LOGINเบลล่าก้าวเดินมาเก็บอุปกรณ์เครื่องเขียนและนำหนังสือเรียนบางส่วนวางในล็อกเกอร์เก็บของของเธอ ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีชายผู้หนึ่งก้าวเดินตรงมาหาเธอ เธอจึงหันไปมองทำให้เธอรู้โดยทันทีว่าเป็นเอ็ดเวิร์ด
“วันนี้ไม่มีเรียนบ่ายไปกินข้าวกับผมนะ ผมเลี้ยง” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ได้ค่ะ รอฉันเก็บก่อน” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม และนำหนังสือเรียงใส่ล็อกเกอร์จนเสร็จ แล้วหันหลังมาหาเขาที่ยืนรออยู่ เธอเห็นได้ว่ากำลังมีหญิงสาวหลายคนกำลังซุบซิบนินทาเธออยู่ เธอเผยรอยยิ้มโดยไม่สนใจคำนินทาเหล่านั้น “เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ” เบลล่าเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เอ็ดเวิร์ดก้าวเดินข้างเบลล่า ทุกคนดูเจ้าชายสุดหล่ออดีตเดือนมหาลัย ที่ไม่เคยเดินกับผู้หญิงคนไหน แต่เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เดินข้างเขาเช่นนี้ ทำให้หญิงสาวบางคนถึงกับอิจฉากันเลยทีเดียว เบลล่าก้าวเดินถึงรถสปอร์ตหรูสีดำสองที่นั่ง เขากับเดินมาฟังนั่งข้างคนขับและเปิดประตูรถให้เธอโดยทันที เธอเผยรอยยิ้ม และกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณค่ะ" เบลล่าเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วเธอนั่งลงในรถโดยทันที เขาปิดประตูรถให้เธอเช่นกัน และเขาก้าวเดินไปนั่งฝั่งคนขับ ขณะที่เธอคาดเบลท์ “วันนี้ได้หลังจากส่งงานนิพนธ์เสร็จก็จบแล้ว เบลล่าจะไปทำงานที่ไหนเหรอ” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยถามขณะที่เขาคาดเบลท์เสร็จแล้ว และออกรถมุ่งหน้าไปยังทางออกของมหาวิทยาลัย “เบลล์ จะไปสมัครงานที่โรงพยาบาลมิคเซอร์” เธอเอ่ยบอก “ไม่ทำงานที่บริษัทก่อนหรือ” เขาเอ่ยถาม “น่าจะทำทั้งสองอย่าง” “มีอะไรผมช่วยได้ติดต่อผมได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ เห็นเบอร์ผมในโทรศัพท์หรือยัง” เขาเอ่ยถามเช่นนี้ เธอจึงเปิดกระเป๋าถือหนังแท้สีขาว นำโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และเปิดหน้าจอโทรศัพท์ดู เลือกเข้าที่เมนูเบอร์มือถือ มีเบอร์เขียนชื่อว่าเอ็ดเวิร์ดอยู่ในนั้น “ผมขอโทษที่ละลาบละล้วงโทรศัพท์ของคุณ” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “ไม่เป็นอะไรคะ” เธอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มและยินดีในใจ ราวกับได้ลายเซ็นดาราในดวงใจ เอ็ดเวิร์ดเลี้ยวรถเข้าไปในโรงแรมชื่อดัง แล้วจอดที่หน้าโรมของโรงแรม ไม่ช้าบอยของโรงแรมก้าวเดินมาหาเขา เขาเปิดประตูรถและก้าวเดินออกมา ส่งกุญแจรถให้บอยทันที เขาหันมามองเธอที่กำลังจะเดินออกจากรถ “ที่นี่อาหารอร่อยมาก คุณแม่กับคุณพ่อชอบมากินบ่อยๆ” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยบอก ด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอเผยรอยยิ้ม และก้าวเดินมาหาเขา “โรงแรมแห่งนี้เป็นกิจการของบ้านคุณด้วยใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยถาม เพราะเธอเห็นชื่อโรงแรม และรู้ทันทีว่าเป็นของตระกูลโนเวล “ใช่แล้ว คุณพ่อพึ่งซื้อกิจการโรงแรมของเจ้าของเดิม เมื่อแปดปีก่อน” เขาเอ่ยบอก ขณะที่ก้าวเดินไปในโรงแรม โดยมีบอยเปิดประตูต้อนรับให้เข้าสู่พิธีแลกแหวนแต่งงาน หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญากันแล้วก็เข้าสู่พิธีการแลกแหวนแต่งงาน ซึ่งทั้งคู่จะสวมแหวนแต่งงานให้แก่กัน โดยเขาสวมแหวนเพชรหนึ่งกะรัตน้ำงามตัวเรือนเงินสวมลงบนนิ้วนางของมือซ้ายของเธอทันที และเธอเองก็สวมแหวนเงินไม่มีลายลงบนนิ้วนางด้านซ้ายของเขาเช่นกัน มายังพิธีลงนามทะเบียนสมรสคนละหนึ่งใบ โดยโบสถ์เป็นผู้ออกให้พวกเขาทั้งสอง มาจนถึงพิธีจุดเทียนครอบครัว ถือเป็นพิธีการสุดท้าย โดยเริ่มจากเจนจุดเทียนด้านซ้ายและจอร์จจุดเทียนด้านขวา ทั้งคู่ต้องมาจุดเทียนตรงกลางพร้อมกัน เพื่อแสดงถึงการรวมเป็นครอบครัวเดียวกัน หลังจากนั้นบาทหลวงจะอธิษฐานขอพรสำหรับครอบครัวใหม่ และประกาศการแต่งงานระหว่างคู่บ่าวสาวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสิ้นสุดพิธีแต่งงานโดยสมบูรณ์ เธอนั่งอยู่ในรถแวนหรูบนเบาะหลัง โดยมีเจสันขับรถและโธมัสนั่งอยู่ข้างคนขับ อีกทั้งยังมีรถบอดี้การ์ดประกบหน้าหลัง เมื่อรถขับมาได้ระยะเวลาหนึ่ง เธอกลับว่า รถคันนี้กำลังไปท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ “เราไปไหนกันคะ สามี” แคนรี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เราจะไปฮาวายกัน” เจคอปเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ว้าว” เธอร้องอุทานด้วยความดีใจ “ผมรู้ว่า
“โอ๊ย!!!” เสียงนั้นดังออกมา แต่ไม่รู้ว่ามาจากทิศทางไหน “ไปดูสิ” เขาเอ่ยบอกบอดี้การ์ดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ครับท่าน” โธมัสและบอดี้การ์ดสามคนน้อมรับคำสั่ง “เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเธอด้วยความเป็นห่วง แล้วพยุงเธอลุกขึ้นยืน “ฉันไม่เป็นอะไร แล้วคุณละ” เธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ผมไม่เป็นอะไรที่รัก” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้เขาและเธอหันไปสนใจเจ้าของเสียง “ปล่อยกู ปล่อย” ชายโฉดร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงดุดัน ขณะที่โธมัสกับบอดี้การ์ดลากตัวชายโฉดผู้นี้มา เมื่อเจคอปเห็นหน้าชายผู้นี้ชัดๆ ทำให้เขาถึงกับหน้าชา ราวกับโดนน้ำกรดราดรดลงในหัวใจ “มาร์ค!!! นายมาทำอะไรที่นี่” เจคอปเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแตกตื่น “ฉันก็จะมาฆ่านังเพศยา ที่มาทำลายหัวใจฉัน” มาร์คเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเกียจชัง ทอดสายตามองไปยังแคนรี่ที่ยืนมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ และตกใจในเวลาเดียวกัน โดยมีบอดี้การ์ดของเจคอปล็อกแขนไว้อยู่ “อะไรของนาย” เจคอปเอ่ยถามด้วยความสับสน “นายไม่รู้เหรอตลอดเวลาสิบกว่าปี ฉันรักนายและไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับนายด้วย” มาร์คเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้แคนรี่มองเ
“ผมชอบรสของคุณจัง” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกระเส่า เขาลุกขึ้นยืน จูงมือเธอไปที่เตียง เขานั่งลงเอาหมอนมาหนุนหลัง เธอหันหน้าออกไปทางโต๊ะกระจกจับความเป็นชายสอดใส่เข้าไปทันที “อืม...” เธอตอกลงบนความเป็นชายอย่างเร่าร้อนและหนักหน่วง มือหนาขยำอกอวบอิ่มที่ล้นฝ่ามือ อีกทั้งริมฝีปากหนาโลมเลียที่กกหูด้วยเช่นกัน “โอ...โอ...โอ้...” เขาขยำอกอวบอิ่มแรงๆ แล้วไซ้ซอกคอระหงของเธอ เธอเอียงคอไปด้านหลัง “โอ...โอ...โอ้...” เขาปลดปล่อยสายธารเข้าไปในกายของเธอจนเอ่อลิ้น “เหนื่อยยังที่รัก” เขาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เหนื่อยแล้ว” “ไปนอนกัน” เจคอปยกถาดอาหารเช้ามาวางบนเตียงด้านข้างเธอ แล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ ขณะที่เธอยังนอนหลับใหล เพราะว่าเธอพึ่งจะได้นอนก็เกือบรุ่งสาง เขาเผยรอยยิ้มมองใบหน้าสวย และใช้มือหนาปัดผมที่ปกปิดลงมาบนใบหน้า “ตื่นได้แล้วที่รัก” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “อืม...” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับคนละเมอ “ขี้เซาจริงๆ” ขาเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วใช้ซ้อมจิ้มฮอทด็อก แล้วเขี่ยฮอทด็อกที่ริมฝีปากบาง “อืม...” เธอครางด้วยเสียงที่แผ่วเบา แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ยกตัวขึ้นช้าๆ เอาแขนย
