ตอนที่1 อดีตที่จำฝังใจ
มิเกลค่อย ๆ จัดเก็บอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋าอย่างเชื่องช้า ทุกท่วงท่าดูราวกับกำลังประวิงเวลาเพื่อให้หัวใจที่เต้นรัวแรงในอกได้สงบลง
ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูเรียบร้อย ดวงตากลมใสที่มักฉายแววอ่อนโยนของเด็กสาวมัธยมปลายคนนี้ ซ่อนความรู้สึกที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน หลายคนอาจมองว่าเธอเข้มแข็งและนิ่งเงียบ ทว่าความจริงแล้ว หัวใจของเธอบอบบางและหวั่นไหวง่ายกว่าที่ใครจะจินตนาการ
“แกจะเอาจริงใช่ไหมวันนี้?”
เสียงของ พิพิม เพื่อนสนิทผมสั้นหน้าคม ดังทำลายความเงียบ พิพิมกอดอกพิงขอบโต๊ะ สายตาที่มองมามีทั้งความตื่นเต้นและเป็นกังวลอยู่ในที
“อือ...” มิเกลขานรับในลำคอ เสียงของเธอบางเบาราวกับสายลม “ฉันตัดสินใจแล้ว... ว่าจะบอกพี่เขาให้รู้ในวันนี้แหละ”
“ในที่สุด!” พิพิมอุทานออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง “เพื่อนฉันที่เก็บงำความลับนี้มาเนิ่นนานนน~ ก็ได้เวลาปลดปล่อยมันออกมาสักที!”
มิเกลหลุบตาลงต่ำ พยายามหลบสายตาคาดหวังของเพื่อน มือที่กำสายกระเป๋าเย็นเฉียบและสั่นน้อยๆ
“ขอแค่ได้บอก... ก็คงพอแล้วมั้ง”
คำพูดนั้นดูคล้ายการปลอบประโลมตัวเองให้พร้อมรับความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้น แต่ในใจลึกๆ เธอกลับรู้ดีว่า การรวบรวมความกล้าเพื่อก้าวออกไปเผชิญหน้ากับความจริงนั้น... มันไม่เคยเป็นเรื่องง่ายดายเลยสักนิด
“เอาน่าา...อย่างน้อยก็ได้บอกไหมละ ถึงแม้จะโดนปฏิเสธแต่ก็ถือว่าคุ้มนะ!” พิพิม
“อวยพรดีเหลือเกินนะเพื่อนฉัน”
“ฮ่าๆ ก็หยอกเล่นนิดเดียวเอง ถ้าเกิดว่าพี่เขารับรักแก แกต้องเลี้ยงไอติมฉันด้วยนะ!”
“ชิ! ช่วยเพื่อนเพื่อหวังไอติมเนี่ยนะ! เห็นแก่กินมาก!”
“ก็แน่สิ! เรื่องใหญ่ระดับวาระแห่งชาติขนาดนี้ มันต้องมีค่าตอบแทนกันหน่อย” พิพิมยักคิ้วกวน ๆ พลางหัวเราะร่า
“...”
“เอาน่ามิเกล... ถ้าเขาปฏิเสธ อย่างน้อยแกก็ได้เคลียร์ใจ แต่ถ้าเขาเซย์เยสขึ้นมา... แกก็ได้แฟนหล่อระดับท็อปของโรงเรียนเลยนะ มีแต่คุ้มกับคุ้ม!”
มิเกลส่ายหน้าขำๆ ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มจางที่แฝงความกังวล
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้หวังสูงขนาดนั้น แค่อยากบอกออกไปให้มันจบ ๆ จะได้ไม่ต้องอึดอัดอีก”
“พูดแบบนี้ทุกคนแหละ สุดท้ายในใจก็แอบหวังลึกๆ กันทั้งนั้น” พิมลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน จนมิเกลต้องรีบแย้ง
“ไม่จริงสักหน่อย!”
แม้จะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เธอกลับหลบสายตาเพื่อนสนิทอย่างปิดไม่มิด พิพิมมองดูท่าทีนั้นด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนโทนเสียงให้เบาลงและจริงจังขึ้น
“โอเค ๆ ไม่แซวแล้ว... แต่แกเก่งมากนะมิเกล ที่กล้าทำเพื่อตัวเองขนาดนี้”
คำพูดของเพื่อนทำให้มิเกลนิ่งไปชั่วครู่ ลมยามเย็นหอบเอาความเย็นเยียบพัดผ่านสนามหญ้า กลิ่นแดดจางๆ ปะปนกับเสียงลูกบาสเกตบอลที่กระทบพื้นไม้ดัง ตับ... ตับ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
มิเกลก้มมองกล่องของขวัญขนาดพอดีมือในอ้อมกอด นิ้วเรียวลูบไปตามขอบกล่องอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังถ่ายโอนความประหม่าทั้งหมดลงไปในนั้น
“ฉันแค่... ไม่อยากเก็บมันไว้คนเดียวอีกแล้วละมั้ง โคตรอึดอัดเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้น ก็ไปทำให้มันจบแบบที่แกตั้งใจเถอะ”
แต่เมื่อมิเกลเงยหน้าขึ้นมองไปยังสนามบาสที่ยังมีผู้คนพลุกพล่าน ขาของเธอกลับแข็งทื่อขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“คนยังเยอะอยู่เลย... ฉันว่า...”
“มิเกลลลล!” พิพิมถอนหายใจยาวเหยียด “แกจะรอให้สนามโล่งจนเป็นป่าช้าเลยหรือไง?”
