INICIAR SESIÓN“กูพาช่อมาทานข้าว มึงนั่นแหละเบส มากับใครวะ” เขตถามเพื่อนกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนักและติดตลก แต่ก็ยังคงมีด้วยความสงสัยเล็กน้อย
และเพราะแบบนั้น เบสเพื่อนของเขตจึงหันไปหาช่อแก้วโดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะระบายยิ้มให้เธอเล็กน้อย ซึ่งมันก็เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนที่เธอคาดคิดไว้จริง ๆ
จู่ ๆ ช่อแก้วก็รู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราวกับตัวเธอกำลังถูกคุกคามทางสายตาจากเพื่อนของแฟนหนุ่มอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายตัวเอาเสียเลย เธอพยายามจะหลบสายตาเขา แต่เขาก็ยังคงจ้องมองเธอไม่ลดละอยู่ดี
“…สะ สวัสดีค่ะ” แม้เธอจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับสายตาของเพื่อนเขตที่กำลังมองมาทางเธอ แต่ด้วยมารยาทที่พึงมีและถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ช่อแก้วจึงต้องข่มความไม่สบายใจเหล่านั้นแล้วกล่าวทักทายอย่างเป็นธรรมชาติกลับไปให้อีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและแผ่วเบา
“สวัสดีครับ” เบสกล่าวทักทายกลับมา
ในนาทีเดียวกันนั้นเขาก็จ้องเธอแบบค้างสายตาเอาไว้ ดูเหมือนต้องการจะพินิจพิจารณาเกินกว่าจะมองในฐานะผู้หญิงของเพื่อน ทำเอาช่อแก้วต้องรีบหลุบสายตามองลงไปยังพื้นตรงหน้าเธอทันควัน เนื่องจากเธอรู้สึกอึดอัดกับสายตาเหล่านั้นเป็นอย่างมากราวกับเธอเป็นแค่วัตถุสิ่งของที่กำลังถูกตีราคา
“เออ! ว่าแต่มึงเถอะ นัดสาวที่ไหนไว้วะ มีแฟนแล้วไม่บอกเพื่อนเหรอ ปกติมึงต้องเล่าให้กูฟังทุกเรื่องไม่ใช่หรือไง” ก่อนที่ช่อแก้วจะรู้สึกอึดอัดมากกว่านี้ เสียงของเขตก็ดังขึ้นมาก่อน นั่นจึงทำให้เพื่อนของเขาต้องหันกลับไปหาเขคอีกหน ความรู้สึกอึดอัดที่ช่อแก้วมีอยู่ก็เริ่มคลายตัวลงทันทีที่สายตาเจ้าชู้นั้นเลือนหายไปจากเธอ
“อ๋อ ที่พวกกูเจอกันในแอปไง ว่างตรงกันพอดีก็เลยนัดเจอกันวันนี้ ไม่ได้บอกมึงเพราะกูเพิ่งคุยกับเขาไม่นานนี่แหละ” เบสตอบกลับมาตามปกติ
ขณะที่ช่อแก้วคิดได้ว่าเธอไม่มีเหตุผลที่ต้องยืนฟังบทสนทนาระหว่างเขตกับเพื่อนของเขาอีกต่อไป จึงเลือกที่จะเดินไปยืนรอแฟนหนุ่มที่รถของเขาแทน เธอพยักหน้าส่งสัญญาณให้เขตเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้เขตยืนคุยกับเพื่อนต่อตามอำเภอใจ เพราะเธอไม่มีความอยากรู้อยากเห็นอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับเรื่องราวของคนอื่น
“เมื่อกี้ช่อเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเดินนำพี่มาไกลจัง ไม่รอกันเลย” ไม่นานนัก พอเขตแยกย้ายกับเบสเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตามมาหาเธอด้วยความเป็นห่วงและกังวลเล็กน้อย
“ก็…ไม่นะคะ” ช่อแก้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธกลับไป เธอเอียงคอมองแฟนหนุ่มด้วยสายตางุนงง ราวกับเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมเขาถึงได้ถามแบบนั้น และพยายามจะเก็บซ่อนความรู้สึกไม่สบายใจที่เพิ่งเกิดขึ้นเอาไว้ไม่ให้เขาเห็น เพราะไม่อยากให้เขาต้องมานั่งคิดมาก
