รักต้องมนตร์ คนต้องสาป

รักต้องมนตร์ คนต้องสาป

last updateLast Updated : 2025-12-29
Language: Thai
goodnovel16goodnovel
Not enough ratings
44Chapters
586views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

'ผมอยู่มานานเห็นคนจากไปก็ไม่น้อย ผมรู้ว่าการเสียคนสำคัญรู้สึกยังไง ถ้าต้องเสียคุณไปอีกคน จะให้ผมใช้ชีวิตอีกร้อยปี พันปี ไปเพื่ออะไร ในเมื่อบนโลกนี้มีณจันทร์แค่หนึ่งเดียว'

View More

Chapter 1

โลกของคุณหนูณจันทร์

น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “หรือจะต้องเป็นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ต้องหลบๆ ซ่อนๆ งั้นหรือ?”

“มิฉะนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า?” ฉีมู่มองนางกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ทว่าแววตากลับแฝงความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก คล้ายกำลังหัวเราะเยาะความไม่เจียมตัวของนาง “มู่เซิงเกอ เจ้าต้องการฐานะอันใดกัน?”

เขาโน้มตัวลงมา นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ คลึงเคล้นริมฝีปากของนาง “เราเคยบอกแล้วว่า ชาตินี้รักเพียงจืออวี่คนเดียว ทว่าเราชอบเรือนร่างของเจ้ายิ่งนัก ดังนั้นนอกจากฐานะตำแหน่งและความโปรดปรานแล้ว สิ่งอื่นใดเราล้วนให้เจ้าได้ทั้งหมด หลังจากเราแต่งงานกับจืออวี่แล้ว พวกเรายังคงนัดพบกันผ่านอุโมงค์ลับเช่นเดิม”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันควัน “แต่จงจำไว้ เรื่องระหว่างเจ้ากับเราอย่าได้ไปก่อเรื่องต่อหน้าจืออวี่ หากนางรู้เรื่องแม้เพียงนิดเดียว จนทำให้นางต้องเสียใจ เจ้าคงรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา”

มู่เซิงเกอราวกับถูกอสนีบาตผ่าฟาดเข้าใส่ ยืนตะลึงงันอยู่ ณ ที่เดิม

ที่แท้เขาไม่เคยคิดจะมอบฐานะตำแหน่งใดๆ ให้แก่นางเลย

ที่แท้ในใจของเขา นางเป็นเพียงสิ่งของบำเรอที่ไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คน

นางมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของฉีมู่ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ในสมองผุดภาพเรื่องราวต่างๆ ในอดีตขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

นางเป็นบุตรีอนุของจวนมู่กั๋วกง ส่วนมู่จืออวี่คือบุตรีภรรยาเอกผู้สูงส่งเทียมฟ้า

ตั้งแต่เล็กจนโต พวกนางก็คือสิ่งเปรียบเทียบที่เด่นชัดที่สุด

มู่จืออวี่ได้สวมใส่ผ้าทอลายเมฆาชั้นเลิศที่สุด ได้ใช้เครื่องประดับที่ประณีตงดงามที่สุด แม้กระทั่งอาจารย์ผู้สอนตำราก็ล้วนเอ่ยปากชมว่า นางมีพรสวรรค์เฉลียวฉลาดมาแต่กำเนิด

ส่วนนางมู่เซิงเกอ ทำได้เพียงยืนอยู่ในเงามืดตลอดกาล สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่พี่หญิงไม่ต้องการแล้ว และใช้พู่กันน้ำหมึกที่ธรรมดาสามัญที่สุด

แม้แต่องค์รัชทายาทฉีมู่ที่เหล่าคุณหนูในห้องหอทั่วทั้งเมืองหลวงต่างใฝ่ฝันถึง ก็ยังมอบใจรักมั่นให้แก่มู่จืออวี่เพียงผู้เดียว

นางยังคงจำได้จนถึงยามนี้ ในเทศกาลโคมไฟเมื่อสามปีก่อน ฉีมู่ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าเหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊เต็มราชสำนักว่า “ชาตินี้เรามีเพียงมู่จืออวี่ผู้เดียว และจะไม่รับอนุตลอดกาล”

ความยิ่งใหญ่ในวันนั้น จนถึงตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงามในเมืองหลวง

จนกระทั่งค่ำคืนฝนตกคืนนั้น…

คืนนั้นฉีมู่ถูกคนวางยา สำคัญผิดคิดว่านางคือมู่จืออวี่ จึงได้พรากพรหมจรรย์ของนางไป

