ログイン“แต่ดูไปดูมาพวกคุณนี่ก็เหมาะสมกันดีนะ ก็คบกันให้มันจบๆไปสิ แต่อย่าลืมยี่สิบห้าล้านนะคะ แล้วฉันจะคืนอิสระให้”
“มันจะมากไปแล้วนะเอย.... เธอจะรีดเงินพี่หรือยังไงห่ะ แค่ค่าสินสอดก็ปาไปเท่าไรแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเธออีก เคยคำนวณบ้างไหมว่าระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่เธอมาอยู่กับพี่ เธอใช้เงินพี่ไปทั้งหมดกี่ล้านและไหนจะค่ารักษาพยาบาลพ่อของเธออีก สำนึกบ้างสิ” “ค่าสินสอดก็เป็นค่าตัวฉันไงที่คุณเอาเปรียบฉันทุกคืน ฉันไม่ได้ให้คุณเอาฟรีๆนะ เอาลูกเขาก็ต้องจ่ายไหมล่ะคุณภูริศ แต่ถ้าอยากได้ของฟรีก็ลองถามคนข้างๆคุณดูเผื่อเธอยอม.... เอะหรือว่ายอมไปแล้ว” “ส่วนค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนมันก็เป็นหน้าที่สามีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ที่ต้องให้ภรรยาหรือไม่จริง ส่วนค่ารักษาคุณพ่อฉันไม่เคยขอ เผื่อคุณลืมว่าเป็นคุณลุงเองที่เสนอจ่ายให้” “ก็ถูก.... มันเป็นหน้าที่ของสามี แต่มันจะดีกว่านี้มากถ้าคนที่มาเป็นภรรยาของพี่คือผู้หญิงที่พี่รัก พี่จะไม่ว่าเลยสักคำถ้าเขาจะใช้เงินพี่มากแค่ไหนพี่ก็ไม่ติด แต่เธอไม่ใช่ไง... เธอเป็นแค่ลูกสาวเพื่อนพ่อที่ตอนนี้ครอบครัวล้มละลาย พ่อก็ป่วย เธอมันเหลือแต่ตัวและไม่มีใครเอาแม้แต่ญาติๆของตัวเอง” “ คิดบ้างสิว่าตัวเองต้องเป็นคนที่แย่แค่ไหนทุกคนถึงได้ทิ้ง เพราะแบบนี้ไงพ่อพี่ก็เลยสงสารอยากช่วยดูแลในระหว่างที่เธอยังตั้งหลักไม่ได้ ฉะนั้นเธอต้องสำนึกตัวเองให้มากๆ ว่าฐานะของเธอตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วและเธอก็ไม่ใช่คุณหนูเหมือนเมื่อก่อน เธอเป็นแค่คุณหนูตกอับที่ไม่มีใครอยากได้!!…. กรรมก็เลยมาตกอยู่ที่พี่ไงที่ต้องมาแต่งงานกับเธอทั้งๆที่ไม่ได้รัก แต่ขอร้องละช่วยทำตัวให้สมกับที่ครอบครัวพี่เมตตาบ้างเถอะ ” ภูริศไม่เคยคิดอยากทวงบุญคุณหรืออะไร แต่ที่พูดออกไปก็เพื่อหวังให้เธอสำนึกบ้าง เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะลืมสถานะของตัวเอง “ขอบคุณนะคะที่พูดมันออกมา ขอบคุณที่ทำให้เอยรู้ว่าการมีพี่อยู่ในชีวิตแม่งมันก็คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเอยเหมือนกัน เอยไม่น่าตอบตกลงคุณลุงเลย ไม่น่าเลยจริงๆ ไม่งั้นชีวิตเอยก็คงไม่ต้องมาเจอผู้ชายแบบพี่” “ไม่ต้องมารับบทเป็นผู้ถูกกระทำเพราะพี่ไม่อิน เธอนะร้ายกว่าที่พี่คิดไว้เยอะเลย เธอใช้ความรักที่พ่อพี่มีให้เพื่อมาสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวพี่” ภูริศไม่คิดว่าหญิงสาวจะร้ายกาจได้ขนาดนี้ ปกติเราสองคนก็ไม่ค่อยได้พูดดีดีกันหรอก แต่รอบนี้ทุกอย่างมันชัดเจน... เธอทำให้เขาได้เห็นตัวตนจริงๆของตัวเองว่ามันน่ารังเกียจขนาดไหน ยิ่งเธอทำตัวแบบนี้เขายิ่งไม่สงสารและไม่แปลกใจเลยที่ตัวเขาไม่ได้รู้สึกรักหล่อนเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เรานอนด้วยกันแทบจะทุกคืน หรือต่อให้หล่อนจะสวยมากแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้ ผู้หญิงเอาแต่ใจ นิสัยแย่อย่างเธอ.... คงจะมีคุณพ่อของเขาแค่คนเดียวละมั้งที่ยังเอ็นดูไม่เลิก สำหรับเขาและคุณแม่โคตรเอือมระอาเต็มทน เรื่องที่ผมกับเธอแต่งงานกันคุณแม่ไม่เคยเห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะคุณแม่ไม่ชอบเธอ และไม่ได้อยากได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้เลย ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมคน แข็งกระด้างไร้มารยาททำให้ท่านยิ่งไม่ชอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันคือคำสั่งของคุณพ่อที่ไม่มีใครกล้าขัด..... เพราะแบบนี้หลังจากที่แต่งงานคุณพ่อจึงซื้อบ้านหลังใหม่ให้เราสองคนและยกให้เป็นเรือนหอเพราะไม่อยากให้มีปัญหาแม่ผัวกับลูกสะใภ้ มันเลยทำให้ผมไม่ได้อยู่บ้านตัวเองไปด้วย ทั้งๆที่บ้านหลังใหญ่โต ต่อให้ผมแต่งงานก็ไม่จำเป็นต้องย้ายออกด้วยซ้ำ ผมสงสารคุณแม่แกเป็นคนขี้เหงายิ่งไม่มีผมท่านก็ยิ่งเหงา เพราะคุณพ่อทำแต่งาน แต่ยังโชคดีที่มีเดียร์คอยไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ ทำให้ท่านหายเหงาได้บ้าง เดียร์เป็นเพื่อนของผมเอง และเป็นเพื่อนสาวที่ผมอยากเป็นมากว่าเพื่อน เรารู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม เธอเป็นคนน่ารักมาก นิสัยดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น ใครได้อยู่ใกล้ต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน ผมคิดเกินเลยกับเธอมานานแล้วแต่แค่ยังไม่กล้าก้าวข้ามสถานะเพื่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เราสองคนมีให้กันมาตลอดคือ ความหวังดีและคอยยืนข้างๆกันในทุกๆช่วงเวลา เดียร์เป็นอีกหนึ่งความสุขที่ผมต้องการในชีวิต แค่มีเธออยู่ข้างๆไม่ว่าด้วยฐานะไหนผมก็มีความสุขแล้ว และคุณแม่ก็ชอบเธอมากด้วย อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้มาโดยตลอด ก็นะคนน่ารักแสนดี ไม่แปลกที่ทุกคนจะรัก และทุกคนดูคนตรงหน้าผมตอนนี้สิ คนที่ได้ชื่อว่าภรรยา มีอะไรมาเทียบกับเดียร์ได้บ้าง...ไม่มีเลยสักอย่าง หาข้อดีไม่ได้เลยสักข้อ “ถ้าแบบเอยเรียกว่าร้ายกาจ แล้วแบบพี่เรียกว่าอะไรล่ะ สารเลว ส่วนผู้หญิงที่พี่แคร์นักแคร์หน้าก็ร้ายเหมือนกันนั่นแหละหรืออาจจะหน้าด้านด้วยซ้ำ” “เธอก็ดีแต่ว่าร้ายคนอื่นโดยที่ไม่เคยมองตัวเองเลย คิดว่าตัวเองดีมากงั้นสิ.... เหอะ! ยิ่งคุยกับเธอ ยิ่งทะเลาะกัน มันทำให้พี่ได้เห็นสันดานจริงๆของเธอเอิงเอย.... ว่ามันน่ารังเกียจมากแค่ไหน วันนี้พี่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆเขาก็ไม่ต้องการเธอเลยแม้แต่ญาติๆของตัวเอง เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง.... ขนาดพี่ที่ที่นอนกับเธอทุกวันยังไม่รู้สึกรักเลย ก็แค่เอาแก้ขัด อย่าหลงได้ใจเชียวล่ะว่าที่พี่เอากับเธอเพราะความรัก เธอนะก็เป็นได้แค่ที่ระบายความใคร่ก็เท่านั้น” รักษิกากำมือแน่นด้วยความโกรธ.... เขามองเธอเป็นแค่ที่ระบายบนเตียงงั้นเหรอ.... เธอมีค่าแค่นี้สินะสำหรับเขา ทั้งๆที่เขาคือคนแรกของเธอ “มองพี่แบบนี้ โกรธเหรอ หึ... แต่มันคือความจริงที่เธอต้องยอมรับให้ได้นะ...