Masukเขาพูดพร้อมกับลูบที่เส้นผมเงาของเธอเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป นาราทำเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเท่านั้น และยังคงหลบสายตาคมไม่กล้ามองหน้าเขา จูบแรกที่ภูตะวันได้ไป เวลานี้มันยังตราตรึงติดอยู่ภายในใจของเธอ
"ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอันตรายตาลุงบ้า" ฉันพูดคนเดียวเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงคนเปิดประตูเข้ามา
"พร้อมไหมคะพี่สะใภ้"
"คุณนับดาวเรียกนาราเฉยๆ ก็ได้ค่ะ"
"ไม่ได้พี่สะใภ้ก็คือพี่สะใภ้และห้ามเรียกว่าคุณนับดาว เรียกว่านับดาวเฉยๆ ก็พอ"
"แต่นาราว่ามันไม่เหมาะ"
"ไม่มีแต่แล้วค่ะ พร้อมหรือยังคะพี่สะใภ้ งานจะเริ่มแล้วเราไปกันเถอะ ไม่ต้องกลัว พี่ภูให้นับดาวมาดูแลพี่สะใภ้อย่างดีวางใจได้"
นับดาวพานาราเดินเข้ามาในงาน ท่ามกลางความสงสัยของเหล่าบรรดาแขกที่มาร่วมงาน เพราะใครต่างก็รู้จักนับดาว ทายาทคนเล็กของ x x y group จำกัด แต่ที่ทุกคนจับจ้องกลับเป็นหญิงสาวในชุดราตรียาว ที่สวยสะดุดตา ซึ่งเดินคู่มากับนับดาวนั้นต่างหาก เพราะนาราดูสวยเสียจนคนมองไม่อยากละสายตาไปทางอื่น แล้วนับดาวก็พานาราไปยังกลุ่มเพื่อนของเธอที่นั่งรออยู่แล้ว
"ทางนี้นับดาว"
"ใครนับดาวสวยจังจีบได้ไหม"
"จีบได้ถ้าอยากจองศาลา นี่นาราแขกคนพิเศษของฉันเอง" นับดาวแนะนำเพื่อนๆ ของเธอทีละคน ให้กับนาราได้รู้จัก ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งลงร่วมโต๊ะกับทุกคน
"นับดาวทำไมโต๊ะนี้ต้องปลอดแอลกอฮอล์ด้วยล่ะ ฉันอุตส่าห์ตั้งใจจะมาดื่มไวน์ขึ้นชื่อ ของบริษัทแกเลยนะเนี่ย"
"ถ้าอยากดื่มไปที่โต๊ะโน้นเตรียมไว้ให้แล้วพอดีช่วงนี้ฉันถือศีล"
"แกเนี่ยนะถือศีล โลกจะแตกแผ่นดินจะแยก น้ำจะท่วมโลก ปลาจะกินดาว ร้อยวันพันปี ฉันเพิ่งเห็นแกถือศีล"
"เออน่าแก ฉันก็แค่ถือศีลห้าเอง" ที่นับดาวไม่พูดความจริงเรื่องนาราแพ้แอลกอฮอล์ เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย ทุกคนรู้หน้าไม่รู้ใจยิ่งนาราแพ้แม้กระทั่งกลิ่นยิ่งอันตรายมาก
“ลำดับต่อไปขอเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน สนุกกับการเต้นรำ ขอเชิญคุณภูตะวัน ประธานบริษัท x x x y กรุ๊ปจำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิด พร้อมทั้งคุณเจสซี่สาวสวยเต้นรำเปิดฟลอร์คู่กับท่านประธานด้วยครับ"
แขกที่มาร่วมงานทุกคนต่างปรบมือให้กับทั้งคู่ และพูดกันว่าสองคนเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก นารานั่งมองชายหนุ่มเต้นรำกับหญิงอื่นด้วยใจที่เจ็บแปลบ ยิ่งได้ยินใครๆ พูดกันว่าทั้งคู่นั้นเหมาะสมกัน ในใจของนารายิ่งเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าเธอไม่มีอะไรคู่ควรกับชายตรงหน้าเลยสักนิด
"รบกวนคุณนาราเต้นกับรำกับผมสักเพลงจะได้ไหมครับ"
"ไม่ได้นาราเต้นรำไม่เป็น" นับดาวรีบพูดดักขึ้น
"ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจะสอนเอง" ชายหนุ่มพูดพร้อมทั้งจับมือนาราให้ลุกขึ้น
