Mag-log inเช้าของวันใหม่ เมื่อเข็มทิศขับรถออกไปได้ไม่นาน มินตราก็ต้องแปลกใจกับแขกที่มาเยือน แน่นอนหญิงวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ลูกค้าของเธอ เพราะนางคือมารดาของเข็มทิศนั่นเอง
“เช้านี้ยังไม่มีลูกค้าก็ดีฉันยังไม่อยากประจานเธอ ฉันขอพูดอะไรกับเธอหน่อยสิ” นางพูดพร้อมกับใช้สายตามองหญิงสาวอย่างเหยียด
“เชิญนั่งก่อนค่ะคุณน้าจะรับน้ำอะไรดีคะ เดี๋ยวมินจะทำให้ชิม ที่คุณน้าให้เกียรติเข้ามานั่งในร้านวันนี้” มารดาของเข็มทิศเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง พร้อมกับเชิดหน้าหยิ่งๆ ใส่มินตราก่อนจะแสยะยิ้มอย่างเหยียดๆ ส่งไปให้เธอ
“ฉันไม่ได้มาเพื่อชิมน้ำของหล่อน กำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าไม่มีธุระที่จำเป็นและสำคัญฉันคงไม่เข้ามาเหยียบร้านของเธอให้เป็นเสนียดเท้าฉันหรอก”
มินตราที่ฟังอยู่พยายามข่มใจเอาไว้ การที่เธอเป็นหม้ายมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมล่ะ ในเมื่อผู้ชายเป็นฝ่ายผิดแล้วผู้หญิงที่ถูกกระทำต้องยอมรับกรรมแต่เพียงผู้เดียว มันถูกต้องแล้วหรืออย่างไร
“เชิญคุณน้าพูดธุระมาได้เลยค่ะมินมีงานต้องทำอีกมาก”
มินตราพูดพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งฝั่งตรงข้ามมารดาของเข็มทิศ เธอรู้สึกอึดอัดกับความใจแคบของผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่งความเป็นจริงแล้วคนเป็นแม่ก็ย่อมหวังดีกับลูก เธอก็ผิดที่ไปยุ่งกับลูกชายของนาง
“ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะ ลูกชายของฉันกำลังจะมีอนาคตที่ดี เข็มทิศเป็นถึงลูกเจ้าของโรงงานและอีกไม่นานเขาก็จะได้รับตำแหน่งประธานบริษัทแทนพ่อของเขา เธอเลิกยุ่งกับลูกชายของฉัน ถือว่าฉันขอร้องก็แล้วกันในฐานะเพื่อนบ้านติดกันมานาน” ความจริงแล้วมินตรารู้ดีว่าสถานะของเธอไม่เหมาะและคู่ควรกับเข็มทิศเลยแม้แต่น้อย เธอก็อยู่ในที่ของเธอแต่ชายหนุ่มนั้นต่างหากที่พยายามวิ่งเข้าหา และรบเร้าเธอให้ทำในสิ่งที่เขาต้องการ แม้เธอจะพยายามเลี่ยงแล้ว
“มินอยากให้คุณน้าไปบอกลูกชายของคุณน้า ให้เลิกยุ่งกับมินมากกว่า เพราะมินเองก็ไม่คิดที่จะยุ่งกับเขาอยู่แล้ว” มินตราพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“ก็เพราะว่าฉันบอกลูกชายของฉันไม่ได้ ฉันถึงต้องมาบอกเธอ ถ้าเธอไม่เล่นด้วยมีหรือเข็มทิศจะเข้าออกบ้านของเธอได้ดึกๆ ดื่นๆ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ” หญิงวัยกลางคนเริ่มสียงดังขึ้น