เดิมทีนางคิดว่าสิ่งที่จะรอนางอยู่ในวันรุ่งขึ้นคือผ้าแพรขาวประทานความตาย ทว่านึกไม่ถึงว่าหลังจากผ่านพ้นคืนนั้น องค์รัชทายาทผู้เย็นชามาโดยตลอด ราวกับต้องมนตร์ เขาขุดสร้างอุโมงค์ลับ และเรียกตัวนางเข้าสู่ตำหนักบูรพาทุกค่ำคืน

ตลอดเวลาสามปีเต็ม นอกเหนือจากวันที่นางมีรอบเดือนแล้ว เขาล้วนครอบครองนางแทบทุกวัน

นางเคยพบเห็นด้านที่ไม่มีใครล่วงรู้มากเกินไป องค์รัชทายาทผู้เย็นชาและสำรวมตนต่อหน้าธารกำนัลผู้นั้น กลับหอบหายใจอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่บนร่างของนาง รัชทายาทผู้เฉยชาและห่างเหินกับทุกคนผู้นั้น กลับกดนางลงท่ามกลางตั่งเตียงแล้วตักตวงตามใจชอบ

นางคิดว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ อย่างน้อยก็เป็นตัวแทนว่าเขามีใจจริงให้นางอยู่บ้าง…

“คุณหนูมู่ ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ”

แม่นมประคองชามยาเดินเข้ามา ขัดจังหวะความคิดของนาง

มู่เซิงเกอยื่นมืออันสั่นเทาไปรับมา กลิ่นอันขมฝาดพุ่งทะลักเข้าสู่โพรงจมูก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางกลับกลืนไม่ลง

นางกำนัลด้านนอกประตูเร่งเร้าด้วยเสียงแผ่วเบา “แม่นมเร็วหน่อยเถิด ได้เวลาแล้ว คุณหนูมู่ยังต้องรีบดื่มน้ำแกงเลี่ยง…”

คำพูดยังไม่ทันจบ แม่นมก็ตวาดปรามเสียงเฉียบขาด “ปากมาก!”

มู่เซิงเกอมือสั่นไปชั่ววูบ ชามยาตกลงสู่พื้นเสียงดัง “โครม!”

“น้ำแกงเลี่ยงบุตร?” น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน ไม่อยากเชื่อหูตนเอง “ยาที่ข้าดื่มมาโดยตลอด…ล้วนเป็นยาคุมกำเนิดอย่างนั้นหรือ?”

แม่นมแสดงสีหน้าลำบากใจ “นี่เป็นความประสงค์ขององค์รัชทายาท”

มู่เซิงเกอรู้สึกเพียงว่าหัวใจของนางถูกคนแทงเข้ามาอย่างโหดเหี้ยมหนึ่งแผล

ที่แท้ตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่เคยคิดจะให้นางตั้งครรภ์สืบทายาทเลย ส่วนนางกลับโง่งมคิดไปเองว่า นั่นคือยาบำรุงที่เขาจัดเตรียมไว้ให้แก่นางโดยเฉพาะ

นางหัวเราะเยาะหยันตนเอง พลางยกชามยาที่เพิ่งต้มใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ยานั้นขมจนออกรสฝาด แต่กลับเทียบไม่ได้กับความขมขื่นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน

ยามที่เดินตามอุโมงค์ลับกลับมาถึงจวนตระกูลมู่ ฝีก้าวของนางล้วนลอยล่องไร้น้ำหนัก

“เซิงเกอ มานี่สิ”

เพิ่งจะกลับเข้าเรือน แม่มู่ก็เรียกนางให้เข้าไปหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “แม่ทัพเสิ่นแห่งด่านชายแดนส่งคนมาทาบทามสู่ขอแล้วนะ!”

นางดึงมือของมู่เซิงเกอมาจับไว้ “เจ้าเป็นบุตรีอนุ ย่อมเทียบไม่ได้กับคุณหนูใหญ่ แม่ทัพเสิ่นแม้จะอยู่ไกลถึงชายแดน ทว่ารูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคมคาย คุณธรรมความประพฤติสูงส่งน่ายกย่อง นี่คืองานมงคลที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จะเสาะหาให้เจ้าได้แล้ว”

มู่เซิงเกอเงยหน้าขึ้น ถึงได้พบว่าจอนผมข้างหูของแม่มู่มีผมขาวงอกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

ในใจของนางเกิดความรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาสายหนึ่ง

หลายปีมานี้นางเฝ้าแต่รอคอยให้ฉีมู่มอบฐานะตำแหน่งสักอย่างให้ ปฏิเสธการทาบทามสู่ขอไปตั้งเท่าไหร่ จนเป็นเหตุให้แม่มู่ต้องกลัดกลุ้มใจจนผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ

“ตกลงเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ลูกแต่ง”

แม่มู่ดีใจเหลือคณานับ “ดี ดียิ่งนัก! เจ้าคิดตกได้ก็ดีแล้ว!”