จะได้เลิกหลงตัวเอง ผู้ชายนะเขาไม่ได้หลงแค่ความสวยหรอก ต่อให้สวยแค่ไหนถ้านิสัยแย่ก็ไม่มีใครอยากได้อยู่ดี เหมือนเธอไง” “เลว! ” “เธอจะคิดยังไงก็เรื่องของเธอแต่จำไว้ว่าถ้าเธอทำอะไรเดียร์อีก หรือกล้าว่าเดียร์เสียๆหายๆ พี่ไม่เอาเธอไว้แน่ และเธอจะได้รู้ว่าพี่ทำอะไรได้มากกว่าที่เธอคิด อ้อ!! ถ้าคิดจะไปฟ้องคุณพ่อละก็ อย่าลืมบอกด้วยละว่าเธอทำอะไรไว้ อย่าเอาดีเข้าตัวและโยนเรื่องชั่วๆให้คนอื่น" ที่ผ่านมายัยนี่ชอบประจบประแจงพ่อผมมาก ต่อหน้าคุณพ่อเธอชอบเสแสร้งทำตัวน่ารัก ว่านอนสอนง่าย แต่หลับหลังท่านนิสัยอย่างกับนางมารร้าย ผมไม่เคยเจอผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้มาก่อนในชีวิต "ไปกันเถอะครับเดียร์ เราไปหาอะไรอร่อยๆกินกันเถอะ ภูหิวแล้วและไม่อยากอยู่ในห้องนี้ให้รำคาญใจด้วย" ชายหนุ่มหันไปคุยกับผู้หญิงที่ยืนข้างๆตัวเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โดยไม่สนใจภรรยาที่ยืนตัวสั่นตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย "แต่ว่า....น้องเอยเขา" "ฟรึ่บ!! นะครับเราออกไปกินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่น" ภูริศเลือกที่จับมือของเดียร์และควงกันออกไปกินข้าว ทิ้งให้เอิงเอยมองตามหลังทั้งคู่ด้วยความเจ็บปวด และในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้องหญิงสาวที่ทำตัวเรียบร้อย ทำตัวน่ารักต่อหน้าชายหนุ่ม เธอหันมาแสยะยิ้มให้เอิงเอยราวกับผู้ชนะเช้าวันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งและลมเย็นๆ พัดผ่านสวนหลังบ้าน เสียงหัวเราะของเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบดังเจื้อยแจ้วไปทั่วบริเวณเล็กๆ ที่ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ปาร์ตี้เล็กๆสำหรับงานวันเกิดครบหนึ่งขวบของ “น้องรักษ์” ภูริศกำลังจัดลูกโป่งหลากสีติดกับซุ้มไม้ ขณะที่เอิงเอยยืนดูอยู่ข้างๆ พร้อมกล้องในมือ เธอถ่ายภาพสามีและลูกไปเรื่อยๆ ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข “ยิ้มหน่อยค่ะคุณพ่อน้องรักษ์ น้องรักษ์ครับ....ยิ้มให้คุณแม่หน่อย” “ลูกพ่อครับ ยิ้มให้แม่หน่อยเร็ว” เขาแกล้งพูดเสียงสามเสียงสี่กับลูก ก่อนจะหอมแก้มนุ่มๆ ของลูกชายจนเจ้าตัวน้อยหัวเราะเสียงใส คุณหญิงอัมพรเดินเข้ามาพร้อมกล่องของขวัญในมือ เธอยื่นให้หลานชายด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “สุขสันต์วันเกิดนะครับ หลานย่า ขอให้หนูเติบโตเป็นเด็กดี สุขภาพแข็งแรง ไม่ดื้อไม่ซนกับพ่อแม่นะลูก และเป็นที่รักของทุกคนเหมือนตอนนี้ ย่ารักหนูนะครับน้องรักษ์” ส่วนคุณภูบดินทร์และพ่อของเอิงเอยก็มีของขวัญมาให้เจ้าหลานชายไม่น้อยหน้ากันเลย เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้ดี หลังจากนั้นทุกคนก็ช่วยกันจัดเตรียมอาหารและขนมอย่างกระตือรือ
ลานหน้าสำนักงานเขตยามสายอบอวลไปด้วยแสงแดดอ่อนๆ ของเช้าวันธรรมดา เอิงเอยยืนเงียบๆข้างภูริศ มือของเธอถูกเขากุมไว้แน่น ไม่ใช่เพราะกลัวหลง แต่เพราะเขากลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ อีกทั้งยังมีพ่อแม่ของชายหนุ่มและพ่อของหญิงสาวเดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานให้ทั้งคู่ด้วย “ตื่นเต้นเหรอคะ” เธอแกล้งถามเบาๆ ขณะเดินเข้าไปในอาคาร “ครับ... ตื่นเต้นมาก” เขาตอบเสียงจริงจังแต่แฝงรอยยิ้มในน้ำเสียง “เราไม่จดครั้งแรกสักหน่อย” “แต่รอบนี้มันไม่เหมือนกันนะ รอบนี้มันเกิดขึ้นเพราะความรักของเราสองคนและมันต้องดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุดครับ... เพราะตอนนี้พี่รู้แล้วว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต” หญิงสาวยิ้มบางๆ หัวใจเธอเต้นแรงไม่แพ้เขาเลยนี่ไม่ใช่แค่การลงชื่อในกระดาษหนึ่งแผ่น