“คุณน้าเป็นแม่น่าจะรู้นิสัยของลูกชายของคุณน้าดีนะคะ เวลาที่เขาจะทำอะไรแล้วใครก็ขวางไม่ได้”
“แต่เธอเป็นเจ้าของบ้าน ถ้าไม่เปิดประตูไว้มีหรือเข็มทิศจะเข้าไปได้ แม่หม้ายอย่างเธอผ่านอะไรมาเยอะ ฉันขอเถอะ ให้ลูกฉันได้เจออะไรดีๆ กับเขาบ้างไม่ใช่เจอแต่ของมือสองเกรดตก”
คำพูดของมารดาเข็มทิศทำให้มินตราถึงกับนั่งสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเก็บอารมณ์ขุ่นเคืองนั้นเอาไว้ มือของเธอจับที่เก้าอี้ไว้แน่น นางดูถูกเธอราวกับว่าไม่ได้เป็นผู้หญิงด้วยกัน
“ถ้าเข็มทิศมามินจะไล่เขาออกไปเองค่ะ จะไม่ให้เขาเข้าบ้านหลังนี้อีก มินจะล็อกบ้านลงกลอนให้ดีแต่ถ้าเขายังพยายามเข้ามาหรือทำอะไรที่มันเกินกว่าเหตุ มินจะเรียกตำรวจมาไล่เขาออกไปในข้อหาบุกรุกหวังว่าคุณน้าคงพอใจนะคะ ลูกค้ามาพอดีมินขอตัวไปต้อนรับก่อน”
พอมินตราเดินออกไปต้อนรับลูกค้า มารดาของเข็มทิศก็เดินออกไปจากร้านของเธอทันที มินตราชงกาแฟให้ลูกค้าเสร็จก็มีลูกค้าเดินเข้ามาหลายราย ทำให้เธอวุ่นอยู่กับการต้อนรับลูกค้าจนไม่มีเวลารับประทานข้าวเที่ยง และที่สำคัญเธอก็ไม่รู้สึกหิวกินอะไรไม่ลง
เวลาผ่านไปหลังจากที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนไม่มีเวลานั่งพักมินตรารู้สึกเมื่อยและอ่อนล้าหากเธอไม่จ้างใครมาช่วยร่างกายของเธอต้องมีอันพังก่อนเวลาเป็นแน่ เมื่อเธอเก็บข้าวของในร้านเรียบร้อยเช็กของขาดของเหลือเงินที่ขายได้ ก่อนจะนั่งทำบัญชีรายรับรายจ่ายของร้านไม่นานเธอก็ทำมันเสร็จ
ขณะที่มินตรากำลังจะลุกขึ้นยืนนั้น เธอรู้สึกหน้ามืดก่อนจะเซถลาล้มลงไป มือหนาได้เข้ามาจับประคองรับร่างอรชรของเธอเอาไว้ทัน ก่อนที่หัวของเธอจะฟาดลงกับพื้นกระเบื้องอันแข็งโป๊กนั่น
ชายหนุ่มอุ้มมินตราขึ้นไปบนบ้าน ก่อนจะวางร่างเพรียวลงที่เตียงนอนอย่างช้าๆ และเบามือ จากนั้นเขาก็เดินไปเอากะละมังใบเล็กใส่น้ำมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนน้อยซับหน้าให้กับเธอ
หญิงสาวค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้น เมื่อโดนอะไรเย็นๆ มากระทบที่ใบหน้าของเธอ มินตราค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แต่ก็ต้องหลับตาลงตามเดิม เมื่อเพดานนั้นมันหมุนราวกับว่าเธอกำลังเล่นเครื่องเล่นที่โลดโผนมันหมุนติ้วๆ จนเธออยากจะอ้วกออกมาให้ได้..
อ๊วก!!!