นางเกรงว่ามู่เซิงเกอจะกลับคำเสียเหลือเกิน จึงรีบลุกขึ้นทันที “แม่จะไปติดต่อแม่สื่อเดี๋ยวนี้ ประจวบเหมาะกับที่พี่หญิงของเจ้าจะแต่งเข้าตำหนักบูรพาในอีกครึ่งเดือน พวกเราก็กำหนดเป็นวันเดียวกันเลย มงคลซ้อนมงคล!”

มู่เซิงเกอขานรับพร้อมทอดสายตาลงต่ำ ลุกขึ้นไปส่งแม่มู่ออกนอกประตูจวน ยามเดินกลับมา ก็ประจวบเหมาะเห็นคนของตำหนักบูรพากำลังแบกหามสินสอดเข้ามาทีละหีบๆ พอดี

“องค์รัชทายาททรงใส่พระทัยกับคุณหนูใหญ่จริงๆ!”

“ได้ยินว่าผ้าไหมเสฉวนพวกนี้ องค์รัชทายาททรงเจาะจงให้ขนส่งมาจากเจียงหนานโดยเฉพาะ ก็เพื่อนำมาตัดชุดวิวาห์ให้คุณหนูใหญ่!”

“องค์รัชทายาทตรัสไว้แล้ว คุณหนูใหญ่คู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด!”

ทุกถ้อยคำ ราวมีดที่ทิ่มแทงลงบนหัวใจของมู่เซิงเกอ

นางหันหลังกลับหมายจะเดินกลับเรือนเล็ก ทว่ากลับไม่ระวังเหยียบโดนใครบางคนเข้า

มู่จืออวี่กรีดร้องขึ้นมาคำหนึ่ง ยกมือขึ้นตบหน้านางฉาดใหญ่ทันที “ไม่มีตาหรืออย่างไร? เหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของข้าจนสกปรกหมดแล้ว! นี่เป็นถึงรองเท้าผ้าไหมสู่จิ่นที่องค์รัชทายาทเพิ่งส่งมาให้เชียวนะ!”

มู่เซิงเกอรีบเอ่ยขออภัย “พี่หญิงโปรดยกโทษให้ด้วย ข้ามิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ…”

“ขอโทษแล้วมีประโยชน์อันใด?” มู่จืออวี่วางท่าเย่อหยิ่งจองหอง “บุตรีอนุที่ไร้ค่าคนหนึ่ง ช่างต่ำต้อยเสียจนออกงานมิได้เหมือนกับมารดาที่เป็นอนุผู้นั้นของเจ้าเสียจริง!”

ความอัดอั้นตันใจสารพัดประดังเดเข้าสู่หัวใจของมู่เซิงเกอ นางพูดจาสวนกลับไปเป็นครั้งแรก “พี่หญิงโปรดระวังวาจาด้วย! ท่านจะด่าว่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามลบหลู่มารดาของข้าเด็ดขาด!”

บริเวณโดยรอบพลันตกอยู่ในความเงียบงันทันที

มู่จืออวี่กลับไม่ได้หาเรื่องซ้ำอีก ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด มู่เซิงเกอหันกลับไปมองตามสายตาของนาง

เห็นเพียงฉีมู่ยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดินตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ แววตาของเขาเย็นเยียบ

เขาปราดมองนางแวบหนึ่งราวกับมองคนแปลกหน้า ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหามู่จืออวี่ กุมมืออันเย็นเยียบทั้งสองข้างของนางขึ้นมา แล้วเป่าลมหายใจอุ่นๆ ให้อย่างแผ่วเบา “วันที่อากาศหนาวขนาดนี้ มายืนตรงทางลมทำไมกัน?”

เมื่อมู่จืออวี่เห็นว่าฉีมู่หาได้โกรธเคืองเพราะความโอหังอวดดีของนางเมื่อครู่ ก็โล่งใจอย่างยิ่ง รีบเอ่ยเสียงออดอ้อนทันที “องค์รัชทายาท เมื่อครู่เซิงเกอเหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็แค่สั่งสอนนางไม่กี่คำ นางกลับบังอาจต่อปากต่อคำ ทำเอาหม่อมฉันโมโหแทบแย่แล้วเพคะ”

นางกล่าวพลางกระทืบเท้าเบาๆ ด้วยความแง่งอน

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะไปพูดจากับนางให้มากความทำไมอีก” ฉีมู่น้ำเสียงเฉยชาไร้ความรู้สึก ในที่สุดก็ปรายตามามองมู่เซิงเกอคราหนึ่ง “ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ วาจาสามหาวไม่ระวังปาก คุกเข่าสองชั่วยาม”

มู่จืออวี่พลันแย้มยิ้มงดงามปานบุปผา ขยับเข้าไปควงแขนของฉีมู่อย่างสนิทสนมชิดเชื้อ “องค์รัชทายาทดีที่สุดเลยเพคะ!”

