น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “หรือจะต้องเป็นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ต้องหลบๆ ซ่อนๆ งั้นหรือ?”
“มิฉะนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า?” ฉีมู่มองนางกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ทว่าแววตากลับแฝงความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก คล้ายกำลังหัวเราะเยาะความไม่เจียมตัวของนาง “มู่เซิงเกอ เจ้าต้องการฐานะอันใดกัน?”
เขาโน้มตัวลงมา นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ คลึงเคล้นริมฝีปากของนาง “เราเคยบอกแล้วว่า ชาตินี้รักเพียงจืออวี่คนเดียว ทว่าเราชอบเรือนร่างของเจ้ายิ่งนัก ดังนั้นนอกจากฐานะตำแหน่งและความโปรดปรานแล้ว สิ่งอื่นใดเราล้วนให้เจ้าได้ทั้งหมด หลังจากเราแต่งงานกับจืออวี่แล้ว พวกเรายังคงนัดพบกันผ่านอุโมงค์ลับเช่นเดิม”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันควัน “แต่จงจำไว้ เรื่องระหว่างเจ้ากับเราอย่าได้ไปก่อเรื่องต่อหน้าจืออวี่ หากนางรู้เรื่องแม้เพียงนิดเดียว จนทำให้นางต้องเสียใจ เจ้าคงรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา”
มู่เซิงเกอราวกับถูกอสนีบาตผ่าฟาดเข้าใส่ ยืนตะลึงงันอยู่ ณ ที่เดิม
ที่แท้เขาไม่เคยคิดจะมอบฐานะตำแหน่งใดๆ ให้แก่นางเลย
ที่แท้ในใจของเขา นางเป็นเพียงสิ่งของบำเรอที่ไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คน
นางมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของฉีมู่ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ในสมองผุดภาพเรื่องราวต่างๆ ในอดีตขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
นางเป็นบุตรีอนุของจวนมู่กั๋วกง ส่วนมู่จืออวี่คือบุตรีภรรยาเอกผู้สูงส่งเทียมฟ้า
ตั้งแต่เล็กจนโต พวกนางก็คือสิ่งเปรียบเทียบที่เด่นชัดที่สุด
มู่จืออวี่ได้สวมใส่ผ้าทอลายเมฆาชั้นเลิศที่สุด ได้ใช้เครื่องประดับที่ประณีตงดงามที่สุด แม้กระทั่งอาจารย์ผู้สอนตำราก็ล้วนเอ่ยปากชมว่า นางมีพรสวรรค์เฉลียวฉลาดมาแต่กำเนิด
ส่วนนางมู่เซิงเกอ ทำได้เพียงยืนอยู่ในเงามืดตลอดกาล สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่พี่หญิงไม่ต้องการแล้ว และใช้พู่กันน้ำหมึกที่ธรรมดาสามัญที่สุด
แม้แต่องค์รัชทายาทฉีมู่ที่เหล่าคุณหนูในห้องหอทั่วทั้งเมืองหลวงต่างใฝ่ฝันถึง ก็ยังมอบใจรักมั่นให้แก่มู่จืออวี่เพียงผู้เดียว
นางยังคงจำได้จนถึงยามนี้ ในเทศกาลโคมไฟเมื่อสามปีก่อน ฉีมู่ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าเหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊เต็มราชสำนักว่า “ชาตินี้เรามีเพียงมู่จืออวี่ผู้เดียว และจะไม่รับอนุตลอดกาล”
ความยิ่งใหญ่ในวันนั้น จนถึงตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงามในเมืองหลวง
จนกระทั่งค่ำคืนฝนตกคืนนั้น…
คืนนั้นฉีมู่ถูกคนวางยา สำคัญผิดคิดว่านางคือมู่จืออวี่ จึงได้พรากพรหมจรรย์ของนางไป
เดิมทีนางคิดว่าสิ่งที่จะรอนางอยู่ในวันรุ่งขึ้นคือผ้าแพรขาวประทานความตาย ทว่านึกไม่ถึงว่าหลังจากผ่านพ้นคืนนั้น องค์รัชทายาทผู้เย็นชามาโดยตลอด ราวกับต้องมนตร์ เขาขุดสร้างอุโมงค์ลับ และเรียกตัวนางเข้าสู่ตำหนักบูรพาทุกค่ำคืน
