LOGIN“แต่ดูไปดูมาพวกคุณนี่ก็เหมาะสมกันดีนะ ก็คบกันให้มันจบๆไปสิ แต่อย่าลืมยี่สิบห้าล้านนะคะ แล้วฉันจะคืนอิสระให้”
“มันจะมากไปแล้วนะเอย.... เธอจะรีดเงินพี่หรือยังไงห่ะ แค่ค่าสินสอดก็ปาไปเท่าไรแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเธออีก เคยคำนวณบ้างไหมว่าระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่เธอมาอยู่กับพี่ เธอใช้เงินพี่ไปทั้งหมดกี่ล้านและไหนจะค่ารักษาพยาบาลพ่อของเธออีก สำนึกบ้างสิ” “ค่าสินสอดก็เป็นค่าตัวฉันไงที่คุณเอาเปรียบฉันทุกคืน ฉันไม่ได้ให้คุณเอาฟรีๆนะ เอาลูกเขาก็ต้องจ่ายไหมล่ะคุณภูริศ แต่ถ้าอยากได้ของฟรีก็ลองถามคนข้างๆคุณดูเผื่อเธอยอม.... เอะหรือว่ายอมไปแล้ว” “ส่วนค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนมันก็เป็นหน้าที่สามีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ที่ต้องให้ภรรยาหรือไม่จริง ส่วนค่ารักษาคุณพ่อฉันไม่เคยขอ เผื่อคุณลืมว่าเป็นคุณลุงเองที่เสนอจ่ายให้” “ก็ถูก.... มันเป็นหน้าที่ของสามี แต่มันจะดีกว่านี้มากถ้าคนที่มาเป็นภรรยาของพี่คือผู้หญิงที่พี่รัก พี่จะไม่ว่าเลยสักคำถ้าเขาจะใช้เงินพี่มากแค่ไหนพี่ก็ไม่ติด แต่เธอไม่ใช่ไง... เธอเป็นแค่ลูกสาวเพื่อนพ่อที่ตอนนี้ครอบครัวล้มละลาย พ่อก็ป่วย เธอมันเหลือแต่ตัวและไม่มีใครเอาแม้แต่ญาติๆของตัวเอง” “ คิดบ้างสิว่าตัวเองต้องเป็นคนที่แย่แค่ไหนทุกคนถึงได้ทิ้ง เพราะแบบนี้ไงพ่อพี่ก็เลยสงสารอยากช่วยดูแลในระหว่างที่เธอยังตั้งหลักไม่ได้ ฉะนั้นเธอต้องสำนึกตัวเองให้มากๆ ว่าฐานะของเธอตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วและเธอก็ไม่ใช่คุณหนูเหมือนเมื่อก่อน เธอเป็นแค่คุณหนูตกอับที่ไม่มีใครอยากได้!!…. กรรมก็เลยมาตกอยู่ที่พี่ไงที่ต้องมาแต่งงานกับเธอทั้งๆที่ไม่ได้รัก แต่ขอร้องละช่วยทำตัวให้สมกับที่ครอบครัวพี่เมตตาบ้างเถอะ ” ภูริศไม่เคยคิดอยากทวงบุญคุณหรืออะไร แต่ที่พูดออกไปก็เพื่อหวังให้เธอสำนึกบ้าง เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะลืมสถานะของตัวเอง “ขอบคุณนะคะที่พูดมันออกมา ขอบคุณที่ทำให้เอยรู้ว่าการมีพี่อยู่ในชีวิตแม่งมันก็คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเอยเหมือนกัน เอยไม่น่าตอบตกลงคุณลุงเลย ไม่น่าเลยจริงๆ ไม่งั้นชีวิตเอยก็คงไม่ต้องมาเจอผู้ชายแบบพี่” “ไม่ต้องมารับบทเป็นผู้ถูกกระทำเพราะพี่ไม่อิน เธอนะร้ายกว่าที่พี่คิดไว้เยอะเลย เธอใช้ความรักที่พ่อพี่มีให้เพื่อมาสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวพี่” ภูริศไม่คิดว่าหญิงสาวจะร้ายกาจได้ขนาดนี้ ปกติเราสองคนก็ไม่ค่อยได้พูดดีดีกันหรอก แต่รอบนี้ทุกอย่างมันชัดเจน... เธอทำให้เขาได้เห็นตัวตนจริงๆของตัวเองว่ามันน่ารังเกียจขนาดไหน