“วิปปิ้งครีมอร่อยมาก” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ฉันเหนื่อยแล้วค่ะ” “งั้นคืนนี้ขอห้ายกติดเลยนะ” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาและเผยรอยยิ้มเช่นกัน “ฉันให้เพิ่มอีกสองยก” เธอเอ่ยบอกด้วยยิ้ม “ขออีกรอบนะ” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ เธอจึงลุกขึ้นมายืนข้างเก้าอี้ยาว เขาลุกขึ้นนั่งตามเช่นกัน “ไม่เอาแล้วค่ะ คืนนี้นะ ฉันหิวแล้ว” เธอเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วโยนจีสตริงสีดำใส่หน้าเขา เขาเอามาสูดดมอย่างคนเสพติดยา “หอมได้ใจมาก” เขาเอ่ยบอก และสูดดมแล้วเผยรอยยิ้มให้เธอ เธอเผยรอยยิ้ม แล้วก้าวเดินเข้าไปในห้องนอนทันที “โอ...โอ...โอ้...” เธอลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อเธอได้ยินเสียงครางกระเส่าแผ่วเบาดังออกมาจากห้องน้ำ เธอนอนฟังเสียงนั้นได้สักพักหนึ่ง เธอจึงรู้ว่าเป็นเสียงของเจคอปว่าที่สามีของเธอ และเสียงนั้นกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ‘หรือว่าเขาจะช่วยตัวเองอยู่’ เธอลุกขึ้นนั่งและก้าวลงจากเตียงในความมืดสลัว แสงนั้นมาจากโคมไฟหน้ากระจก เธอพาร่างเปลือยเปล่าก้าวเดินมายังห้องน้ำ เห็นตัวการให้เธอตื่น เขากำลังใช้มือหนารูดความเป็นชายขึ้นลงอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในอ่างจากุชชี่ เธอกลับรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ภายใ
“เคยกินที่อื่นด้วยหรือคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ผมหมายถึงที่ใส่กับขนมหวานของจริงต่างหาก” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม จูบความเป็นหญิงแผ่วเบา และลงมานอนข้างเธอ “ผมรักคุณ” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสุข สวมกอดเธอจากด้านหลัง เธอจึงเข้ามานอนซบอกเขา “ฉันก็รักคุณ” “ตื่นได้แล้วที่รักถึงแล้วครับ” เจคอปเอ่ยบอกแผ่วเบาข้างริมหู และจูบที่พวงแก้มของเธอเบาๆ ขณะเดียวกันเธอนั้นหลับเป็นตาย หลังจากทำสงครามบนเตียงกับว่าที่สามีแทบทุกชั่วโมง “อืม...ถึงแล้วหรือคะ” เธอเอ่ยถามเขาเบาๆ แล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อย เขาเผยรอยยิ้มมองเธอด้วยสายตาลุ่มหลง ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอยากจะปล้ำไม่ให้ไปไหนเลย เรือนร่างเปลือยเปล่าช่างเย้ายวนอะไรเช่นนี้ “ถ้าไม่ลุกผมจะนอนคราง ไม่ให้ลงจากเครื่องบินเลยทีเดียว” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกระเส่าข้างริมหนูของเธอ เธอรีบลุกไปเอาเสื้อผ้ามาใส่ ทำให้เขายิ้มจนได้ “สวัสดีครับ มิสเตอร์มอร์แกนและมิสโนเวล ผมผู้ดูแลที่นี่คาเมล มาโบ” ชายวัยกลางคนใบหน้าใจดีเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม จับมือเรียวเขาและเธอเพื่อแนะนำตัวเอง “สวัสดี มาเรียและแม่บ้านไปไหนหมดละ” เจคอปเอ่
ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์มีทางวิ่งขนานกัน 2 ทางวิ่ง ตามแนวทิศตัวออกและทิศตะวันตก และ มีอาคารผู้โดยสาร 4 อาคาร และยังมีแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสารฝั่งตะวันออกใหม่ รวมทั้งเพิ่มทางวิ่งอีกด้วย รถเก๋งหรูของเจคอปมาจอดที่หน้าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตรงลานจอดของเครื่องบิน “สวัสดีครับมิสเตอร์มอร์แกน และมิสโนเวล ผมรอส โฮเวลล์ นักบินของคุณวันนี้” รอสเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เขาจับมือเจคอปและเธอ “สวัสดีค่ะ ดิฉันมาเรีย นีส แอร์โฮสเตสของวันนี้ค่ะ” มาเรียเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เธอจับมือเขาและแคนรี่ “เช็คเครื่องดีแล้วใช่ไหม” เจคอปเอ่ยถามเขา “ครับและจากที่นี่ไปเกาะมัสดีฟส์อากาศปลอดโปร่งไม่มีเมฆฝนครับท่าน” รอสเอ่ยบอกกับเขา “ดี งันเราไปกันเลย” เธอนั่งอยู่บนเครื่องบินได้ระยะหนึ่ง เธอเห็นเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเมื่อวานและเมื่อเช้าอย่างยิ่ง “มองผมแบบนี้อยากเหรอ” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เธอมองเขาด้วยรอยยิ้ม สายตาของเธอนั้นช่างหวานฉ่ำอย่างยิ่ง “อยากอะไรคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะไม่รู้ว่าเขาสื่อถึงอะไรกันแน่ “อยากมีเซ็กส์” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกระเส่า “บ้า นี่บนเครื่องบินนะ” เขาเอ่ยบอกด