“ก็มัน... ไม่กล้านี่นา”
คนตัวเล็กเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง พวงแก้มใสเริ่มขึ้นสีระเรื่อจากความตื่นเต้นที่พุ่งสูงขึ้น พิพิมนิ่งมองเพื่อนอยู่พักหนึ่งก่อนจะตบไหล่ให้กำลังใจ
“โอเค งั้นรออีกนิดก็ได้ แต่ห้ามแอบหนีกลับนะ ไม่อย่างนั้นฉันนี่แหละจะลากคอแกไปส่งให้ถึงมือพี่ลีออนเอง”
“รู้แล้วน่า...” มิเกลหัวเราะแห้ง ๆ
ทั้งสองยืนรออยู่ตรงนั้นจนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยเริ่มเบาบางลง จากกลุ่มคนนับสิบเหลือเพียงไม่กี่คนในสนาม หัวใจของมิเกลกลับยิ่งเต้นกระหน่ำรัวแรง สวนทางกับจำนวนคนที่ลดลง
“ตอนนี้แหละ... ไปเลย” พิพิมกระซิบด้วยน้ำหนักที่หนักแน่น
มิเกลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือกำกล่องของขวัญแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว เธอรวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนจะเริ่มออกเดิน...
ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ ฝีเท้าของเธอกลับยิ่งหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่คิดจะหยุดเดิน
เพราะครั้งนี้... มิเกลตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เธอจะไม่หนีอีกต่อไป
ในที่สุด ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาก็เหลือเพียงไม่กี่ก้าว ลีออนหยุดมือจากลูกบาสเกตบอล เขายืนนิ่งพลางใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไรผม ก่อนจะปรายตาคมกริบมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เรียบเฉยจนน่าใจหาย
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เขาถามสั้น ๆ น้ำเสียงนั้นราบเรียบไร้ความรู้สึกใด ๆ จนมิเกลรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบ
มิเกลสูดหายใจเข้าลึก ๆ จนปอดสั่น มือกำกล่องของขวัญแน่นจนสัมผัสได้ถึงความขรุขระของกระดาษห่อ
“คะ คือ... พี่ลีออนคะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นเครือ “หนู... มีความลับที่เก็บไว้มานาน... หนูอยากจะบอกพี่”
“...”
เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่ยืนมองเธอเหมือนรอให้ธุระนี้จบลงไว ๆ
“หนู... หนูชอบพี่มาตลอดเลยค่ะ ชอบมาตั้งนานแล้ว”
คำพูดที่ขังไว้ในใจมาเนิ่นนานพุ่งพ่านออกมาในที่สุด โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ มิเกลยื่นกล่องของขวัญออกไปสุดแขนราวกับจะส่งมอบหัวใจทั้งหมดให้เขา
“...”
“นี่คือของขวัญที่หนูตั้งใจทำมาให้... หนูไม่ได้หวังให้พี่ตอบรับอะไร แค่อยากให้พี่รับรู้ไว้... ก็พอแล้วค่ะ”
ลีออนมองกล่องในมือเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับมันไปถือไว้ด้วยปลายนิ้ว มิเกลเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ เริ่มประกายแสง... ทว่าเพียงเสี้ยววินาที แสงนั้นก็ดับวูบลง
“ขอบใจนะสำหรับความรู้สึก...” ลีออนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว “แต่พี่คงรับมันไว้ไม่ได้หรอก พี่ไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น... และคงไม่มีวันคิดด้วย”
เขาไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ด่าทอ แต่ความเรียบเฉยนั้นกลับกรีดลึกยิ่งกว่าของมีคม
“...”
“เอาคืนไปเถอะ เก็บไว้ให้คนที่เขาต้องการมันจริง ๆ ดีกว่า” เขาคืนกล่องของขวัญกลับมาให้เธอโดยไม่แม้แต่จะสบตา
ในวินาทีที่หัวใจของมิเกลแตกสลาย เสียงหัวเราะคิกคักและเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นรอบตัว เธอสะดุ้งสุดตัวพลางหันไปมองรอบ ๆ... กลุ่มนักเรียนที่เธอคิดว่ากลับไปหมดแล้ว กลับยังยืนอออยู่ตรงขอบสนาม สายตาหลายสิบคู่ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความเยาะหยันจับจ้องมาที่เธอ
“แห้วว่ะ...” เสียงกระซิบหนึ่งดังแว่วมาตามลม ตามด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
ใบหน้าของมิเกลร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผา ความอับอายไหลบ่าเข้าท่วมท้นจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตายท่ามกลางสายตาคนเหล่านั้น เธอก้มหน้ามองเท้าตัวเอง รับกล่องของขวัญที่ถูกปฏิเสธกลับมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะหันหลังแล้วก้าวเดินออกมาให้เร็วที่สุด
เธอไม่หันกลับไปมองเขา ไม่หันไปมองเสียงหัวเราะเหล่านั้น น้ำตาหยดแรกหยดลงบนริบบิ้นที่เธอตั้งใจผูกมันอย่างประณีต
คืนนั้น... มิเกลสะอื้นจนหมดแรงและหลับไปพร้อมความบอบช้ำที่เกินกว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะรับไหว และเมื่อแสงอรุณของวันใหม่มาถึง เธอก็ตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด...
เธอจะไม่กลับไปที่โรงเรียนนั้นอีกเลย...
reviews