Home / วาย / รักข้ามขั้น / บทที่ 4 เปิดเรียนวันแรก

Share

บทที่ 4 เปิดเรียนวันแรก

last update publish date: 2026-07-16 13:58:06

หลังจากคืนวุ่นวายที่ร้านสะดวกซื้อ ผมก็ไม่เห็นไอ้โรคจิตคนนั้นอีกเลย ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอันแสนจะเบื่อหน่ายตามปกติ จนกระทั่งเช้าวันจันทร์ที่เป็นวันเปิดเทอมวันแรกมาถึง

เช้าที่ไม่สดใสเท่าไหร่นักสำหรับคนเลิกกะดึกอย่างผม แต่ภารกิจสำคัญคือการตรงดิ่งไปซื้อชุดนักศึกษาเพิ่ม แม้จะมีอยู่หนึ่งชุแล้วก็ตาม ใจจริงผมก็แอบลังเลว่าจะใส่ชุดพนักงานไปเรียนดีไหม เพราะหลังจากเรียนเสร็จผมก็ต้องบึ่งไปเข้ากะดึกต่ออยู่ดี แต่เมื่อคิดไปคิดมา ความรู้สึกรักสถาบันกลับมีมากกว่าเงินในกระเป๋า เงินเดือนอันน้อยนิดจึงถูกแบ่งมาซื้อชุดเพิ่มอีกหนึ่งชุด เผื่อวันใดมีกิจกรรมรับน้อง ผมจะได้หยิบมันมาใส่ดีกว่าใส่ชุดพนักงานร้านสะดวกซื้อเป็นไหน ๆ

ช่วงเย็นหลังจากนอนจนเต็มอิ่มแล้ว ผมก็แบกร่างขึ้นรถเมล์มาที่มหาวิทยาลัย โดยไม่ลืมยัดชุดพนักงานเอาไว้ในกระเป๋าเป้ เมื่อเท้าเหยียบลงหน้าคณะนิติศาสตร์ ผมก็มองซ้ายมองขวาหาทำเลเหมาะ ๆ กะว่าจะหาเก้าอี้ม้านั่งสักตัว เพื่อนั่งกินอะไรรองท้องก่อนเข้าเรียน

ทว่ายิ่งเดินเข้าใกล้ตึกเรียนเท่าไหร่ ผมกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษาทั้งชายและหญิงยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างคึกคักผิดปกติ รังสีความอยากรู้อยากเห็นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนบรรยากาศรอบตัวดูน่าอึดอัด

‘นี่พวกเธอ... รู้เรื่องหรือยัง เขาว่ากันว่า มีลูกชาย สส. มาเรียนภาคค่ำที่นี่ด้วยแหละ’

เสียงแว่วมาจากนักศึกษาคนหนึ่งที่ดังสวนกลางวงสนทนา ทำให้ผมต้องหยุดมองหาที่นั่งทันที ก่อนจะเลียบเคียงเดินไปเข้าไปใกล้ ยืนฟังด้วยความอยากรู้ ส่วนมือก็แกะซาลาเปาเข้าปาก บรรเทิงใจราวกับฟังรายการผีชื่อดัง

‘ใครเหรอ?’

‘เห็นว่าเป็นลูกชาย สส. วิชัย น่ะ’

‘เอ๋ คนที่มีเรื่องชกต่อยกับนักข่าว จนโดนไล่ออกจากมหาลัยอินเตอร์น่ะนะเหรอ’

‘อืม คนนั้นแหละ เห็นว่าสำอางอย่างกับพวกตุ๊ดพวกแต๋ว แต่นิสัยใจร้อนใช่ย่อยเลยล่ะ’

ผมเคี้ยวซาลาเปาพลางหูผึ่งเก็บข้อมูลอยู่เงียบ ๆ พร้อมกับแอบเถียงยายพวกนั้นอยู่ในใจ

ถึงจะเป็นตุ๊ดแต๋วก็คนเหมือนกันไหมล่ะ!

