LOGINวรวิทย์สังเกตเห็นพี่สาวหน้าอมทุกข์ วันนี้พี่วอยดื่มเบียร์เยอะกว่าทุกวัน และเหตุการณ์เมื่อเย็นที่หน้าร้านสะดวกซื้อ เขาไม่เคยเห็นพี่สาวเขามีอารมณ์แบบนี้ ผู้ชายคนนั้นดูไม่ธรรมดา นี่ถ้าเขามาไม่ทัน แล้วรีบดึงกลับมาบ้าน พี่สาวเขาจะโดนอะไร
“เป็นอะไรพี่วอย คิดอะไรอยู่ นอนได้แล้ว สี่ทุ่มกว่าแล้วนะ เลิกกินได้แล้วเบียร์เนี้ย พรุ่งนี้ค่อยกินต่อ”
“กลัวพี่กินหมดก่อนรึไง ไม่รู้จักพี่ซะแล้ว”
“ว่าน พี่ขอบใจนะ สำหรับเรื่องที่จัดเตรียมให้พี่ นี่ไง ลองดูแล้วก็ลองฟัง “วรางคณายื่นโทรศัพท์ให้น้องชายดูที่เธอบันทึกไว้
“โห.... นี่พี่โอมเขากล้ามากเลยนะ แล้วเพื่อนพี่ที่ชื่อกัญญาคนนี้ก็ร้ายมาก”
“อื่อ จริงๆ พี่ระแคะระคายมานานแล้วล่ะ ไม่ได้เสียใจอะไรมากหรอก แต่เจ็บใจ เป็นผู้หญิงคนอื่นพี่จะไม่เจ็บใจขนาดนี้เลย”
“ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตอนไหน กัญญาก็อยู่กับพี่ตลอด กินข้าวเช้า ข้าวกลางวันด้วยกัน ทำงานที่เดียวกัน พี่งงมาก”
“พี่วอย อย่าลืมว่า เวลาเลิกงาน หรือเสาร์ อาทิตย์ที่พี่หยุด พี่กัญญาเขาไม่ได้อยู่กับพี่นะครับ”
“จริงด้วย พี่ลืมคิดถึงตรงนี้ไปเลย โอกาสที่เขาจะอยู่ด้วยกันมีเยอะแยะ”
“ว่านถามจริงๆ เสียใจมากไหมพี่วอย “
“เสียใจเหมือนกัน โอมเป็นผู้ชายคนแรกที่พี่ ยอมเปิดใจคบเป็นแฟน เจ็บใจมากที่เพื่อนสนิทกันมานาน จะมาทำร้ายกันได้ขนาดนี้”
“ว่านดีใจนะที่พี่วอยมีสติ ปล่อยเขาไปเถอะพี่วอย คนเขาศีลเสมอกัน”
“ขอบใจนะว่าน เดี๋ยวพี่จะนอนแล้ว ว่านไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน “
“ครับพี่วอย ฝันดีนะครับ พรุ่งนี้ไม่ต้องรีบตื่น นอนพักไปเลย เลิกงานแล้วว่านจะรีบกลับ พี่วอยรอว่านนะ เดี๋ยวไปหาหมอด้วยกัน”
“โอเค ตามนั้น ขอบใจมากนะว่าน”
วรางคณานอนพลิกไปพลิกมาหลายรอบ นอนไม่หลับ อบอ้าวแบบนี้ ดึกๆ ฝนตกแน่ๆ รู้สึกปวดร้าวที่สะโพก ร้าวลงไปขาถึงเท้า ยิ่งดึกยิ่งปวด สี่ทุ่มแล้ว ยังไม่ดีขึ้น วรางคณาลุกขึ้นเปิดไฟ คิดว่าจะออกไปหายาแก้ปวดกิน แม่แหวน กับว่านคงหลับไปแล้ว ไม่อยากรบกวนทั้งสองคน เธอคอยๆ เดิน ตั้งใจจะออกไปหายาแก้ปวดกิน ตู้ยาสามัญประจำบ้านอยูที่ห้องรับแขก ปวดมาก กลั้นใจ ปวดที่สุด เมื่อเย็นไม่ได้เจ็บขนาดนี้นี่นา เธอเริ่มใจไม่ดี ขาอีกข้างแทบก้าวไม่ออก
วรวิทย์สะดุ้งตื่น เสียงโครมครามอยู่นอกห้อง เขาตกใจรีบลุก วิ่งออกจากห้องนอน ที่ห้องรับแขก วรางคณานอนตัวงออยู่ที่พื้นบ้าน
“พี่วอย ออกมาทำไม โธ่เอ้ย ทำไมไม่เรียกว่าน เจ็บมากไหมพี่ “
วรวิทย์รีบวิ่งเข้าไปพยุงพี่สาวให้ลุกขึ้น จากที่เจ็บอยู่แล้ว ยิ่งเจ็บหนักกว่าเดิม ปวดร้าวลงไปที่ขาข้างซ้าย ถึงเท้า หญิงสาวนิ่วหน้า พยายามอดทน ไม่อยากให้น้องตกใจ
