Share

บทที่ 6

Author: เทียนเทียน
เฉิงรั่วอวี๋กลับถึงตำหนักเจาหยางได้ไม่นาน เพิ่งเปลี่ยนเสื้อตัวนอกที่เปื้อนฝุ่น ขันทีจากตำหนักฉางชิวก็มาถึง เขาเชิดหน้าประกาศคำสั่งของฮองเฮาว่า “ฮองเฮาตกใจอย่างหนัก กลัดกลุ้มจนกระอักเลือดและหมดสติ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พระสนมทุกคนไปเฝ้าไข้ที่ตำหนักฉางชิวทันที!”

เฉิงรั่วอวี๋หลับตาลง จัดเรือนผมที่ยุ่งเล็กน้อยให้เรียบร้อย แล้วตามขันทีไปยังตำหนักฉางชิว

ภายในตำหนักฉางชิว เซี่ยเสวียนโจวนั่งอยู่ข้างเตียงของเย่หว่านซวง ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียด

เฉิงรั่วอวี๋เดินไปคุกเข่าท้ายแถวอย่างเงียบ ๆ ก้มหน้าราวกับรูปสลักไร้ชีวิต

หมอหลวงตรวจชีพจรแล้วกราบทูลว่า “กราบทูลฝ่าบาท ฮองเฮาตกใจอย่างหนัก อีกทั้งกลัดกลุ้มจนเลือดลมกำเริบ จึงกระอักเลือดและหมดสติ อาการมิได้ร้ายแรง กระหม่อมได้จัดตำรับยาสงบจิตระงับขวัญไว้แล้ว เมื่อเหนียงเหนียงเสวยยาต้มและพักผ่อนให้ดี ก็จะฟื้นขึ้นเอง”

สีหน้าของเซี่ยเสวียนโจวผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล “แน่ใจว่าไม่เป็นอะไร?”

“ฝ่าบาทโปรดวางใจ ฮองเฮาเพียงตกใจอย่างหนักชั่วคราว ขอเพียงพักฟื้นและบำรุงร่างกายให้ดีก็พอแล้ว”

เซี่ยเสวียนโจวพยักหน้า โบกมือให้หมอหลวงถอยไป สายตากวาดมองเหล่าพระสนมที่คุกเข่าอยู่ ก่อนเอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้าถอยไปได้ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนฮองเฮา”

หัวหน้าขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้างก้าวออกมาหนึ่งก้าว แล้วทูลอย่างระมัดระวังว่า “ฝ่าบาท วันนี้ท่านก็ได้รับบาดเจ็บ ร่างกายสำคัญยิ่ง อีกทั้งพรุ่งนี้ยังมีประชุมขุนนางยามเช้า และมีราชกิจมากมายรอให้ทรงจัดการ...เรื่องเฝ้าไข้ โปรดมอบให้เหล่าข้ารับใช้ในวังดูแลเถิด ขอท่านเสด็จกลับไปพักผ่อน”

เซี่ยเสวียนโจวส่ายหน้า สายตาจับจ้องใบหน้าซีดขาวของเย่หว่านซวง น้ำเสียงเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ไม่ต้องพูดอีก ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าหว่านซวง”

ทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก้มหน้าเงียบเสียง ไม่กล้าเกลี้ยกล่อมอีก พากันคำนับเตรียมลาถอย

เฉิงรั่วอวี๋ก็ลุกขึ้นตามคนอื่น กำลังจะจากไป

“ฝ่าบาท!” แม่นมหลี่ซึ่งยืนรับใช้อยู่ข้างเตียงของเย่หว่านซวงมาตลอด จู่ ๆ ก็ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นอย่างแรง “บ่าว...บ่าวมีเรื่องหนึ่งที่จำต้องกราบทูล! สาเหตุที่ฮองเฮาทรงกริ้วจนเลือดลมกำเริบ กระอักเลือดและหมดสติ ล้วนเป็นเพราะ...เพราะฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียง!”

ภายในตำหนักพลันเงียบกริบ ทุกสายตาหันไปมองเฉิงรั่วอวี๋ที่เดินถึงหน้าประตูแล้ว

สีหน้าของเซี่ยเสวียนโจวพลันมืดครึ้ม “เจ้าว่าอะไร?”