"บรรลัยแล้วหายนะชัดๆ พี่ภูเอาน้องตายแน่ ไอ้เพื่อนบ้า ผู้หญิงอื่นมีเยอะแยะไม่ชวน ดันชวนนาราพี่สะใภ้ของฉัน" นับดาวกัดฟันพูดเบาๆ หลังจากเพื่อนชายของเธอควงนาราไปเต้นรำอยู่กลางฟลอร์ เมื่อนาราไปเต้นรำกับเพื่อนของนับดาว
สายตาที่ภูตะวันมองมามันบ่งบอก และแสดงออกชัดเจนว่าเขากำลังหวงและห่วงเธอ และไม่พอใจอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้ เขาอยากจะเดินไปกระชากเธอออกจากอ้อมแขนของผู้ชายคนนั้น แต่ก็ทำได้แค่เพียงข่มใจเอาไว้ ถึงกระนั้นก็ทำให้เขาเสียจังหวะในการเต้นรำเพราะใจจดจ่ออยู่ที่นารา
"โอ๊ย! อะไรกันคะพี่ภูเหยียบเท้าเจสซี่หลายครั้งแล้วนะ!"
"ขอโทษครับพอดีวันนี้ผมไม่ค่อยสบายเลยเบลอๆ" ชายหนุ่มพูดแก้ต่างให้กับตัวเอง เพราะรำคาญเธอเต็มที
"เพลงจบแล้ว เจสซี่ว่าเราไปที่เวทีกันดีกว่าค่ะ”
"ต่อไปเวลาที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วนะคะ ขอเชิญทุกท่านเตรียมร้องเพลงวันเกิดให้กับคุณภูตะวันด้วยค่ะ" พิธีกรพูดจบพร้อมกับแสงไฟก็ดับมืดลง เวลานี้มีเพียงประกายไฟจากแสงเทียนในเค้กเท่านั้น
ทุกคนต่างร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด ให้กับท่านประธานหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน พอเพลงจบแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้ง โดยมีผู้เป็นมารดาและเจสซี่ยืนอยู่ข้างๆ ภูตะวัน
"ขอให้ลูกมีความสุขมากๆ สมหวังในทุกเรื่อง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สุขภาพแข็งแรง แม่รักลูกนะ" พูดจบมารดาของเขาก็โอบกอดลูกชายเอาไว้ ก่อนจะหอมแก้มซ้ายขวาของลูกชายคนโต ด้วยความรักในความเป็นภูตะวัน
"ขอให้พี่ภูมีสุขภาพแข็งแรง หล่อแบบนี้ตลอดกาล และเป็นคนที่น่ารักแบบนี้ตลอดไป เจสซี่รักพี่ภูนะคะ" แล้วไฮไลท์ของงานก็เริ่มขึ้น เมื่อมีเด็กสองคนชายหญิง ถือช่อดอกไม้ขึ้นไปบนเวทีแล้วส่งให้ภูตะวันส่วนเด็กชายข้างๆ ยื่นกล่องตลับแหวนเพชรเม็ดโตให้กับชายหนุ่ม ภูตะวันยังคงมีท่าทียืนงงและยังนิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น
"แม่อยากให้ภูหมั้นกับหนูเจสซี่ไว้ก่อน” พูดจบนางก็หยิบแหวนออกมา ทุกคนด้านล่างและบนเวทีต่างก็ถือแก้วไวน์ไว้ขึ้นดื่ม เตรียมแสดงความยินดีกับคนทั้งคู่ เนื่องจากมารดาและเจสซี่ได้เตรียมการไว้แล้ว
ภูตะวันเดินไปหยิบไมค์จากพิธีกร เพราะเขาไม่สามารถทำตามคำขอของผู้เป็นมารดาได้ ที่สำคัญหัวใจทั้งสี่ห้องไม่เคยรับเจสซี่เข้ามาเลยด้วยซ้ำ เมื่อมันได้กลายไปเป็นของนาราไปแล้ว
"ผมคงหมั้นกับคุณเจสซี่ไม่ได้ ผมต้องขอโทษคุณเจสซี่และคุณพ่อของคุณเจสซี่ รวมทั้งคุณแม่ของผม พร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานด้วยนะครับ" ตอนนี้เจสซี่โกรธมาก เธอยืนตัวสั่นกำมือแน่น เก็บอาการแทบไม่อยู่กับสิ่งที่ภูตะวันประกาศออกไป
"ทำไมแกจะหมั้นกับหนูเจสซี่ไม่ได้ อธิบายมาซิ" ภูตะวันส่งซิกให้กับนับดาว เพื่อพานาราขึ้นมาบนเวที
เมื่อขึ้นมายังเวทีนาราตื่นเต้นมาก เพราะอยู่ท่ามกลางคนหลายร้อย ภูตะวันพอจะเข้าใจสถานการณ์..เขาจึงโอบไหล่เธอไว้ เพื่อคลายความตื่นเต้นให้กับนารา จากนั้นเขาได้ประกาศเสียงกึกก้องให้บรรดาแขกทุกคนได้รู้จักกับนารา ภรรยาของเขา
"ผมขอแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักนารา ภรรยาของผม เราคบกันได้สักพักแล้ว เธอไม่ชอบออกงานและเธอมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เราเลยจดทะเบียนสมรสกันเงียบๆ ครับ"
พอภูตะวันพูดจบ มารดาของเขาไม่พอใจมาก เจสซี่ที่ยืนฟังด้วยความโกรธแค้น เธอคว้าเอาแก้วในมือพิธีกร แล้วสาดน้ำที่มีแอลกอฮอล์อยู่ในนั้นใส่หน้านาราเต็มๆ
"เจสซี่คุณทำอะไรลงไปคุณรู้ตัวหรือเปล่า"
ภูตะวันพูดปนตะคอกด้วยความโกรธ เพราะเขาเป็นห่วงนารามาก ก่อนจะรีบเอาผ้าซับหน้าให้กับเธอ สักพักนาราก็ล้มลงอยู่ภายใต้อ้อมกอดของท่านประธานหนุ่ม ร่างกายของเธอเริ่มหมดแรง การหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้น เหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ
"นารา! นารา! เธออย่าเป็นอะไรไปนะ เธอเป็นอะไรไม่ได้นะ! ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้ที นับดาวโทรเรียกรถพยาบาล!"
นับดาวรีบกดโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล แขกในงานต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ มารดาของภูตะวันกับเจสซี่ก็ยังยืนงง
"นารามองหน้าฉัน! เธออย่าเป็นอะไรนะมองหน้าฉันไว้..เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้วห้ามหลับ อย่าหลับเป็นอันขาดนะนารา ฉันขอร้อง" ภูตะวันเอามือลูบลงที่แก้มของเธอเบาๆ ไปมา เพื่อพยายามเรียกสติของเธอไม่ให้หลับ
"นาราหายใจไม่ออก พี่ภูนาราหายใจไม่ออกแล้ว" นาราเอามือกุมไว้ที่อก เสียงของเธอแผ่วเบา ยิ่งทำให้ผมร้อนรนใจ เวลานี้เพียงนาทีกับการมาของรถพยาบาลก็ช้ามากสำหรับผม หากเธอเป็นอะไรไป ผมจะไม่ให้อภัยตัวเอง ผมโมโหที่กำชับให้นับดาวดูแลเธอให้ดีๆ แต่ผมที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอแท้ๆ กลับดูแลและปกป้องเธอไม่ได้เลย
ความจริงฉันจะลุกนานแล้ว หิวก็หิว แล้วกลิ่นไข่เจียวนั่นมันได้หอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ฉันก็แค่กลัวเสียฟอร์มก็เลยแกล้งหลับต่อ แต่เมื่อเขาพูดแบบนั้นฉันก็เลยรีบลุกขึ้น แล้วหยิบจานข้าวมานั่งกินที่โซฟาก่อนที่เขาจะหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป ฉันนั่งทานข้าวต่อแต่มันก็อร่อยดี หรือเป็นเพราะฉันหิวก็ไม่รู้มันเป็นไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในโลก ที่ฉันเคยกินมาเลย ฉันรับประทานจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือข้าวสักเม็ด จากนั้นตาลุงนั่นก็เดินออกมาจากห้องน้ำ "ทานข้าวเสร็จแล้วก็วางจานไว้ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเก็บมันดึกแล้ว" ฉันไม่ได้พูดตอบอะไรเขาไป แต่ได้เดินตรงไปที่เตียง จังหวะที่ฉันกำลังจะล้มตัวลงนอน เสียงทุ้มของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง "อย่าเพิ่งนอนเพิ่งทานข้าวเสร็จอาหารยังไม่ย่อยมาคุยกันก่อน" ฉันลุกนั่งพิงกับหัวเตียงอยากรู้เหมือนกันเขาจะคุยอะไรกับฉัน "อีกสองวันจะพาไปงานเลี้ยงเตรียมตัวเอาไว้" ฉันนึกว่าเขาจะพูดเรื่องวันนี้เสียอีก ไปกับคุณฟ้ามุ่ยมาทั้งวัน ทำไมไม่ชวนเขาไปก็ไม่รู้ไม่ต้องมาชวนฉันเล