ในที่สุดจากอาการมวนท้องเธอก็อ้วกออกมาจนได้ แม้จะออกมาไม่มาก แต่กลิ่นของมันไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่ออยู่ในห้องแอร์แบบนี้กลิ่นกระจายคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ชายหนุ่มค่อยๆ เช็ดอ้วกของเธอออกก่อนจะหาผ้ามาซับอย่างไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย
“ออกไป.... ดีขึ้นเดี๋ยวฉาน...ทาม...เองออกปาย...ออกไปสิ" เธอพยายามผลักเขาออกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะแม้แต่เสียงพูดที่เปล่งออกมายังเบาและยานเสียจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ เขาส่ายหัวให้กับความพยายามของเธอ ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างจากนั้นเขาก็ปิดแอร์แล้วกดปุ่มเปิดพัดลมแทน
ชายหนุ่มลงไปต้มข้าวต้มให้กับเธอเพราะดูจากสภาพแล้วมินตราคงไม่มีแรงลุกขึ้นมาทานข้าวแน่ๆ สาเหตุที่มีตราเป็นแบบนี้มันเกิดจากความเครียดและไม่ได้ทานข้าวเมื่อตอนกลางวัน
ชายหนุ่มทำอยู่พักใหญ่ๆ ใส่โน่นใส่นี่เสร็จแล้วก็ยกขึ้นไปให้เธอบนห้อง เขาจัดแจงอุ้มเธอขึ้นนั่งชิดกับหัวเตียงก่อนจะเอาหมอนมาหนุนให้เธอพิงเอาไว้
“ค่อยยังชั่วแล้วเดี๋ยวฉันทานเองนายกลับไปได้แล้ว”
“นั่งอยู่เฉยๆ จะป้อนแรงจะขยับยังไม่มีเลยยังจะทำเป็นอวดเก่งอีก” มินตรายอมให้เขาป้อนอย่างว่าง่ายเพราะเวลานี้เธอไม่มีแรงเหมือนที่เขาว่าจริงๆ เมื่อเธอรับประทานไปได้แค่สี่ห้าคำก็รู้สึกอิ่ม มันพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก
“พอแล้วไม่เอาจะอ้วก!” มินตราพูดพร้อมกับส่ายหน้าแล้วเอามือปิดปากเอาไว้
“อีกคำเดียวคำเดียวก็พออ้าปาก”
“คำเดียวจริงๆ นะห้ามบังคับไม่อย่างนั้นฉันจะอ้วกใส่หน้านายคอยดู”
“อืม..คำเดียวจริงๆ อ้าปาก” มินตรายอมอ้าปากรับข้าวที่เขาตักมาป้อนเต็มช้อนนั้นอย่างว่าง่าย เธอพยายามเคี้ยวและกลืนลงอย่างช้าๆ เพราะกลัวว่ามันจะอ้วกออกมาอีก ก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ ซึ่งกำลังตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“นั่นมันข้าวที่ฉันกินเหลือนายกินเข้าไปได้ยังไงทำไมไม่ลงไปตักเอาใหม่” มินตราพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจ
“ทำไมผมจะกินไม่ได้” เข็มทิศตอบกลับไปแต่ยังคงตักข้าวใส่ปากไม่ได้ฟังคำทักท้วงของมินตรา
“แต่น้ำลายของฉันมันติดอยู่ในช้อนในถ้วยและก็ในข้าวต้มนั่นด้วย”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยอะไรที่เป็นคุณผมไม่เคยรังเกียจ แต่กลับรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้ทำอะไรให้หรือแม้แต่การที่ได้ทานข้าวชามเดียวกันกับคุณ” มินตราไม่โต้ตอบกลับหากแต่นึกถึงคำที่มารดาเขาพูดกับเธอตอนเช้า เธอจะกลายเป็นคนผิดคำพูดหากเขายังอยู่ที่นี่กับเธอแบบนี้