แม่นมหลี่ชี้ไปที่เฉิงรั่วอวี๋ พลางร้องไห้กล่าวว่า “ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงนี่เอง! วันนี้ในงานเลี้ยง ฝ่าบาททรงได้รับบาดเจ็บเพื่อช่วยนาง นางจึงทะนงว่าตนได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษ ระหว่างทางกลับตำหนักยังดักฮองเฮาไว้และกล่าววาจาล่วงเกินฮองเฮา! ถึงกับพูดว่า ‘วันนี้ฝ่าบาทยอมเสี่ยงชีวิตช่วยข้า พรุ่งนี้ก็ย่อมปลดเจ้าจากตำแหน่งฮองเฮาได้’ ทั้งยัง...ยังบอกให้ฮองเฮารู้ตัวเสียบ้าง แล้วรีบสละตำแหน่งด้วยตนเอง! ฮองเฮามีจิตใจบริสุทธิ์ดีงาม ทั้งเมตตาและใจกว้าง จะทรงทนรับความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร? กลับมาจึงกลัดกลุ้ม จน...จนกระอักเลือด!”

นางโขกศีรษะไม่หยุด “บ่าวรู้ว่าฮองเฮาทรงมีเมตตา แม้ได้รับความไม่เป็นธรรมก็ไม่ยอมเอ่ยปาก เพราะไม่อยากให้ฝ่าบาทหนักใจ กระทบความสงบของวังหลัง แต่บ่าวทนเห็นฮองเฮาถูกเหยียดหยามเช่นนี้ไม่ไหว! วันนี้ฮุ่ยเฟยยังกล้าหยามเกียรติฮองเฮาผู้เป็นประมุขแห่งวังหลังถึงเพียงนี้ หากไม่ลงโทษอย่างหนัก ต่อไปในวังหลังแห่งนี้ เกรงว่าทุกคนคงกล้าเอาอย่าง เหยียบย่ำเกียรติของฮองเฮา! ขอฝ่าบาททรงทวงความยุติธรรมให้ฮองเฮาด้วย!”

สีหน้าของเซี่ยเสวียนโจวมืดทะมึนจนน่าหวาดหวั่น เขาค่อย ๆ หันไป สายตาเย็นเยียบดุจลูกศรชุบน้ำแข็ง พุ่งตรงไปยังเฉิงรั่วอวี๋ที่ยืนอยู่หน้าประตู “เฉิงรั่วอวี๋ สิ่งที่แม่นมหลี่พูด เป็นความจริงหรือไม่?”

ริมฝีปากของเฉิงรั่วอวี๋ขยับเล็กน้อย

นางจะพูดอะไรเล่า? จะบอกว่านางไม่ได้ทำเรื่องเหล่านั้นหรือ? หรือจะบอกว่านางเพียงกลับตำหนักของตนอย่างเงียบ ๆ?

แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก นางกลับฝืนกลืนถ้อยคำเหล่านั้นกลับลงไป

หลายปีมานี้ เย่หว่านซวงใช้กลอุบายเช่นนี้มาน้อยเสียที่ไหน? ทุกครั้งนางพยายามอธิบาย พยายามทำให้เขามองเห็นความจริง

แต่เขาเคยเชื่อนางสักครั้งหรือ?

ไม่ใช่ตัดบทนางอย่างรำคาญ ก็ไม่ยอมฟังนางเลย สุดท้ายผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมทุกครั้ง เย่หว่านซวงกลายเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำจนได้รับความคับข้องใจอย่างแสนสาหัส ส่วนเฉิงรั่วอวี๋กลับถูกมองว่าเป็นคนริษยาจนเป็นนิสัย มีจิตใจชั่วร้าย ถูกลงโทษให้คุกเข่า ถูกกักบริเวณ และถูกตัดทอนเบี้ยเลี้ยง...

เขาสนใจเพียงความรู้สึกของเย่หว่านซวง ไม่ยอมให้นางได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

ส่วนเฉิงรั่วอวี๋จะเป็นผู้ผิดหรือบริสุทธิ์ จะเป็นหรือตาย เขาไม่เคยใส่ใจ

นางหมดความปรารถนาจะอธิบายไปนานแล้ว และยิ่งไม่หลงคิดเข้าข้างตนเองว่า เพียงนางอธิบาย เขาก็จะเชื่อ

นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สบสายตาเย็นเยียบที่กำลังจ้องพิจารณาของเซี่ยเสวียนโจว “หม่อมฉัน...ไม่มีอะไรจะพูด”

“ไม่มีอะไรจะพูดอย่างนั้นหรือ?!” เซี่ยเสวียนโจวลุกพรวดขึ้น “เฉิงรั่วอวี๋! เจ้าก่อเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ ไม่คิดสำนึกผิด แล้วยังกล้าแสดงท่าทีเช่นนี้อีก! ดูท่าที่ผ่านมาข้าจะผ่อนปรนให้เจ้ามากเกินไป จนทำให้เจ้ากำเริบเสิบสาน กล้าทำร้ายหว่านซวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า! วันนี้ข้า...”

