INICIAR SESIÓNกึกกัก! กึกกัก! กึกกัก!
เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นต่อเนื่องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อหมอกเลือกออกกำลังกายด้วยท่า Machine Pec Fly ซึ่งเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าอก ท่านี้จะเป็นการยืด และบีบกล้ามเนื้ออกจนสุด โดยมีการออกแรงต้านจากน้ำหนักที่ถูกตั้งไว้ ปล่อยให้เหงื่อไหลชุ่มไปทั่วทั้งตัวจนเสื้อกล้ามสีเทาเปียกชุ่มเกือบจะเป็นสีดำ หมอกพยายามใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อผลักความรู้สึกหนักอึ้งในอกออกไปให้หมดสิ้น ราวกับว่าหากเขาออกกำลังกายหนักพอ ความเจ็บปวดในใจก็จะมลายหายไปเช่นกัน
“ฟิตจริง ๆ เลยนะลูกชาย ออกกำลังกายจนเดี๋ยวนี้ตัวใหญ่กว่าป๊าแล้วนะเนี่ย” เสียงอบอุ่นของผู้เป็นพ่อดังขึ้นจากทางด้านหลัง วราในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อดีเดินเข้ามายังห้องออกกำลังของบ้าน พร้อมถือเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับลูกชายไว้ในมือ สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตัวลูกชาย แต่ก็ดูกังวลเล็กน้อย
“ตอนทำวิทยานิพนธ์ทิ้งช่วงไปนานครับป๊า ก็เลยต้องกลับมาฟิตหน่อย แล้วก็ยังปรับเวลาไม่ได้ด้วยครับ” หมอกรับเครื่องดื่มจากคนเป็นพ่อ พลางใช้ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดซับเหงื่อที่ผุดทั่วกรอบหน้า การออกกำลังกายหนักช่วยให้เขาหยุดคิดเรื่องที่วนเวียนอยู่ในหัวได้ชั่วขณะ อีกทั้งเขายังมีอาการเจ็ทแลคจากการเดินทางกลับมาจากอเมริกาอีกด้วย ทำให้ร่างกายยังไม่ปรับตัวเข้ากับเวลาของประเทศไทยได้ดีเท่าเมื่อก่อน
“เพิ่งกลับมาถึงไม่ทันไรก็เข้าบริษัททันทีเลยน่ะสิ ทำไมไม่ไปพักก่อนล่ะ ป๊าเห็นหมอกเหนื่อย ๆ นะ” วราเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เขารู้ดีว่าลูกชายเป็นคนมุ่งมั่น แต่การทำงานหนักเกินไปมันก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเจ้าตัว
“หมอกอยากทำงานครับป๊า กำลังร้อนวิชาเลยครับ” หมอกตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ฟังดูหนักแน่น แต่ลึก ๆ แล้ว เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องการมีความมุ่งมั่นในการทำงาน แต่เป็นความพยายามที่จะหลบหนีจากความรู้สึกบางอย่างต่างหาก
“ร้อนวิชาหรือร้อนใจกันแน่ หืม ออกกำลังกายหนัก ๆ ทำงานหนัก ๆ จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องช่อแก้วใช่ไหมล่ะ” วราพูดจี้ใจดำลูกชายอย่างตรงไปตรงมา เพราะเขารู้ดีว่าทุกคนในบ้านต่างรู้ดีว่าตั้งแต่เด็ก ช่อแก้วมักมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของหมอกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน พอมารู้ว่าช่อแก้วมีแฟนย่อมเกิดการขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายไม่บอกกล่าว หรือไม่ก็อาจจะหงุดหงิดที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดหวังในใจ
“ช่อแก้วมีแฟน หมอกก็ควรยินดีในฐานะเพื่อนไม่ใช่เหรอครับป๊า” หมอกพูดพลางเปิดฝาเครื่องดื่มเกลือแร่ แล้วกระดกลงคออึกใหญ่ เพื่อดับความกระหายและกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงในใจ สายตาของเขากลับไปจ้องมองเครื่องออกกำลังกายตรงหน้าอีกครั้ง