เลือกเหยียดเพศแล้วเปิดใจยอมรับกันบ้างเถอะแม่คุณ พูดแล้วก็โมโหอยากตะโกนแย้งออกไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่พอฟังไปเรื่อย ๆ กับสะดุดเข้ากับคำพูดบางประโยค

‘แต่เขาหล่อนะ แถมชื่อก็ไพเราะ นามสกุลก็ดัง ฉันล่ะอยากใช้นามสกุล วรโชติเมธี จังเลย’

‘เพ้อฝันไปใหญ่แล้ว คนอยากเขารึจะมามองเธอ’

‘แหม๋…คนเราก็ต้องมีหวังไหม’

ผมยืนอึ้งไปสามวินาทีเพราะนามสกุลนั่นมันคุ้นหูจนแอบขนลุก ก่อนจะยัดซาลาเปาคำสุดท้ายเข้าปากด้วยความเร็วแสง แล้วก้าวเดินผ่านฝูงชนที่เริ่มหนาแน่นเต็มทางเดิน ตรงดิ่งเข้าไปใต้ตึกเรียนเพื่อมองหาบอร์ดประกาศรายชื่อนักศึกษา

ผู้คนตรงหน้าบอร์ดเนืองแน่นไม่แพ้ข้างนอก ผมต้องใช้สกิลการแทรกตัวที่ฝึกฝนมาจากการจัดเรียงของบนชั้นในร้านสะดวกซื้อ ค่อย ๆ เบียดไหล่ชาวบ้านเข้าไปจนถึงหน้าสุด สายตากวาดไล่ตามรายชื่อ ‘สาขานิติศาสตร์ (ภาคค่ำ) ’ และไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจอชื่อตัวเอง

ลำดับที่ 35 ปัญจพล ขยันทำกิจ ห้อง 402

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยวันแรกก็ไม่หลงห้องล่ะวะ แต่ก่อนที่จะถอนสายตาออกมา สายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นรายชื่อลำดับที่ 39 ที่อยู่ด้านล่างห่างจากชื้อผมไม่กี่บรรทัด

ลำดับที่ 39 นายจิณณ์ณภัทร วรโชติเมธี ห้อง 402

“...!!”

กล่องนมในมือแทบร่วงหล่นพื้น ขนแขนของผมลุกพรึบขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ภาพใบหน้าหล่อเหลามาดนิ่ง แววตาเจ้าเล่ห์ตอนชูโทรศัพท์ขึ้นมาข่มขู่ และสัมผัสอุ่นร้อนที่มือใหญ่ขยำบน... เออ! ช่างมันเถอะ! ทุกอย่างมันลอยกลับมาหลอกหลอนผมไม่กี่เสี้ยววินาที

ไอ้โรคจิต! ไอ้คุณชายเรื่องมากคนนั้นจริง ๆ ด้วย!

นี่ผมหนีเสือปะจระเข้หรือไง หรือเพราะเวรกรรมมันย้อนกลับมาเล่นงานกันแน่ เลยแกล้งผมให้มาอยู่คลาสเดียวกันกับหมอนั่น มาเจอกันในรูปแบบของเพื่อนร่วมรุ่น ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว วันนี้ผมน่าจะก้าวขาออกจากบ้านผิดข้าง เลยทำให้ดวงซวยแบบนี้

ผมอยากลาออก...

นั่นคือคำพูดที่ดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ในขณะที่เท้าสองข้างก้าวขยับพาร่างกายอันหนักอึ้งเดินขึ้นตึกมาจนถึงหน้าห้องเรียน แต่พอเดินมาถึงทางเข้าก็ต้องตกใจซ้ำสอง เมื่อพื้นที่หน้าห้องกลับเต็มไปด้วยฝูงชนเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องเดินชะเง้อคอมองลอดผ่านช่องว่างเข้าไปด้วยความอยากรู้อีกตามเคย

ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับชายร่างสูงโปร่งที่ยืนโดดเด่นออร่าจับอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนร่วมชั้น ใจของผมก็หล่นไปที่ตาตุ่มทันที

ไอ้ใบหน้าหล่อเหลาพิมพ์นิยมราวกับพระเอกหลุดมาจากในทีวี ผิวขาวเนียนละเอียด และนัยน์ตาคมกริบเย่อหยิ่งคู่นั้น เป็นใครก็จำได้ในทันทีว่าเขาคือไอ้โรคจิตคนนั้น

ตอนนี้เจ้าตัวอยู่ในชุดนักศึกษาแขนยาวพับขึ้น ปล่อยชายเสื้อปลดกระดุมทั้งหมดจนเห็นเสื้อคอกลมสีดำด้านใน แบรนด์เนมชื่อดัง ท่าทางการแต่งตัวราวกับจิ๊กโก๋หน้าปากซอย แต่บุคลิกเขากลับไม่เหมือนเจ้าพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ กลายเป็นแฟชั่นที่ดูเข้ากับคนตัวโตอย่างเขาเสียไม่มี ยิ่งบวกกับใบหน้าที่เย่อหยิ่ง ยิ่งส่งให้แม่งดูหล่ออันตรายขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

