LOGINเกมวิวาห์ เดิมพันรัก Betting on Love วิวาห์ครั้งนี้ ใครตกหลุมรักก่อนเป็นผู้ชนะ เพราะคำสัญญาของผู้ใหญ่ พรนับพัน แพทย์แผนไทยประยุกต์ผู้มีรอยยิ้มอยู่เสมอ ต้องยอมเดินทางข้ามประเทศไปเป็น "สะใภ้ตระกูลหลิว" เพื่อแลกกับการช่วยเหลือครอบครัวจากหนี้สินที่กำลังล้มทั้งที่เพิ่มเริ่ม หลิวโม่โฉว มหาเศรษฐีนักธุรกิจวัย 32 ปี ผู้เย็นชา เคร่งขรึม และไม่คิดมีรักอีกหลังสูญเสียภรรยา เขามีรอยยิ้มไว้เพื่อลูกชายวัยห้าขวบเป็นตัวแทนภรรยาเก่าเท่านั้น ชายหนุ่มยอมรับการแต่งงานครั้งนี้เพียงเพราะเป็นคำสั่งของปู่… จนกระทั่งได้พบหน้าเจ้าสาว หญิงสาวชาวไทยตัวเล็กท่าทีเชื่อฟังแต่แววตาดื้อดึง ทำให้หัวใจที่ปิดตายของเขาสั่นไหว เขาไม่ต้องการ "ภรรยาตามสัญญา" เขาต้องการ ครอบครองเธอทั้งกายและใจ ทว่าเธอกลับตั้งกำแพง เพราะการแต่งงานครั้งนี้…เธอไม่ได้เต็มใจแม้แต่น้อย ระหว่างความร้อนแรงที่เขามอบให้ และความหวั่นไหวที่เธอพยายามซ่อน หัวใจของใคร… จะยอมแพ้ก่อนกัน?
View Moreแนะนำตัวละคร
พรนับพัน (ปันปัน) : อายุ 24 ปริญญาตรีแพทย์แผนไทยประยุกต์ ลูกสาวคนเดียวของคุณตระกูลศุขไสยาศน์ นิสัยร่าเริง มองโลกในแง่ดี
หลิวโม่โฉว : อายุ32 ปี บุคลิกเงียบขรึม ตัดสินใจเฉียบขาด เป็นประธานกลุ่มบริษัทหลิวกรุ๊ฟรุ่นที่ 3 เคยแต่งงานมา1ครั้ง
หลิวต้าเหนิง : อายุ5ขวบ ร่าเริง ฉลาด ถูกเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ
หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางในชุดเดรสเรียบร้อยแบบสุภาพ แต่เพราะความน่ารักสดใสของเจ้าของความสูง 155 เซนติเมตรทำให้เธอดูน่ารักน่าทะนุถนอม ใบหน้าหวานแต้มแต่งเครื่องสำอางแต่พอดีไม่จัดจ้านเกินไปอวดผิวพรรณเปล่งปลั่งและแก้มที่ฝาดสีเลือด ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีส้มอมชมพูขับเน้นให้รูปปากสวยน่าหลงใหล ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าดูราวกับเด็กสาววัยไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ทั้งที่ปีนี้เธออายุยี่สิบสี่แล้ว
‘พรนับพัน’ คือชื่อของหญิงสาวดวงตาพราวระยับ ลูกสาวคนเดียวของคุณฐากูรและคุณนับดาว เป็นทายาทรุ่นที่สามของตระกูลศุขไสยาศน์ น้องชายของเธอชื่อ อายุยี่สิบสี่ปี พรนับพันเรียนจบแพทย์แผนไทยประยุกต์ ส่วนน้องชายสอบเข้าเรียนแพทย์แผนปัจจุบัน เธอเติบโตมากับครอบครัวที่เป็นหมอพื้นบ้านเมื่อถึงรุ่นพ่อได้พัฒนาสูตรยาสมุนไพรในรูปแบบทันสมัย ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทยและวางแผนขายสินค้าในต่างประเทศ เรียกว่าเป็นครอบครัวหมอก็ไม่ผิดนัก
“อยากเป็นสาวโรงงานไหม” คุณฐากูรหยอกลูกสาวคนโต แต่หญิงสาวหันมาพร้อมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“พ่อจะให้ปันปันทำตำแหน่งไหนดีคะ”
“เป็นลูกสาวพ่อทั้งที ก็ต้องเป็นเจ้าของโรงงานสิ”
“คุณปู่มาเห็นต้องดีใจแน่ๆค่ะ”