“ป๊าเอ็นดูช่อแก้วนะหมอก แม่มุกก็เอ็นดูช่อแก้วมาก เคยคิดเล่น ๆ ว่าอยากได้มาเป็นสะใภ้ด้วยซ้ำไปนะตั้งแต่ช่อแก้วยังเด็ก ๆ นู่น” วราพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาอย่างกะทันหัน “แต่น่าเสียดายที่ช่อแก้วตอบตกลงเป็นแฟนกับนายเขตอะไรนั่นไปแล้ว ส่วนลูกชายป๊าอย่างหมอกก็คิดกับช่อแก้วแค่เพื่อน ส่วนเมฆก็ยังคลั่งรักน้องฟาเดียคนเดิมไม่เปลี่ยน ป๊ากับแม่มุกก็เลยต้องผิดหวัง อดได้ช่อแก้วมาเป็นลูกสะใภ้ไปเลย” วราแกล้งทำเสียงเศร้า พลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ป๊ากับแม่มุกอยากได้ช่อแก้วเป็นลูกสะใภ้จริง ๆ เหรอครับ!?” หมอกถามเสียงดังขึ้นมาทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าพ่อแม่จะมีความคิดเช่นนี้อยู่ในใจมาตลอด
“เรื่องแบบนี้ใครเขาพูดเล่นกันล่ะ” วราตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างรู้ทัน
“สองพ่อลูกคุยอะไรกันคะเนี่ย คุยกันนานจังเลย” เสียงหวานของมุกผู้เป็นแม่ดังขึ้นจากทางประตูห้องออกกำลังกาย มุกเห็นว่าสามีหายมาจากห้องนอนนานผิดปกติจึงเดินลงมาดู เห็นไฟจากห้องออกกำลังกายจึงมั่นใจว่าต้องอยู่ที่นี่
“เฮียบอกหมอกว่าเราอยากได้ช่อแก้วเป็นลูกสะใภ้ไงมุก” วราตอบภรรยาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องปิดบัง
“เฮียบอกลูกทำไมเนี่ย มุกบอกแล้วใช่ไหมคะว่าไม่อยากให้ลูกลำบากใจ ทีนี้เวลาหมอกเจอหน้าช่อแก้วก็กระอักกระอ่วนพอดี เฮียก็เลยตามใจตัวเองอีกแล้ว” มุกทำเสียงดุสามีเบา ๆ พลางเดินเข้ามาใกล้หมอก สีหน้าของเธอดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก
“ช่อแก้วมีแฟนแล้ว เฮียก็เลยคิดว่าไม่น่าเป็นอะไรถ้าจะพูดเรื่องนี้กับหมอก มันก็เป็นแค่อดีตที่ผ่านมาแล้วนี่นา” วราแก้ตัวพลางยักไหล่เล็กน้อย
“เฮียนี่จริง ๆ เลยนะคะ” มุกส่ายหน้าเบา ๆ อย่างระอาในความดื้อดึงของสามี แต่ก็อดที่จะยิ้มเล็กน้อยไม่ได้
“หมอกไม่รู้สึกแบบนั้นหรอกครับแม่มุก หมอกเข้าใจครับ” หมอกรีบตอบกลับเพื่อให้แม่สบายใจ เขาไม่ต้องการให้พ่อกับแม่ต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องของเขา
“นั่นแหละ ลูกเราโตแล้ว ไม่ขี้งอนเหมือนเมื่อก่อนหรอกใช่ไหมหมอก” มุกหันมามองลูกชายด้วยสายตาหยอกล้อ
“ขี้งอนอะไรกันครับแม่มุก ผู้ชายไม่ขี้งอนกันหรอกครับ” หมอกปฏิเสธเสียงแข็ง
“เฮียจะนอนหรือยังคะ มุกง่วงแล้ว” มุกหันไปถามสามี เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว
“ที่แท้ก็มาตามเฮีย ไม่ได้กอดเฮียนอนไม่หลับสิท่า” วราแซวภรรยาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พลางยื่นแขนไปโอบไหล่ภรรยา
“พูดแบบนี้เฮียอยากลองนอนนอกห้องไหมล่ะ จะได้รู้ว่ามุกนอนหลับไหมถ้าไม่ได้กอดเฮีย” มุกแกล้งขู่สามี สายตาจริงจังเล็กน้อย
“ใครจะไปลอง ห่างอกเมียใจเฮียก็ขาดพอดี” วราสวมกอดร่างอวบอิ่มของภรรยาอย่างแนบแน่น แล้วฝังปลายจมูกโด่งคมลงบนแก้มเนียนนุ่มของภรรยาซ้ำ ๆ ราวกับมันเขี้ยว เขามักจะแสดงความรักต่อภรรยาอย่างเปิดเผยเสมอ
“อายลูกบ้างสิเฮีย” มุกเอ็ดสามีอย่างไม่จริงจังนัก ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อด้วยความเขินอายต่อหน้าลูกชาย