นางปรายตามองมู่เซิงเกออย่างผู้ชนะคราหนึ่ง ก่อนจะดึงรั้งฉีมู่ให้จากไปด้วยความเบิกบานใจเป็นล้นพ้น

ลมหนาวหวีดหวิว มู่เซิงเกอคุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะ อาภรณ์ตัวบางเฉียบถูกน้ำแข็งที่ละลายกัดเซาะจนเปียกชุ่มเนิ่นนานแล้ว

ความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากหัวเข่าลุกลามไปทั่วทั้งร่าง ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความเยือกเย็นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน

สองชั่วยามให้หลัง สาวใช้ชิงเถาขอบตาแดงก่ำรี่เข้ามาประคองนาง “คุณหนูรีบลุกขึ้นเถิด หัวเข่าแทบจะแข็งจนใช้การไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ!”

ขาทั้งสองข้างของมู่เซิงเกอไร้ความรู้สึกไปตั้งนานแล้ว ต้องอาศัยการพยุงไว้จึงจะพอฝืนหยัดยืนขึ้นมาได้

ชิงเถานวดคลึงหัวเข่าให้นางไปพลาง เอ่ยสะอื้นไห้ไปพลาง “สวรรค์ช่างไม่มีตาเสียจริง คุณหนูใหญ่เป็นบุตรีภรรยาเอก สิ่งดีๆ อันใดล้วนตกเป็นของนางทั้งหมด แม้กระทั่งองค์รัชทายาทก็ยัง…”

“อย่าพูดอีกเลย” มู่เซิงเกอเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“แต่คุณหนูทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ?” ชิงเถากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้พลางกล่าวว่า “เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคุณหนูใหญ่ที่ลงมือก่อน องค์รัชทายาทก็ทรงเห็นอยู่เต็มตา แต่กลับยังจะลงโทษคุณหนูอีก ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ…”

มู่เซิงเกอทอดสายตามองไปทางทิศของตำหนักบูรพา พลันหัวเราะออกมา

รอยยิ้มนั้นช่างน่าโศกเศร้าเวทนาเสียจนทำเอาชิงเถาต้องหยุดเสียงร้องไห้ลง

นั่นสินะ ไม่ยุติธรรมเลย

ทว่านางกลับไม่นึกอยากแย่งชิงแล้ว

นางเพียงเฝ้ารอคอยให้กำหนดวันมงคลมาถึงโดยเร็ววัน เพื่อจะได้จากไปจากเมืองหลวง และไม่หันหลังกลับมาอีกตลอดกาล