ดวงตากลมโตจ้องมองเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น อีกไม่นานสายพานการผลิตจะเริ่มต้น ตั้งแต่เธอจำความได้ก็ได้ยินคุณปู่ทองอินพูดถึงยาสมุนไพรไทย คอยสอนให้เธอรู้จักตำรับยาต่างๆ ปลูกฝังให้เธอรักด้านนี้อย่างไม่รู้ตัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เธอมุ่งมั่นเรียนสายวิทย์ สอบเข้าคณะแพทย์ แต่ที่หลายคนบ่นเสียดายเพราะเธอเลือกเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่เพราะความฝันของเธอคือสืบทอดความฝันของคุณปู่ ไม่หรอก มันไม่ใช่แค่ความฝันของปู่แต่เป็นความฝันของเธอด้วย
“โรงงานจะเปิดได้เมื่อไหร่คะพ่อ” พรนับพันถามแล้วคล้องแขนบิดา สายตาเธอมองเพียงเบื้องหน้าโรงงานผลิตยาสมุนไพรจึงไม่ทันเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของพ่อ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองพ่อ อีกฝ่ายก็ยิ้มให้
“อีกสามเดือน แต่เราจะมีทดลองก่อนเปิดจริง”
“ตื่นเต้นจังค่ะ ปันปันเห็นที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าอยู่เลย”
พ่อเป็นคนบุกเบิกที่นี่ เดิมที่เป็นที่สวนของคุณย่าหลังจากคุณย่าเสียก็แบ่งสมบัติให้ลูกๆ อย่างเท่าเทียม ฐากูรลูกชายคนโตได้ที่ดิน 6 ไร่นี่มาครอบครอง เก็บเงินอยู่นานค่อยๆ ทำไปที่ละนิดละหน่อย หวังจะตั้งโรงงานของตัวเอง ไม่อยากพึ่งพาโรงงานคนอื่น ได้เป็นตัวของตัวเองเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองอย่างแท้จริง หลุดพ้นจากคำดูแคลนว่าเป็นแค่หมอยาพื้นบ้าน
พรนับพันไม่รู้ความคิดของพ่อ เธอเพียงอยากทำตามความฝันของปู่ทองอินที่เธอเคารพรัก โดยปกติพรนับพันทำงานที่โรงพยาบาลรัฐแผนกแผนไทยประยุกต์ หลายคนไม่เช้าใจ คิดว่างานของเธอคืองาน ‘นวด’ อย่างเดียว แต่ความจริงเธอสามารถรักษาโรคพื้นฐานได้ และความจริงพรนับพันมีแผนศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เธอสนใจค้นคว้าเรื่องยาสมุนไพรมาก โดยเฉพาะการผลิตยาสมุนไพรซึ่งตอนนี้เป็นที่สนใจของต่างชาติ และเธอต้องการให้คนอื่นรู้ว่าแพทย์แผนไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าแพทย์แผนปัจจุบันเลย บางคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นยาผีบอกด้วยซ้ำ
“พ่อค่ะ เข้าไปดูข้างในได้ไหม”
“ได้ซิ” พ่อพยักหน้ารับ
“คราวหน้าเรามาพร้อมกันทั้งครอบครัวเลยนะคะ” พรนับพันเสนอ
“ตงตงขึ้นปีสองแล้ว คงไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ แบบเมื่อก่อน”
“นั้นสิ กลับมาบ้านอีกทีได้พาไปตัดแว่นตาใหม่แน่ๆ” พรนับพันหัวเราะร่า เธอภูมิใจในตัวน้องชายมาก ครอบครัวของเธอไม่เคยกดดันเรื่องการเรียนหรือบังคับหรือเรียนอะไร ต้องจบมาเป็นอะไร พวกท่านให้อิสระเต็มที่ แต่สองคนพี่น้องก็ได้รับอิทธิพลจากคุณปู่
“รอบๆ นี้เราปลูกต้นไม้เยอะๆ หน่อย ให้ร่มรื่นและเป็นที่พักผ่อนของพนักงาน ตรงนั้นที่เป็นที่จอดรถก็เอาต้นไม้มาลง ปันปันว่าเราเอาพวกต้นไม้กินได้ดีไหมคะ มะม่วงมะยมอะไรพวนี้ ถ้ามีลูกจะได้เก็บกินได้”
“ตามใจปันปันเลย ยังไงลูกก็เป็นเจ้าของโรงงานนี้ด้วย”
“ถ้าตงตงได้ยินน้อยใจแย่นะคะ” เธอหัวเราะ ครอบครัวเธอสนิทสนมกันดี พูดจาหยอกล้อกันได้ ไม่เหมือนบางครอบครัวที่เธอเคยเจอที่กดดันจนชวนอึดอัด