“โอเค สงสัยพี่คงคิดมากไปเองแหละมั้ง” เขตที่สบตากับเธอก็ดูไม่ออกว่าเธอกำลังโกหกเขาอยู่ จากนั้นเขาก็ชวนให้ช่อแก้วขึ้นรถเพื่อที่เขาจะได้ไปส่งเธอที่คอนโดตามแผนเดิม
ตลอดทั้งการเดินทางของทั้งคู่ตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนกว่าจะถึงคอนโดนั้น ช่อแก้วก็เอาแต่มองออกไปข้างนอกหน้าต่างรถ ปล่อยความคิดของตัวเองล่องลอยไปเรื่อย เธอพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ภาพและสายตาของเบสก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ อย่างไม่อาจวางใจได้ และความสงสัยบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเธอตัดสินใจถามจากเขต
“พี่เขตคะ” ช่อแก้วเรียกโดยไม่หันไปมองหน้าเขา
“ว่าไงครับช่อ มีอะไรหรือเปล่า” เขตขานรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พร้อมกับเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนจะกลับไปสนใจถนนตรงหน้า
“พี่เขตกับพี่เบสรู้จักกันมานานหรือยังคะ” ช่อแก้วถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา เธอต้องการคำตอบที่ชัดเจนเพื่อคลายความสงสัยในใจ
“หืม ทำไมจู่ ๆ ช่อถึงอยากรู้เรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า หรือไอ้เบสมันทำอะไรไม่ดีใส่” แทนที่เขตจะตอบคำถามของช่อแก้ว เขากลับเลือกที่จะย้อนถามเธอกลับแทน
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ช่อก็แค่อยากรู้น่ะค่ะ เพราะ…จะว่าไปแล้ว ช่อก็แทบไม่รู้จักเพื่อนของพี่เขตเลยสักคน ไม่ค่อยได้เจอหน้าใครเลยนอกจากพี่เบส ช่อก็เลยอยากรู้จักเพื่อนของพี่เขตบ้างเท่านั้นเองค่ะ” ช่อแก้วให้เหตุผล วินาทีเดียวกันเธอก็มองกลับเข้ามาในรถอีกครั้ง เมื่อเธอต้องการดูปฏิกิริยาของแฟนหนุ่ม เธอพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“อ๋อ พี่กับเบสรู้จักกันตั้งแต่มัธยมต้นแล้วครับ เราเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่มอหนึ่งเลยนะ จนถึงมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนที่เดียวกันอีก เรียกว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยก็ว่าได้ เพราะในบรรดากลุ่มของพี่ พี่กับไอ้เบสซี้กันที่สุดแล้ว เรียกว่ารู้ไส้รู้พุงกันหมดทุกเรื่องเลยดีกว่า ตั้งแต่เรื่องเรียน เรื่องผู้หญิง เรื่องเที่ยว เรื่องงาน มันไม่เคยปิดบังอะไรพี่เลย พี่ก็เลยแปลกใจไงที่มันนัดสาวมาที่นี่แล้วไม่บอก ไม่เล่าอะไรให้พี่ฟังเลยสักคำ ปกติมันต้องรายงานพี่ทุกฝีก้าวเลยนะช่อ” เขตบ่นเพื่อนอย่างขำ ๆ
เมื่อเขตร่ายยาวจนจบ ช่อแก้วก็พยักหน้ารับคำและไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เธอเลือกที่จะเงียบไปและกำลังพิจารณาบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนจะมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
ถ้าพี่เขตสนิทสนมกับพี่เบสขนาดนั้น แล้วมันจะเป็นไปได้เหรอที่ทั้งสองคนนี้จะมีนิสัยต่างกันสุดขั้วน่ะ?
เพื่อนสนิทก็ต้องมีอะไรเหมือนกันบ้างสิ?