แต่มันคือการให้โอกาสกันและกันอีกครั้ง บนพื้นฐานของความเข้าใจ เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่เชิญทั้งคู่เข้าไปนั่ง ภูริศพยายามนั่งตัวตรงแต่ก็ยังแอบซับเหงื่อที่ฝ่ามืออยู่ตลอด “กรุณาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งนะคะ ก่อนลงชื่อ” เสียงเจ้าหน้าที่กล่าวพร้อมยื่นเอกสารให้ เอิงเอยรับปากกา เธอมองชื่อของตัวเองกับชื่อของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขียนชื่อของตัวเองอย่างม
เสียงลมหายใจแผ่วเบาของเอิงเอยลอยคลอไปกับความเงียบงันในห้องนอนที่เปิดไฟสลัวอย่างพอเหมาะ บรรยากาศอบอุ่นละมุนราวภาพวาดแห่งความรัก ภูริศนั่งนิ่งอยู่ปลายเตียง มือของเขาค่อยๆ นวดเท้าให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน ทุกสัมผัสที่ส่งผ่านปลายนิ้วเต็มไปด้วยความตั้งใจและใส่ใจ ความห่วงใยที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดมาพิสูจน์ เรื่องการนวดที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป กลับไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับเขาเลย... ตั้งแต่ช่วงหลังมานี้ที่เอิงเอยมักบ่นปวดเมื่อยตามร่างกาย เขาถึงกับลงทุนไปศึกษาอย่างจริงจัง หาข้อมูลว่าคนท้องควรนวดตรงไหน อย่างไร ถึงจะรู้สึกสบายและปลอดภัยที่สุดสำหรับทั้งแม่และลูก “เจ็บไหมครับ?” เขาถามเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองเธอ หญิงสาวลืมตาขึ้นนิดหนึ่ง ยิ้มจางๆ ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “สบายจัง… นวดอีกได้ไหม” คำตอบแค่นั้น… ก็เพียงพอจะทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่เต็มตื้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภูริศไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด... เขายังคงดูแลเธอกับลูกอย่างสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยบ่น ไม่เคยพูดเหนื่อยสักคำ แม้ในวันที่เขากลับมาถึงบ้านด้วยร่างกายที่แทบจะทรุด สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่าเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ค่ำวันนั้นเอิงเอยเดินออกมานั่งหน้าบ้าน หญิงสาวลูบท้องตัวเองเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนซึ่งเต็มไปด้วยความรักความหวงแหน ตั้งแต่รู้ว่ามีเด็กคนนี้อยู่ในท้อง ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอใจเย็นมากขึ้น มีสติและมีเหตุผลมากกว่าเดิม จะทำอะไรสักอย่างเธอคิดแล้วคิดอีกเพราะไม่อย่างให้กระทบกับเขา เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเปลี่ยนผู้หญิงที่ชื่อรักษิกาให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม "อีกไม่นานเราจะได้เจอกันแล้วนะ ลูกรัก"หญิงสาวก้มหน้าลงไปคุยกับเจ้าตัวเล็ก สายลมพัดโชยเย็นสบายทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความเงียบสงบแผ่ซ่านไปรอบตัวเธอ วันนี้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ทำลงไป มันเหมือนได้ปลดล๊อกความรู้สึกของตัวเองไปด้วย เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เธอได้รู้ว่าการให้อภัย การปล่อยวาง มันทำได้ยากก็จริงแต่ถ้าได้ทำแล้วมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะมันทำให้เราสบายใจ เราต้องไม่ทำร้ายตัวเองเพียงเพราะความโกรธความเกลียด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เราเป็นทุกข์ หากคนคนนั้นเขาสำนึกผิดและปรับปรุงตัวแล้ว เราก็ควรให้โอกาสเขา ภูริศเดินมานั่งลงข้างๆ เว้นระยะห่างเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ “ฟรึ่บ ผ้าห่มผืนบางถูกวางบนไหล่บาง “อย่านั่