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
44 Chapters
โลกของคุณหนูณจันทร์
บทนำโลกของคุณหนูณจันทร์“ฮืออ…ร้อน จันทร์เจ็บ ๆ” วันนี้ของทุกเดือนผมมักจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนทั่วตัวเหมือนตัวเองถูกต้มอยู่ในหม้อน้ำเดือด ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนพอจำได้ก็เป็นแบบนี้มาตลอด น่าจะอายุสักสิบสี่หรือเปล่านะ กลางฤดูหนาวของเดือนพฤศจิกาที่เป็นหน้าหนาวแต่ผมกลับรู้สึกร้อนรุ่มปวดแสบปวดร้อนจนแทบจะขาดใจตายผมเลยต้องนั่งแช่น้ำเย็นจัดอยู่ในอ่างจากุซซีแบบนี้มาตลอด ถึงจะไม่หายแต่ยังพอบรรเทาได้บ้าง ผมหาหมอทุกคนที่มีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศ สำคัญคือมันไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ผมก็เช่นกัน…“หนูจันทร์เป็นยังไงบ้าง” พี่มีนตราเป็นเด็กที่พ่อแม่ผมอุปการะไว้ตั้งแต่ตอนผมอายุสิบขวบ เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กทำให้เธอรู้ใจ รู้ทุกอย่างในชีวิตของผมรวมถึงอาการนี้ด้วยพี่มีนมักจะมานั่งเฝ้าผมอยู่ตรงนี้ทุกเดือนไม่เคยขาด มันไม่ช่วยอะไรแต่เธอทำให้ผมรู้ว่าผมจะมีเธออยู่ข้าง ๆ ตลอด“พี่มีน จันทร์เจ็บจัง ฮึก…” ผมตอบพี่มีนไปพร้อมกับใช้น้ำแข็งที่พี่มีนหอบมาถูไปตามแขนแรง ๆ มันน่าแปลกผมปวดแสบปวดร้อนจนเหมือนถูกต้มในน้ำเดือดแต่ร่างกายภายนอกของผมไม่มีร่องรอยอะไรเลยนอกจากจะปวดแสบปวดร้
Read more
เทวาลัยกุสุมาลย์
1เทวาลัยกุสุมาลย์“เป็นไงบ้างครับลุงเฉิน” ผ่านไปคืนเดียวลุงเฉินก็กลับมาพร้อมกับคำตอบที่ผมต้องการ ในมือถือรูปวาด บนรูปวาดมีดอกไม้นานาชนิดหลากสีสัน ตรงกลางมีทางเดินไปยังบัลลังก์แก้ว หลังบัลลังก์มีกำแพงแก้วสวย และลึกลับไปพร้อมกัน ผมเดาว่ากำแพงน่าจะเปิดได้“คิดว่ามันน่าจะเป็นเทวาลัยกุสุมาลย์ แต่ลุงคิดว่าไม่น่าจะมีใครเคยไป พรานคนหนึ่งบอกว่ามันคือตำนาน เป็นเทวาลัยในป่าลึกทางเหนือของประเทศ ไม่รู้ตอนนี้จะยังมีคนรู้ทางไปอยู่หรือเปล่า” ลุงเฉินเล่าข่าวที่ได้มาให้ฟัง ผมพยักหน้าให้ระหว่างฟังไม่คิดเลยว่ามันจะดูลึกลับแบบนี้ ชื่อนี้เหมือนผมเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่รู้สึกจำไม่ได้อยู่ดีว่ามันคือที่ไหน ช่างมีประโยชน์จริง ๆ ความจำของผม“หนูจันทร์ยังจะไปอยู่เหรอ ไม่มีใครเคยไปเลยนะ” พี่มีนถามแล้วลุกเดินมานั่งโซฟาตัวเดียวกับผม หยิบรูปที่ลุงเฉินวางไว้บนโต๊ะมาดู จะว่าไปจี้นี่ก็ได้มาจากพ่อแม่ ท่านสองคนน่าจะเคยไปมาก่อน ผมควรลองไปแอบอ่านไดอารี่ของแม่หน่อยจะดีกว่าเผื่อจะมีข้อมูลอะไร“จันทร์ต้องไปครับพี่มีน จำเป็นต้องไป”“งั้นพี่ไปด้วย พี่จะไม่ปล่อยให้หนูจันทร์ไปคนเดียวแน่ ๆ พี่เองก็จะลองช่วยหาดูว่ามีใครพอจะรู้เร
Read more
พันคีรี
2พันคีรีลุงเฉินใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็หาพรานไพลจนเจอ แต่พรานไพลนั่นตายไปเมื่อหกปีก่อนเหลือแต่ลูกชายที่พอจะรู้ทางอยู่บ้าง ตกลงกันอยู่นานพรานพงลูกชายพรานไพลก็ยอมตกลงนำทางให้พวกเรา นอกจากตกลงนำทางพรานพงยังมีข้อเสนอให้อีกอย่างว่าถ้าอยากเข้าป่าอย่างปลอดภัยให้ไปเชิญคนที่ชื่อพันคีรีร่วมทางด้วยในวงการหาของโบราณจากเทวาลัย วัง ปราสาทเก่า เมืองเก่า ชื่อพันคีรีนี้โด่งดังมาก ขึ้นชื่อเรื่องมากฝีมือ หน้าที่อย่างเดียวของเขาในการร่วมทางคือเฝ้าระวังคณะเดินทางเท่านั้น ผู้คนเรียกหน้าที่นี้ว่า ‘อารักษ์ขา’ ค่าตัวแพงหูฉี่ แต่เปอร์เซ็นต์การไปและกลับสูงกว่าการไปกันเอง พันคีรีคนนี้เลยมีคนไปเชิญวันละสามเวลานอกจากจะไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของเขาแล้ว ตัวตนก็เป็นความลับเหมือนกัน ไม่ว่าจะสืบหากันเท่าไรก็ไม่พบเจออะไร อายุ วันเดือนปีเกิด ไม่มีใครรู้เลย มีแค่ฝีมือเขาเท่านั้นที่เป็นที่ประจักษ์คนเล่าลือกันขนาดนี้ผมก็ต้องมีหวั่นไหวเพราะฉะนั้นเลยส่งคนไปทาบทามเขามาร่วมคณะแล้วถึงสองรอบ แต่เขาไม่แม้จะออกมาพูดคุยด้วยตนเอง ส่งลูกกระจ๊อกออกมาไล่คนของผมทั้งสองครั้ง ผมมันคนไม่ย่อท้อยิ่งไล่ผมยิ่งต้องการ ฮ่า ๆวันนี้ผมเลยมาเอ
Read more
ต้องเชื่อเท่านั้น
3ต้องเชื่อเท่านั้น“พี่มีน ช่วยลิสต์รายการสัมภาระให้จันทร์หน่อยได้มั้ย จันทร์จะไปร่างสัญญาจ้างงานของคีรี”“ได้สิ เดี๋ยวพี่ไปปรึกษาลุงเฉิน อย่างไงซะคนเตรียมของก็คือพี่ ไม่รู้ลุงเฉินหาคนไว้กี่คนจะได้เตรียมของให้พอกับจำนวนคน” คนสวยของผมใจดีเสมอจริง ๆ ไหว้วานอะไรไม่เคยขัด จัดให้ตลอด ผมคิดว่าหลังจัดการหนังสือจ้างงานชั่วคราวนี่เสร็จจะไปคุยกับพรานพงสักหน่อย ไม่รู้ว่าการเดินทางนี้ใช้เวลากี่วันเราจะได้จัดเตรียมอาหารเครื่องดื่มยารักษาโรคไปให้พอดีนอกจากคุยกับพรานพงแล้วผมยังต้องไปรายงานนายท่านคีรีที่บ้านของเขาอีก ช่างเป็นช่วงฉุกละหุกจริง ๆ เหมือนทุกอย่างอยู่ในช่วงเวลารีบเร่ง“นายท่านรอคุณอยู่ข้างใน เชิญ” ผู้ชายคนเมื่อคราวก่อนเปิดประตูรั้วรอตั้งแต่ผมยังไม่ทันได้จอดดีเสียด้วยซ้ำ เหมือนเขารู้ว่าผมจะมา พอปิดประตูรถเสร็จก็เดินตามเขาเข้าไปในบ้านพันคีรีนั่งรอผมอยู่กลางห้องนั่งเล่น ไม่ใช่ห้องคราวก่อนที่ผมเข้าไป ห้องนั่งเล่นเป็นกระจกทุกด้าน ถึงจะมีแดดส่องแต่ก็ถูกต้นไม้บดบังไม่มีแสงแดดพาดผ่านตัวบ้านเลย ทั้งยังเย็นสบายจนน่าแปลกอีกต่างหากต้องเป็นเพราะในบ้านทาสีกันความร้อนแน่“ไหน รายการสัมภาระ” เขาว่าด้ว
Read more
ออกเดินทาง
4ออกเดินทางฝนตกตามที่คีรีบอกสองวันติด สงสัยเขาจะดูพยากรณ์อากาศมา อีกสี่วันถัดมาจึงเป็นวันออกเดินทาง พวกเราเริ่มออกเดินทางจากเมืองหลวงช่วงเย็นของวัน กะไว้ว่าคงถึงจุดหมายช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้ขณะยกกระเป๋าขึ้นรถ ก็มีรถสองคันขับเข้ามาในบริเวณบ้าน คันหนึ่งผมจำได้แม่นเลย ปริมมาจริง ๆ ผมอุตส่าห์ไม่บอกวันเดินทางหมอนี่รู้ได้ไงว่าเราเดินทางกันตอนเย็น ส่วนรถเล็กขับเคลื่อนสี่ล้อหรือที่คนชอบเรียกว่าออฟโรดคันนั้น ไม่แน่ใจเลยว่าเป็นรถของใคร แต่ถ้าให้เดาก็ไม่ยากเท่าไร น่าจะเป็นคนที่เรียกตนเองว่าอารักษ์ขาคนนั้น“ปริม