คิดไปคิดมาช่อแก้วก็คิดถึงการที่เขตเน้นย้ำนิสัยของเบส โดยเฉพาะเรื่อง ‘นิสัยเจ้าชู้’ ที่เธอสัมผัสได้ด้วยตัวเองจากสายตาของเบสเมื่อครู่ มันทำให้เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ของเธอกับเขตเล็กน้อย และคำพูดที่ว่า ‘รู้ไส้รู้พุงกันหมดทุกเรื่อง’ ยิ่งทำให้เธอคิดหนัก
หรือว่าพี่เขตเองก็เป็นเหมือนพี่เบสแต่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยล่ะ?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของช่อแก้วอย่างไม่หยุดหย่อน และแน่นอนว่าเธอไม่คิดจะพูดมันออกไปในตอนนี้ เพราะมันยังเป็นเพียงแค่ความคิดและความรู้สึกของเธอที่ยังไม่มีหลักฐานมายืนยันเท่านั้น
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะพี่เขตที่อุตส่าห์มาช่วยที่ร้าน แล้วก็พาช่อมาทานข้าวเย็นร้านนี้ด้วย วันนี้ช่อสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ” หลังจากที่รถของเขตขับมาถึงคอนโดที่ช่อแก้วอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นคอนโดของป๊าฟลอยด์ที่เธออยู่มาตั้งแต่อายุเก้าขวบ เธอก็เปิดประตูลงจากรถโดยไม่ลืมที่จะหันไปกล่าวขอบคุณแฟนหนุ่มเหมือนอย่างเคย
“ด้วยความยินดีครับช่อ พี่เต็มใจช่วยทุกอย่างอยู่แล้ว ขอแค่ช่อมีความสุขพี่ก็พอใจแล้วครับ ส่วนวันพรุ่งนี้...พี่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานที่บ้านเสร็จตอนไหน แต่ถ้าพี่เสร็จเร็ว เดี๋ยวพี่แวะเข้าไปช่วยที่ร้านนะ”
“ได้เลยค่ะ หรือไม่พี่เขตก็พักผ่อนอยู่ที่ห้องก็ได้นะคะ เพราะช่อกับน้องที่ร้านจัดการกันได้อยู่แล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ช่อไม่อยากให้พี่เขตต้องเหนื่อยเกินไปด้วย” ช่อแก้วไม่อยากให้แฟนหนุ่มของเธอต้องแวะมาช่วยงานที่ร้าน จนมันกลายเป็นหนึ่งในหน้าที่ของเขาไปโดยปริยาย เธอรู้สึกเกรงใจเขาจริง ๆ และไม่อยากให้เขาหรือใครต้องมาลำบากเพราะเธอ
“โอเคครับ เข้าใจแล้ว งั้นราตรีสวัสดิ์ล่วงหน้านะครับช่อ ถ้าพี่กลับถึงห้องแล้ว เดี๋ยวพี่ส่งข้อความทิ้งไว้นะ” เขตพูดพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ และพยายามโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย
พอถึงคราวที่ทั้งสองต้องร่ำลากันจริง ๆ แล้ว เขตก็กล่าวกับเธอเหมือนอย่างที่เขาชอบทำเป็นประจำ พลางยื่นมือมาสัมผัสที่ข้างแก้มของเธออย่างอ่อนโยน ราวกับชอบตรงบริเวณนี้มากเป็นพิเศษ ถึงจะเป็นสัมผัสที่ค่อนข้างคุ้นเคยแต่ก็ยังคงสร้างความรู้สึกเจื่อน ๆ ให้กับช่อแก้วอยู่เสมอ
ถึงแม้เขตจะพยายามสัมผัสเธออยู่บ่อยครั้ง และช่อแก้วก็พยายามจะไม่ปฏิเสธสัมผัสจากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง แต่มันก็ยังไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เธอจะไม่มีอาการชะงักเพราะสัมผัสของเขา สัมผัสที่ควรจะทำให้ใจเต้นแรงกลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ช่อแก้วเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
หรือว่าเธอไม่ได้รักเขาอย่างที่ควรจะเป็น?