“วอย เป็นอะไรลูก ทำไมไม่เรียกแม่ ไหวไหมลูก แล้วจะเดินออกมาทำไม” นางวีรวรรณเปิดไฟสว่างทั้งบ้าน
“วอยปวดสะโพก ปวดขาร้าวลงไปที่เท้าค่ะแม่ ทนไม่ไหวเลยคิดว่าจะออกมาหายาแก้ปวดกิน”
“ว่านเรียกรถโรงพยาบาลให้พี่หน่อย พี่ไม่ไหวแล้วรู้สึกไม่ปกติเลย ล้มลงข้างเดียวกับที่เจ็บเมื่อเย็น”
“แม่ครับ แม่อยู่บ้านนะครับ ไม่ต้องไป เดี๋ยวว่านพาพี่วอยไปหาหมอเอง"วรวิทย์กดโทรศัพท์หา 1669 ทันที
“หนูวอย อดทนหน่อยนะลูก เดี๋ยวรถก็มาแล้ว “
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ วอยไหว”
“ว่านอย่าลืมหยิบกระเป๋าให้พี่ด้วยนะ บัตรประชาชน อยู่ในนั้น”
“ครับพี่วอย เรียบร้อยแล้วครับ ว่านหยิบมาแล้ว”
หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาทีรถโรงพยาบาลก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบ้าน โชคดีที่บ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก
“คนป่วยเดินไหวไหมครับ ถ้าไม่ไหวไม่ต้องนะครับ เดี๋ยวนอนเปลไป ญาติคนป่วยไปด้วยกันนะครับ”
เร็วกว่าที่คิดไว้มาก รถพยาบาลวิ่งออกไปแล้ว นางวีรวรรณเดินออกไปปิดประตูหน้าบ้าน ยังตกใจกับอาการป่วยของลูก คิดว่าแค่ลูกสาวหกล้มธรรมดา ไม่คิดว่าจะทำให้ต้องเดินแทบไม่ได้ เมื่อเย็นยังดีๆ อยู่เลย คงไม่เป็นไรมาก ถึงมือหมอแล้วก็คงจะปลอดภัย นางวีรวรรณปลอบใจตัวเอง เดินไปมารอฟังข่าว ลูกสาว
“ว่าไงว่าน พี่เขาเป็นยังไงบ้าง” วรวิทย์โทรกลับมาส่งข่าวแม่ ว่าพี่สาวปลอดภัยแล้ว น่าจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรอฟังผล ให้แม่นอนพักผ่อนได้เลย
“เดี๋ยวว่านอยู่เฝ้าพี่วอยเองครับแม่ ว่านโทรไปบอกหัวหน้าแล้ว ว่าพรุ่งนี้ขอลางาน 1 วัน แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ พี่วอยอยู่ห้องพิเศษ”
ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย เกือบตีหนึ่งแล้ว นางวีรวรรณ ปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนอีกครั้ง สบายใจที่ลูกทั้งสองดูแลกัน
“บอกแม่เรียบร้อยแล้วใช่ไหมว่าน “วรางคณาหันไปถามน้องชาย
“เรียบร้อยแล้วครับพี่วอย ว่านจองห้องพิเศษไว้นะครับ พี่วอยจะได้นอนสบายๆ”
วรางคณาเข้าห้องเอ็กซ์เรย์ กลับออกมาหมอให้ยาแก้ปวด หญิงสาวหลับไปแล้ว วรวิทย์เตรียมตัวนอนบ้าง ดีที่เขาได้งีบจากที่บ้านมาบ้าง แต่ก็ยังง่วงอยู่มาก ไม่นานเขาก็หลับไปอีกคน นอนที่โซฟาในห้องนั่นแหละ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านไม้ในสวนผัก ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ถึงตอนนี้ อยู่ในสายตาของธันวาตลอดเวลา เขาเห็นตั้งแต่ตอนที่เด็กนั่นเดินวนๆ อยู่ที่ห้องรับแขก แล้วก็ล้มลง นี่เด็กนั่นเจ็บถึงกับต้องให้รถโรงพยาบาลมารับเลยเหรอ เขาไม่อยากคิดว่าที่เด็กนั่นเจ็บเพราะเขา คงไม่หรอก เขาพยายามไม่คิดมาก