ตลอดเวลาสามปีเต็ม นอกเหนือจากวันที่นางมีรอบเดือนแล้ว เขาล้วนครอบครองนางแทบทุกวัน
นางเคยพบเห็นด้านที่ไม่มีใครล่วงรู้มากเกินไป องค์รัชทายาทผู้เย็นชาและสำรวมตนต่อหน้าธารกำนัลผู้นั้น กลับหอบหายใจอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่บนร่างของนาง รัชทายาทผู้เฉยชาและห่างเหินกับทุกคนผู้นั้น กลับกดนางลงท่ามกลางตั่งเตียงแล้วตักตวงตามใจชอบ
นางคิดว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ อย่างน้อยก็เป็นตัวแทนว่าเขามีใจจริงให้นางอยู่บ้าง…
“คุณหนูมู่ ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ”
แม่นมประคองชามยาเดินเข้ามา ขัดจังหวะความคิดของนาง
มู่เซิงเกอยื่นมืออันสั่นเทาไปรับมา กลิ่นอันขมฝาดพุ่งทะลักเข้าสู่โพรงจมูก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางกลับกลืนไม่ลง
นางกำนัลด้านนอกประตูเร่งเร้าด้วยเสียงแผ่วเบา “แม่นมเร็วหน่อยเถิด ได้เวลาแล้ว คุณหนูมู่ยังต้องรีบดื่มน้ำแกงเลี่ยง…”
คำพูดยังไม่ทันจบ แม่นมก็ตวาดปรามเสียงเฉียบขาด “ปากมาก!”
มู่เซิงเกอมือสั่นไปชั่ววูบ ชามยาตกลงสู่พื้นเสียงดัง “โครม!”
“น้ำแกงเลี่ยงบุตร?” น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน ไม่อยากเชื่อหูตนเอง “ยาที่ข้าดื่มมาโดยตลอด…ล้วนเป็นยาคุมกำเนิดอย่างนั้นหรือ?”
แม่นมแสดงสีหน้าลำบากใจ “นี่เป็นความประสงค์ขององค์รัชทายาท”
มู่เซิงเกอรู้สึกเพียงว่าหัวใจของนางถูกคนแทงเข้ามาอย่างโหดเหี้ยมหนึ่งแผล
ที่แท้ตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่เคยคิดจะให้นางตั้งครรภ์สืบทายาทเลย ส่วนนางกลับโง่งมคิดไปเองว่า นั่นคือยาบำรุงที่เขาจัดเตรียมไว้ให้แก่นางโดยเฉพาะ
นางหัวเราะเยาะหยันตนเอง พลางยกชามยาที่เพิ่งต้มใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ยานั้นขมจนออกรสฝาด แต่กลับเทียบไม่ได้กับความขมขื่นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน
ยามที่เดินตามอุโมงค์ลับกลับมาถึงจวนตระกูลมู่ ฝีก้าวของนางล้วนลอยล่องไร้น้ำหนัก
“เซิงเกอ มานี่สิ”
เพิ่งจะกลับเข้าเรือน แม่มู่ก็เรียกนางให้เข้าไปหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “แม่ทัพเสิ่นแห่งด่านชายแดนส่งคนมาทาบทามสู่ขอแล้วนะ!”
นางดึงมือของมู่เซิงเกอมาจับไว้ “เจ้าเป็นบุตรีอนุ ย่อมเทียบไม่ได้กับคุณหนูใหญ่ แม่ทัพเสิ่นแม้จะอยู่ไกลถึงชายแดน ทว่ารูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคมคาย คุณธรรมความประพฤติสูงส่งน่ายกย่อง นี่คืองานมงคลที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จะเสาะหาให้เจ้าได้แล้ว”
มู่เซิงเกอเงยหน้าขึ้น ถึงได้พบว่าจอนผมข้างหูของแม่มู่มีผมขาวงอกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ในใจของนางเกิดความรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาสายหนึ่ง
หลายปีมานี้นางเฝ้าแต่รอคอยให้ฉีมู่มอบฐานะตำแหน่งสักอย่างให้ ปฏิเสธการทาบทามสู่ขอไปตั้งเท่าไหร่ จนเป็นเหตุให้แม่มู่ต้องกลัดกลุ้มใจจนผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ
“ตกลงเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ลูกแต่ง”
แม่มู่ดีใจเหลือคณานับ “ดี ดียิ่งนัก! เจ้าคิดตกได้ก็ดีแล้ว!”