ในระหว่างที่ผมกำลังยืนทึ่มทำตัวไม่ถูก สมองสั่งการให้รีบหันเท้าโกยแน่บหนีไปตั้งหลัก จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายจิณณ์ที่กำลังยืนทำหน้านิ่งรำคาญคนรอบข้างอยู่ ก็ดันเบนสายตาหันมาเห็นผมพอดี

และใช่ครับ... สายตาของเราสองคนปะทะกันเข้าอย่างจัง

นัยน์ตาคมคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะค่อย ๆ จุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กวนประสาทส่งตรงมาให้ผมอย่างผู้ชนะ แววตาของเขาพราวระยับเหมือนเสือร้ายที่เพิ่งเห็นเหยื่ออันโอชะเดินมาติดกับดักด้วยตัวเอง

ฉิบหายของแท้แล้ว...ไอ้ปั้นเอ๊ย!

ผมรีบมุดตัวหลบออกมาจากวงล้อมหน้าประตูทันที ภาวนาในใจว่าขอให้เขาจำผมไม่ได้ หรือมองผ่านผมไปเป็นธาตุอากาศทีเถอะ ตอนนี้ตัวผมสั่นเป็นเจ้าเข้า สองเท้าก้าวฉับ ๆ หวังจะไปหาที่ซ่อนตัวหลังเสาต้นใหญ่ แต่แล้วสวรรค์ก็ไม่เคยเข้าข้างคนดีอย่างผมเลยสักครั้ง

“นาย! นายคนนั้นน่ะ!”

เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยตะโกนแหวกอากาศมาแต่ไกล ทำให้ผมชะงักกึกไปทั้งร่างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เพื่อนนักศึกษาในละแวกนั้นต่างพากันเงียบกริบและหันขวับมามองตามเสียง ก่อนที่สายตานับสิบคู่จะพุ่งตรงมาที่ผม

บอกทีว่าไอ้โรคจิตนั่นไม่ได้เรียกผม บอกทีว่าแม่งมันเรียกคนอื่น

ผมแกล้งทำเป็นหูทวนลม รีบสาวเท้าเดินต่อกะว่าจะเนียนลื่นไหลหายตัวไปกับฝูงชน ทว่าเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ก้าวตามมาอย่างรวดเร็วกลับบีบให้หัวใจผมเต้นระรัวจนแทบจะทะลุอก และเพียงไม่กี่อึดใจ แรงดึงหนัก ๆ ที่คอเสื้อด้านหลังก็ทำให้ตัวผมลอยเคว้งบนอากาศทันที

“เฮ้! ฉันเรียกนายอยู่นะ”

“อะไร... ผมไม่รู้จักคุณ” ผมดิ้นขลุกขลักพยายามสะบัดตัวให้พ้นจากพันธนาการ

“ไม่รู้จักอะไรเล่า! วันนั้นฉันยังช่วยนายจับโจรอยู่เลย!”

สิ้นคำป่าวประกาศ สองเท้าผมที่ตะกุยอากาศอยู่ก็ชะงักกึก เช่นเดียวกับเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มเอ่ยชื่นชมเขา

‘อุ๊ย ไหนว่าเลือดร้อนไง?’

‘แต่ถ้าใจร้อนแล้วช่วยเหลือคนอื่น อันนี้ก็น่าชื่นชมนะ’

‘นั่นน่ะสิ หน้าตาดี แถมยังใจดีด้วย อิจฉาพนักงานคนนั้นจังที่ถูกเขาช่วยไว้’

ถึงมันจะเป็นคำชมในเชิงบวก แต่ ณ นาทีนี้ผมอยากจะตะโกนออกไปให้ก้องคณะเหลือเกินว่า ไอ้ที่เห็นมันทำตัวฮีโร่ป่าวประกาศอยู่นี่น่ะ เบื้องหลังแม่งโรคจิตขั้นสุดเลยครับทุกคน!