ยิ่งเธอทำตัวแบบนี้เขายิ่งไม่สงสารและไม่แปลกใจเลยที่ตัวเขาไม่ได้รู้สึกรักหล่อนเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เรานอนด้วยกันแทบจะทุกคืน หรือต่อให้หล่อนจะสวยมากแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้ ผู้หญิงเอาแต่ใจ นิสัยแย่อย่างเธอ.... คงจะมีคุณพ่อของเขาแค่คนเดียวละมั้งที่ยังเอ็นดูไม่เลิก สำหรับเขาและคุณแม่โคตรเอือมระอาเต็มทน เรื่องที่ผมกับเธอแต่งงานกันคุณแม่ไม่เคยเห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะคุณแม่ไม่ชอบเธอ และไม่ได้อยากได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้เลย ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมคน แข็งกระด้างไร้มารยาททำให้ท่านยิ่งไม่ชอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันคือคำสั่งของคุณพ่อที่ไม่มีใครกล้าขัด..... เพราะแบบนี้หลังจากที่แต่งงานคุณพ่อจึงซื้อบ้านหลังใหม่ให้เราสองคนและยกให้เป็นเรือนหอเพราะไม่อยากให้มีปัญหาแม่ผัวกับลูกสะใภ้ มันเลยทำให้ผมไม่ได้อยู่บ้านตัวเองไปด้วย ทั้งๆที่บ้านหลังใหญ่โต ต่อให้ผมแต่งงานก็ไม่จำเป็นต้องย้ายออกด้วยซ้ำ ผมสงสารคุณแม่แกเป็นคนขี้เหงายิ่งไม่มีผมท่านก็ยิ่งเหงา เพราะคุณพ่อทำแต่งาน แต่ยังโชคดีที่มีเดียร์คอยไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ ทำให้ท่านหายเหงาได้บ้าง เดียร์เป็นเพื่อนของผมเอง และเป็นเพื่อนสาวที่ผมอยากเป็นมากว่าเพื่อน เรารู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม เธอเป็นคนน่ารักมาก นิสัยดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น ใครได้อยู่ใกล้ต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน ผมคิดเกินเลยกับเธอมานานแล้วแต่แค่ยังไม่กล้าก้าวข้ามสถานะเพื่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เราสองคนมีให้กันมาตลอดคือ ความหวังดีและคอยยืนข้างๆกันในทุกๆช่วงเวลา เดียร์เป็นอีกหนึ่งความสุขที่ผมต้องการในชีวิต แค่มีเธออยู่ข้างๆไม่ว่าด้วยฐานะไหนผมก็มีความสุขแล้ว และคุณแม่ก็ชอบเธอมากด้วย อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้มาโดยตลอด ก็นะคนน่ารักแสนดี ไม่แปลกที่ทุกคนจะรัก และทุกคนดูคนตรงหน้าผมตอนนี้สิ คนที่ได้ชื่อว่าภรรยา มีอะไรมาเทียบกับเดียร์ได้บ้าง...ไม่มีเลยสักอย่าง หาข้อดีไม่ได้เลยสักข้อ “ถ้าแบบเอยเรียกว่าร้ายกาจ แล้วแบบพี่เรียกว่าอะไรล่ะ สารเลว ส่วนผู้หญิงที่พี่แคร์นักแคร์หน้าก็ร้ายเหมือนกันนั่นแหละหรืออาจจะหน้าด้านด้วยซ้ำ” “เธอก็ดีแต่ว่าร้ายคนอื่นโดยที่ไม่เคยมองตัวเองเลย คิดว่าตัวเองดีมากงั้นสิ.... เหอะ! ยิ่งคุยกับเธอ ยิ่งทะเลาะกัน มันทำให้พี่ได้เห็นสันดานจริงๆของเธอเอิงเอย.... ว่ามันน่ารังเกียจมากแค่ไหน วันนี้พี่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆเขาก็ไม่ต้องการเธอเลยแม้แต่ญาติๆของตัวเอง เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง.... ขนาดพี่ที่ที่นอนกับเธอทุกวันยังไม่รู้สึกรักเลย ก็แค่เอาแก้ขัด อย่าหลงได้ใจเชียวล่ะว่าที่พี่เอากับเธอเพราะความรัก เธอนะก็เป็นได้แค่ที่ระบายความใคร่ก็เท่านั้น” รักษิกากำมือแน่นด้วยความโกรธ.... เขามองเธอเป็นแค่ที่ระบายบนเตียงงั้นเหรอ.... เธอมีค่าแค่นี้สินะสำหรับเขา ทั้งๆที่เขาคือคนแรกของเธอ “มองพี่แบบนี้ โกรธเหรอ หึ... แต่มันคือความจริงที่เธอต้องยอมรับให้ได้นะ...จะได้เลิกหลงตัวเอง ผู้ชายนะเขาไม่ได้หลงแค่ความสวยหรอก ต่อให้สวยแค่ไหนถ้านิสัยแย่ก็ไม่มีใครอยากได้อยู่ดี เหมือนเธอไง” “เลว! ” “เธอจะคิดยังไงก็เรื่องของเธอแต่จำไว้ว่าถ้าเธอทำอะไรเดียร์อีก หรือกล้าว่าเดียร์เสียๆหายๆ พี่ไม่เอาเธอไว้แน่ และเธอจะได้รู้ว่าพี่ทำอะไรได้มากกว่าที่เธอคิด อ้อ!! ถ้าคิดจะไปฟ้องคุณพ่อละก็ อย่าลืมบอกด้วยละว่าเธอทำอะไรไว้ อย่าเอาดีเข้าตัวและโยนเรื่องชั่วๆให้คนอื่น" ที่ผ่านมายัยนี่ชอบประจบประแจงพ่อผมมาก ต่อหน้าคุณพ่อเธอชอบเสแสร้งทำตัวน่ารัก ว่านอนสอนง่าย แต่หลับหลังท่านนิสัยอย่างกับนางมารร้าย ผมไม่เคยเจอผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้มาก่อนในชีวิต "ไปกันเถอะครับเดียร์ เราไปหาอะไรอร่อยๆกินกันเถอะ ภูหิวแล้วและไม่อยากอยู่ในห้องนี้ให้รำคาญใจด้วย" ชายหนุ่มหันไปคุยกับผู้หญิงที่ยืนข้างๆตัวเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โดยไม่สนใจภรรยาที่ยืนตัวสั่นตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย "แต่ว่า....น้องเอยเขา" "ฟรึ่บ!! นะครับเราออกไปกินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่น" ภูริศเลือกที่จับมือของเดียร์และควงกันออกไปกินข้าว ทิ้งให้เอิงเอยมองตามหลังทั้งคู่ด้วยความเจ็บปวด และในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้องหญิงสาวที่ทำตัวเรียบร้อย ทำตัวน่ารักต่อหน้าชายหนุ่ม เธอหันมาแสยะยิ้มให้เอิงเอยราวกับผู้ชนะหลังจากที่ชายหนุ่มรู้ว่าผู้หญิงที่ตัวเองรักไม่สบาย จิตใจของเขาก็ร้อนรนขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง เวลาเธอป่วยมักจะป่วยหนักอยู่เสมอ นี่แหละที่ทำให้เขากังวล ภูริศเลือกที่จะปล่อยมือภรรยาสาวอย่างไม่ลังเล ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเขาเองที่จับมือเธอไว้อย่างแน่นและไม่ยอมปล่อย แถมตอนนี้เขายังหันหลังให้เธอโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันเลย ไม่มีคำพูดบอกกล่าวกันสักคำ เขาแทบจะวิ่งพุ่งไปที่รถของตัวเองและขับออกไปด้วยความเร็ว ความเร่งรีบและความใจร้อนของเขาทำให้เธอเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี ต้องเป็นคนสำคัญจริงๆเท่านั้นแหละถึงทำให้คุณภูริศเป็นได้ขนาดนี้และคนคนนั้นไม่ใช่เธอแต่กลับเป็นผู้หญิงอีกคน หญิงสาวได้แต่มองท้ายรถที่ขับออกไปทั้งน้ำตา เขาตั้งใจทิ้งภรรยาอย่างเธอให้ยืนอยู่ตรงนี้ใช่ไหม เพื่อให้มองสามีตัวเองขับรถออกไปหาผู้หญิงคนอื่น เจ็บดีนะ... ความรู้สึกเฮงซวยแบบนี้ เมื่อวันก่อนเขาก็เลือกผู้หญิงคนนั้น มาวันนี้เขาก็ยังเลือกผู้หญิงคนนั้นอีกเช่นกัน และในอนาคตคงไม่ต้องถามว่าเขาจะเลือกใครทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว เธอไม่ควรคาดหวังอะ