เด็กนั่นใส่กระโปรงทรงสอบ ยาวมาก น่าจะเป็นชุดยูนิฟอร์ม ที่ดูเหมือนว่าจะทำอะไรไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะความแคบของกระโปรง ถ้าเด็กนั่นเจ็บเพราะเขา เขาต้องทำยังไง ไปขอโทษ หรือต้องไปเยี่ยม ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไรนะ วอย ใช่เขาได้ยิน เด็กหนุ่มคนนั้น เรียกพี่สาวว่าวอย พอนึกถึงท่าทางที่จะเอารองเท้าส้นสูงฟาดเขา และคำพูดที่ออกมาจากปากของเด็กนั่น เขานึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง
ธันวาเลิกสนใจ เหตุการณ์ที่บ้านตรงข้าม เขาดื่มหมดขวดพอดี อาบน้ำนอนดีกว่า เขายังมีงานที่จะต้องคิดต้องทำมากมาย ไม่มีเวลามาสนเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก เด็กนิสัยไม่ดี สมควรแล้วที่ต้องเจ็บ เขานี่ไง เจ็บของจริง หลังเท้าเริ่มบวมแล้ว จากส้นรองเท้าสูงปรี้ดทิ่มลงมาเต็มที่ ธันวานึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง เขาสลัดหัวไปมา เข้าห้องน้ำอาบน้ำ ท่าเดินเขาไม่ค่อยมั่นคงนัก เพราะเริ่มปวด
“ย่าครับ นี่ยังไม่นอนอีกเหรอครับ จะตีสองแล้วนะ ลุกขึ้นมาทำอะไรดึกๆ ครับเนี้ย”
“เปล่า ๆ ย่าหลับไปตั้งแต่สามทุ่มแล้วลูก ลุกมาเข้าห้องน้ำ ตกใจกับข้างบ้านเรา ใครเขาเป็นอะไร เห็นรถพยาบาลวิ่งเข้ามารับ ไม่รู้ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร รู้สึกว่าจะเป็นผู้หญิงนะ ลูกสาวเขารึเปล่า ตอนนี้เห็นแต่คนเป็นแม่อยู่บ้านคนเดียว นี่ถ้ามีประตูออกไปหากันได้ ย่าจะไปถามข่าวเขาสักหน่อย อยู่กันแค่ 3 คน น่าเป็นห่วงนะ”
ธันวาเงียบ นี่ย่าเขาอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ปกติย่าไม่ค่อยยุ่งกับใคร วางตัว ไว้ตัว จะตาย อีกอย่างเพราะความรวยของย่า มีแต่คนเข้าหา พอมาอยู่ที่นี่ กลับอยากไปรู้จักกับคนบ้านสวนนั่นเฉย ถือเป็นเรื่องแปลก ตั้งแต่รู้ว่าเขามาซื้อตึก ซื้อที่ดินที่นี่ ย่าเขาก็ขอมาอยู่ด้วย บอกว่าชอบ แปลกมากกว่านั้นคืออยากเปิดประตูข้างบ้าน ไปหาคนบ้านโน้น ทำไมถึงอยากจะไปรู้จักคนที่บ้านสวนนั่น ย่าเขาคงเห็นสวนผัก คงคิดถึงปู่ สมัยปู่กับย่า เป็นหนุ่มสาว เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน ปู่กับย่า เขาเป็นชาวสวน อยู่แถวนครปฐม น่าจะใช่ คนแก่คงคิดถึงอดีต
ไม่รู้เหมือนกันครับย่า อย่าสนใจเลยครับ ดึกแล้วนอนเถอะ เรื่องทุบกำแพงเปิดประตูค่อยคุยกันนะครับ"
ชั้นสองของบ้านหลังนี้ ห้องด้านหน้าธันวาทำเป็นห้องทำงาน ส่วนกลางเป็นครัวฝรั่ง ส่วนสุดท้ายด้านหลัง เป็นห้องนอน และทุกส่วนจะมองเห็นบ้านสวนผักนั้นตลอด ปกติกลางวันเขาไม่ต้องเปิดไฟ เพราะรับแสงจากด้านนอกเต็มที่ ตกกลางคืนเขาใช้ม่านสีทึบและหนามาก เปิดไฟข้างใน คนด้านนอกจะไม่รู้เลยว่าเปิดไฟในห้อง ส่วนชั้นสามเขาใช้เป็นห้องออกกำลังกาย และห้องพักผ่อน ดูหนัง ฟังเพลง
คุณย่ามนทา ตื่นแต่เช้าทำกับข้าว เตรียมใส่บาตร หญิงชราชอบที่นี่มาก อยู่ในเมืองแต่เหมือนไม่ได้อยู่ในเมือง ในซอยเงียบ เป็นส่วนตัว มีพระมาบิณฑบาตตอนเช้าทุกวัน ที่สำคัญ มีสวนผักข้างบ้าน ขณะที่กำลังนั่งรอพระ น่าจะไม่เกิน 50 เมตร ขวามือของคุณมนทา เจ้าของสวนผักที่เป็นผู้หญิง น่าจะเป็นแม่ ยกถาดที่มีขันข้าวสวย ดอกไม้ ธูปเทียน กับข้าว เพื่อเตรียมใส่บาตรมาวางไว้ที่โต๊ะหน้าบ้าน
ใส่บาตรเสร็จแล้ว คุณย่ามนทาค่อยๆ เดินไปที่หน้าประตูบ้านของ เจ้าของสวนผัก กดกริ่งหน้าบ้าน หน้าบ้านเขียนว่า สวนวอแหวน
ขณะที่นางวีรวรรณที่กำลังจะกินข้าวเช้า หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว ต้องรีบลุกออกมาดูว่าใครมากดกริ่งหน้าบ้าน
“ใครกัน มากดกริ่งแต่เช้าเลย ไม่น่าใช่ลูกค้า นางโทรบอกทุกร้านแล้วนี่นา ว่าวันนี้ไม่ได้ส่งผัก”
“สวัสดีค่ะ ขอโทษนะคะที่มารบกวน ฉันอยู่บ้านใกล้ๆ รั้วติดกันนี่เองค่ะ เพิ่งย้ายมาได้เกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว”
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันเห็นอยู่เหมือนกันค่ะว่ามีคนมาอยู่” นางวีรวรรณพูดคุยกับหญิงชรา ผู้ที่มาจากบ้านตึก
“ฉันจะมาขออนุญาต ใช้พื้นที่สักหน่อยค่ะ “
“เรื่องอะไรเหรอคะ เอ่อ...เข้ามาก่อนไหมคะคุณป้า ยืนคุยกันแบบนี้เมื่อยขาแย่เลย เชิญๆ ค่ะ”
นางวีรวรรณเชื้อเชิญหญิงชราให้เข้ามานั่งในบ้าน นางรู้สึกถูกชะตาหญิงชราคนนี้ ดูหน้าตาภูมิฐาน ลักษณะท่าทางดูเป็นคนมีเงิน สงสัยว่าจะมาขออนุญาตนางเรื่องอะไร
คุณมนทาเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน ตื่นตาตื่นใจกับภายในบริเวณบ้านหลังนี้ สวนผักหลากหลาย เป็นระเบียบ พอเข้ามาด้านในบริเวณบ้านน่าอยู่มาก ต้นไม้ใหญ่หลายชนิดที่อยู่ในสวน มองเห็นไกลๆ โน้น ไหนจะต้นกล้วย ต้นมะพร้าว เต็มไปหมด
“น่าอยู่จังเลยนะคะ สวนวอแหวน ชื่อก็น่ารักมาก” หญิงชรากล่าวชมด้วยความจริงใจ
“เชิญนั่งตามสบายนะคะ” นางวีรวรรณรีบบอกหญิงชรา
“ที่นี่เงียบดีจังเลยนะคะ อยู่กันกี่คนคะเนี้ย”
“สามคนค่ะ ลูกชาย กับลูกสาวไม่อยู่ พอดีเมื่อคืนลูกสาวไ่ม่สบายค่ะ ไปโรงพยาบาลกันตั้งแต่เมื่อคืน”
“แล้วเป็นยังไงบ้างคะ ปลอดภัยรึยัง ฉันยังสงสัยค่ะ ได้ยินเสียงรถโรงพยาบาล เป็นห่วงว่าจะมีใครเป็นอะไรรึเปล่า”