แต่แล้วคำพูดเหล่านั้นก็ต้องถูกกลืนลงคอไปโดยปริยาย เมื่ออีกฝ่ายยอมปล่อยมือให้ผมลงไปยืนดี ๆ บนพื้น ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีจากคนสุภาพรักความยุติธรรมมาเป็นยกยิ้มมุมปากราวกับผู้ชนะ พร้อมกับเอ่ยคำพูดที่ตอกย้ำว่าอีกฝ่ายรู้จักมักจี่กับผมเป็นอย่างดีท่ามกลางหูนับสิบคู่ที่ยืนเงี่ยหูฟัง

“นายมาเรียนภาคค่ำใช่ไหม ฉันว่าแล้วชื่อของนายมันคุ้น ๆ ที่แท้ก็เพื่อนร่วมชั้นนี่เอง”

“บังเอิญจังเลยนะครับ …แม่งเอ๊ย” ประโยคสุดท้ายผมได้แต่สบถออกมาแบบไม่มีเสียง ขยับเพียงริมฝีปากที่สั่นระริกด้วยความเดือดดาล เพราะกลัวว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ยืนกันอยู่เนืองแน่นจะหาว่าผมเป็นคนไม่สุภาพตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน

สุดท้ายผมก็หนีไม่พ้นโชคชะตาอันโหดร้าย ต้องมายืนกุมขมับอยู่หน้าห้องเรียนคู่กับไอ้โรคจิต ท่ามกลางสายตาของคนทั้งชั้นที่มองมาทางเรา ผมพยายามก้าวขาถอยห่างออกมาให้พ้นรัศมีอีกฝ่ายให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนเขาจะต้องการแกล้งผมอยู่อย่างนั้น

“นี่ อย่าเขยิบไปไกลนักสิ ฉันเหงานะรู้มั้ย”

“...”

เหงาบ้านแกสิ คนรุมล้อมเป็นสิบแบบนี้

ผมบ่นในใจ พลางมองพี่แกที่งัดทิชชูแผ่นหนานุ่มออกมาจากกระเป๋า แล้วนำมาซับหน้าอย่างเบามือราวกับกลัวผิวหน้าอันเลอค่าจะถลอกปอกเปิก ก่อนจะควักขวดสเปรย์น้ำแร่ออกมาพ่นใส่หน้าตัวเองจนละอองน้ำฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วทางเดิน ทำให้ผมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องรีบยกมือขึ้นป้องหน้า ขยับหนีละอองน้ำแร่นั่นแทบไม่ทัน

ชีวิตมันจะซวยอะไรนักหนาวะ? เปิดเรียนวันแรกก็ถูกพรากความสุขไปเสียแล้ว นี่ไม่ติดว่าอีกฝ่ายอายุมากกว่านะ ผมคงฝากรอยเท้าบนเสื้อขาว ๆ นั่นไปนานล่ะ

“ฟึด! ฟึด! ฟึด!”

ในขณะที่เสียงสเปร์ยยังคงดังแบบต่อเนื่อง ในหัวไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายความเพี้ยนของพี่แกดี สายตาดันเหลือบไปเห็น ‘ขนมผิง’ เพื่อนร่วมรุ่นเดินหน้ามุ่ยจ้ำอ้าวมาแต่ไกล ท่าทางหัวเสียของอีกฝ่ายดูขัดกับนิสัยอย่างเห็นสิ้นเชิง

ผมยืนกุมขมับ มองดูขนมผิงที่ตอนนี้หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกลายเป็นคนละคนกับหนุ่มน้อยผู้ใจบุญที่ผมเคยรู้จัก ปกติเพื่อนคนนี้เป็นคนใจเย็นชนิดที่ว่าพระเกจิอาจารย์ดังยังต้องคารวะเป็นศิษย์ แต่วันนี้เจ้าตัวกลับอารมณ์พุ่งปรี๊ดจนผมยังแอบเสียวสันหลัง

“นั่นใครน่ะ” ขนมผิงเอ่ยถามพลางบุ้ยปากไปที่พี่จิณณ์

“อ๋อ…นั่นน่ะ ‘พี่จิณณ์’ เพื่อนร่วมรุ่นของพวกเราเอง” ผมเขยิบเท้าเข้าไปหาผิงพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

“…” ขนมผิงอ้าปากค้างนิ่งสนิทอยู่แบบนั้น

“แกยืนวิจัยฝุ่นหน้าห้องมาห้านาทีแล้ว บอกว่าอากาศตรงนี้ไม่บริสุทธิ์พอสำหรับรูขุมขนระดับไฮเอนด์ของพี่แก” ได้ทีผมเริ่มใส่ไฟให้ขนมผิงฟัง เพิ่มเติมเสริมแต่งไปนิดหน่อย

ส่วนเพื่อนก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างงงงวย ทัศนียภาพตรงหน้ามันชวนสับสนจริง ๆ นั่นแหละ ตั้งแต่ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อสูทเนี้ยบระดับผู้บริหารคณะยังต้องก้มหัวให้ ซึ่งบัดนี้ชายคนนั้นกำลังเดินถือตลับเมตรวัดความกว้างคูณยาวของขั้นบันไดขึ้นมาด้วยท่าทางเคร่งเครียด สลับกับภาพของชายตัวโตที่กำลังคร่ำครวญเรื่องผิวพรรณประหนึ่งเป็นวาระแห่งชาติ

“อากาศที่นี่มีค่า PM สูงถึง 360 ppm มันจะทำลายชั้นผิวระดับเซลล์ของฉันไหมเนี่ย? หน้าตาของฉันคือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ของครอบครัวเชียวนะ!”