คำตำหนิของเขาพลันหยุดชะงัก

เพราะในห้วงโทสะนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองเฉิงรั่วอวี๋อย่างพินิจจริง ๆ

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด นางถึงผอมลงจนเป็นเช่นนี้

อาภรณ์ชาววังที่เดิมเคยพอดีตัว บัดนี้กลับหลวมโพรกอยู่บนร่าง ราวกับลมเพียงวูบเดียวก็พัดนางล้มได้

ดวงตาคู่นั้น ยามมองเขา ไม่เหลือความรักและความคาดหวังที่เคยซ่อนไว้อย่างระมัดระวังเช่นในอดีตอีกแล้ว มีเพียงความด้านชาและว่างเปล่าไร้ขอบเขต

หัวใจของเขาราวกับถูกบางสิ่งทิ่มแทงขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนเพลิงโทสะก็ติดค้างอยู่ในลำคอ จะกลืนลงก็ไม่ได้ จะระบายออกมาก็ไม่ออก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 32

    กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ ไหลล่วงอย่างเงียบงันรัชทายาทน้อยเซี่ยเนี่ยนอวี๋ในวันนั้น บัดนี้เติบใหญ่ เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ มีเมตตาและปรีชาสามารถ บารมีในราชสำนักเพิ่มพูนขึ้นทุกวันส่วนเซี่ยเสวียนโจวกลับชราลงอย่างเห็นได้ชัดความทุกข์ที่สั่งสมมานานและการตรากตรำเกินกำลัง บั่นทอนร่างกายของเขาจนแทบหมดสิ้นอายุยังไม่ถึงห้าสิบ แต่ผมบริเวณขมับทั้งสองกลับหงอกขาว ใบหน้าซูบเซียว มักไอไม่หยุด และบางครั้งถึงกับมีเลือดปนออกมากับเสมหะหมอหลวงจนปัญญา ได้แต่บอกว่าเป็นโรคใจ ต่อให้ใช้ยาใดก็ไร้ผลฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาเยือนอีกครั้งเซี่ยเสวียนโจวล้มป่วย คราวนี้อาการรุนแรง จนแทบลุกจากเตียงไม่ได้เขารู้ว่าชีวิตของตน...ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้วแต่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยังรู้สึกสงบนิ่งราวกับกำลังจะหลุดพ้นเขาเรียกเซี่ยเนี่ยนอวี๋ผู้เป็นรัชทายาทมายังข้างเตียง เพื่อสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย“เนี่ยนอวี๋...” เสียงของเขาอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน “หลัง...ข้าจากไป...ไม่ต้องสร้างสุสานใหญ่โต...ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงราษฎร”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนฝืนกล่าวต่ออย่างยากลำบาก“ให้...เผาร่างข

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   ]บทที่ 31

    เฉิงรั่วอวี๋จากไปแล้วนางนำเอกสารแสดงตัวตนฉบับใหม่กับตั๋วเงินที่มากพอให้นางใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้หลายชั่วชีวิตติดตัวไป ก่อนหายลับออกนอกกำแพงวัง และหายไปจากชีวิตของเซี่ยเสวียนโจวโดยสิ้นเชิงตำหนักเฉียนหยวนกลายเป็นสุสานอันหรูหราอย่างแท้จริงเซี่ยเสวียนโจวกลายเป็นฮ่องเต้ผู้โดดเดี่ยวไร้ผู้ใดเคียงข้างอย่างแท้จริงเขาราวกับกลายเป็นคนละคน แต่ก็คล้ายกลับไปเป็นฮ่องเต้ผู้ทุ่มเทกับราชกิจเช่นในอดีต เพียงเงียบขรึมและเย็นชากว่าเดิมทุกวัน เขาตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อออกว่าราชการ ตรวจฎีกาจนดึกดื่น ลงมือจัดการทุกเรื่องด้วยตนเอง บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นระเบียบ ใต้หล้าสงบสุข และกำลังของแผ่นดินก็เข้มแข็งขึ้นทุกวันเหล่าขุนนางต่างยำเกรงเขา ราษฎรต่างเคารพรักแต่บนใบหน้าของเขา ไม่ปรากฏรอยยิ้มอีกเลยดวงตาลึกล้ำคู่นั้นราวกับบ่อน้ำร้างอันแห้งเหือดสองบ่อ ลึกจนมิอาจหยั่งถึง และปราศจากระลอกไหวใด ๆเขาไม่เคยก้าวเข้าสู่วังหลังอีกแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องคัดเลือกนางสนมหรือรับพระสนมอีกตำหนักฉางเล่อถูกปิดผนึกอย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งยังคงสภาพเดิมดังวันที่เฉิงรั่วอวี๋จากไป มีเพียงผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะที

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 30

    เฉิงรั่วอวี๋ยืนอยู่กับที่ มองเอกสารแสดงตัวตนและตั๋วเงินที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนมองบุรุษผู้หันหลังให้นาง หัวไหล่ของเขาสั่นสะท้านเบา ๆ แต่นางยังคงยืนนิ่งอยู่นานโดยไม่เคลื่อนไหวสายลมพัดปอยผมบนหน้าผากของนางให้ปลิว เผยหน้าผากเกลี้ยงเกลาและดวงตาที่สงบนิ่งเกินไปคู่นั้นภายในใจของนางกลับมีคลื่นมหึมาโหมกระหน่ำอิสรภาพหรือ?อิสรภาพที่นางโหยหามานาน ดิ้นรนมานาน กระทั่งไม่ลังเลที่จะใช้ความตายบีบบังคับ บัดนี้กลับถูกวางไว้ตรงหน้าอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ?เซี่ยเสวียนโจว...เขายอมปล่อยนางไปจริง ๆ หรือ?ด้วยวิธีที่...แทบตัดทางถอยของตนเองจนหมดสิ้นเช่นนี้หรือ?นางมองเขาที่พยายามฝืนสงบ ทว่าแม้เพียงแผ่นหลังก็ยังเผยความเศร้าโศกมหาศาล ภาพมากมายพลันผุดขึ้นในความคิดอย่างห้ามไม่อยู่—แววตาเด็ดเดี่ยวตอนที่เขาพุ่งเข้ามารับคมดาบแทนนาง...คือคำละเมอและคำสำนึกผิดที่เขาพร่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่ายามมีไข้สูง...ร่างที่ฝืนยืนอยู่กลางหิมะทั้งที่ขาบาดเจ็บ...ภาพที่เขาวางตราพยัคฆ์และตราหยกตรงหน้านาง พลางกล่าวอย่างบ้าคลั่งว่า “แผ่นดินหมื่นลี้ยังไม่อาจเทียบรอยยิ้มของเจ้า”...และในยามนี้ มือที่สั่นเทาขณะยื่นเอกสารแสดงตัวตนให้น

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 29

    เฉิงรั่วอวี๋ปิดม้วนหนังสือ เงยหน้ามองเขา แววตาเจือคำถามบางเบาเซี่ยเสวียนโจวฝืนลุกขึ้นนั่ง จนกระเทือนบาดแผลที่ท้อง คิ้วขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เหงื่อเย็นเม็ดละเอียดซึมออกมาตามขมับแต่เขายังคงฝืนกาย โดยมีขันทีคอยประคอง แล้วสวมเสื้อคลุมสีดำหนาหนัก“ไม่ต้องใช้เกี้ยว...ข้าอยากเดิน”เขาปฏิเสธการประคองจากขันที แม้ฝีเท้าจะโซเซ แต่ยังยืนกรานเดินด้วยตนเองทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังจุดสูงสุดของวังหลวง—หอดูดาวเฉิงรั่วอวี๋เดินตามหลังเขาห่างออกไปไม่กี่ก้าวอย่างเงียบงัน มองแผ่นหลังที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังค้อมเล็กน้อย ดูบอบบางและเปลี่ยวร้างเป็นพิเศษท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ร่วงเส้นทางนี้เขาเดินอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เป็นระยะยังต้องหยุดพักหายใจแต่เขาไม่หันกลับมา และไม่เร่งนางในที่สุด ทั้งสองก็ขึ้นมาถึงหอดูดาวที่นี่คือจุดสูงสุดของวังหลวง สามารถมองลงไปเห็นหลังคาทองของตำหนักน้อยใหญ่เรียงซ้อนกันอย่างหนาแน่น ตลอดจนบ้านเรือนและแนวขุนเขาอันเลือนรางในที่ไกล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีนอกกำแพงวังสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชก ชายอาภรณ์ของทั้งสองปลิวสะบัดเซี่ยเสวียนโจวประคองกายกับราวกั้