นางเกรงว่ามู่เซิงเกอจะกลับคำเสียเหลือเกิน จึงรีบลุกขึ้นทันที “แม่จะไปติดต่อแม่สื่อเดี๋ยวนี้ ประจวบเหมาะกับที่พี่หญิงของเจ้าจะแต่งเข้าตำหนักบูรพาในอีกครึ่งเดือน พวกเราก็กำหนดเป็นวันเดียวกันเลย มงคลซ้อนมงคล!”
มู่เซิงเกอขานรับพร้อมทอดสายตาลงต่ำ ลุกขึ้นไปส่งแม่มู่ออกนอกประตูจวน ยามเดินกลับมา ก็ประจวบเหมาะเห็นคนของตำหนักบูรพากำลังแบกหามสินสอดเข้ามาทีละหีบๆ พอดี
“องค์รัชทายาททรงใส่พระทัยกับคุณหนูใหญ่จริงๆ!”
“ได้ยินว่าผ้าไหมเสฉวนพวกนี้ องค์รัชทายาททรงเจาะจงให้ขนส่งมาจากเจียงหนานโดยเฉพาะ ก็เพื่อนำมาตัดชุดวิวาห์ให้คุณหนูใหญ่!”
“องค์รัชทายาทตรัสไว้แล้ว คุณหนูใหญ่คู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด!”
ทุกถ้อยคำ ราวมีดที่ทิ่มแทงลงบนหัวใจของมู่เซิงเกอ
นางหันหลังกลับหมายจะเดินกลับเรือนเล็ก ทว่ากลับไม่ระวังเหยียบโดนใครบางคนเข้า
มู่จืออวี่กรีดร้องขึ้นมาคำหนึ่ง ยกมือขึ้นตบหน้านางฉาดใหญ่ทันที “ไม่มีตาหรืออย่างไร? เหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของข้าจนสกปรกหมดแล้ว! นี่เป็นถึงรองเท้าผ้าไหมสู่จิ่นที่องค์รัชทายาทเพิ่งส่งมาให้เชียวนะ!”
มู่เซิงเกอรีบเอ่ยขออภัย “พี่หญิงโปรดยกโทษให้ด้วย ข้ามิได้ตั้งใจเจ้าค่ะ…”
“ขอโทษแล้วมีประโยชน์อันใด?” มู่จืออวี่วางท่าเย่อหยิ่งจองหอง “บุตรีอนุที่ไร้ค่าคนหนึ่ง ช่างต่ำต้อยเสียจนออกงานมิได้เหมือนกับมารดาที่เป็นอนุผู้นั้นของเจ้าเสียจริง!”
ความอัดอั้นตันใจสารพัดประดังเดเข้าสู่หัวใจของมู่เซิงเกอ นางพูดจาสวนกลับไปเป็นครั้งแรก “พี่หญิงโปรดระวังวาจาด้วย! ท่านจะด่าว่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามลบหลู่มารดาของข้าเด็ดขาด!”
บริเวณโดยรอบพลันตกอยู่ในความเงียบงันทันที
มู่จืออวี่กลับไม่ได้หาเรื่องซ้ำอีก ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด มู่เซิงเกอหันกลับไปมองตามสายตาของนาง
เห็นเพียงฉีมู่ยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดินตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ แววตาของเขาเย็นเยียบ
เขาปราดมองนางแวบหนึ่งราวกับมองคนแปลกหน้า ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหามู่จืออวี่ กุมมืออันเย็นเยียบทั้งสองข้างของนางขึ้นมา แล้วเป่าลมหายใจอุ่นๆ ให้อย่างแผ่วเบา “วันที่อากาศหนาวขนาดนี้ มายืนตรงทางลมทำไมกัน?”
