Share

บทที่ 7

Penulis: เทียนเทียน
แม่นมหลี่สังเกตเห็นความลังเลเพียงชั่วขณะของเซี่ยเสวียนโจวได้อย่างฉับไว จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ! ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงเพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน ร่างกายยังไม่ฟื้นตัว ย่อมไม่เหมาะจะรับโทษทัณฑ์อีก เพียงแต่ความผิดฐานล่วงเกินฮองเฮานั้น จะละเว้นไม่ได้เด็ดขาด! มิฉะนั้นกฎวังจะยังมีความหมายอันใด? แล้วอำนาจของฮองเฮาจะคงอยู่ได้อย่างไร?”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาฉายประกายอำมหิต “ตามความเห็นอันต่ำต้อยของบ่าว ในเมื่อฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงร่างกายยังไม่แข็งแรง ไม่อาจรับโทษได้ เช่นนั้น...ก็ให้ญาติของนางรับโทษแทนเถิด แม้จะเป็น...ซากกระดูกก็ตาม”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของเซี่ยเสวียนโจวและเฉิงรั่วอวี๋พลันเปลี่ยนไปพร้อมกัน!

เฉิงรั่วอวี๋เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาที่เคยด้านชาราวผืนน้ำนิ่ง ในที่สุดก็ปะทุด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างสุดขีด!

นางร้องลั่น “ไม่——!”

เซี่ยเสวียนโจวขมวดคิ้วแน่น

แม่นมหลี่รีบหมอบลงกับพื้น “ฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณา! บ่าวเพียงคิดว่า หากให้ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงเห็นกับตาตนเอง บางทีนางอาจหลาบจำอย่างแท้จริง ต่อไปจะได้ไม่กล้าทำผิดอีก นี่ก็เพื่อ...ความสงบของวังหลังเพคะ!”

เฉิงรั่วอวี๋ทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ เสียงสั่นเพราะหวาดกลัวถึงขีดสุด “ฝ่าบาท! หม่อมฉันรู้ความผิดแล้ว! หม่อมฉันยินดีรับโทษ! ไม่ว่าจะเป็นโทษทัณฑ์ใด หม่อมฉันก็ยอมทั้งสิ้น! ขอฝ่าบาทโปรดอย่า...อย่าแตะต้องซากกระดูกของคนในครอบครัวหม่อมฉัน! พวกเขาล้วนล่วงลับไปแล้ว! ขอร้องฝ่าบาท! ฝ่าบาท——!”

เซี่ยเสวียนโจวมองท่าทางที่นางพังทลายและอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง ความรู้สึกประหลาดในใจยิ่งหนักอึ้งขึ้น

เขาสะบัดมืออย่างหงุดหงิด “พอได้แล้ว! ในเมื่อเจ้ารู้ว่าผิด ก็ควรเข้าใจว่าผู้ทำผิดย่อมต้องชดใช้! ตอนนี้เจ้ามีสภาพเช่นนี้ แล้วจะรับโทษได้อย่างไร?”

“ทำตามที่แม่นมกล่าว ตระกูลเฉิงแม้ถูกประหารสิ้นแล้ว แต่บุตรสาวของตระกูลยังไม่สำนึกผิด ล่วงเกินฮองเฮา ความผิดยิ่งหนักขึ้นอีกขั้น สั่งคน...ไปขุดซากศพของบิดาและพี่ชายของนางขึ้นมา แล้วเฆี่ยนด้วยแส้! เฉิงรั่วอวี๋ เจ้าจงดูให้ดี! นี่คือผลของการที่เจ้าท้าทายหว่านซวงครั้งแล้วครั้งเล่า!”

“ไม่——! ฝ่าบาท! อย่า! ขอร้องฝ่าบาท! หม่อมฉันยอมตายเอง! ขอฝ่าบาทโปรดอย่า——!”

เฉิงรั่วอวี๋ดิ้นรนหมายจะพุ่งเข้าไปคว้าชายเสื้อของเซี่ยเสวียนโจว แต่กลับถูกองครักษ์ร่างกำยำสองนายกดตรึงไว้แน่น จนไม่อาจขยับเขยื้อนได้

นางทำได้เพียงเบิกตามองเหล่าขันทีหลายคนรับพระบัญชา แล้วรีบเร่งจากไป

ไม่นานนัก ซากศพหลายร่างที่เน่าเปื่อยไปนานแล้ว เหลือเพียงกระดูกขาวโพลนหรือมีเศษอาภรณ์ขาดวิ่นห่อหุ้มอยู่ ถูกขุดขึ้นมาอย่างหยาบคายแล้วลากมาวางกองไว้บนพื้น

ขันทีผู้ลงทัณฑ์กวัดแกว่งแส้หนังที่แช่น้ำเกลือ ฟาดลงบนกระดูกแห้งกรังที่ไร้ความรู้สึกอย่างแรง!

“เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!”

เสียงแส้ทุกครั้งที่ดังขึ้น ราวกับฟาดลงบนดวงวิญญาณของเฉิงรั่วอวี๋

ดวงตาของนางแดงก่ำ ดิ้นรนสุดกำลัง แต่กลับถูกกดตรึงไว้แน่น ทำได้เพียงมองดูโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายตรงหน้า

นั่นคือบิดาของนาง พี่ชายของนาง พี่สะใภ้และหลานชายผู้บริสุทธิ์ของนาง...

“อ๊า——!!!”

ในที่สุดนางก็ไม่อาจทนรับไหว ภาพตรงหน้าพลันมืดดำ ก่อนจะหมดสติไปโดยสิ้นเชิง

……

เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงอันเย็นเยียบ

เมื่อหัวหน้าขันทีเห็นนางลืมตา ก็ถ่ายทอดรับสั่งของฮ่องเต้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่า เรื่องในวันนี้ หวังว่าท่านจะรู้จักสำนึกและจดจำเป็นบทเรียน ต่อไปจงอยู่ในกฎเกณฑ์ อย่าได้ไปล่วงเกินฮองเฮาอีก”

กล่าวจบ เขาก็ไม่รอให้เฉิงรั่วอวี๋ตอบ เพียงสะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป

เฉิงรั่วอวี๋นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับแม้แต่น้อย

ที่แท้ เมื่อความเจ็บปวดมาถึงขีดสุด...ก็ไร้ซึ่งเสียงใด

การเห็นซากกระดูกของคนในครอบครัวถูกขุดขึ้นมาและเฆี่ยนต่อหน้าต่อตา ความบอบช้ำทั้งกายและใจที่ได้รับนั้น เกินกว่าจะบรรยาย

ร่างกายของเฉิงรั่วอวี๋ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า

นางเริ่มไอไม่หยุด ทุกครั้งที่ไอจะมีเลือดแดงสดปนออกมา ย้อมผ้าเช็ดหน้าสีขาวจนแดงฉาน

อาหารทุกอย่างที่กินเข้าไป ไม่นานก็อาเจียนออกมาจนหมด สุดท้ายแม้แต่น้ำดีก็ยังอาเจียนออกมา

ข้ารับใช้ในวังต่างร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก วิ่งไปสำนักหมอหลวงครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเชิญหมอหลวง แต่ทุกครั้งก็กลับมามือเปล่า

“เหนียงเหนียง...สำนักหมอหลวงแจ้งว่า...หมอหลวงทุกคนถูกฝ่าบาทเรียกไปยังตำหนักฉางชิว เพื่อร่วมกันตรวจอาการและบำรุงร่างกายของฮองเฮา...ไม่มีผู้ใดปลีกตัวมาได้เลยเจ้าค่ะ...”

เฉิงรั่วอวี๋หลับตาลง นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างเงียบงัน สติค่อย ๆ เลือนราง จมดิ่งสู่ความมืดมิดไร้ขอบเขต

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในความพร่าเลือน นางคล้ายได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบ และเสียงของเซี่ยเสวียนโจวที่กดข่มความโกรธไว้

“สารเลว! ฮุ่ยเฟยป่วยหนักถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดมารายงานให้ข้ารู้?!”

“ฝ่า...ฝ่าบาทโปรดอภัย...เป็น...เป็นเพราะฮองเฮามีรับสั่งว่า ฝ่าบาทกำลังทรงกังวลเรื่องคดีมือสังหาร ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำเรื่องเล็กน้อยมารบกวน...”

“ไสหัวไป!”

จากนั้น นางก็รู้สึกถึงมือข้างหนึ่งที่เย็นเล็กน้อย สั่นไหวแผ่วเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น วางลงบนหน้าผากของนาง

“หมอหลวงอยู่ที่ไหน?! ให้พวกเขาเข้ามาเดี๋ยวนี้!”