“ปลอดภัยแล้วค่ะ รอผลเอ็กซ์เรย์ ตอนนี้ลูกชายเขาเฝ้าพี่สาวอยู่ค่ะ”
“อ้อๆ คงไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ถึงมือหมอแล้วก็ดีแล้ว ทำใจให้สบายนะคะ”
“ขอบคุณมากนะคะคุณป้า แล้วที่ว่ามีเรื่องจะมาขออนุญาต เรื่องอะไรเหรอคะ”
“พอดีเราจะให้ช่าง เข้ามาทุบกำแพงปูนเดิมออก จะเปลี่ยนเป็นเป็นรั้วต้นไม้ค่ะ เกรงว่าจะเสียงดัง หรือบางทีต้องได้ใช้พื้นที่ฝั่งบ้านของคุณบ้าง เลยมาแจ้งไว้ก่อนค่ะ เดี๋ยวจะตกใจกัน อยู่ๆ มีคนมาทุบกำแพง”
“อ่อ..เข้าใจแล้ว ไม่เป็นไรเลยค่ะ สังเกตุเห็นเหมือนกันค่ะว่ามีคนมาอยู่ ตึกนี้เห็นปิดเงียบมาหลายปีมากแล้ว เราอยู่กันแต่ในบ้าน ในสวนค่ะ เลยไม่ค่อยได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ ตามสบายเลยนะคะ ทำได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันมองมาจากบ้าน แล้วเห็นสวนผักคุณแล้วชอบค่ะ คิดว่ากำแพงปูนมันบังทัศนียภาพ อยากได้รั้วต้นไม้ เผื่อบางทีฉันเดินมาชมสวน ซื้อผัก จะได้เดินสดวก”
“ยินดีค่ะ ฉันไม่มีปัญหา ตามสบายเลย วันหลังก็เดินมาได้เลยนะคะ มาเก็บผักไปทำกับข้าวกิน ที่นี่เราไม่ใช้สารเคมี ปลอดสารพิษค่ะ”
“ดีมากเลยนะคะ ดูซิเราคุยกันตั้งนาน ลืมแนะนำตัวเลย ฉันชื่อมนทานะคะ” หญิงชราพูดไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันขอเรียกคุณป้าได้ไหมคะ ฉันชื่อวีรวรรณค่ะ เรียกแหวนเฉยๆ ก็ได้ เพิ่งเกษียณค่ะ เมื่อก่อนฉันเป็นครู เหงาค่ะไม่รู้จะทำอะไร ปกติผักนี่ก็ปลูกมานานแล้วค่ะ สมัยที่ยังรับราชการอยู่ พอไม่ได้สอนแล้ว เลยมาทำเต็มที่ แก้เบื่อแก้เหงาได้ดีทีเดียว แถมได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ
ผู้หญิงสองวัย คุยกันอย่างถูกคอ ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปกินข้าว กินยา และเตรียมอาหารให้หลายชาย คุณมนทาคงอยู่คุยต่ออีกนาน เพราะดูว่า ต่างคนก็ต่างถูกใจ พูดคุยกันถูกคอ บรรยกาศที่บ้านสวนนี่ ลมพัดผ่านเย็นสบาย
ธันวาตื่นนานแล้ว เขาอาบน้ำแต่งตัว ระหว่างที่ทำธุระอยู่ ไม่ลืมที่จะมองไปที่สวนผัก ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เพ่งสายตาเพื่อดูให้ชัดๆ ย่าเขาไปนั่งทำอะไรอยู่ที่สวนผักนั่น
“ย่าครับ ย่าไปไหนมา ผมรอตั้งนาน หิวข้าวแล้วครับย่า”
“อ้อ...ย่าไปออกไปใส่บาตร แล้วก็เลยไปทักทายบ้านสวนผักเขาหน่อย”
“เขามิตกใจเหรอครับย่า อยู่ๆ มีคนแวะไปหา”
