเจ็บทำให้เขาเผลอปล่อยมือจนเปิดโอกาสให้โจรกระจอกสะบัดตัวหลุดหนีไปได้
“แม่งเอ๊ย! ช่วยเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง!!” อีกฝ่ายตวาดลั่น ก่อนจะสับเท้าวิ่งไปดักหน้าคนร้าย ส่วนผมก็รีบวิ่งตามไปดักข้างหลังของมัน
พวกเราช่วยกันต้อนไอ้โจรจนมันไม่มีทางหนี วินาทีสุดท้ายไอ้โรคจิตก็พยักหน้าส่งสัญญาณเป็นเชิงให้ผมพุ่งตัวเข้าไปตะครุบมันพร้อมกัน
แต่ไม่รู้ช่วยอีท่าไหน... แทนที่มือหนาของเขาจะคว้าตัวโจรแล้วกดลงกับพื้น อีกฝ่ายกลับเสียหลักพุ่งพรวดเข้าใส่ผมเต็มแรง จนร่างของเราทั้งคู่ล้มโครมลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นด้วยกัน
สถานการณ์ในตอนนี้กลายเป็นผมที่นอนหงายหน้าแผ่หลา โดยมีเขาตามลงมานอนคร่อมทับอยู่ด้านบน แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่าฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างที่ตอนนี้ดันประกบหมับเข้าที่หน้าอกของผมอย่างพอดิบพอดี มิหนำซ้ำยังขยับมือขยำมันอีกด้วย
“เฮ้ยยย! คุณทำอะไรเนี่ย!” ผมแหกปากลั่นด้วยความช็อก
“...!!”
ความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วร้านสะดวกซื้อราว ๆ สามวินาที สัมผัสนุ่มหยุ่นสู้มือทำเอาคนบนร่างถึงกับชะงักแข็งทื่อไปทันที ไอ้โรคจิตจ้องใบหน้าผมครู่หนึ่งด้วยสายตาที่สับสนและตกตะลึง ก่อนจะรีบกระชากตัวลุกขึ้นพลางปฏิเสธอย่างลนลาน ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีจัดจนลามไปถึงลำคอ
“ฉะ... ฉันไม่ได้ตั้งใจ! มันเป็นอุบัติเหตุ!”
ท่าทางลุกลี้ลุกลนขัดกับลุคคุณชายมาดนิ่งเมื่อครู่ลิบลับ ส่วนผมก็ได้แต่นอนแหมะอยู่บนพื้นร้านพลางยกมือขึ้นมากุมอกตัวเองด้วยความไวแสง โจรก็จับไม่ได้ แถมยังต้องมาเสียเอกราชหน้าอกหน้าใจให้ไอ้โรคจิตนี่อีก วันนี้มันวันซวยบรรลัยอะไรของผมกันเนี่ย
และในท้ายที่สุด ทุกอย่างก็จบลงเมื่อเสียงไซเรนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มักจะมาในช่วงท้ายเสมอ พร้อมกับแสงไฟวิบวับที่สาดเข้ามาหน้าร้านสะดวกซื้อ หลังจากที่จอดสนิท เจ้าหน้าที่สองสามนายจะวิ่งกรูเข้ามาด้านใน
ขอบคุณสวรรค์ที่มาได้จังหวะ ไม่อย่างนั้นระหว่างผมกับไอ้โรคจิตนี่ คงได้มีใครคนใดคนหนึ่งคดีร้ายแรงอย่างแน่นอน
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม
อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี



![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