เมื่อมู่จืออวี่เห็นว่าฉีมู่หาได้โกรธเคืองเพราะความโอหังอวดดีของนางเมื่อครู่ ก็โล่งใจอย่างยิ่ง รีบเอ่ยเสียงออดอ้อนทันที “องค์รัชทายาท เมื่อครู่เซิงเกอเหยียบรองเท้าคู่ใหม่ของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็แค่สั่งสอนนางไม่กี่คำ นางกลับบังอาจต่อปากต่อคำ ทำเอาหม่อมฉันโมโหแทบแย่แล้วเพคะ”
นางกล่าวพลางกระทืบเท้าเบาๆ ด้วยความแง่งอน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะไปพูดจากับนางให้มากความทำไมอีก” ฉีมู่น้ำเสียงเฉยชาไร้ความรู้สึก ในที่สุดก็ปรายตามามองมู่เซิงเกอคราหนึ่ง “ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ วาจาสามหาวไม่ระวังปาก คุกเข่าสองชั่วยาม”
มู่จืออวี่พลันแย้มยิ้มงดงามปานบุปผา ขยับเข้าไปควงแขนของฉีมู่อย่างสนิทสนมชิดเชื้อ “องค์รัชทายาทดีที่สุดเลยเพคะ!”
นางปรายตามองมู่เซิงเกออย่างผู้ชนะคราหนึ่ง ก่อนจะดึงรั้งฉีมู่ให้จากไปด้วยความเบิกบานใจเป็นล้นพ้น
ลมหนาวหวีดหวิว มู่เซิงเกอคุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะ อาภรณ์ตัวบางเฉียบถูกน้ำแข็งที่ละลายกัดเซาะจนเปียกชุ่มเนิ่นนานแล้ว
ความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากหัวเข่าลุกลามไปทั่วทั้งร่าง ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความเยือกเย็นภายในใจแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน
สองชั่วยามให้หลัง สาวใช้ชิงเถาขอบตาแดงก่ำรี่เข้ามาประคองนาง “คุณหนูรีบลุกขึ้นเถิด หัวเข่าแทบจะแข็งจนใช้การไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ!”
ขาทั้งสองข้างของมู่เซิงเกอไร้ความรู้สึกไปตั้งนานแล้ว ต้องอาศัยการพยุงไว้จึงจะพอฝืนหยัดยืนขึ้นมาได้
ชิงเถานวดคลึงหัวเข่าให้นางไปพลาง เอ่ยสะอื้นไห้ไปพลาง “สวรรค์ช่างไม่มีตาเสียจริง คุณหนูใหญ่เป็นบุตรีภรรยาเอก สิ่งดีๆ อันใดล้วนตกเป็นของนางทั้งหมด แม้กระทั่งองค์รัชทายาทก็ยัง…”
“อย่าพูดอีกเลย” มู่เซิงเกอเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“แต่คุณหนูทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ?” ชิงเถากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้พลางกล่าวว่า “เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคุณหนูใหญ่ที่ลงมือก่อน องค์รัชทายาทก็ทรงเห็นอยู่เต็มตา แต่กลับยังจะลงโทษคุณหนูอีก ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ…”
มู่เซิงเกอทอดสายตามองไปทางทิศของตำหนักบูรพา พลันหัวเราะออกมา
รอยยิ้มนั้นช่างน่าโศกเศร้าเวทนาเสียจนทำเอาชิงเถาต้องหยุดเสียงร้องไห้ลง
นั่นสินะ ไม่ยุติธรรมเลย
ทว่านางกลับไม่นึกอยากแย่งชิงแล้ว
นางเพียงเฝ้ารอคอยให้กำหนดวันมงคลมาถึงโดยเร็ววัน เพื่อจะได้จากไปจากเมืองหลวง และไม่หันหลังกลับมาอีกตลอดกาล