“เขาเข้าใจว่าย่าเป็นลูกค้า จะมาดูผักเขา เห็นว่าวันนี้เขาไม่ได้เก็บผัก เพราะลูกสองคนไม่อยู่ เมื่อคืนที่เห็นรถโรงพยาบาลมา เขามารับลูกสาวคนโตไปโรงพยาบาล เห็นบอกว่าล้ม จนลุกไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง อ้อ...อีกอย่าง ย่าบอกเขาแล้วนะว่าจะมีช่างมาทุบกำแพง เขาก็ยินดี ไม่มีปัญหาอะไร”
“โห ย่านี่เก่งจังเลยนะครับ ไปแป๊ปเดียว ได้ข้อมูลหลายอย่างเลย”
“นี่แซวย่าเหรอ เขาน่าคบหานะ แม่เป็นครูเพิ่งเกษียณ ปลูกผักแก้เหงา มองจากด้านนอก ว่าบ้านเขาน่าอยู่แล้ว พอเข้าไปข้างในยิ่งน่าอยู่มาก”
“เหรอครับ เดี๋ยวต่อไปหน้าผมคงเป็นสีเขียวแน่ๆ เลย ย่าคงได้ผักสดๆ มาทำกับข้าวประจำ”
“นี่ ผักเขาไม่ใช้สารเคมีเลยนะ ย่ายังสงสัยนะว่า ผักสดหลายชนิด ที่ส่งที่โรงแรมเรา มาจากที่นี่รึเปล่า ถ้าเป็นที่นี่โอเคมากเลย”
“ย่าครับ ผมหิวข้าวแล้ว กินข้าวได้หรือยังครับ เดี๋ยวทีมช่างเขาจะมากันแล้วนะครับ” ธันวาตัดบท เขาไม่อยากรู้หรอก
“เฮ้ย...ย่าก็คุยเพลิน มาๆ กินได้เลยลูก "
“นั่นเท้าเป็นอะไรไปล่ะนั่น คุณมนทาสังเกตุว่าหลานชายเดินไม่ปกติ เหมือนเจ็บขาหรือเจ็บเท้า”
“ไม่มีอะไรหรอกครับย่า เป็นแผลนิดหน่อยครับ เดี๋ยวก็หาย ผมออกไปรับช่างก่อนนะครับ”
คุณมนทาไม่อยากเชื่อหลานชายสักเท่าไหร่ เดินไม่ตรงขนาดนั้น จะนิดหน่อยได้ยังไง ธันวาเป็นหลานชายคนแรกของตระกูล และเป็นหลานชายคนเดียว คุณมนทาเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็กๆ อยู่กับย่าตลอด เพราะพ่อกับแม่วุ่นวายกับธุรกิจ พอเลี้ยงหลานชายโต เขาก็ไม่ยอมกลับไปอยู่บ้านกับพ่อ แม่ ติดย่ามาก นิสัยส่วนตัวของธันวา เป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจตัวเอง เกเรตั้งแต่เด็กลูกชายกับลูกสะไภ้ ยกให้คุณมนทาเลี้ยง ความซ่าของเขาก็ยังไม่ลดลง ทุกอย่างที่ลูกผู้ชายต้องเจอ ธันวามีครบหมด
วรวิทย์สังเกตเห็นพี่สาวหน้าอมทุกข์ วันนี้พี่วอยดื่มเบียร์เยอะกว่าทุกวัน และเหตุการณ์เมื่อเย็นที่หน้าร้านสะดวกซื้อ เขาไม่เคยเห็นพี่สาวเขามีอารมณ์แบบนี้ ผู้ชายคนนั้นดูไม่ธรรมดา นี่ถ้าเขามาไม่ทัน แล้วรีบดึงกลับมาบ้าน พี่สาวเขาจะโดนอะไร“เป็นอะไรพี่วอย คิดอะไรอยู่ นอนได้แล้ว สี่ทุ่มกว่าแล้วนะ เลิกกินได้แล้วเบียร์เนี้ย พรุ่งนี้ค่อยกินต่อ”“กลัวพี่กินหมดก่อนรึไง ไม่รู้จักพี่ซะแล้ว”“ว่าน พี่ขอบใจนะ สำหรับเรื่องที่จัดเตรียมให้พี่ นี่ไง ลองดูแล้วก็ลองฟัง “วรางคณายื่นโทรศัพท์ให้น้องชายดูที่เธอบันทึกไว้“โห.... นี่พี่โอมเขากล้ามากเลยนะ แล้วเพื่อนพี่ที่ชื่อกัญญาคนนี้ก็ร้ายมาก”“อื่อ จริงๆ พี่ระแคะระคายมานานแล้วล่ะ ไม่ได้เสียใจอะไรมากหรอก แต่เจ็บใจ เป็นผู้หญิงคนอื่นพี่จะไม่เจ็บใจขนาดนี้เลย”“ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตอนไหน กัญญาก็อยู่กับพี่ตลอด กินข้าวเช้า ข้าวกลางวันด้วยกัน ทำงานที่เดียวกัน พี่งงมาก”“พี่วอย อย่าลืมว่า เวลาเลิกงาน หรือเสาร์ อาทิตย์ที่พี่หยุด พี่กัญญาเขาไม
