เข้าสู่ระบบ“หนูว่าป้าสารู้แก่ใจดีนะคะ เรื่องนี้”
“เช๊อะ ทำมาสำบัดสำนวนกับฉัน” อรสาสะบัดหน้า ไม่พอใจที่เพียงใจมายุ่งเรื่องของตน เพียงใจเองก็ใช่ว่าจะดูไม่ออก เธอเข้ามานั่งใกล้ๆอรสาแล้วว่าเสียงอ่อน
“เพียงสงสารภรรยาคุณลุงหรอกค่ะ ไม่อยากให้ใครมาว่าป้าสาด้วย”
“ทำไม ยัยนั่นเป็นอะไร แกถึงต้องไปสงสาร” อรสาไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายแสดงท่าทีห่วงใยตน แต่กลับถามไปถึงบุคคลที่สามเสียนั่น
“ก็เห็นว่าเข้าโรง’บาลค่ะ เพียงรู้แค่นั้น”
“ฮึ ดี สม” สามคำสั้นๆจากปากอรสา บ่งบอกถึงความคิดที่มีต่ออีกฝ่าย เพียงใจอดเรียกรั้งคนเป็นป้าเอาไว้ไม่ได้ “ป้าสาคะ”
“อะไรของแกอีกยัยเพียง”
“หนูขอนะ อย่าไปยุ่งกับสามีคนอื่น มันบาป”
อรสาไม่ได้รับปากหลานสาวของตน ทั้งยังคิดไว้ในใจคนเดียวว่าต้องหาโอกาสไปเยี่ยมคนที่ป่วยอยู่บ้างเสียแล้ว เข้าโรงพยาบาลอย่างนั้นหรือ ป่วยหนักๆเข้าวัดไปเลยยิ่งดี!
“รับข้าวต้มสักหน่อยนะคะคุณสำลี เดี๋ยวม้อยจะพาออกไปนั่งเล่นข้างนอก”
คนกล่าวเป็นหญิงที่วัยแก่กว่า เจ้าตัวรับใช้คุณสำลีมานานตั้งแต่ยังเป็นคุณหนูตัวน้อย จนออกเรือนมีบุตรก็ตามมารับใช้ไม่ห่างหายกันไปไหน ทั้งยังจงรักภักดี ห่วงหา อาทรกันมากกว่าเก่าเสียอีก
ชะม้อย หญิงรับใช้มองร่างผอมบางในชุดสวมใส่เบาสบายที่เอาแต่นอนเงียบ อยู่บนที่นอน ไม่ปริปากพูดกับใครสักคน จะกินหรือก็น้อยลงทุกวัน เข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น นี่ก็เพิ่งกลับมาเมื่อคืนวาน หากยังนอนนิ่งๆแบบนี้อีกวันหรือสองวัน ดูท่าจะต้องได้กลับเข้าไปในโรงหมอโรงพยาบาลอีกรอบแน่
“นะคะคุณ” ชะม้อยยังคงรบเร้าผู้เป็นนายไม่เลิก แต่ก็ดูท่าจะไร้ผล จึงเดินไปหยิบถ้วยข้าวต้มในถาดบนโต๊ะที่จัดวางไว้ใกล้ๆ เพื่อนำมาป้อนผู้เป็นนาย ยังไม่ทันได้หยิบถ้วยก็แว่วเสียงตึงตังและประตูห้องถูกกระชากเปิดออกพร้อมเสียงของคนมาใหม่
“คุณสำลีไม่สบายหรือ ฉันมาเยี่ยมคุณแน่ะ”
ชะม้อยละมือจากถ้วยตรงหน้าลิ่วออกมาดูคนมาใหม่ทันที
“ออกไป!” เสียงจากคนที่นอนนิ่งบนเตียง เค้นออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ทั้งปนไปด้วยความเกลียดชังอยู่ในที
“ยังมีแรงไล่อยู่เลย แสดงว่าอาการไม่หนักเท่าไรนี่คะ”
“เธอต้องการอะไร...อรสา” เสียงแหบแห้งถามเบาหวิวมาจากบนที่นอนกว้างขาวสะอาดตา
“โถ ฉันไม่ได้ต้องการอะไรหรอกค่ะคุณ ฉันมีทุกอย่างเหมือนๆกับคุณนั่นแหละ อ้อ...อาจจะมากกว่าด้วยนะคะ นี่ได้ยินว่าไม่สบายเลยอยากมาดูว่าหนักแค่ไหน”