เสียงฝีเท้าอึกทึกดังเข้ามาใกล้ มีคนจับชีพจรนาง พลิกดูเปลือกตา

“ฝ่าบาท ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงโศกเศร้าเกินไปจนความทุกข์อัดแน่นอยู่ในใจ อีกทั้งหลังคลอดไม่ได้รับการบำรุงรักษา ทำให้ลมปราณชั่วแทรกเข้าสู่ร่างกาย ลมปราณเดิมเสียหายอย่างหนัก บัดนี้เกรงว่าจะมีลางแห่งความตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

“พูดเหลวไหล! รักษานางให้ข้า! ใช้ยาที่ดีที่สุด! หากรักษานางไม่ได้ ข้าจะเอาหัวพวกเจ้า!”

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ! หากต้องการประคองชีวิตของเหนียงเหนียงไว้ก่อน ยังพอมีวิธีอยู่พ่ะย่ะค่ะ จำเป็นต้องใช้โสมป่าอายุร้อยปีขึ้นไป หั่นเป็นแผ่นให้อมไว้ แล้วค่อยใช้ยาต้มบำรุงควบคู่กัน...เพียงแต่โสมร้อยปีที่เก็บไว้ในคลังหลวง เกรงว่า...”

“ไปเอามา!”

“ฝ่าบาท...” หัวหน้าขันทีเอ่ยอย่างลังเล “โสมต้นนั้น...เมื่อสองวันก่อน ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พระราชทานแก่ฮองเฮา เพื่อสงบจิตและบำรุงลมปราณ...”

“ข้าบอกให้เจ้าไปเอามา!” น้ำเสียงของเซี่ยเสวียนโจวเฉียบขาดจนไม่อาจโต้แย้ง “ทางหว่านซวง ข้าจะหาของที่ดีกว่านี้ให้นางภายหลัง! ตอนนี้ช่วยรั่วอวี๋ก่อน!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 32

    กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ ไหลล่วงอย่างเงียบงันรัชทายาทน้อยเซี่ยเนี่ยนอวี๋ในวันนั้น บัดนี้เติบใหญ่ เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ มีเมตตาและปรีชาสามารถ บารมีในราชสำนักเพิ่มพูนขึ้นทุกวันส่วนเซี่ยเสวียนโจวกลับชราลงอย่างเห็นได้ชัดความทุกข์ที่สั่งสมมานานและการตรากตรำเกินกำลัง บั่นทอนร่างกายของเขาจนแทบหมดสิ้นอายุยังไม่ถึงห้าสิบ แต่ผมบริเวณขมับทั้งสองกลับหงอกขาว ใบหน้าซูบเซียว มักไอไม่หยุด และบางครั้งถึงกับมีเลือดปนออกมากับเสมหะหมอหลวงจนปัญญา ได้แต่บอกว่าเป็นโรคใจ ต่อให้ใช้ยาใดก็ไร้ผลฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาเยือนอีกครั้งเซี่ยเสวียนโจวล้มป่วย คราวนี้อาการรุนแรง จนแทบลุกจากเตียงไม่ได้เขารู้ว่าชีวิตของตน...ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้วแต่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยังรู้สึกสงบนิ่งราวกับกำลังจะหลุดพ้นเขาเรียกเซี่ยเนี่ยนอวี๋ผู้เป็นรัชทายาทมายังข้างเตียง เพื่อสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย“เนี่ยนอวี๋...” เสียงของเขาอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน “หลัง...ข้าจากไป...ไม่ต้องสร้างสุสานใหญ่โต...ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงราษฎร”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนฝืนกล่าวต่ออย่างยากลำบาก“ให้...เผาร่างข