วรางคณา ตกใจ ยอมรับว่า ไม่ค่อยมีสติจริงๆ ตั้งแต่กลับจากที่ทำงาน อาการเลื่อนลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งแต่เมื่อเที่ยง เรื่องที่ได้รับรู้มา ทำให้เธอมึนงง อาการเหมือนจะเป็นลม รู้สึกว่าตัวเองถอยหลังไปชนคน เสียงตะคอกดังขึ้น ทำให้วรางคณารู้สึกตัว รับรู้ได้ถึงมือใหญ่หนา ผลักแผ่นหลังของเธอเต็มแรง ทำให้ร่างของเธอผวามาด้านหน้าเต็มแรงผลักนั่น หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองนั่งทับกระจาดใส่ดอกบัว ของป้าที่เธอซื้อเป็นประจำ“หนูเป็นยังไงมั่งลูก คนเราทำไมใจร้ายจัง ผลักมาได้” เสียงป้าที่ขายดอกบัวบ่นเสียงดัง และรีบมาช่วยพยุงวรางคณาให้ลุกขึ้น“ขอบคุณค่ะป้า ขอโทษนะคะ”“ซุ่มซ่าม ไม่ดูตาม้าตาเรือ ดูบ้างซิว่ามีใครบ้างอยู่ข้างหลัง นึกจะถอยก็ถอย บ้าจริงๆ”เสียงที่ดังเกือบเป็นตะโกนนั่น ยิ่งทำให้วรางคณาตกใจ เสียงอยู่ตรงหน้า เธอเงยหน้ามองเจ้าของเสียง ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวสูงใหญ่มาก สูงเกือบเท่าๆ กับน้องชายของเธอ ใส่แว่นดำ ผมยาวไม่เป็นระเบียบ ไว้หนวดดูรุงรัง เครายาว ใส่เสื้อยืดสีดำ ใส่กางเกงยีนต์ขายาว รองเท้าแตะหูหนีบ รอยจากรองเท้าส้นสูงของเธอ ที
วรางคณาใช้เวลาเดินเที่ยวชมภายในวัดไชยวัฒนารามกระทั่งห้าโมงเย็น ยังไม่พอใจเท่าไหร่ ไม่เป็นไรหรอก ไว้รอให้เธอได้มาอยู่ที่นี่ก่อน เธอจะมีเวลา เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หญิงสาวกลับโรงแรมทันทีไม่ได้แวะที่ไหน ที่นี่เธอไม่มีคนรู้จัก จะมีก็แค่ป้าเจ้าของที่ดิน นี่ถ้าพรุ่งนี้เช้าเธอไม่ต้องรีบกลับบ้าน เธอต้องได้ไปนอนบ้านป้าเจ้าของที่ดินและบ้านเรือนไทย นั้นแน่นอนวรางคณากลับถึงโรงแรม ยังมีเวลา เธอแวะที่ห้องอาหารเพื่อกินข้าวเย็น ตั้งใจว่ากินข้าวเสร็จจะเข้าห้องพักและนอนเลย พรุ่งนี้เธอต้องออกเดินทางกลับบ้านแต่เช้า อยากกลับไปจัดการ พวกข้าวของเครื่องใช้ ที่จะต้องขนมาที่บ้านใหม่บรรยากาศภายในห้องอาหาร ตกแต่งแบบบ้านโบราณ นี่เป็นอีกเหตุผลที่เธอจองโรงแรมนี้“วอย เป็นยังไงบ้างลูก ถึงที่พักหรือยัง”“ถึงแล้วค่ะแม่ วอยกำลังจะไปหาข้าวกินค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ วอยกินที่ห้องอาหารของโรงแรม ไม่น่ากลัวเลยค่ะ”วรางคณาเลือกที่นั่งติดหน้าต่าง เดินไปตัก ข้าวสวย แกงเทโพที่เธอชอบมาก และแน่นอน แม่เธอทำอร่อยที่สุด จะลองดูว่า ที่นี่อร่อยไหม ยำถั่วพูเป็นอีกเมนูที่ชอบ แน่นอนแม่เธอก็ทำอร่อยเช่นกัน และเลือกที่จะกินขนมหวานตบท้าย แทนผลไ