“เห็นแล้วก็กลับไป!” เสียงที่กลั้นใจเปล่งออกมานั้นแหบแห้งด้วยว่าจวนเจียนสิ้นเรี่ยวแรงเต็มที
“ไปแน่ค่ะ ไม่ต้องไล่กันหรอก”
อรสาเข้ามาจนชิดเตียงก่อนจะโน้มหน้าลงไปจนใกล้คนป่วยกระซิบบอกบางอย่างด้วยที่ทำเอาคนที่อ่อนแรงอยู่แล้ว ตาเบิกกว้างหายใจตื้นถี่กระชั้นและหมดสติลงในนาทีถัดมา
วิชญ์จอดรถลงที่บริเวณบ้านของเป้าหมายในเวลาเกือบเที่ยง เมื่อเพียงใจรายงานไปว่าเธอนัดเจ้าของบ้านเอาไว้แล้วในวันและเวลานี้ ทันทีที่เขาดับเครื่องยนต์ที่เสียงกระหึ่มเล็กน้อย เพียงใจก็เปิดประตูก้าวลงไปยังลานบ้าน เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอคาดว่าน่าจะใช่มัชฌิมา จึงออกปากถามเป็นเชิงทักทายออกไป
“คุณอุ่นนะคะ”
เจ้าของชื่อรับคำแล้วถามกลับมา “ใช่ค่ะ ติดต่อธุระอะไรคะ”
“เห็นประกาศขายบ้านคราวก่อน ขายไปแล้วหรือยังคะ”
“อ้อ...ยังไม่ได้ขาย”
เพียงใจถามต่อทันที“เท่าไรคะ”
“สามล้านค่ะ”
ได้ยินราคา จึงหันไปสบตากับวิชญ์ พอเห็นเขาพยักหน้าให้ จึงหันไปตกลงกับเจ้าของที่ทันที“ตกลงซื้อค่ะ คุณอุ่นสะดวกรับเป็นเช็คไหมคะ”
ท่าทางของหญิงสาวเจ้าของบ้าน ดูตกใจเล็กน้อย คงแปลกใจที่ซื้อขายกันง่ายดายและว่องไวเหลือเกิน แล้วจึงได้ยินทางนั้นตอบกลับมา
“ค่ะ ไม่มีปัญหาค่ะ”
ตกลงกับเรียบร้อย ก็กลับไปขึ้นรถดังเดิม “ที่จริงมาคนเดียวก็ได้นี่นะ” เขาว่าเหมือนกับว่าธุระเมื่อครู่นี้เสียเวลาของเขา
“ค่ะ” รับคำเขาสั้นๆอย่างเคย เพราะเธอก็คิดเอาไว้แบบนั้นเช่นกัน แต่เขาเองที่บอกว่าจะมาด้วย ไม่ใช่เธอที่เสนอความเห็นในเรื่องนี้เสียหน่อย ออกรถมาครู่เดียวก็มีเสียงดังที่เป็นโทรศัพท์ส่วนตัวของวิชญ์ เขารับสายตรงที่โชว์เบอร์จากที่บ้านของมารดาในทันทีกรอกเสียงขรึมๆลงไป “ครับ” เงียบฟังปลายสายเพียงครู่ก็ได้ยินเขาถามกลับ
“ว่ายังไงนะครับ”
เขาวางสายลงด้วยดวงตาแดงกล่ำแข็งกร้าว เพียงใจเห็นกรามของเขาบดอัดกันจนแน่นราวกับโกรธใครหรือโกรธอะไรอยู่อย่างนั้น… และใครกันที่ชะตาขาดขนาดที่ทำให้คนอย่างวิชญ์โกรธได้ ก่อนจะเห็นว่าสายตาของเขาตวัดมองที่เธอชั่วขณะแล้วรถก็ทะยานพุ่งไปข้างหน้าด้วยความแรงของรถบวกกับอารมณ์ที่ดูเหมือนว่ากำลังเดือดจัดของวิชญ์ คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยอย่างเธอได้แต่ลอบเป่าลมออกจากปาก ขอให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยก็พอ