“ไม่ต้องอายหรอกครับ หมอกชินแล้ว” หมอกกล่าวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ภาพที่พ่อแม่หยอกเย้าด้วยความรักและความหลงใหลกันและกันเป็นภาพชินตามาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาซึมซับความรักที่บริสุทธิ์แบบนี้มาตลอด เขารู้สึกทึ่งในความรักที่ทั้งคู่มีให้กันจวบจนทุกวันนี้เสียด้วยซ้ำไป
“ลูกบอกเองนะว่าชินแล้ว งั้นเฮียหอมได้” วราพูดจบก็หอมแก้มเนียนของภรรยาอีกฟอดใหญ่ด้วยความรักที่ล้นปรี่
“เฮียนี่หน้ามึนตั้งแต่หนุ่มยันแก่จริง ๆ เลย” มุกบ่นสามีแต่ใบหน้าก็ยังเปื้อนยิ้มแห่งความสุขอยู่ดี
“ยังไม่ห้าสิบเลยนะมุก ยังไม่แก่นะ ข้อดีของการมีลูกเร็วก็คือลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแต่เราก็ยังไม่แก่ มีแรงวิ่งตามหลานด้วย” วราหัวเราะ
“ลูกยังไม่แต่งงานสักคน จะเอาหลานที่ไหนมาให้วิ่งตามคะ” มุกถามกลับพลางขมวดคิ้ว
“เมฆก็ต้องรอฟาเดียโต ส่วนฟ้ากับฝนก็ยังเด็กมาก ยังอีกหลายปีกว่าจะเรียนจบ งั้นเราต้องฝากความหวังไว้ที่หมอกแล้วละ หาเมียได้แล้วหมอก ป๊ากับแม่มุกอยากอุ้มหลานจะแย่แล้วนะ” วราวางมือบนบ่าของหมอกอย่างต้องการฝากความหวัง
“ปีนี้เพิ่งจะยี่สิบสามเองครับป๊า หมอกไม่รีบหรอกครับ” หมอกตอบกลับพลางยิ้มแห้ง
“ตอนป๊าอายุเท่านี้ ป๊าก็เสกหมอกกับเมฆเข้าท้องแม่มุกแล้วนะ” วราพูดอย่างภาคภูมิใจ
“หมอกไม่เจ้าเล่ห์เหมือนเฮียหรอกค่ะ” มุกแซวสามีอีกครั้ง
“เจ้าเล่ห์อะไรกันมุก เพราะเราตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบต่างหาก” วรานึกถึงวันวาน นัยน์ตาคู่คมส่อแววหวานซึ้งราวกับตกหลุมรักผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้ง เขายังคงมองมุกด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความหลงใหลอย่างไม่เคยเสื่อมคลายตลอดมา
ตั้งแต่จำความได้ หมอกก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยที่ต้องนั่งดูพ่อกับแม่แสดงความรักและความหลงใหลต่อกันอย่างเปิดเผย เขากลับรู้สึกอบอุ่นใจ และอยากพบรักแท้ตั้งแต่แรกพบเช่นนี้บ้าง รักที่มั่นคงและยั่งยืนเหมือนพ่อกับแม่ แต่เขาก็รู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะแค่เริ่มต้นเส้นทางรักของเขาก็มืดมนเสียแล้ว มันมืดมนจนเขาไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างปลายอุโมงค์ ความรู้สึกที่เขามีต่อช่อแก้วนั้นมันมากมายเกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่คำว่าเพื่อน และตอนนี้เธอก็มีคนอื่นอยู่เคียงข้างแล้ว
เขาคิดถึงคำพูดของพ่อที่ว่า "ถ้ามัวแต่อมพะนำ ก็เป็นได้แค่รักข้างเดียว" คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา หมอกรู้ดีว่าเขาควรจะทำยังไง แต่ใจเขากลับไม่กล้าพอ ด้วยความกลัวที่จะเสียมิตรภาพอันยาวนานไปทำให้เขาเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้ภายในใจ และตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว
หมอกลุกขึ้นจากเครื่องออกกำลังกาย เดินไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่ออีกครั้ง เขามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ แววตาคู่เดิมที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บัดนี้กลับฉายแววความเจ็บปวดและความผิดหวัง
เขาจะทำยังไงต่อไปกับความรู้สึกนี้?
จะต้องทำใจยอมรับสถานะเพื่อนจริง ๆ อย่างที่พ่อแม่บอกหรือไม่?
หรือเขาควรจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง แม้จะรู้ว่าผลลัพธ์อาจจะเจ็บปวดกว่าเดิมก็ตาม
หมอกคิดไปคิดมาก็ถอนหายใจอย่างหนัก พยายามสลัดความคิดเหล่านั้นออกไปจากหัว เขาต้องทำงาน ต้องโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มีแต่จะทำให้เขาไม่มีความสุข และทำให้เสียงานเสียการยิ่งกว่าเก่าเสียอีก
แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ภาพรอยยิ้มของช่อแก้วเมื่อครั้งที่เธอยังเด็ก ภาพที่เธอกำลังทำขนมด้วยความตั้งใจ ภาพที่เธอยิ้มให้เขตในร้าน และคำพูดที่ทำให้เขาเจ็บปวดที่สุด "พี่เขตเป็นแฟนคนแรกของช่อ" ก็ยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความคิดของเขา เส้นทางรักของเขามันช่างมืดมนจริง ๆ
“…แล้วจะต้องทำยังไงถึงจะหาทางออกจากความรู้สึกพวกนี้ได้สักทีวะ”
อย่างไรก็ตาม การได้ยินว่าพ่อกับแม่ก็อยากได้ช่อแก้วมาเป็นลูกสะใภ้ ทำให้หมอกรู้สึกเหมือนมีแสงริบหรี่เล็ก ๆ ส่องเข้ามาในความมืดมิดของเขา เขาไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว ความรู้สึกที่เขามีให้ช่อแก้วนั้นอาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ ความหวังเล็ก ๆ นี้ทำให้หัวใจที่เจ็บปวดของเขาเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เขาไม่แน่ใจว่านี่คือความหวังที่แท้จริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
หมอกปิดไฟในห้องออกกำลังกาย เดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของเขา ก่อนจะมองออกไปเห็นว่ามีแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ เขาจึงเดินไปที่ระเบียงห้อง ยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ปล่อยให้สายลมเย็น ๆ พัดกระทบเข้าใบหน้า ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
“ช่อแก้ว…ป๊ากับแม่มุกก็อยากได้เธอเป็นสะใภ้เหมือนกันสินะ” หมอกพึมพำ พลันรอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาเงยหน้าทอดสายตามองไปยังดวงดาวที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้า มันเป็นแสงที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม เหมือนกับความรักของเขาที่มีต่อช่อแก้ว แต่ทว่า บางทีอาจจะมีหนทางใดหนทางหนึ่งที่ทำให้แสงนั้นส่องมาถึงเขาได้ หมอกหลับตาลงเพื่อพยายามจะเคลียร์และจัดระเบียบความคิดรก ๆ ในสมองของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเตรียมเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อพักผ่อนบ้าง
สุดสัปดาห์ต่อมาแสงยามเช้าของวันเสาร์ส่องเป็นประกายผ่านเข้ามาทางกระจกใสของร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว กระทบกับตัวอักษรไม้แกะสลักชื่อร้านที่ประดับอยู่หน้าร้าน และวันนี้บรรยากาศภายในร้านก็ไม่ได้เงียบเชียบและเรียบง่ายเหมือนทุกวัน หากแต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังอยู่ตลอด เพราะวันนี้เป็นวันทำงานพิเศษของ “ทีมพนักงานจิ๋ว” ผู้ช่วยคนสำคัญของช่อแก้วและหมอกนั่นเองช่อแก้วผู้เป็นเจ้าของร้านรับหน้าที่เป็นผู้ว่าจ้างในการทำงานของเด็ก ๆ ในวันนี้ และเธอก็กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์กาแฟ กวาดสายตามองไปทั่วร้านอย่างภูมิใจในตัวลูก ๆ ทั้งสี่ที่ดูจะขะมักเขม้นกับการสวมบทบาทพนักงานอย่างเต็มที่ข้าวหอมสวมชุดเอี๊ยมสีครีมตัวเล็ก ๆ และกำลังจัดวางขนมบนถาดอย่างระมัดระวัง ส่วนข้าวปั้นกับข้าวปุ้นใส่ผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนที่กำลังยืนเท้าเอวจังก้า ตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ส่วนข้าวฟ่างก็สวมกันเปื้อนสีชมพูลายเจ้าหญิงยืนรอประจำตำแหน่งแคชเชียร์อย่างกระตือรือร้นเช่นกัน ทุกคนล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ‘ค่าจ้าง’ ที่แม่สัญญาไว้“นี่คือปุกใฉ่เงินของพวกเยานะ”ข้าวฟ่างยกมือชี้ไปที่กระปุก