@เช้าวันต่อมา เช้าที่สดใสสำหรับใครหลายๆคนเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ชื่อภูริศ.... เขาลืมตาขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม เพราะเมื่อคืนเป็นอีกคืนที่เขาหลับสบายมาก แถมข้างกายก็มีร่างนุ่มนิ่มที่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่เธอมานอนกอดเขาแบบนี้ เพราะเท่าที่จำได้เมื่อคืนเป็นเขามากกว่าที่กอดเธอ ชายหนุ่มก้มมองคนข้างกายที่เวลานี้ช่างดูน่ารักซะเหลือเกิน เมื่อคืนเธอยังบอกอยู่เลยว่ารังเกียจเขาไม่อยากอยู่ใกล้เขา พอตกเช้ามาเท่านั้นแหละกลับมานอนกอดเขาอย่างสบายใจ “อื้อ~~อื้อ~~” “ยัยขี้เซา” เมื่อเห็นเธอเริ่มขยับตัว ร่างสูงจึงแสร้งหลับตาเพื่อให้หญิงสาวคิดไปว่าเขายังไม่ตื่น เขาอยากรู้ว่าเธอจะทำยังไง ถ้าตื่นมาเห็นตัวเองในสภาพนี้ “เชี่ย!! อะไรกันเนี้ยะ ทำไมฉันมานอนกอดไอ้หมอนี่ได้ อย่าบอกนะว่าเรากอดเขาทั้งคืน บ้าไปแล้วเอิงเอย เธอทำอะไรลงไปเนี้ยะ โอ๊ย~~” รักษิกาตบหัวตัวเองเบาเพื่อระบายอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าตกใจมากตอนที่เห็นตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเขา และตัวเธอก็กอดเขาไว้เช่นกัน “ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องรีบลุกขึ้นไปแต่งตัว
“ก๊อกๆๆๆ รักษิกา เปิดประตูเดี๋ยวนี้ รักษิกา!!” หลังจากที่โดนหญิงสาวเมิน ชายหนุ่มที่ไม่เคยโดนแบบนี้ถึงกับกระวนกระวานอยู่ไม่เป็นสุขเลยทีเดียว เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเป็นอะไรนักหนา รู้เพียงแค่ว่า ไม่ชอบ เขาไม่ชอบที่โดนเธอเมิน สุดท้ายชายหนุ่มจึงพาตัวเองมายืนหน้าห้องหญิงสาวอย่างห้ามไม่ได้ เพราะเขาต้องคุยกับเธอให้รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นคืนนี้เขานอนไม่หลับแน่ แต่ไม่ว่าเขาจะเคาะประตูเท่าไรก็ไม่มีทีท่าว่าหล่อนจะเปิดออกมา เขามั่นใจว่าเธอยังไม่นอน ก็เห็นอยู่ว่าไฟในห้องยังสว่าง เธอจงใจไม่เปิดมากกว่า “รักษิกาถ้าเธอไม่เปิดประตู ฉันจะพังมันเข้าไป เธอก็รู้ว่าคนอย่างฉันทำได้และทำจริง เอาสิคืนนี้ถ้าอยากนอนแบบไม่มีประตูห้องก็เอา” ทางด้านเอิงเอยเธอได้ยินเขาเคาะประตูมาสักพักแล้ว แต่ไม่คิดจะเปิดมากกว่า ขยันเคาะก็เคาะไปสิทำไมเธอต้องสนใจด้วย แต่เพราะคำพูดที่ว่าเขาจะพังประตูเข้ามาทำให้เธอจำใจต้องเดินไปเปิดอย่างห้ามไม่ได้ คนบ้าประเภทนี้มันทำจริงและเธอก็ไม่อยากเสี่ยง ไม่รู้มีเรื่องอะไรนักหนา น่ารำคาญ “เอี๊ยด!!” เมื่อปร