วิชญ์ถามกลับด้วยความรำคาญ ไม่ทันจะได้คุยอะไรกันอีก วิชญ์ก็ถลาเข้าไปหาคุณอานนท์ เขาเกือบเข้าไปประคองบิดาไม่ทัน เมื่อคุณอานนท์ยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายแล้วเซคล้ายจะล้มลงไปกองที่พื้น นาทีต่อจากนั้นถึงได้เริ่มโกลาหลขึ้น รถพยาบาลถูกตามเข้ามารับตัวคนป่วยในเวลาไม่นานจากนั้น แพทย์แจ้งว่าคุณอานนท์หัวใจวายเฉียบพลันจนต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วนวิทยาการทางแพทย์ล้ำไปมากทีเดียว คุณอานนท์ผ่าตัดไม่กี่วันก็ลุกขึ้นยืนเดินและใช้ชีวิตได้เป็นปกติ มีไม่กี่อย่างที่หมอสั่งห้ามและคนป่วยก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี วิชญ์ไม่ได้เข้าไปดูบิดาของเขาแม้แต่วันเดียว ความเจ็บปวดที่มีในความทรงจำของชายหนุ่มสร้างทิฐิสูงลิบ แม้อีกฝ่ายจะล้มหมอนนอนเสื่อ กำแพงที่คนเป็นลูกสร้างขึ้นมาก็ไม่ได้ทลายลงแม้แต่นิดเดียว ทุกเรื่องผ่านเคนผู้ช่วยมือขวาของเขา คุณอานนท์ปลอดภัยดีและออกจากโรงพยาบาลในเวลาต่อมา วิชญ์รับรู้แค่นั้นอรสานั้นออกจากโรงพยาบาลและกลับไปอยู่บ้านแล้วเช่นกันส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเพียงใจกับวิชญ์ก็เหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้เช่นนั้น เพียงใจทำงานกับเขาเป็นปกติ พูดคุยเฉพาะเรื่องงาน ไม่สบตาเขาเพราะเรื่องราวที่หวาดกลัวในใจยังไม่กระจ่าง
หากเธอเป็นลูกของอรสา ที่มีบิดาเป็นคุณลุงอานนท์ ถ้าอย่างนั้น วิชญ์กับเธอ...ก็คือพี่น้องกันน่ะสิ!“มองหน้าแปลกๆ มีอะไรจะพูดก็พูดมา”อรสาที่นั่งเอนหลังพิงเตียง หยิบผลไม้บนโต๊ะกินแล้วถามเสียงห้วนๆใส่เพียงใจ หลังจากได้ยินเรื่องในห้องน้ำ เพียงใจรู้สึกว่าใจไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว ร้อนสลับหนาวแปลกๆ แต่จะออกปากถามตรงๆก็กลัวความจริงที่ได้ยิน“ไม่มีอะไรค่ะ แล้วนี่...คุณลุงอานนท์มาเยี่ยมป้าสาหรือยังคะ”อรสาว่าด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ยัง”“ให้เพียงเฝ้าไหมคะคืนนี้”“ไม่ต้องหรอก เออ...ป้าว่าจะถามแก หายไปไหนไม่มาเยี่ยมป้าเลย”ก็วันที่เธอหายไปนั่น มันมีเรื่องขึ้นมาอีก เรื่องที่ทำให้เพียงใจใจคอไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้วหากว่าเป็นความจริง ตอบท่านไปตามความจริง“ไปธุระเรื่องงานกับคุณวิชญ์มาค่ะ”อรสาหยุดเคี้ยวแล้วมองหน้าเธอด้วยแววตาอ่อนแสงลง “ต่างจังหวัดเหรอ”“ค่ะ”“อือ ดีแล้ว ทำตัวดีดี เขาจะได้รักเอ็นดูแก สงสารแกบ้าง’อรสาไม่ว่าอะไรอีก เพียงใจอยู่ด้วยอีกครู่ใหญ่อีกฝ่ายก็ไล่ให้กลับหอพักไปเพราะดึกแล้วจะเดินทางลำบาก เพียงใจร่ำลาผู้เป็นป้าแล้วเดินกลับออกมาพร้อมความคิดวนเวียนเรื่องที่ได้ยินนั่นอีกครั้งหากเธอกับวิช