พระอาทิตย์สาดแสงสีทองรับอรุณในยามเช้าของวันใหม่ ทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่ภายใต้ร่างของคนตัวโต พยายามขยับพลิกกายออก เธอเริ่มปรือตาขึ้นช้าๆ เพื่อปรับรับกับแสงที่แยงมา มือของชายหนุ่มยังคงกอดที่เอวคอดของเธอ หญิงสาวค่อยๆ จับมือเขาออก แต่ก็ช้ากว่าชายหนุ่มที่เขารู้สึกตัวก่อนหน้าแล้ว คนตัวโตคว้าตัวเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง "ลุง ปล่อยได้แล้วนาราจะเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าสาย" ผมไม่ได้หูฝาดใช่ไหมเธอเรียกแทนตัวเองว่านารา เธอนี่ช่างน่ารักอะไรแบบนี้ เด็กคนนี้จะทำให้ผมหลงไปถึงไหนกัน "เธอเรียกแทนตัวเองว่าอะไรนะ หูฉันไม่ได้ฝาดใช่ไหม" "ถ้าลุงไม่ชอบเดี๋ยวจะ.." "ชอบ ชอบ ชอบมากด้วย ทุกอย่างที่เป็นเธอ ฉันชอบหมดแหละ" ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรต่อเขารีบพูดแทรกขึ้นทันที ตาลุงนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยนาราได้แล้ว เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าให้ทาน""ไม่ต้องเลย แม่คำสายกับคำหล้าค
ตอนนี้ใกล้มืดแล้ว แต่สองสาวยังไม่กลับ ผมอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ถนนแถวนี้ก็เปลี่ยว ถึงแม้นับดาวจะรู้เส้นทางดีก็ตามที แต่ส่วนมากบ้านมักจะอยู่ลึกเข้าไปในไร่ จึงทำให้สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา "ตาภู แกจะเดินทำไมแม่เวียนหัว มาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวนับดาวกับเมียแกก็กลับแกเป็นเอามากเลยนะ" "นับดาวไลน์มาบอกว่าจะแวะทานข้าวก่อนอาจจะกลับมืดสักหน่อย" "สองคนชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว ค่ำๆ มีแต่ผู้หญิงขับรถมันอันตราย เดี๋ยวกลับมาจะโดนไม่ใช่น้อย" "นานๆ ทีสาวๆ เขาจะได้ออกไปเที่ยว อย่าห่วงน้องหวงเมียหน่อยเลยพ่อเลี้ยง มาทานข้าวได้แล้ว" ผมไม่พูดอะไรต่อ แต่เดินไปนั่งทานข้าวตามคำบอกของน้องชาย โดยมีอาทิตย์กับแม่นั่งทานอยู่ก่อนแล้ว ใจของผมรู้สึกเป็นห่วง เพราะนาราเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ผมกลัวว่าเธอจะพลัดหลงกับนับดาว เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วผมก็ขอตัวขึ้นห้องเลย
การเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ คุณภูตะวันพาฉันและครอบครัวของเขานั่งเครื่องไป บรรยากาศที่ไร่ดีมาก.ฉันไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้สัมผัสกับไร่องุ่นแบบนี้ เขาแนะนำทุกคนให้ฉันรู้จัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าฉันกับเขาจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากัน ฉันเป็นคนขอเขาไว้เองกว่าจะตกลงยอมกันได้ ฉันต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย แต่เรื่องห้องนอนนี่สิฉันต้องนอนกับเขา หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เขาบอกเหตุผลสั้นๆ กลัวว่ามารดาเขาจะสงสัย "แม่คำสายเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องฉันหมดเลยนะ" "ทำไมของคุณนารา ต้องเอาไปไว้ที่ห้องพ่อเลี้ยงด้วย" "ทำตามที่ฉันบอก เอาไปเก็บได้แล้ว" "เจ้า" แม่คำสายเอาของขึ้นไปเก็บ ผมเลยเดินไปนั่งที่โซฟาห้องรับแขก พวกเราเดินทางมาถึงนี่ช่วงบ่าย แม่ของผมขอตัวไปพัก สองสาวนับดาวกับนาราขอไปสำรวจไร่ ส่วนอาทิตย์แม่คำสายบอกว่าออกไปดูไร่องุ่นตั้งแต่เช้ายังไม่กลับ ---ไร่องุ่น---- “พี่สะใภ้ดู
การเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ มันทำให้ฉันคุ้นเคยกับครอบครัวของตาลุงนี่มากขึ้น คุณหญิงแม่ของเขาท่านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด อย่างน้อยท่านก็มาเยี่ยมฉันบ่อยๆ ดังเช่นในวันนี้ "เดี๋ยวแม่จะให้นับดาวเตรียมเก็บของไว้ให้ หนูนาราออกจากโรงพยาบาล เราจะเดินทางขึ้นเหนือทันที" "แม่กับน้องก็จะไปด้วยเหรอครับ" "ใช่ แม่มาคิดดูแล้ว เรามีเงินทองมากมาย แต่หาเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันไม่ได้เลย อย่างที่ลูกเคยบอกเงินทองมากมายเหล่านั้น มันเปรียบกับชีวิตหรือความสุขของเราไม่ได้" "เย้! ดีใจจังเลย หนูคิดถึงไร่องุ่น คิดถึงสตรอว์เบอว์รี คิดถึงแปลงผัก คิดถึงอากาศดีๆ คิดถึงต้นไม้ คิดถึงพี่อาทิตย์ คิดถึงเหนือ" "ดีใจเป็นเด็กไปได้ รีบไปเตรียมของได้แล้ว นาราออกจากโรงพยาบาลจะได้เดินทางทันที" "ไปเถอะแม่ ปล่อยให้พี่ภูได้อยู่กับเมียเขาบ้าง คนแก่เห่อเมียก็อย่างนี้แหละนะ" "ไม่ต้องมาล้อพี่เลย ทีตัวเองตอนอกหักพี่ภูคะ..พี่ภูขา..น้องเสียใจจังเลยค่ะ ใครปลอบ หืม"
ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยา หญิงสาวที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงคนไข้ค่อยๆ ปรือตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อปรับกับแสงที่มันแยงตาเธอ ก่อนจะกระพริบขึ้นถี่ๆ เมื่อมันรู้สึกแสบที่ตา ห้องที่ไม่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเกิดความสงสัย "นี่มันสวรรค์ชั้นเจ็ดหรือว่านรกขุมไหน ฉันตายไปแล้วเหรอเนี่ย ทำไมที่นี่มันว่างเปล่าแบบนี้ ทุกอย่างดูขาวไปหมด" ฉันพยายามจะขยับมือขยับเท้า แต่รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกุมมือของฉันไว้แน่น พร้อมทั้งซบลงไปที่ฝ่ามือของฉัน ทำไมมือของฉันถึงได้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำแบบนี้ เสียงสะอื้นเบาๆ มันคุ้นหูฉันเหลือเกิน ฉันคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ฉันแน่ใจแล้วว่าคนที่กุมมือฉันเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตาลุงนั่น"ลุง..ลุง..นี่ลุง!! ขอน้ำหน่อยฉันคอให้มากเลย" อะไรของเขาเนี่ย ตั้งใจมานอนเฝ้าจังเลยนะลุง ฉันหิวน้ำจะแย่แล้วแต่ตาลุงนี่ก็ไม่ยอมตื่น ชายหนุ่มไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันสองคืน เขาตั้งใจจะงีบสักหน่อยดันหลับไปจริงๆ “นาราเธอต้อ