วันจันทร์อีกแล้ว วรางคณา เบื่อเหลือเกิน ไม่อยากไปทำงานเลย ถึงไม่อยากไปขนาดไหน ก็ต้องไปอยู่ดี ไปทำให้มันเสร็จเรียบร้อย วันเวลา เดี๋ยวนี้เร็วจะตาย เธอปลอบใจตัวเอง รีบลุกขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว แม่ห่อข้าวให้แล้ว คนละกล่องกับ น้องชาย สองพี่น้องติดข้าวกล่องของแม่ มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน พ่อกับแม่จะให้ค่าขนมทุกวัน แต่แม่ก็ห่อข้าวใส่ปิ่นโตให้ไปกินโรงเรียน สองคนพี่น้องมีเงินกลับมาหยอดกระปุกทุกวันๆ ติดนิสัยออมมาตั้งแต่เด็ก“พี่วอย ถ้ามันไม่สบายใจ วันนี้ก็เขียนใบลาออกเลยนะพี่ ครบ 3 เดือน แล้วเขายังไม่หาคนมาแทน ก็ออกเลย”“อื่อ พี่ก็กำลังคิดอยู่ พอคิดว่าจะออก ก็อยากจะออกเลย ใจไม่อยู่ที่ทำงานแล้ว “สองพี่น้องเดินคุยกันไปรอรถหน้าปากซอย พอมาถึงปากซอย ความโกลาหลก็เริ่มมา ทั้งรถ ทั้งคน วันนี้แม่ไม่ได้ตัดผัก นัดลูกค้าเป็นวันพรุ่งนี้แทน ทำให้ ทั้งสองพี่น้อง ไม่ต้องตื่นเช้ามาก“ไปแล้วนะพี่วอย เดินทางปลอดภัยนะครับ”ที่ทำงานของว่าน ไปคนละทางกับพี่สาว เขาไม่มีปัญหาในการเดินทาง เพราะมีรถรับส่งของบริษัทฯ มารับที่หน้าปากซอย เหลือเพียงวร
ปลายเดือนพฤษภาคม ประเทศไทยเริ่มมีฝนตกบ้างแล้ว ชุ่มฉ่ำ เย็นไปทั่วไทย หลังจากที่ต้องทนกับอากาศร้อนอบอ้าวมาหลายวัน ต่างจังหวัดอาจจะโชคดีหน่อย เวลาฝนตก รถไม่ติด แต่ในเมืองหลวง อย่าง กรุงเทพมหานครนี่ซิ ฝนตกทีไร ลำบากใจทุกที คนที่มีรถยนต์ก็สบายหน่อย แต่ก็เสี่ยงกับรถติด นั่งอยู่ในรถอาจไม่เปียกฝน แต่หงุดหงิดใจ นอกจากรถจะติดแล้ว บางเส้นทางยังต้องเจอน้ำท่วมอีกส่วนคนที่ไม่มีรถ ต้องอาศัยรถประจำทาง มีเงินหน่อยอาจได้นั่งแท็กซี่ ถ้าประหยัดหน่อยก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์ แต่อาจจะต้องเสี่ยงกับการเปียกฝน ประชาชนคนเมืองต่างก็ชิน เข้าฤดูฝนเมื่อไหร่ ก็พกร่ม หรือไม่ก็เสื้อกันฝนติดตัวไว้ตลอด การโดยสารด้วยวินมอเตอร์ไซค์ สะดวก เร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงมากถ้าไม่ใช่ฤดูฝน การยืนเข้าแถวเพื่อรอคิวขึ้นมอเตอร์ไซค์ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี มีให้เห็นแค่ กรุงเทพฯ เท่านั้น แต้ถ้าฝนตกเมื่อไหร่ ก็ดูไม่จืด คนไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อกันฝน ก็เปียก ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่มีปัญหา ยอมรับได้กับสิ่งที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งที่ทุกคนรอคอยคือ บ้าน ทำยังไงก็ได้ เพื่อที่จะถึงบ้านให้เร็วที่สุดวรางคณา เลิศอมรรัตน์ หรือ ทุก