เช้าวันต่อมาเอิงเอยเดินทางมาที่วัดโดยไม่บอกใคร เธอแค่อยากมาเจอและมาพูดคุยกับใครบางคนเงียบๆ ตามลำพัง ตอนนี้เธอตัดสินใจทิ้งความโกรธ ความเกลียด ความแค้นไว้ข้างหลังเพราะอยากก้าวไปข้างหน้า หญิงสาวท้องแก่สูดลมหายใจลึกๆ รู้สึกได้ถึงความสงบอย่างประหลาดใจ เมื่อมองไปที่ต้นโพธิ์ใหญ่กลางลานวัด และเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังกวาดลานวัดอยู่ "คุณหญิง…" เอิงเอยเอ่ยเสียงเบา คุณหญิงอัมพรชะงักชั่วขณะก่อนจะหันมามองด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ส่งยิ้มให้ อันที่จริงท่านไม่คิดว่าวันนี้ต้องมาเจอคนรู้จัก "รักษิกา…" คุณหญิงเรียกชื่อด้วยความรู้สึกอบอุ่น เอิงเอยยกมือไหว้ และนั่งลงข้างๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ ยิ้มให้กันเพียงเล็กน้อย "ท้องแก่ขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไปไหนมาไหนล่ะ มันอันตรายนะ" คุณหญิงอัมพรพูดออกมาด้วยความห่วงใย จนหญิงสาวสัมผัสได้ "เพราะหนูมีเรื่องอยากมาคุยกับคุณหญิงค่ะ" เอิงเอยตอบเสียงอ่อน ทั้งคู่ต่างก็เงียบอยู่นาน ก่อนที่เอิงเอยจะพูดขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล "หนูเคยโกรธคุณหญิงมาก… ที่ทำเหมือนหนูไม่มีตัวตนในชีวิตลูกชายคุณเลย และโกรธมากขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่คุณหญิงจะทำกับลูกในท้อง แต่ตอนนี้
เช้าวันเสาร์ แสงแดดอุ่นละมุนลอดผ่านผ้าม่านผืนบาง เข้ามาเติมสีทองให้กับบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความอบอุ่น คุณพ่อของเอิงเอยนั่งประจันหน้ากับคุณบดินทร์บนโต๊ะหมากรุก เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังเป็นระยะ ในครัว ภูริศก็กำลังตักข้าวต้มร้อน ๆ ใส่ชาม โดยมีป้านวลคอยเป็นลูกมือ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความตั้งใจ ทว่าแทนที่จะนำขึ้นไปให้หญิงสาวตามปกติ เขากลับหยุดฝีเท้าลงหน้าห้องรับแขก หันมองไปยังคุณพ่อของเอิงเอยและพ่อของตัวเองที่นั่งเล่นหมากรุกด้วยกัน เขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาท่าน พร้อมพานที่อยู่ในมือ และคุกเข่าลงตรงหน้า ด้วยดวงตาสั่นไหวแต่แน่วแน่ "คุณพ่อครับ..." น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อย "ผมอยากขอโทษ... สำหรับทุกสิ่งที่เคยทำให้เอยต้องเสียใจ ผมไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ความเสียใจ และความตั้งใจที่จะแก้ไขทุกอย่าง ผมรู้... อาจจะดูหน้าด้านที่ยังกล้ามาขอโอกาสอีก แต่วันนี้... ผมพูดได้เต็มปากว่าผมรักเอยจริง ๆ และพร้อมจะดูแลเธอกับลูกให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้เธอเสียใจอีก" สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก้มกราบแทบเท้าชายชราด้วยความเคารพ เป็นครั้งแรกที่เขาเลือกจะแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดถึงความสำนึกผิด คุณพ่อของ