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   ]บทที่ 31

    เฉิงรั่วอวี๋จากไปแล้วนางนำเอกสารแสดงตัวตนฉบับใหม่กับตั๋วเงินที่มากพอให้นางใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้หลายชั่วชีวิตติดตัวไป ก่อนหายลับออกนอกกำแพงวัง และหายไปจากชีวิตของเซี่ยเสวียนโจวโดยสิ้นเชิงตำหนักเฉียนหยวนกลายเป็นสุสานอันหรูหราอย่างแท้จริงเซี่ยเสวียนโจวกลายเป็นฮ่องเต้ผู้โดดเดี่ยวไร้ผู้ใดเคียงข้างอย่างแท้จริงเขาราวกับกลายเป็นคนละคน แต่ก็คล้ายกลับไปเป็นฮ่องเต้ผู้ทุ่มเทกับราชกิจเช่นในอดีต เพียงเงียบขรึมและเย็นชากว่าเดิมทุกวัน เขาตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อออกว่าราชการ ตรวจฎีกาจนดึกดื่น ลงมือจัดการทุกเรื่องด้วยตนเอง บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นระเบียบ ใต้หล้าสงบสุข และกำลังของแผ่นดินก็เข้มแข็งขึ้นทุกวันเหล่าขุนนางต่างยำเกรงเขา ราษฎรต่างเคารพรักแต่บนใบหน้าของเขา ไม่ปรากฏรอยยิ้มอีกเลยดวงตาลึกล้ำคู่นั้นราวกับบ่อน้ำร้างอันแห้งเหือดสองบ่อ ลึกจนมิอาจหยั่งถึง และปราศจากระลอกไหวใด ๆเขาไม่เคยก้าวเข้าสู่วังหลังอีกแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องคัดเลือกนางสนมหรือรับพระสนมอีกตำหนักฉางเล่อถูกปิดผนึกอย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งยังคงสภาพเดิมดังวันที่เฉิงรั่วอวี๋จากไป มีเพียงผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะที

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 30

    เฉิงรั่วอวี๋ยืนอยู่กับที่ มองเอกสารแสดงตัวตนและตั๋วเงินที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนมองบุรุษผู้หันหลังให้นาง หัวไหล่ของเขาสั่นสะท้านเบา ๆ แต่นางยังคงยืนนิ่งอยู่นานโดยไม่เคลื่อนไหวสายลมพัดปอยผมบนหน้าผากของนางให้ปลิว เผยหน้าผากเกลี้ยงเกลาและดวงตาที่สงบนิ่งเกินไปคู่นั้นภายในใจของนางกลับมีคลื่นมหึมาโหมกระหน่ำอิสรภาพหรือ?อิสรภาพที่นางโหยหามานาน ดิ้นรนมานาน กระทั่งไม่ลังเลที่จะใช้ความตายบีบบังคับ บัดนี้กลับถูกวางไว้ตรงหน้าอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ?เซี่ยเสวียนโจว...เขายอมปล่อยนางไปจริง ๆ หรือ?ด้วยวิธีที่...แทบตัดทางถอยของตนเองจนหมดสิ้นเช่นนี้หรือ?นางมองเขาที่พยายามฝืนสงบ ทว่าแม้เพียงแผ่นหลังก็ยังเผยความเศร้าโศกมหาศาล ภาพมากมายพลันผุดขึ้นในความคิดอย่างห้ามไม่อยู่—แววตาเด็ดเดี่ยวตอนที่เขาพุ่งเข้ามารับคมดาบแทนนาง...คือคำละเมอและคำสำนึกผิดที่เขาพร่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่ายามมีไข้สูง...ร่างที่ฝืนยืนอยู่กลางหิมะทั้งที่ขาบาดเจ็บ...ภาพที่เขาวางตราพยัคฆ์และตราหยกตรงหน้านาง พลางกล่าวอย่างบ้าคลั่งว่า “แผ่นดินหมื่นลี้ยังไม่อาจเทียบรอยยิ้มของเจ้า”...และในยามนี้ มือที่สั่นเทาขณะยื่นเอกสารแสดงตัวตนให้น

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 29

    เฉิงรั่วอวี๋ปิดม้วนหนังสือ เงยหน้ามองเขา แววตาเจือคำถามบางเบาเซี่ยเสวียนโจวฝืนลุกขึ้นนั่ง จนกระเทือนบาดแผลที่ท้อง คิ้วขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เหงื่อเย็นเม็ดละเอียดซึมออกมาตามขมับแต่เขายังคงฝืนกาย โดยมีขันทีคอยประคอง แล้วสวมเสื้อคลุมสีดำหนาหนัก“ไม่ต้องใช้เกี้ยว...ข้าอยากเดิน”เขาปฏิเสธการประคองจากขันที แม้ฝีเท้าจะโซเซ แต่ยังยืนกรานเดินด้วยตนเองทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังจุดสูงสุดของวังหลวง—หอดูดาวเฉิงรั่วอวี๋เดินตามหลังเขาห่างออกไปไม่กี่ก้าวอย่างเงียบงัน มองแผ่นหลังที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังค้อมเล็กน้อย ดูบอบบางและเปลี่ยวร้างเป็นพิเศษท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ร่วงเส้นทางนี้เขาเดินอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เป็นระยะยังต้องหยุดพักหายใจแต่เขาไม่หันกลับมา และไม่เร่งนางในที่สุด ทั้งสองก็ขึ้นมาถึงหอดูดาวที่นี่คือจุดสูงสุดของวังหลวง สามารถมองลงไปเห็นหลังคาทองของตำหนักน้อยใหญ่เรียงซ้อนกันอย่างหนาแน่น ตลอดจนบ้านเรือนและแนวขุนเขาอันเลือนรางในที่ไกล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีนอกกำแพงวังสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชก ชายอาภรณ์ของทั้งสองปลิวสะบัดเซี่ยเสวียนโจวประคองกายกับราวกั้