“ทานข้าวเสร็จก็กลับไปได้แล้วฉันจะไปอาบน้ำและต้องการพักผ่อน”
“ลุกไหวไหมทานข้าวเสร็จจะอาบน้ำเลยเหรอ อาหารยังไม่ย่อยเลยนะ”
“แค่ข้าวต้มมันย่อยแล้วกลับบ้านไปฉันจะอาบน้ำ” เข็มทิศไม่พูดอะไรแต่ลุกไปช้อนตัวมินตราขึ้นในท่าเจ้าสาว เธอขัดขืนดิ้นไปมาด้วยร่างกายที่บอบบางและอ่อนแรง มันจึงไม่เป็นผลต่อเข็มทิศเลยสักนิดเดียว
“ทำบ้าอะไรของนายปล่อยนะปล่อยเดี๋ยวนี้” มินตราเริ่มโวยวายเสียงดังมากขึ้น
แต่เมื่อเห็นหน้าเขาผ่านจอสมาร์ทโฟนนั่นแล้ว มันชัดเจนกว่าตัวเป็นๆ เพราะการจับจ้องนั้นมันได้โฟกัสมาที่ใบหน้าของเขาและเธอเข็มทิศเองที่ใช้โน้ตบุ๊กบนโต๊ะทำงาน เมื่อใบหน้าของหญิงสาวที่เฝ้ารอโชว์ที่หน้าจอเขากลับตั้งใจมองอย่างไม่กระพริบตา จนมินตราแอบเบือนหน้าหนีมองออกไปนอกจอ เพราะกลัวใจจะละลายกับสายตาของชายหนุ่มที่ตั้งใจจ้องมองมาที่เธอ“กำลังทำอะไรอยู่ไม่ต้องบอกก็รู้กำลังคิดถึงผมอยู่ใช่ไหมล่ะ” เข็มทิศพูดออกมาพร้อมกับสายตาที่กรุ้มกริ่ม“อย่าหลงตัวเองให้มากอยู่นานๆ เลยนะนายไม่ต้องรีบกลับ หรือจะตั้งหลักปักฐานอยู่โน่นเลยยิ่งดี” หญิงสาวแกล้งพูดออกไป ทั้งที่คำพูดของเขานั้นเป็นจริงทุกประการ เธอกำลังคิดถึงเขาอยู่เพียงแค่มินตราไม่อยากแสดงออกไป เพราะเธอรู้ตัวเองว่าไม่คู่ควรกับเขา จึงกั๊กคำพูดและความรู้สึกนั้นเอาไว้“ปากดีแบบนี้แหละที่ผมชอบ อยากชิมอีกจังปากหวานๆ” คำพูดของเข็มทิศทำให้มินตรา มองค้อนเขาออกไป“ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ มีอะไรอีกไหมจะไปอาบน้ำ” มินตราพูดออกมาด้วยความเขินอาย“อาบไปด้วยคุยไปด้วยก็ได้ผมไม่ถือ” ชายหนุ่มยังคงพูดออกมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์“นายนี่มันโรคจิตลามกไม่มีใครเกินจริงๆ เลย” หญิงสาวเอ็ดเ
ทั้งคู่นั้นไม่รู้ว่ามีแขกคนสำคัญแอบเข้ามาในบ้านพร้อมกับหายนะ ที่กำลังจะคืบคลานเข้าหา อีกไม่นานด้วยแรงพยาบาทของดวงตาคู่นั้น ที่จ้องจะทำร้ายคนทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ“นายไปนานไหมกี่วัน”“คิดถึงอ่ะดิ! ไปไม่นานหรอกประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ถ้างานเสร็จเร็วก็อาจจะได้กลับก่อน หรือบางทีถ้ามีปัญหาก็อาจจะยืดเยื้อออกไปอีก” “อืม...”เมื่อทั้งสองทานข้าวเสร็จเข็มทิศได้ลุกขึ้นออกมาจากโต๊ะอาหาร มินตราก็ลุกขึ้นเตรียมเก็บจานไปล้าง แต่เธอกลับรู้สึกใจหาย“ผมไม่อยู่อย่าลืมลงกลอนประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยนะ ไปแล้วเดี๋ยวตกเครื่อง”“อืม..ไปเถอะไม่มีใครเขาบ้าระห่ำเหมือนนายหรอก"หมับ!! อยู่ๆ ร่างระหงก็เซถลาตามแรงกระชากของชายหนุ่ม อกนุ่มของเธอกระแทกเข้ากับอกกว้างอันแข็งแกร่งของเขา ร่างทั้งสองแนบชิดสนิทเสียจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่งกันและกันสายตาที่ไม่ลอกแลกของชายหนุ่มนั้น ได้สบเข้ากับดวงตากลมโตที่มันรับกับใบหน้านวล เหมาะกับใบหน้างามรูปไข่ เขาค่อยๆ โน้มตัวลงต่ำก่อนจะกดริมฝีปากลงไปจูบเธอ ปากหนาได้ทาบลงไปบนริมฝีปากบางของสาวรุ่นพี่ เขารับรู้ได้ถึงความอ่อนละมุนของรสชาติอันแสนหวานของรสจูบนั้น จนแทบจะคล