รถยนต์คันหรูของหมอกเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าบ้านในยามเย็น ช่วงเวลาที่แสงแดดสีส้มอ่อน ๆ สาดส่องลงมากระทบกับตัวบ้านที่ดูกว้างขวางและมีพื้นที่ใหญ่โตมาก แต่ภาพของความสงบเบื้องหน้านั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ทั้งสี่คนก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“หม่าม้าขา หนูหิวแย้ว” ข้าวฟ่างร้องทักท้วงเสียงดังลั่นพร้อมกับกระโดดลงจากรถด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ“ปะป๊าฮับ! ปั้นก็หิวแย้วเหมืองกังฮับ” ข้าวปั้นพูดแล้ววิ่งมาเกาะขาพ่อไว้แน่นส่วนข้าวปุ้นนั้นไม่ได้พูดอะไรแต่ก็พยักหน้ารัว ๆ พร้อมวิ่งตามพี่ ๆ ไปติด ๆ ส่วนช่อแก้วกับหมอกมองหน้ากันแล้วยกยิ้มอีกครั้ง พวกเขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับพลังอันแสนล้นเหลือของลูก ๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้เห็นเด็ก ๆ ร่าเริงมากแม้จะเพิ่งไปโรงเรียนวันแรกกันมาก็ตามเมื่อเข้ามาในบ้าน เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งตรงไปที่ห้องครัวทันที ส่วนช่อแก้วกับหมอกที่เดินตามเข้าไปแล้วก็พบว่าทุกคนมานั่งรวมตัวกันรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว“หนูพาน้อง ๆ มานั่งรอแบบเรียบร้อยมากเลยค่ะปะป๊า” ข้าวหอมกล่าวด้วยรอยยิ้ม“พี่ข้าวหอมเก่งอีกแล้วนะครับเนี่ย รับมือ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาในที่สุดก็ถึงวันสำคัญที่ทุกคนในบ้านต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยแล้ว เพราะวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของสามแสบ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น บรรยากาศในบ้านยามเช้าจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะที่หมอกกับช่อแก้วกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจัดแจงให้เด็ก ๆ แต่งตัวในชุดนักเรียนได้อย่างเรียบร้อย“ข้าวฟ่าง อย่าดึงโบว์ออกสิลูก” ช่อแก้วร้องห้ามเสียงหลง เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยกำลังจะแกะโบว์สีขาวบริสุทธิ์ออกจากเปียผมที่เพิ่งถักเสร็จไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว“หม่าม้าขา หนูไม่ชอบโบว์” ข้าวฟ่างตอบเสียงอ่อยพลางส่ายหัวไปมาจนโบว์แทบจะหลุด“แต่เราต้องติดไว้นะคะมันจะได้ดูเรียบร้อย นี่หม่าม้าก็เพิ่งถักเปียให้สวย ๆ เลยนะ” ช่อแก้วพูดพร้อมกับพยายามจับตัวลูกสาวให้นิ่ง ๆ เพื่อติดโบว์กลับเข้าไปใหม่ แต่ข้าวฟ่างก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ“ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ไม่ต้องดึงเสื้อออกมาจากกางเกงสิครับ”ทางฝั่งของหมอกเองก็ต้องรีบเข้ามาช่วยจัดการ เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองคนกำลังแข่งกันดึงชายเสื้อนักเรียนสีขาวออกมาจากขอบกางเกงที่ใส่ไปเม
เมื่อถึงเวลาปิดร้าน ป้ายคำว่าปิดก็ถูกหันออกไปนอกประตู และภายในร้านก็กำลังจะเริ่มงานฉลองวันเกิดครบรอบสามขวบให้แฝดสามจอมแสบ“เค้กมาแล้ว” ข้าวหอมร้องบอกเสียงดังด้วยความตื่นเต้นเสียงใสเจื้อยแจ้วก้องไปทั่วร้าน หมอกค่อย ๆ ยกเค้กช็อกโกแลตฟัดจ์รูปปราสาทที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาน้ำตาลปั้น และมีลวดลายรูปเจ้าหญิงและเจ้าชายที่ทุกคนร่วมกันทำมาวางลงบนโต๊ะกลางร้านทุกคนที่ตื่นกันเต็มตาหลังจากงีบหลับไปสักพักก็พากันหันมามองด้วยสายตาวาววับ โดยเฉพาะเด็กแฝดสามคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้ากลม ๆ ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ปากเล็ก ๆ อ้าค้างอย่างตกตะลึงกับความสวยงามของเค้กที่ตกแต่งด้วยครีมสีฟ้า สีชมพู และเนื้อช็อกโกแลตฟัดจ์ที่ดูน่าอร่อย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าที่คือผลงานจากความวุ่นวายเมื่อครู่แสงไฟสีนวลในร้านส่องกระทบให้เนื้อเค้กดูเงาวับน่ากิน ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ทั้งสามคนมองตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกัน“น่ากิงมากเยย”“สุขสันต์วันเกิดนะข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น”หลังจากนั้นหมอกและช่อแก้วก็โทรหาคนอื่นในครอบครัวที่ไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะบางคนก็ติดงาน บางคนก็ติดเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก โดย
สามปีต่อมาเสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ หลายเสียงที่ดังสลับกับเสียงหัวเราะใส ๆ ดังขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวัน ณ ร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว ซึ่งวันนี้พิเศษกว่าวันอื่น ๆ เพราะเป็นวันเกิดครบรอบสามขวบของข้าวฟ่าง ข้าวปุ้น และข้าวปั้น เจ้าแฝดน้อยทั้งสามโดยที่เจ้าของวันเกิดทั้งสามคนในวันนี้กำลังสวมผ้ากันเปื้อนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนข้าวหอมที่โตเป็นสาวน้อยวัยเจ็ดขวบก็สวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีขาวสลับกับสีชมพู สีสันสดใสแบบที่ตนชอบ และกำลังคอยเดินตามดูน้อง ๆ ทั้งสามคนอย่างไม่ห่างไปไหน“หม่าม้าขา น้อง ๆ หิวเค้กแล้วค่ะ” ข้าวหอมที่พูดชัดถ้อยชัดคำขานเรียกแม่ของเธอด้วยความตื่นเต้น“งั้นเราต้องช่วยกันทำเค้กก่อนนะคะ ถึงจะได้ทาน” ช่อแก้วตอบพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เธอจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นทางด้านหลังร้าน หมอก วรา และมุก ก็กำลังช่วยกันจัดเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่ช่อแก้วบอก แล้วมาวางไว้บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่“ปะป๊าฮับ! ปั้นอยากทำเค้ก” ข้าวปั้นพูดพลางกระโดดไปมา“ปุ้นก็อยากทำเค้กฮับ” ข้าวปุ้น แฝดคนสุดท้องก็เอ่ยสมทบเช่นกันส่วนข้าว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความวุ่นวายที่แสนจะคุ้นเคยในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น ดังสลับกับเสียงหัวเราะเหนื่อยอ่อนของหมอก ช่อแก้ว และทุกคนในบ้าน ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเช้านี้ช่อแก้วก็กำลังให้นมลูก ๆ ทั้งสามคนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นตามเวลาเดิมเช่นเคย ส่วนหมอกที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จก็กำลังเตรียมจะออกไปทำงานอย่างรีบร้อน“เร็ว ๆ หน่อยสิคะปะป๊าลูกสี่” ช่อแก้วแกล้งเอ่ยเร่งสามี “เดี๋ยวไปทำงานสายนะคะ”หมอกที่ได้ยินก็ทำหน้ายู่เล็กน้อย สีหน้าเหมือนกันกับข้าวหอมเวลาที่โดนช่อแก้วดุไม่มีผิด“แต่ปะป๊าไม่อยากไปทำงานนี่ครับหม่าม้า” เขาพูดพลางเดินเข้าไปเอียงหัวแล้วซบหน้าลงบนไหล่ของเธอ “เราอยากอยู่ช่วยช่อแก้วเลี้ยงลูก”“ไม่ต้องเลยหมอก” ช่อแก้วหัวเราะเบา ๆ “เรามีคนช่วยเลี้ยงลูกเยอะแยะไปหมดแล้วนี่ไง หมอกน่ะไปทำงานได้แล้ว”“แต่เราอยากอยู่กับช่อแก้ว ไม่งั้นเราคงคิดถึงช่อแก้วกับลูกแย่แน่เลย ถ้าปะป๊าตรอมใจขึ้นมา…หม่าม้าต้องรับผิดชอบทั้งวันทั้งคืนเลยนะครับ” หมอกยังคงออดอ้อนแต่ก็ไม่วายพูดจาทะลึ่งตึงตังใส่ภรรยาอีก“เดี๋ยวเถอะหมอก! คนอยู่กันเยอะแยะยังจะ