“เข้าไปดูข้างในกันค่ะ เสร็จจากที่นี่”
หญิงสาวกึ่งลากกึ่งจูงบิดาเข้าไปด้านใน ร่างสองคนพ่อลูกเข้าไปในโรงงานโดยไม่รู้ว่าถูกแอบบันทึกภาพเก็บไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะรูปของพรนับพัน ชายลึกลับที่นั่งในรถเก๋งจัดการส่งรูปไปทางสมาร์ทโฟน แล้วหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มไม่กี่นาทีต่อมาโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
“ครับบอส” เขาตอบรับปลายสายและรอรับคำสั่ง ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ตอบรับคำสั่ง
“รับทราบครับบอส ผมจะอยู่ที่นี่ตามที่บอสสั่งครับ”
ปลายสายตัดสัญญาณไปแล้ว นักสืบหนุ่มจึงกล้าถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาดูรูปที่ถ่ายเก็บไว้ตามที่ได้รับหน้าที่มาแอบสืบเรื่องราวของ ‘พรนับพัน’ ว่าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลหลิว งานนี้เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายคิดอะไรอยู่ แต่ดูท่าทางคงถูกใจว่าหญิงสาวคนนั้นอยู่ไม่น้อย ไม่มีใครต้านทานรอยยิ้มสดใสและแววตากระจ่างคู่นั้นได้หรอก โดยเฉพาะท่าทางร่าเริงนั้น แต่ไม่รู้ว่า..ถ้าเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลหลิวแล้วจะช่วยให้บ้านที่เหมือนต้องสาปกลับมาสว่างไสวได้หรือไม่ หรือถูกความดำมืดดูดกลืนจนไม่เหลือความสดใส
เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่อาจทำอะไรได้ดีไปกว่านี้
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“เรียบร้อยดีค่ะ ฟื้นยาสลบแล้ว ต้องขอบคุณคุณน้า เอ่อ คุณแม่ที่ช่วยออกค่ารักษาให้เจ้าฟูฟูด้วยค่ะ” “แมวผ่าตัดต้องดูแลเรื่องแผลให้ดีระวังอย่าให้โดนน้ำนะ แล้วกินข้าวกินปลากันหรือยัง ให้พี่ตุลย์พาไปกินข้าวนอกบ้านสิ” “ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ จริงๆ พี่ตุลย์ทำกับข้าวให้ข้าวจี
ขวัญข้าวใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ได้แต่นั่งสงบใจในห้อง เธอไม่ได้ตั้งใจออกไปสภาพนั้น แต่เสื้อผ้าที่หยิบเอาไปเปลี่ยนในห้องน้ำดันตกพื้นเปียกเสียนี่ หญิงสาวแปรงผมแล้วก็รวบด้วยผ้ารัดผมไม่ให้เส้นผมปรกหน้า แต่จากท่าทางของเขาแล้ว บางทีเธออาจคิดอะไรไปเองคนเดียว ดูเหมือนเขาคงจะมองเธอเป็นแค่น้องส
“ไม่ได้ลำบาก” เขาขับรถมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดหมายไว้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่น้ำท่วมถนนอย่างนี้ รถเคลื่อนตัวได้ช้า “รถเราสูงก็จริงแต่เพื่อไม่ให้รถดับ พี่ต้องปิดแอร์รถนะ”“ค่ะ”“เรานี่พูดน้อยจริงๆ” ตุลาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถเล่น ก่อนเข้ามารับขวัญข้าวเขาแวะซื้อของที่ต้องเอา
หลิวโม่โฉวไม่อยากเสียเวลาให้คนสารเลวนี่อีกแล้ว เขาอุ้มพรนับพันออกมาด้านนอกก็พบเลขาอุ้มลูกชายของเขาอยู่ “ปันปัน” เด็กน้อยร้องไห้จ้า “คุณพ่อต้องช่วยปันปันนะครับ” พรนับพันได้ยินเสียงต้าเหนิงจึงผงกศีรษะขึ้นมองเห็นเด็กน้อยไม่เป็นอะไรก็เบาใจ เธอซุกในอกอุ่นของเขา ปล่อย