เพียงใจเลยต้องตามชนิตามาที่ร้านของอิทธิในที่สุด งานวันเกิดของอิทธิไม่ได้จัดเลี้ยงแบบทุกปี คงเพราะเจ้าตัวบ่นว่าไม่อยากเห็นตัวเลขบนเค้ก เลยเป็นการกินอะไรกันง่ายๆกับเด็กในร้าน แถมร้านยังเปิดให้บริการอีกด้วย เจ้าของร้านบ่นว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี จะปิดร้านบ่อยๆก็ใช่ที่ เลยแบ่งโซนเอาไว้จัดเลี้ยง คนไหนกินอิ่มให้ผลัดเพื่อนมากินบ้าง บรรยากาศแบบพี่น้อง สบายๆอย่างที่อิทธิต้องการให้เป็น นั่งกันได้ครู่ใหญ่ ชนิตาเดินแยกออกไปรับสายสนทนาเห็นหลังไวไวว่าเปิดห้องทำงานของอิทธิไปแล้ว บนโต๊ะเลยมีเจ้าของวันเกิดนั่งกับเพียงใจสองคน“เป็นไงบ้างงานเรา” อิทธิถามขึ้นทำลายความเงียบ ผิดสังเกตบ้างกับท่าทีเซื่องซึมของเพื่อนน้องสาว ปกติเพียงใจไม่ใช่คนร่าเริงแบบชนิตา แต่ก็ไม่ใช่แบบที่จะมานั่งหงอเช่นนี้เพียงใจรู้สึกตัวแล้วรีบดึงสติกลับมาตอบ “...เรื่อยๆค่ะ”“นี่สนใจมาช่วยที่ร้านพี่ไหม”“ให้เพียงทำอะไรคะ”“เราเคยทำอะไรมา ผู้ช่วยนายวิชญ์ไม่ใช่เหรอก็มาช่วยงานพี่ที่ร้านนี่ไง เวลาพี่ไปออกทริป จะได้มีคนคอยดูแล”“อ้าว แล้วคุณเหมียวละคะ” เพียงใจที่พอรู้จักกับคนในร้านบ้าง ถามถึงผู้จัดการร้านของอิทธิ“ลาออกไปแล้ว”“เหรอคะ”“เจ้าน
“ถึงแล้วหรือคะ” วิชญ์ไม่ได้ตอบคำถาม เขาก้มลงต่อตั้งใจจะจุมพิตคนตรงหน้าให้จงได้ เพียงใจที่เพิ่งตื่นและสติเริ่มกลับคืนมาบ้างแล้วเบี่ยงหน้าหลบได้ทัน คนจ้องเอาเปรียบเลยได้ทาบลงที่ซอกคอของเธอแทน แต่ตรงนี้เขาก็ถือว่ายังกำไรอยู่ดี ตรงไหนบนตัวของเพียงใจก็ได้ทั้งนั้น เขาชอบทั้งหมดบนเนื้อตัวนุ่มนวลนี่ บอกได้เลย “นี่คุณจะทำอะไรอีก” เพียงใจถามทั้งที่ยังเบี่ยงหน้าหลบอยู่ วิชญ์ตอบโต้งๆแบบคนหน้าด้าน ไม่รู้จักพอ “จูบ” เธอยกมือขึ้นดันหน้าเขาให้พ้นไปพร้อมกับว่าเสียงแข็ง “คนอะไรไม่มียางอาย” คนไม่มียางอายรับคำด้วยใบหน้าภาคภูมิใจเสียหนักหนา “ขอบคุณ” เพียงใจเม้มปากแน่นอย่างขุ่นเคืองแล้วปลดเข็มขัดนิรภัยออก เปิดประตูหอบของข้างๆตรงที่วางเท้าเดินจากไปโดยไม่มองกลับมาที่เขาอีกเลย วิชญ์มองตามจนหญิงสาวลับตาไปด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ แล้วกระตุกยิ้มอย่างดูแคลนหึ! ผู้หญิง! กลับเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกปั่นป่วนมวนในช่องท้องจนอยากจะสำรอกออกมานัก ทยอยเก็บของออกจากกระเป๋าจนหมด ตรงเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเรียกสติของตนเองให้กลับคืนมาหัวหนักอึ้งรา