"เอยตกลงจะซื้อบ้านหลังนี้ค่ะ" เสียงหวานตอบเจ้าของบ้านด้วยความหนักแน่น หลังจากที่ได้เข้ามาดูบ้านรักษิกาตัดสินใจได้ทันที่ว่าจะซื้อ เพราะเธอชอบทุกอย่างที่เป็นบ้านหลังนี้ ต้องยอมรับว่าเจ้าของที่อยู่ปัจจุบันดูแลบ้านและรอบๆบ้านได้ดีมากๆ เพราะในบ้านทั้งสะอาด ข้าวของทุกอย่างวางได้เป็นระเบียบ ส่วนหน้าบ้านและรอบๆมีต้นไม้ดอกไม้ที่สวยงามบ่งบอกได้ว่าเจ้าของดูแลดีแค่ไหน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่เธอจะปล่อยบ้านที่ดีแบบนี้ให้หลุดมือเด็ดขาด"จริงเหรอคะคุณเอย" เจ้าของบ้านแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนนี้จะตัดสินใจได้เร็วเพียงนี้ และตัวเธอเองก็ไม่คิดว่าจะขายบ้านได้เร็วขนาดนี้ด้วย ยอมรับว่าเสียดายมากเพราะบ้านหลังนี้ดีมากๆ แต่ด้วยภาระหน้าที่เธอจำเป็นต้องขายมันให้คนที่พร้อมจะดูแลต่อไป เอาจริงการขายบ้านมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางทีการจะเลือกขายให้ใครเราตัวเธอเองและสามีก็ดูเหมือนกันว่าคนคนนั้นดีพอสำหรับบ้านเราไหม คุณเคยได้ยินเรื่อง“คนเลือกบ้าน และบ้านก็เลือกคนไหม” มันเป็นเรื่องจริงนะและเธอเชื่อว่าคุณเอยนี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะมาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ต่อจากเธอและครอบค
เวลาเช้าๆแบบนี้รักษิกาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพาตัวเองไปไหนรู้เพียงแค่ว่าเธอไม่อยากอยู่ที่บ้านหลังนั้น ไม่อยากเจอหน้าผู้ชายคนนั้น จึงเลือกที่จะออกมาข้างนอกและตัดสินใจมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาหาคนเป็นพ่อ ถึงแม้จะยังไม่ถึงเวลาเยี่ยมเพราะยังเช้าอยู่ก็ตาม แต่เธอเต็มใจที่จะนั่งรอตรงนี้เพราะอยากมาเห็นหน้าท่าน อยากมาขอกำลังใจจากท่าน และขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของเธอด้วยเถอะ ขอให้เธอได้เจอแต่เรื่องดีดี เมื่อได้เวลาเข้าเยี่ยมหญิงสาวก็ทำเหมือนเดิมคือเข้าไปหอมแก้มท่านชวนท่านคุยเรื่องต่างๆและบอกแพลนที่เธอจะทำในวันนี้ ถึงรู้ว่าท่านไม่สามารถตอบหรือแนะนำอะไรได้ แต่เธอก็อยากบอกให้ท่านได้รับรู้เพราะเชื่อเสมอว่าคุณพ่อท่านได้ยินและสัมผัสในสิ่งที่เธอพูดได้ หลังจากที่หมดเวลาเยี่ยมหญิงสาวตัดสินใจทักไปหาพี่ดาผู้หญิงที่เปรียบเสมือนพี่สาวคนหนึ่งของเธอ เพราะเธออยากขอคำปรึกษาเรื่องซื้อบ้าน เอาจริงเธอก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใครแล้วเหมือนกันนอกจากพี่ดาคนเดียว เธอไม่อยากรบกวนคุณลุงบดินทร์เพราะเกรงใจไม่อยากให้ท่านคิดมาก แค่นี้ท่านก็ลำบากเพราะเธอกับคุณพ่อมามากพอแล้ว และเหมือนเธอจ