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 28

    เซี่ยเสวียนโจวบาดเจ็บสาหัส หมดสติ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายราชกิจจึงอยู่ในการดูแลของเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เป็นการชั่วคราว แต่บรรยากาศภายในวังหลวงกลับหนักอึ้งราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็งเฉิงรั่วอวี๋ถูกจัดให้อยู่ในตำหนักด้านข้างของตำหนักเฉียนหยวนเดิมทีนางจะมองดูอย่างเย็นชา หรืออาศัยโอกาสนี้จากไปก็ย่อมได้แต่เมื่อเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของเหล่าข้ารับใช้ในวัง และได้ยินหมอหลวงส่ายหน้าถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายนางก็...ไม่อาจใจแข็งได้อย่างสิ้นเชิงบุรุษผู้นั้นต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะช่วยนางนางเดินไปข้างเตียงมังกรอย่างเงียบ ๆ รับผ้าเปื้อนเลือดและน้ำอุ่นจากมือข้ารับใช้ในวังจากนั้นจึงเริ่มดูแลเซี่ยเสวียนโจวที่ยังไม่ได้สติด้วยตนเองนางเช็ดคราบเลือดและเหงื่อเย็นบนใบหน้าและร่างกายของเขา เปลี่ยนผ้าพันแผลที่ชุ่มโชกด้วยเลือด แล้วค่อย ๆ ทายาให้บาดแผลอย่างระมัดระวังแม้ท่าทางจะไม่คล่องนัก แต่กลับละเอียดอ่อนและเบามือเป็นพิเศษเมื่อนางถอดเสื้อตัวบนของเขาออก เห็นรอยแส้สลับไขว้เต็มแผ่นหลังซึ่งยังไม่หายดี รวมถึงแผลเหวอะน่าสะพรึงที่สีข้าง นิ้วของนางก็สั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นบาดแผลทั้ง

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 27

    ทว่าหลังความตกตะลึงผ่านพ้น สิ่งที่เอ่อท้นขึ้นในใจกลับเป็นความน่าขันและความแดกดันที่ยิ่งลึกซึ้งกว่าเดิมนางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งยามสารท จับจ้องใบหน้าของเซี่ยเสวียนโจวที่เปี่ยมด้วยความคาดหวัง“ฝ่าบาท”นางเอ่ยเบา ๆ น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าและแฝงแววเย้ยหยัน“ท่านไม่มีวันเรียนรู้หรอกว่า ความเคารพที่แท้จริงคืออะไร”“สิ่งที่ข้าต้องการ ไม่เคยเป็นของพวกนี้”“ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฮองเฮา หรือ ‘อิสรภาพ’ ที่ท่านยอมแลกมาด้วยการสละแผ่นดิน”สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงความรักอันบริสุทธิ์ ปราศจากการคำนวณผลประโยชน์ ปราศจากการบีบบังคับ และคนผู้หนึ่ง...ที่รู้จักถนอม และเป็นคนที่ข้าสามารถฝากชีวิตไว้ได้“น่าเสียดาย...ท่านไม่ใช่”“เมื่อก่อนก็ไม่ใช่ ตอนนี้...ก็ยังไม่ใช่”ประกายในดวงตาของเซี่ยเสวียนโจวค่อย ๆ เลือนหายไปตามคำพูดของนาง จนสุดท้ายเหลือเพียงความหม่นหมองอันไร้ชีวิตเขาเซถอยหลังหนึ่งก้าว มองตราพยัคฆ์และตราหยกบนโต๊ะที่ราวกับกลายเป็นเรื่องน่าขัน ก่อนหันไปสบดวงตาเย็นชาของเฉิงรั่วอวี๋ที่มองทะลุทุกสิ่ง ความหนาวเย็นอันบาดลึกแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ศีรษะในพริบตาเขาเคยคิดว่า ก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status