“จะทำอะไรน่ะเหรอ ถามเป็นพวกไร้เดียงสาไปได้ มันไม่ได้ทำให้คุณดูดีมีราคาขึ้นหรอกนะ”บัดนี้เลือดลมในกายของวิชญ์ลุกโหมไหม้ด้วยไฟราคะเมื่อใกล้ชิดกันถึงขนาดนี้ เพียงใจมีผิวนวลเนียนนุ่มละมุนทั้งยังมีกลิ่นกายแบบที่ปลุกกำหนัดของวิชญ์ได้อย่างที่ไม่เคยเกิดกับคู่ขาคนใดมาก่อน แถมทรวดทรงยังเย้ายวนอารมณ์ปรารถนาเสียจนคนมองแทบลืมหายใจ หัวใจชายหนุ่มกระหน่ำเต้นแรงและเร็ววิชญ์ดึงเธอให้โน้มลงไปแนบฝีปากกับเขา ได้ยินเขาครางในลำคออึดใจเดียวก่อนจะถูกจุมพิตชนิดที่ทำให้โลกหยุดหมุนไปเลยทีเดียว เพียงใจรู้สึกว่าตัวของเธอกำลังลอยอยู่ในอากาศ อาการที่ถูกจูบจนตัวลอยเป็นแบบนี้เองหรือไร พอลืมตามองถึงได้พบว่าตัวของเธอลอยหวือในอากาศจริงโดยมีวิชญ์โอบอุ้มเอาไว้ เขารัดเธอเสียแนบแน่นแล้วยอมปล่อยริมฝีปากที่บดคลึงอย่างดูดดื่มออก วิชญ์พาเข้าไปในห้องของเขาเพียงใจที่เพิ่งรู้สติจึงออกแรงดิ้นรนอีกครั้งพร้อมกับต่อสู้ให้หลุดพ้นจากเขา“ปล่อยฉัน!”มีหรือที่คนโกรธจนหน้ามืดจะปล่อยไปง่ายๆ วิชญ์บอกตัวเองว่าเขาไม่ได้พิศวาสแม่นี่เท่าไรนักหรอก แต่เพราะอยากกำหราบให้หมอบราบลงก็เท่านั้น เพียงใจถูกดึงรั้งให้ลงไปนอนราบบนเตียง บรรเลงกิจกรรมระหว่างช
เพียงใจเดินออกมาพร้อมความคิดที่ว่า เขาทำทีเป็นสนใจชนิตาเพื่อนของเธอ และก็ยังนัวเนียสนิทสนมกับแอนนิตาอยู่ เธอไม่เห็นความเหมาะสมของเขากับชนิตาเลยสักนิด กลัวนักว่าชนิตาจะช้ำใจเพราะคนมากรักแบบนี้ ไม่รู้ว่าวิชญ์สลัดแอนนิตาจนหลุดมาได้อย่างไร เขากระโดดขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อแล้วกระชากตัวออกสู่จุดหมายโดยไม่มีการพูดจาใดๆตลอดทาง หากคุยก็มีเพียงเรื่องงานเท่านั้น เพียงใจคิดว่าเธอควรคุยกับเขาอีกครั้ง และขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะคุยในเรื่องของชนิตา เธอไม่วางใจจริงๆที่เขามาตอแยเพื่อนของเธอแบบนี้ ชนิตาหัวอ่อนและไม่ทันเหลี่ยมของวิชญ์แน่ๆ เธอทำงานกับเขามาพักใหญ่ คิดว่าตนเองรู้จักเขาดี วิชญ์กำลังเล่นเกมหรืออาจมีแผนร้ายอะไรอยู่ในหัวก็เป็นได้ เกาะฟ้าครามเป็นเกาะที่มีหาดทรายสวยขาวละเอียดและสะอาดที่สุดในแถบทะเลภาคตะวันออก น้ำทะเลสีฟ้าครามสมกับชื่อของเกาะ ด้านหลังมีทะเลสาบสองแห่งด้านหน้ามีแนวปะการังที่น่าดำน้ำลงไปดูอย่างยิ่ง ทั้งยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายรอบแนวปะการังอีกด้วยบนเกาะมีบ้านสไตล์ลอฟท์ที่วิชญ์สั่งให้ก่อสร้างเอาไว้สำหรับเป็นที่พักของเขา หากเริ่มมาจัดการ