“ราตรีสวัสดิ์ล่วงหน้าเช่นกันค่ะพี่เขต ขับรถดี ๆ นะคะ” ช่อแก้วตอบกลับไปพร้อมยิ้มหวานให้อีกฝ่าย จากนั้นเธอก็เปิดประตูลงจากรถแฟนหนุ่มแบบที่เธอไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองเขาอีกเลย และรีบเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที เหมือนต้องการหลีกหนีอะไรบางอย่าง
หลังจากที่ช่อแก้วขึ้นมาถึงห้องพักของเธอแล้ว ก็ไม่พูดพร่ำอะไรทั้งนั้น พอล็อกประตูเสร็จเธอก็รีบคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เพราะอยากรีบล้างเนื้อล้างตัวให้สดชื่นแล้วกระโดดขึ้นเตียงนอนนุ่ม ๆ ของตัวเองแทบแย่ วันนี้เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้วจริง ๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องหมอกที่เพิ่งกลับมา และเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเขตที่เริ่มเกิดความสับสนอยู่ลึก ๆ ในใจ
ช่อแก้วเสียเวลาทำกิจวัตรของตัวเองไม่นานนัก พอเธออาบน้ำเสร็จเธอก็มานั่งเป่าผมจนแห้งสนิท และทาครีมบำรุงผิวต่ออีกราว ๆ สิบนาทีเห็นจะได้ จากนั้นเธอก็มาล้มตัวนอนบนเตียงนุ่ม ๆ พร้อมคว้าตุ๊กตาหมีสีสันสดใสอย่างแคร์แบร์สีม่วงตัวโปรด มากอดเหมือนทุกคืนด้วยความเคยชิน
สีของตุ๊กตาตัวนี้สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งหมอกเป็นคนซื้อให้เธอในวันที่เธอมาอยู่ที่นี่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวบุญธรรมของเธอ มันเป็นของขวัญชิ้นแรกที่หมอกมอบให้เธอ ในวันที่เธอก้าวเข้ามาในบ้านของเขา เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความผูกพันที่บริสุทธิ์จากใจจริง คำว่าเพื่อนกันตลอดไปจากน้ำเสียงของหมอกในวัยเด็กยังคงก้องอยู่ในหูของช่อแก้ว เธอหลับตาลงพลางนึกถึงสิ่งเหล่านั้นระหว่างเธอกับหมอกและเมฆในอดีต
“ตอนนั้น…ยังเด็กกันมากจริง ๆ เลย”
ไม่นานหลังจากนั้น เปลือกตาสีสวยก็ค่อย ๆ ปิดสนิทลงอย่างช้า ๆ ช่อแก้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับความสับสนในใจที่ยังคงค้างคาอยู่
เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอรู้สึกกับเขตนั้นคือความรักจริง ๆ หรือเป็นเพียงความผูกพันจากการเป็นแฟนคนแรก และไม่รู้ว่าการที่มีหมอกกลับเข้ามาในชีวิตเธอแล้วจะเป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงต้องดูหัวเสียที่รู้ว่าเธอมีแฟนแล้วไม่ยอมบอกเขาก่อนด้วย
สุดสัปดาห์ต่อมาแสงยามเช้าของวันเสาร์ส่องเป็นประกายผ่านเข้ามาทางกระจกใสของร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว กระทบกับตัวอักษรไม้แกะสลักชื่อร้านที่ประดับอยู่หน้าร้าน และวันนี้บรรยากาศภายในร้านก็ไม่ได้เงียบเชียบและเรียบง่ายเหมือนทุกวัน หากแต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังอยู่ตลอด เพราะวันนี้เป็นวันทำงานพิเศษของ “ทีมพนักงานจิ๋ว” ผู้ช่วยคนสำคัญของช่อแก้วและหมอกนั่นเองช่อแก้วผู้เป็นเจ้าของร้านรับหน้าที่เป็นผู้ว่าจ้างในการทำงานของเด็ก ๆ ในวันนี้ และเธอก็กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์กาแฟ กวาดสายตามองไปทั่วร้านอย่างภูมิใจในตัวลูก ๆ ทั้งสี่ที่ดูจะขะมักเขม้นกับการสวมบทบาทพนักงานอย่างเต็มที่ข้าวหอมสวมชุดเอี๊ยมสีครีมตัวเล็ก ๆ และกำลังจัดวางขนมบนถาดอย่างระมัดระวัง ส่วนข้าวปั้นกับข้าวปุ้นใส่ผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนที่กำลังยืนเท้าเอวจังก้า ตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ส่วนข้าวฟ่างก็สวมกันเปื้อนสีชมพูลายเจ้าหญิงยืนรอประจำตำแหน่งแคชเชียร์อย่างกระตือรือร้นเช่นกัน ทุกคนล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ‘ค่าจ้าง’ ที่แม่สัญญาไว้“นี่คือปุกใฉ่เงินของพวกเยานะ”ข้าวฟ่างยกมือชี้ไปที่กระปุก