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 28

    เซี่ยเสวียนโจวบาดเจ็บสาหัส หมดสติ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายราชกิจจึงอยู่ในการดูแลของเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เป็นการชั่วคราว แต่บรรยากาศภายในวังหลวงกลับหนักอึ้งราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็งเฉิงรั่วอวี๋ถูกจัดให้อยู่ในตำหนักด้านข้างของตำหนักเฉียนหยวนเดิมทีนางจะมองดูอย่างเย็นชา หรืออาศัยโอกาสนี้จากไปก็ย่อมได้แต่เมื่อเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของเหล่าข้ารับใช้ในวัง และได้ยินหมอหลวงส่ายหน้าถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายนางก็...ไม่อาจใจแข็งได้อย่างสิ้นเชิงบุรุษผู้นั้นต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะช่วยนางนางเดินไปข้างเตียงมังกรอย่างเงียบ ๆ รับผ้าเปื้อนเลือดและน้ำอุ่นจากมือข้ารับใช้ในวังจากนั้นจึงเริ่มดูแลเซี่ยเสวียนโจวที่ยังไม่ได้สติด้วยตนเองนางเช็ดคราบเลือดและเหงื่อเย็นบนใบหน้าและร่างกายของเขา เปลี่ยนผ้าพันแผลที่ชุ่มโชกด้วยเลือด แล้วค่อย ๆ ทายาให้บาดแผลอย่างระมัดระวังแม้ท่าทางจะไม่คล่องนัก แต่กลับละเอียดอ่อนและเบามือเป็นพิเศษเมื่อนางถอดเสื้อตัวบนของเขาออก เห็นรอยแส้สลับไขว้เต็มแผ่นหลังซึ่งยังไม่หายดี รวมถึงแผลเหวอะน่าสะพรึงที่สีข้าง นิ้วของนางก็สั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นบาดแผลทั้ง

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 27

    ทว่าหลังความตกตะลึงผ่านพ้น สิ่งที่เอ่อท้นขึ้นในใจกลับเป็นความน่าขันและความแดกดันที่ยิ่งลึกซึ้งกว่าเดิมนางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งยามสารท จับจ้องใบหน้าของเซี่ยเสวียนโจวที่เปี่ยมด้วยความคาดหวัง“ฝ่าบาท”นางเอ่ยเบา ๆ น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าและแฝงแววเย้ยหยัน“ท่านไม่มีวันเรียนรู้หรอกว่า ความเคารพที่แท้จริงคืออะไร”“สิ่งที่ข้าต้องการ ไม่เคยเป็นของพวกนี้”“ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฮองเฮา หรือ ‘อิสรภาพ’ ที่ท่านยอมแลกมาด้วยการสละแผ่นดิน”สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงความรักอันบริสุทธิ์ ปราศจากการคำนวณผลประโยชน์ ปราศจากการบีบบังคับ และคนผู้หนึ่ง...ที่รู้จักถนอม และเป็นคนที่ข้าสามารถฝากชีวิตไว้ได้“น่าเสียดาย...ท่านไม่ใช่”“เมื่อก่อนก็ไม่ใช่ ตอนนี้...ก็ยังไม่ใช่”ประกายในดวงตาของเซี่ยเสวียนโจวค่อย ๆ เลือนหายไปตามคำพูดของนาง จนสุดท้ายเหลือเพียงความหม่นหมองอันไร้ชีวิตเขาเซถอยหลังหนึ่งก้าว มองตราพยัคฆ์และตราหยกบนโต๊ะที่ราวกับกลายเป็นเรื่องน่าขัน ก่อนหันไปสบดวงตาเย็นชาของเฉิงรั่วอวี๋ที่มองทะลุทุกสิ่ง ความหนาวเย็นอันบาดลึกแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ศีรษะในพริบตาเขาเคยคิดว่า ก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status