มาทำไม”“ก็บอกแล้วไงว่าปริมจะไปด้วย” ปริมยักคิ้วแล้วยกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ลงจากรถสปอร์ตคันโปรด แบกเป้เดินไปหาพี่มีนตรงออฟโรดคันสีขาวเงา พี่มีนหันมามองผมเหมือนกำลังจะถามว่าจะให้จัดการอย่างไรถึงไล่ปริมก็ไม่ไปผมยักไหล่สองข้างอย่างจนใจ เธอเลยเปิดประตูรถให้เขาเก็บเป้เดินทางไว้ในรถ ครู่เดียวคีรีเดินลงจากรถฝั่งข้างคนขับ สองเท้าก้าวออกไปอัตโนมัติ เดินมาครึ่งทางก็เจอคีรียืนอยู่ตรงหน้า“พร้อมหรือยัง”“ครับ คนของผมก็เตรียมพร้อมแล้ว รอคีรีคนเดียว”“งั้นก็ไปเถอะ ผมจะตามอยู่หลังสุด” คุยกับนายท่านอารักษ
Read more
ป่าดิบ
5ป่าดิบออกจากหมู่บ้านพรานพงมาแค่ห้านาทีท้องฟ้าพากันครึ้มโดยไม่ได้นัดหมาย ฟ้าแบบนี้ไม่มีทางที่ฝนจะไม่ตกอย่างแน่นอน ทุกคนต่างหันหน้ามองกัน จากนั้นจึงหันไปมองคีรีที่อยู่ในรถคันหลังสุด ระยะทางสี่สิบกิโลเมตรแต่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเพราะทางขรุขระเกินจะบรรยายได้ ผมนึกว่าไส้จะออกมากองกันข้างนอกซะแล้วจากที่ผมตามอยู่รองสุดท้าย พอออกจากหมู่บ้านต้องขึ้นมาเป็นคันแรก เพราะคนรู้ทางมีแค่พรานพง ในที่สุดพรานพงก็พูดคำพูดที่ผมรอคอยมานาน “ถึงแล้ว”“โอ้โห พื้นผิวพระจันทร์หรือไงเนี่ย” ปริมร้องออกมา เมื่อรถหยุดลงตรงสุดเขตถนนที่รถจะสามารถแล่นไปได้“พี่มีนไหวมั้ย” ผมถามพี่มีนที่ลงมายืนบิดตัวเบา ๆ อยู่ตรงประตูรถ ส่วนตัวผมบิดตัวครั้งใหญ่เมื่อยจนไม่รู้จะเมื่อยอย่างไร ปกติไปไหนมาไหนใช้เครื่องบินพอต้องนั่งรถไกลแบบนี้ ผมรู้สึกเพลียล้า เหมือนจะไข้ขึ้น“สบายมาก พรานพง เราจะเอายังไงต่อ”“เดี๋ยวให้ทุกคนยืดเส้นยืดสายสักสิบนาที ช่วยกันขนสัมภาระแบ่งหน้าที่แล้วค่อยเดินเท้าต่อ” เธอพยักหน้าให้พรานพง จากนั้นเดินไปสั่งงานหัวหน้าทีมทั้งสองทีมต่อ แม้จะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในคณะ แต่ด้วยความสามารถของเธอจึงไม่มีใครกังขาพี่เก็
Read more
ผาร้อยศพ
 6 ผาร้อยศพ   ปริมรีบเข้ามาช่วยจับแขนบังคับให้ผมยืนนิ่ง ความขนลุกขนพองนี่ทำเอาผมยืนนิ่งไม่ได้เลย “ทากดูดเลือดน่ะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เอาออกให้ ปริมจับหนูจันไว้” แม้จะไม่ใช่ตัวประหลาดอะไรแต่ก็ทำผมขยะแขยงอยู่ดี ยิ่งรู้ว่ามันกำลังดูดเลือดก็ยิ่งน่าขยะแขยงไปใหญ่ ปริมจับไหล่พี่มีนก็ควักเอาสเปรย์แอลกอฮอล์ในกล่องปฐมพยาบาลมาฉีดไปที่หลังคอ ไม่นานพี่มีนก็ดึงทากตัวเป้งออกมาโชว์ซึ่งผมไม่ได้อยากเห็นเลย ขนลุกจริง ๆ “ระวังกันด้วยน่าจะมีทากเยอะ” พี่มีนตะโกนบอกทุกคนให้ระวังรอบตัว ป่าชื้นแฉะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยชุกชุม ลูกทีมพากันหันมองรอบตัวระแวดระวัง “รีบไป ข้างหน้าค่อยหาที่พัก” คีรีบอกพรานพง เขาพยักหน้ารับคำนายท่านอารักษ์ขาข้างหลัง รีบพาพวกเราเดินไปจากแอ่งน้ำให้เร็วที่สุด “แวะพักที่นี่ ดูตัวเองก่อนว่ามีทากดูดเลือดเกาะอยู่หรือเปล่า อีกเดี๋ยวค่อยเดินทางต่อ อีกไม่ไกลก็ถึ