หลังจากที่ขนมผิงมองชายประหลาดทั้งสองสลับไปมา เขาก็หันขวับมาหาผมพลางถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวัง

“นี่ฉันมาเรียนกฎหมาย... หรือหลุดเข้ามาในโรงพยาบาลบ้ากันแน่วะปั้น!” ขนมผิงโอดครวญพลางบีบเล่มประมวลกฎหมายในมือแน่นจนสั่นระริก

ผมเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดี เพราะตอนนี้ผมเองก็เริ่มตั้งคำถามกับอนาคตสี่ปีข้างหน้าเหมือนกัน ว่าจะเรียนจบไปอย่างราบรื่น หรือจะบ้าไปพร้อมกับคนพวกนี้ดี

“ทนเอาหน่อยนะเพื่อน ชีวิตในรั้วมหาลัยมันก็งี้แหละ...”

ผมตบบ่าปลอบใจเพื่อนไปตามมารยาท ทั้งที่ในใจกลับพะว้าพะวงถึงความลับ ซึ่งมีเพียงผมกับไอ้โรคจิตเท่านั้นที่รู้ เป็นไปได้ผมอยากจะโกยแน่บหนีให้พ้นภัยเสียเดี๋ยวนั้น ทว่าดูเหมือนพี่จิณณ์จะสัมผัสได้ถึงความคิดที่จะชิ่งหนีของผม อีกฝ่ายหยุดชะงักการซับหน้าชั่วคราว แล้วปรายหางตาคมกริบมองมาที่ผม พร้อมกับทำท่าขยับริมฝีปากเน้น ๆ เป็นคำว่า

‘แจ้ง-ความ’

มันเป็นการออกเสียงอย่างจงใจโดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แต่มันกลับดังชัดเจนในหัวของผม ก่อนที่พี่แกจะหันไปฉีดสเปรย์น้ำแร่อัดเข้าหน้าตัวเองอีกครั้ง ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ประหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ที่ริมหาดส่วนตัว ทิ้งให้ผมยืนว้าวุ่นใจมองซ้ายมองขวาหาทางหนีทีไล่ให้พ้นจากเงื้อมมือคนอย่างเขา แต่ยิ่งหาทางหนี เขาก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้เหมือนเงาตามตัวไม่ห่าง

“ฟึด! ฟึด!”

ละอองน้ำแร่เย็น ๆ กระเซ็นมาโดนแขนผมอีกครั้ง มันเป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดีว่าตอนนี้ผมไม่ได้เป็นเพียงแค่นักศึกษาใหม่ธรรมดา ๆ แล้ว แต่มันคือการประกาศเตือนว่าผมกำลังตกเป็นจำเลยในข้อหาโจรขโมยกระเป๋าสตางค์ของเขาอยู่

“ปั้น... แกเป็นไรเปล่าวะ ทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะ” ขนมผิงถามด้วยความสงสัย พลางมองสลับไปมาระหว่างผมกับพี่จิณณ์

“ไม่มีอะไรผิง... เราแค่รู้สึกปวดท้องนิดหน่อย” ผมเลี่ยงตอบความจริง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่ในใจอยากจะกรีดร้องออกมาเต็มแก่

“งั้น…พวกเราไปนั่งรออาจารย์ในห้องกันเถอะ ตรงนี้คนเยอะอึดอัดจะตายไป”

“อืม” ผมพยักหน้าเห็นด้วย อย่างน้อยการเข้าห้องเรียนก็น่าจะทำให้ผมเว้นระยะห่าง จากรัศมีการทำลายล้างของไอ้โรคจิตนั้นได้ไม่มากก็น้อย

---โปรดติดตามตอนต่อไป---

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 20 อยากมีเงินก็ต้องทำงาน

    เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 19 นอนด้วยกันครั้งแรก (NC18+)

    เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 18 งานเลี้ยงรุ่น

    พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 17 เปิดใจครั้งแรก

    เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 16 เด็กเล็กของหมาป่า

    หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม

  • รักข้ามขั้น   บทที่ 15 นอนด้วยกัน

    อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status