รถยนต์คันหรูของหมอกเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าบ้านในยามเย็น ช่วงเวลาที่แสงแดดสีส้มอ่อน ๆ สาดส่องลงมากระทบกับตัวบ้านที่ดูกว้างขวางและมีพื้นที่ใหญ่โตมาก แต่ภาพของความสงบเบื้องหน้านั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ทั้งสี่คนก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“หม่าม้าขา หนูหิวแย้ว” ข้าวฟ่างร้องทักท้วงเสียงดังลั่นพร้อมกับกระโดดลงจากรถด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ“ปะป๊าฮับ! ปั้นก็หิวแย้วเหมืองกังฮับ” ข้าวปั้นพูดแล้ววิ่งมาเกาะขาพ่อไว้แน่นส่วนข้าวปุ้นนั้นไม่ได้พูดอะไรแต่ก็พยักหน้ารัว ๆ พร้อมวิ่งตามพี่ ๆ ไปติด ๆ ส่วนช่อแก้วกับหมอกมองหน้ากันแล้วยกยิ้มอีกครั้ง พวกเขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับพลังอันแสนล้นเหลือของลูก ๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้เห็นเด็ก ๆ ร่าเริงมากแม้จะเพิ่งไปโรงเรียนวันแรกกันมาก็ตามเมื่อเข้ามาในบ้าน เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งตรงไปที่ห้องครัวทันที ส่วนช่อแก้วกับหมอกที่เดินตามเข้าไปแล้วก็พบว่าทุกคนมานั่งรวมตัวกันรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว“หนูพาน้อง ๆ มานั่งรอแบบเรียบร้อยมากเลยค่ะปะป๊า” ข้าวหอมกล่าวด้วยรอยยิ้ม“พี่ข้าวหอมเก่งอีกแล้วนะครับเนี่ย รับมือ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาในที่สุดก็ถึงวันสำคัญที่ทุกคนในบ้านต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยแล้ว เพราะวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของสามแสบ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น บรรยากาศในบ้านยามเช้าจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะที่หมอกกับช่อแก้วกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจัดแจงให้เด็ก ๆ แต่งตัวในชุดนักเรียนได้อย่างเรียบร้อย“ข้าวฟ่าง อย่าดึงโบว์ออกสิลูก” ช่อแก้วร้องห้ามเสียงหลง เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยกำลังจะแกะโบว์สีขาวบริสุทธิ์ออกจากเปียผมที่เพิ่งถักเสร็จไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว“หม่าม้าขา หนูไม่ชอบโบว์” ข้าวฟ่างตอบเสียงอ่อยพลางส่ายหัวไปมาจนโบว์แทบจะหลุด“แต่เราต้องติดไว้นะคะมันจะได้ดูเรียบร้อย นี่หม่าม้าก็เพิ่งถักเปียให้สวย ๆ เลยนะ” ช่อแก้วพูดพร้อมกับพยายามจับตัวลูกสาวให้นิ่ง ๆ เพื่อติดโบว์กลับเข้าไปใหม่ แต่ข้าวฟ่างก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ“ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ไม่ต้องดึงเสื้อออกมาจากกางเกงสิครับ”ทางฝั่งของหมอกเองก็ต้องรีบเข้ามาช่วยจัดการ เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองคนกำลังแข่งกันดึงชายเสื้อนักเรียนสีขาวออกมาจากขอบกางเกงที่ใส่ไปเม
เมื่อถึงเวลาปิดร้าน ป้ายคำว่าปิดก็ถูกหันออกไปนอกประตู และภายในร้านก็กำลังจะเริ่มงานฉลองวันเกิดครบรอบสามขวบให้แฝดสามจอมแสบ“เค้กมาแล้ว” ข้าวหอมร้องบอกเสียงดังด้วยความตื่นเต้นเสียงใสเจื้อยแจ้วก้องไปทั่วร้าน หมอกค่อย ๆ ยกเค้กช็อกโกแลตฟัดจ์รูปปราสาทที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาน้ำตาลปั้น และมีลวดลายรูปเจ้าหญิงและเจ้าชายที่ทุกคนร่วมกันทำมาวางลงบนโต๊ะกลางร้านทุกคนที่ตื่นกันเต็มตาหลังจากงีบหลับไปสักพักก็พากันหันมามองด้วยสายตาวาววับ โดยเฉพาะเด็กแฝดสามคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้ากลม