Read more
สงสัย
 7 สงสัย   ลงจากผาเป็นรองสุดท้าย ผานี้ไม่ได้ลงง่ายอย่างที่คิดเลย ค่อย ๆ ไต่ลงก็ยังสงสัยว่าทำไมคีรีกับพรานพงลงไปได้เร็วขนาดนั้น นี่เกือบสิบห้านาทีผมยังลงไม่ถึงข้างล่างเลย “พี่มีน” เสียงของผมดังในความมืดสงัดเกือบจะตีสี่แล้ว ตอนนี้แม้แต่เสียงนกร้องก็ไม่มี “หนูจันเป็นอะไรหรือเปล่า” ผมได้ยินเสียงพี่มีนมาจากด้านหลัง คิดว่าคงอีกไม่นานก็ถึงเพราะเสียงนั้นอยู่ใกล้มากแล้ว แปลก...ผมได้ยินเสียงกุกกักข้างบน เงยหน้าไปก็เห็นแมลงตัวโตใหญ่กว่ากำปั้นตนเองเสียอีก มันไต่ลงมาตามเชือกกึ่งเร็วกึ่งช้า ถามว่ามืดขนาดนี้เห็นได้อย่างไร พอพี่มีนตอบเธอก็ฉายไฟมาที่เชือก ทำให้ผมเห็นสิ่งนั้นไปด้วย รูปร่างคล้ายด้วงกวาง บนปีกไม่ได้เงาวาวเหมือนด้วงกวางกลับขรุขระ ไม่เรียบ ขาทั้งหกยาวไม่ต่างจากขาแมงมุม สองขาหน้าใหญ่กว่าสี่ขาหลัง ผมพบว่าบนขาของมันมีหนามเล็ก ๆ อยู่ ปากเหมือนปากตั๊กแตนแ
Read more
เหตุผลที่ควรรีบลงผา
 8 เหตุผลที่ควรรีบลงผา   “คีรี ผมมีเรื่อง...” ผมตั้งใจจะถามเขาเรื่องรีบลงผา แล้วก็เรื่องแปลกที่สงสัย ทำไงได้คนไทยขี้สงสัยชอบใส่ใจเรื่องชาวบ้าน “จันยังไม่นอนอีกหรอ” ยังไม่ทันได้ถามปริมก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ผมเลยพับเก็บโครงการนี้ไว้ก่อน “มีโอกาสค่อยคุย คุณพักผ่อนเถอะ รีบทำแผลด้วยล่ะ” พอเห็นปริมเดินมา คีรีก็ปลีกตัวออกไป ผมสับสนนิดหน่อยเหมือนเขาอยากหลบเลี่ยงคนอื่น ไม่ยอมเข้าใกล้หรือพูดคุยกับใคร เขาพูดน้อยจนในบางครั้งเหมือนพูดไม่ได้ พี่มีนหันมองผมยักไหล่ให้แทนคำถาม มองตามเขาก้าวไปไม่กี่ก้าว “แปลกจริง ๆ นั่นแหละแต่คุณคีรีดูคุยกับหนูจันเยอะกว่าคนอื่น บางทีเป็นฝ่ายเข้ามาคุยเองด้วยซ้ำ” ผมขมวดคิ้วจนรู้สึกได้ว่ากลางหน้าผากมีรอยย่น พี่มีนยกกล่องปฐมพยาบาลมาวางไว้ข้าง ๆ “จันบาดเจ็บหรอ” กลับมาถึงปริมก็เบิกตาโตถามผมเสียงต
Read more
พลัดหลง
 9 พลัดหลง   ผมเพิ่งได้สังเกตว่าป่านี้แสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินด้วยซ้ำ นอกจากต้นไม้สูงจะบดบังแสงแดดแล้ว บนต้นไม้พุ่มสูงยังถูกปกคลุมด้วยมอสส์และเฟิร์น ห้อยระโยงระยางบดบังแสงแดดจ้า ทำให้เห็นเพียงแสงสว่างแต่ไม่เห็นแสงอาทิตย์ พื้นที่ป่าทับถมกันไว้ด้วยซากพืชหลายชนิด ผมคิดว่าในป่าคงเป็นแบบนี้เสียส่วนใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างชื้นแฉะหมอกจึงลงมากเป็นพิเศษ ยิ่งเดินลึกเข้าไปทัศนวิสัยในการมองเห็นยิ่งแย่ลง “เดินใกล้กันไว้ ระวังคนข้าง ๆ ด้วย อย่าให้พลัดหลงกัน” คีรีตะโกนมาจากทางด้านหลังให้เราระวังตัว หมอกลงหนักหากไม่ระวังให้ดีมีโอกาสพลัดหลงกันได้ง่ายมาก ผมขยับไปเดินชิดพี่มีนกลัวว่าจะพลัดหลง สายตามองไปอย่างระแวดระวัง หาทางหนีทีไล่ไว้เผื่อ “หนูจันยืนเฉย ๆ” พี่มีนใช้เชือกมัดรอบเอวผมไว้ให้อยู่ใกล้กับเธอไว้ป้องกันพลัดหลง เราเดินกันเงียบ ๆ ไปได้สักครู่ดูเหมือนหมอก
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status