ปัง!! เสียงประตูปิดลงอย่างแรงบ่งบอกถึงอารมณ์ของคนปิดได้เป็นอย่างดี ว่าเขากำลังไม่พอใจ แต่หญิงสาวในห้องกลับมองนิ่งๆราวกับไม่รู้สึกอะไร เพราะเธอเองไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับการกระทำของเขา เธอแทบไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะเป็นห่วงเธอด้วย มันเป็นไปได้ยากมากเลยนะ สำหรับคนที่บอกว่าเกลียดกันแทบจะทุกวัน จู่ๆก็มาทำเหมือนเป็นห่วงเป็นใยกัน หรือเขาจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำกับเธอก่อนหน้านี้ แต่ก็ช่างเขาเถอะ จะเพราะอะไรก็ตามแต่ ยังไงความจริงก็คือความจริงว่าเรื่องระหว่างเรามันจบแล้ว เผลอๆมันอาจจะไม่มีเรื่องของเราตั้งแต่แรกเลยก็ได้ เป็นเธอเองที่คอยยื้อความสัมพันธ์นี้ไว้ เป็นเธอเองที่คิดว่าเวลาจะเปลี่ยนใจเขาได้ เธอคิดไปเองทั้งนั้น สุดท้ายก็เป็นเธอที่ต้องเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว แล้วแบบนี้เธอจะพยายามไปเพื่ออะไรอีก เจ็บพอแล้วนะรักษิกา ต่อไปนี้เธอต้องหันกลับมารักตัวเองให้มากกว่าเดิม อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกเลย หลังจากเก็บเสื้อผ้าเสร็จชายหนุ่มก็รีบกลับมาที่ห้องของตัวเองด้วยอารมณ์หงุดหงิดแถมยังเจ็บใจที่โดนเธอไล่ออกมาอย่างกับหมูกับหมา ทั้งๆที่บ้านหลังนี้เป็นของเขาแท้ๆ โ
“เอาว่ะ!! ถือว่าช่วยละกัน” ภูริศถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมดเหลือเพียงกางเกงบ๊อกเซอร์ตัวเดียวที่ติดตัวไว้เพื่อปกปิดของสงวนของตัวเอง จากนั้นชายหนุ่มก็ล้มตัวลงไปนอนบนเตียงข้างๆหญิงสาว และถือวิสาสะสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกันกับเธอ ทางด้านของหญิงสาวเหมือนเจ้าตัวจะสัมผัสได้ว่ามีคนมา
มือหนาที่กำลังจะเปิดประตูห้องนอนของตัวเองชะงักลงทันที เพราะชายหนุ่มตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางและก้าวไปข้างหน้า จุดหมายคือห้องของภรรยาสาว เอาจริงๆเขาไม่เคยเหยียบเข้ามาในห้องของเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว นับตั้งแต่ที่เราแต่งงานกันเพราะไม่อยากเข้าไปวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของใคร ขนาดตัวเขาเองยั
“พี่ไวน์!!” “ใช่พี่เอง.... ทำไม คิดว่าใคร!! ” ชายหนุ่มถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เขายังโมโหเรื่องที่เธอหอมแก้มผู้ชายคนนั้นไม่หาย ทางด้านหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของร่างสูงเธอไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าชายหนุ่มกำลังไม่พอใจกับการกระทำของตัวเอง แต่เธอก็มั่นใจว่ายังไงก็เอาเขาอยู่ เพราะถ้าเ
คุณคิดว่าคนหนึ่งคนจะมีความอดทนได้มากแค่ไหนกัน อดทนกับความรักที่ไม่ประสบความสำเร็จ อดทนกับความพยายามที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยดูดีหรือมีค่าในสายตาของเขาเลย อดทนกับความเย็นชาและความใจร้ายของคนที่ได้ชื่อว่าสามีของตัวเอง และใช่ค่ะผู้หญิงที่ชื่อเอิงเอยคนนี้อดทนมาตลอด แล้วเป็นยังไงล่ะ..... สิ