“เดี๋ยวก็ตกคอหักตายหรอก! หนักชะมัด”“สาบานว่าปากที่พูด” มินตราหยุดดิ้นเมื่อเขาวางเธอลงในห้องน้ำที่ระยะห่างจากเตียงนอนไม่กี่เมตร“รออยู่นี่เดี๋ยวเอาผ้าเช็ดตัวกับชุดมาให้นั่งลงเดี๋ยวจะเวียนหัวอีก”มินตราทำหน้าเอือมๆ อีกครั้งกับนิสัยของเขา ที่น่าจะได้มารดามาเต็มๆ ดื้อรั้นไม่มีใครเกิน สักพักเขาก็เข้ามาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวได้ชุดนอนของเธอ“เปิดฝักบัวอาบไม่ต้องนอนแช่อ่างนะเดี๋ยวไม่สบายเร็วๆ เข้าจะรอข้างนอก”“บอกแล้วไงกลับไปได้แล้วจะรอทำไม” มินตราพูดพร้อมกับมองค้อนไปที่ชายหนุ่ม“ จะรอจนกว่าคุณจะอาบน้ำเสร็จแล้วผมถึงจะกลับ เดี๋ยวล้มมาอีกไม่มีใครอยู่ด้วยจะทำยังไง”“ตามใจออกไปได้แล้วจะอาบน้ำ”“อาบให้ไหมครับ” เขาพูดพร้อมทั้งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะส่งสายตาทะเล้นมาที่เธอ“อย่ามาทะลึ่งออกไปได้แล้ว” มินตราพูดพร้อมกับดันหลังของเขาให้ออกไปก่อนจะปิดประตูแล้วรีบลงกลอนมินตราอาบน้ำไม่นานนักสักพักเธอก็เดินออกมา และต้องแปลกใจกับผ้าปูหมอนข้างทุกอย่างที่ถูกเปลี่ยนออกเรียบร้อยแล้ว“ไม่ต้องทำหน้างงมันเหม็นอ้วก จะนอนไปได้ยังไงผมเปลี่ยนให้เรียบร้อยแล้วนั่งลงสิ”เขาจับมินตรานั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะแป้ง ก่อนจะเช็ดผมพร้อ
เช้าของวันใหม่ เมื่อเข็มทิศขับรถออกไปได้ไม่นาน มินตราก็ต้องแปลกใจกับแขกที่มาเยือน แน่นอนหญิงวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ลูกค้าของเธอ เพราะนางคือมารดาของเข็มทิศนั่นเอง“เช้านี้ยังไม่มีลูกค้าก็ดีฉันยังไม่อยากประจานเธอ ฉันขอพูดอะไรกับเธอหน่อยสิ” นางพูดพร้อมกับใช้สายตามองหญิงสาวอย่างเหยียด“เชิญนั่งก่อนค่ะคุณน้าจะรับน้ำอะไรดีคะ เดี๋ยวมินจะทำให้ชิม ที่คุณน้าให้เกียรติเข้ามานั่งในร้านวันนี้” มารดาของเข็มทิศเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง พร้อมกับเชิดหน้าหยิ่งๆ ใส่มินตราก่อนจะแสยะยิ้มอย่างเหยียดๆ ส่งไปให้เธอ“ฉันไม่ได้มาเพื่อชิมน้ำของหล่อน กำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าไม่มีธุระที่จำเป็นและสำคัญฉันคงไม่เข้ามาเหยียบร้านของเธอให้เป็นเสนียดเท้าฉันหรอก”มินตราที่ฟังอยู่พยายามข่มใจเอาไว้ การที่เธอเป็นหม้ายมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมล่ะ ในเมื่อผู้ชายเป็นฝ่ายผิดแล้วผู้หญิงที่ถูกกระทำต้องยอมรับกรรมแต่เพียงผู้เดียว มันถูกต้องแล้วหรืออย่างไร“เชิญคุณน้าพูดธุระมาได้เลยค่ะมินมีงานต้องทำอีกมาก”มินตราพูดพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งฝั่งตรงข้ามมารดาของเข็มทิศ เธอรู้สึกอึดอัดกับความใจแคบของผู้หญิงคนนี้ แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่