ๆ ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ปากเล็ก ๆ อ้าค้างอย่างตกตะลึงกับความสวยงามของเค้กที่ตกแต่งด้วยครีมสีฟ้า สีชมพู และเนื้อช็อกโกแลตฟัดจ์ที่ดูน่าอร่อย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าที่คือผลงานจากความวุ่นวายเมื่อครู่แสงไฟสีนวลในร้านส่องกระทบให้เนื้อเค้กดูเงาวับน่ากิน ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ทั้งสามคนมองตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกัน“น่ากิงมากเยย”“สุขสันต์วันเกิดนะข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น”หลังจากนั้นหมอกและช่อแก้วก็โทรหาคนอื่นในครอบครัวที่ไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะบางคนก็ติดงาน บางคนก็ติดเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก โดย
สามปีต่อมาเสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ หลายเสียงที่ดังสลับกับเสียงหัวเราะใส ๆ ดังขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวัน ณ ร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว ซึ่งวันนี้พิเศษกว่าวันอื่น ๆ เพราะเป็นวันเกิดครบรอบสามขวบของข้าวฟ่าง ข้าวปุ้น และข้าวปั้น เจ้าแฝดน้อยทั้งสามโดยที่เจ้าของวันเกิดทั้งสามคนในวันนี้กำลังสวมผ้ากันเปื้อนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนข้าวหอมที่โตเป็นสาวน้อยวัยเจ็ดขวบก็สวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีขาวสลับกับสีชมพู สีสันสดใสแบบที่ตนชอบ และกำลังคอยเดินตามดูน้อง ๆ ทั้งสามคนอย่างไม่ห่างไปไหน“หม่าม้าขา น้อง ๆ หิวเค้กแล้วค่ะ” ข้าวหอมที่พูดชัดถ้อยชัดคำขานเรียกแม่ของเธอด้วยความตื่นเต้น“งั้นเราต้องช่วยกันทำเค้กก่อนนะคะ ถึงจะได้ทาน” ช่อแก้วตอบพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เธอจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นทางด้านหลังร้าน หมอก วรา และมุก ก็กำลังช่วยกันจัดเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่ช่อแก้วบอก แล้วมาวางไว้บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่“ปะป๊าฮับ! ปั้นอยากทำเค้ก” ข้าวปั้นพูดพลางกระโดดไปมา“ปุ้นก็อยากทำเค้กฮับ” ข้าวปุ้น แฝดคนสุดท้องก็เอ่ยสมทบเช่นกันส่วนข้าว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความวุ่นวายที่แสนจะคุ้นเคยในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น ดังสลับกับเสียงหัวเราะเหนื่อยอ่อนของหมอก ช่อแก้ว และทุกคนในบ้าน ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเช้านี้ช่อแก้วก็กำลังให้นมลูก ๆ ทั้งสามคนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นตามเวลาเดิมเช่นเคย ส่วนหมอกที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จก็กำลังเตรียมจะออกไปทำงานอย่างรีบร้อน“เร็ว ๆ หน่อยสิคะปะป๊าลูกสี่” ช่อแก้วแกล้งเอ่ยเร่งสามี “เดี๋ยวไปทำงานสายนะคะ”หมอกที่ได้ยินก็ทำหน้ายู่เล็กน้อย สีหน้าเหมือนกันกับข้าวหอมเวลาที่โดนช่อแก้วดุไม่มีผิด“แต่ปะป๊าไม่อยากไปทำงานนี่ครับหม่าม้า” เขาพูดพลางเดินเข้าไปเอียงหัวแล้วซบหน้าลงบนไหล่ของเธอ “เราอยากอยู่ช่วยช่อแก้วเลี้ยงลูก”“ไม่ต้องเลยหมอก” ช่อแก้วหัวเราะเบา ๆ “เรามีคนช่วยเลี้ยงลูกเยอะแยะไปหมดแล้วนี่ไง หมอกน่ะไปทำงานได้แล้ว”“แต่เราอยากอยู่กับช่อแก้ว ไม่งั้นเราคงคิดถึงช่อแก้วกับลูกแย่แน่เลย ถ้าปะป๊าตรอมใจขึ้นมา…หม่าม้าต้องรับผิดชอบทั้งวันทั้งคืนเลยนะครับ” หมอกยังคงออดอ้อนแต่ก็ไม่วายพูดจาทะลึ่งตึงตังใส่ภรรยาอีก“เดี๋ยวเถอะหมอก! คนอยู่กันเยอะแยะยังจะ