สาวรุ่นพี่กับหนุ่มรุ่นน้องนั่งรถเงียบกันมาตลอดทาง ทั้งสองแอบชำเลืองมองกันไปมา มินตราแอบมองที่มุมปากของเข็มทิศ ที่มีรอยแดงช้ำและมีเลือดซึมเล็ดออกมาเล็กน้อย แต่ในเวลานี้ต่างคนต่างก็คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมินตรากำลังนึกถึงความรู้สึกที่เธอมีให้กับเจตต์ ผู้ชายที่เคยเป็นสามี หญิงสาวกำลังสงสัยว่าทำไมเธอถึงขยะแขยงเขาได้มากมายถึงเพียงนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กับเขานั้นมันหมดไปจนสิ้น สุภาษิตที่ว่าตัดบัวยังเหลือใยสำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่ เพราะแม้แต่ใยหรือความทรงจำดีๆ เธอก็ไม่มีให้กับเขาอีกต่อไปแล้ว..ส่วนทางด้านเข็มทิศกำลังคิดว่า เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาวะของความกลัว เมื่อสายตาที่เจตต์มองมายังมินตรามันแอบแฝงเรื่องร้ายๆ ไว้ข้างในเขาเป็นผู้ชายด้วยกันพอจะดูออก เจตต์ยังหวังที่จะได้มินตรากลับคืนไปเมื่อรถแล่นเข้ามาถึงบ้านทั้งสองหลังที่อยู่เคียงกัน ก่อนที่มินตราจะลงไปจากรถ เข็มทิศได้คว้ามือของเธอมากุมไว้“ไม่ต้องลงกลอนประตูอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวไปหา” น้ำเสียงทุ้มบ่งบอกถึงความเด็ดเดี่ยว“ไม่ต้อง จะมาทำไมมันดึกแล้ว”“จะไปก็คือจะไปอย่าห้าม เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ จะล็อกก็ได้นะ ผมจะเตรียมค
กลุ่มเพื่อนของเข็มทิศต่างก็แปลกใจที่วันนี้เขาควงหม้ายสาวอย่างมินตรามาที่ผับได้ แต่คนที่ดูจะไม่ค่อยพอใจคงจะเป็นเพื่อนสาวของเขาโดยเฉพาะไอลินและแอนเข็มทิศนั่งลงพร้อมกับดึงมินตรานั่งข้างๆ หนุ่มโต๊ะใกล้เคียงต่างมองมาที่มินตราสาวสวยหุ่นดี ในเวลานี้เธอสะดุดตาชายหนุ่มพวกนั้นเหลือเกิน“พวกเราไม่รู้ว่าพี่จะมาเคยชินกับการสั่งแต่เหล้าพี่ดื่มได้ไหม” ไอลินพยายามพูดกระแนะกระแหนเป็นเชิงว่ามินตราเป็นส่วนเกินของคนในกลุ่มนี้“อะไรก็ได้พี่ดื่มได้หมด”“ไม่ได้พรุ่งนี้เปิดร้านผมไม่ได้อยู่ช่วย..มึงช่วยสั่งน้ำส้มให้คุณมินตราด้วย” เข็มทิศพูดพร้อมกับหันไปสั่งแอนเจ้าประจำในการจัดการเครื่องดื่มของกลุ่ม เวลาไปไหนเที่ยวผับร้านอาหาร แอนจะจัดการจดรายการทั้งหมด ก่อนจะมาหารกันแต่ส่วนมากเข็มทิศจะจ่ายเองทั้งหมด เพราะบ้านของเขาค่อนข้างมีฐานะกว่าทุกคน“เดี๋ยวกูจัดการให้” แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร แต่เมื่อเพื่อนสั่งแอนก็ต้องทำหลังจากที่ดื่มกันอยู่พักใหญ่ ไอลินก็พยายามชวนเข็มทิศไปเต้นเป็นเพื่อน แน่นอนสำหรับคนที่คิดมากเกินกว่าเพื่อนนั้นก็อยากทำทุกอย่างให้เพื่อนหันมามองตัวเองบ้าง.“ทำไมมึงไม่ไปเต้นกับแอนล่ะไอ้เจมส์ไปเต้







