LOGINในคืนเดียวกันนั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จซ่งอันหนิง และลู่เฉิงเยี่ยนยังคงนั่งอยู่ในศาลาริมสระน้ำภายในเรือนหลัก
สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยๆบรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงน้ำไหวเบาๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานกันมาที่ทั้งสองมีโอกาสนั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง ซ่งอันหนิงแอบมองใบหน้าของบุรุษตรงหน้าอยู่หลายครั้ง แม้เขาจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่ร่องรอยของความเหนื่อยล้าก็ยังปรากฏอยู่ โดยเฉพาะแผลเป็นเล็กๆที่เพิ่มขึ้นบนใบหน้า “ท่านเหนื่อยมากหรือไม่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนหันมามองฮูหยินของเขาก่อนจะส่ายหน้า “ข้าชินแล้วล่ะ” คำตอบนั้นทำให้ซ่งอันหนิงเม้มปากเพราะนางรู้ดีว่าคำว่าชินแล้วของเขาคงผ่านอะไรมาไม่น้อย “ตอนอยู่ชายแดน…” ฮูหยินลังเลเล็กน้อยที่จะถาม “อันตรายมากหรือไม่” ลู่เฉิงเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ “ก็เหมือนทุกครั้งศัตรูบุกมาก็สู้มีคนบาดเจ็บมีคนตาย” น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดถึงสภาพอากาศแต่ซ่งอันหนิงกลับรู้สึกแน่นในอก เพราะนางมองเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เล่าเพราะอยากให้คนสงสารแต่เพราะเรื่องเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว “มีครั้งหนึ่ง” ลู่เฉิงเยี่ยนกล่าวขึ้นต่อ “กองทัพถูกล้อมอยู่สามวัน เสบียงเหลือไม่มาก หิมะตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทาง” ซ่งอันหนิงฟังเงียบๆ “แล้วท่านทำอย่างไร” “ก็รอ…รอจนหิมะเบาลงแล้วพาทหารฝ่าออกมา” หญิงสาวก้มมองถ้วยชาในมือเพียงฟังก็รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาพูด บุรุษตรงหน้านี้ผ่านเรื่องเป็นเรื่องตายมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยนำมันมาเป็นเรื่องโอ้อวด ลู่เฉิงเยี่ยนเองก็หันมามองนางเช่นกัน “แล้วเจ้าล่ะ” “ข้าหรือ” “ตอนที่ข้าไม่อยู่” ซ่งอันหนิงยิ้มบางๆ “ก็เหมือนเดิมเจ้าค่ะ ดูแลจวน ดูแลหอจิ่นซิ่ว ตรวจบัญชีรับมือกับลูกค้า” ลู่เฉิงเยี่ยนมองนางนิ่งๆก่อนเอ่ยขึ้น “และรับมือกับคนตระกูลซ่งล่ะเป็นอย่างไร” รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย นางควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ปิดเขาไม่ได้ “องครักษ์รายงานให้ท่านฟังแล้วหรือ” “อืม” บรรยากาศเงียบลงทันทีซ่งอันหนิงไม่ได้คิดปิดบังแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอะไร เพราะสำหรับนางเรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตจนแทบไม่รู้สึกแปลกแล้ว “เหตุใดจึงไม่ส่งคนไปแจ้งข้า” ลู่เฉิงเยี่ยนถามด้วยความไม่เข้าใจ ฮูหยินยิ้มจางๆ “เพราะท่านกำลังออกรบข้าไม่อยากให้ท่านต้องกังวลเรื่องเล็กน้อย” ทันทีที่ได้ยินคำว่าเรื่องเล็กน้อยลู่เฉิงเยี่ยนก็ขมวดคิ้ว “คนพวกนั้นมาขอเงินเจ้ายังกล้าพูดจาดูถูกเจ้าแต่เจ้ากลับเรียกว่าเรื่องเล็กน้อย” ซ่งอันหนิงหัวเราะเบาๆ “เพราะข้าจัดการได้” คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งไปก่อนจะเข้าใจทันที นางไม่ได้อ่อนแอตรงกันข้ามซ่งอันหนิงเข้มแข็งเกินไปต่างหาก เข้มแข็งจนไม่เคยคิดพึ่งใคร “อันหนิงต่อไปนี้เจ้ามีข้า หากมีคนทำให้เจ้าเดือดร้อนหรือคนรังแกเจ้า หรือหากเจ้าจัดการไม่ไหว” ท่านแม่ทัพหยุดพูดกระทันหันก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะจัดการเอง” ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำหวานแต่ซ่งอันหนิงกลับรู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งใด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมีใครยืนอยู่ข้างนางเช่นนี้ ลู่เฉิงเยี่ยนมองหญิงสาวที่กำลังก้มหน้าเงียบก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “และอีกอย่าง” “เจ้าค่ะ” “ครั้งหน้าหากคนตระกูลซ่งมาสร้างปัญหา” มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย “ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เพราะข้าเองก็ไม่คิดจะเกรงใจเช่นกัน” ซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะออกมาเป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ลู่เฉิงเยี่ยนมองค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ตัวเขาเองจะยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว และในค่ำคืนที่เงียบสงบนั้นความห่างเหินระหว่างสามีภรรยาที่เคยมีก็แทบไม่เหลืออยู่อีกต่อไป เช้าวันถัดมาซ่งอันหนิงแต่งกายเรียบร้อยเตรียมออกจากจวนไปหอจิ่นซิ่วเช่นทุกวัน หลังลู่เฉิงเยี่ยนกลับมานางคิดว่าอีกฝ่ายคงต้องยุ่งกับงานราชการ และเรื่องในกองทัพอีกมากจึงไม่ได้คิดจะรบกวนเขา “ฮูหยินรถม้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” ชิงเหอกล่าวขึ้นซ่งอันหนิงพยักหน้าก่อนจะก้าวออกจากเรือนหลัก แต่ยังไม่ทันเดินถึงหน้าจวน เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ฮูหยินหันกลับไปมองก่อนจะชะงักเล็กน้อย ลู่เฉิงเยี่ยนกำลังควบม้าสีดำตัวใหญ่เข้ามา เช้าวันนี้เขาไม่ได้สวมชุดเกราะแต่เป็นชุดสีเข้มเรียบง่ายถึงอย่างนั้นก็ยังดูน่าเกรงขามไม่ต่างกัน “ท่านแม่ทัพ” ซ่งอันหนิงเอ่ยอย่างแปลกใจ “ท่านจะออกไปแล้วหรือเจ้าคะ” “อืม” ท่านแม่ทัพตอบเพียงสั้นๆก่อนมองรถม้าที่จอดรออยู่ “เจ้าจะไปหอจิ่นซิ่วใช่หรือไม่?” “เจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนพยักหน้า “งั้นก็ขึ้นมา” ซ่งอันหนิงกะพริบตา “เจ้าคะ?” “ข้าจะไปส่ง” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้หญิงสาวอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่านางไม่อยากไปกับเขาแต่เป็นเพราะม้าตัวเดียวต่างหาก “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะข้านั่งรถม้าไปได้” “มันไกลและช้าด้วย” “ไม่ได้ไกลขนาดนั้นเจ้าค่ะ” “แต่ถ้าช้าแดดจะแรงเอานะ” “ข้าไปทุกวันอยู่แล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนมองนางนิ่งๆราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวถึงปฏิเสธนัก ส่วนชิงเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบอยากช่วยตอบแทนว่า ฮูหยินกำลังเขินต่างหาก “ข้าบอกให้ขึ้นมา” แม่ทัพหนุ่มกล่าวอีกครั้งส่วนซ่งอันหนิงรีบส่ายหน้า “ข้าขึ้นเองไม่ถนัดเจ้าค่ะ” นางหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมล้มเลิกความคิดแต่กลับเห็นลู่เฉิงเยี่ยนลงจากหลังม้าแล้วเดินตรงเข้าไปหา “ท่านแม่ทัพ?” ฮูหยินถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัวแต่ลู่เฉิงเยี่ยนกลับหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย แขนแข็งแรงโอบรอบเอวบางอย่างมั่นคง “ท่าน!” ซ่งอันหนิงเบิกตากว้างยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกยกขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย “ลู่เฉิงเยี่ยน!” เป็นครั้งแรกที่นางเผลอเรียกชื่อเขาตรงๆด้วยความตกใจ แม่ทัพหนุ่มกลับดูไม่ใส่ใจนักเพียงอุ้มนางขึ้นหลังม้า แล้วจัดให้นั่งด้านหน้า ส่วนตัวเขาก็ก้าวขึ้นตามมาทันที แขนทั้งสองข้างยกขึ้นจับสายบังเหียน กลายเป็นว่าซ่งอันหนิงถูกโอบล้อมอยู่ภายในวงแขนของเขาอย่างสมบูรณ์ ใบหน้างดงามร้อนผ่าวขึ้นทันที “ข้า…ข้ายังไม่ได้ตกลงเลยนะเจ้าคะ” นางพยายามพูดโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะรู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่อยู่ใกล้เกินไป “ตอนนี้ตกลงแล้ว” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำเอาชิงเหอที่ยืนมองอยู่ด้านล่างต้องรีบก้มหน้ากลั้นยิ้ม ส่วนฉินเฟิงที่อยู่ไม่ไกลก็เกือบหลุดหัวเราะ ไม่คิดว่าคนอย่างนายท่านจะมีวันนี้ “จับไว้” ลู่เฉิงเยี่ยนกล่าวก่อนส่งสายบังเหียนส่วนหนึ่งมาให้นาง ซ่งอันหนิงรับมาอย่างงงๆ “ข้าขี่ม้าไม่เป็น” “ไม่ต้องเป็น” “เช่นนั้นจะให้ข้าจับทำไม” มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่หาเห็นได้ยาก “เพื่อให้เจ้ามีอะไรทำจะได้ไม่เอาแต่เขินอาย” ทันทีที่ได้ยินใบหน้าของซ่งอันหนิงก็แดงยิ่งกว่าเดิมจนฉินเฟิงต้องหันหน้าหนี เพราะไม่อยากถูกนายท่านส่งไปฝึกทหารเพิ่มข้อหาหัวเราะฮูหยิน ส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับดูอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัดก่อนกระตุกสายบังเหียนเบาๆ ม้าศึกสีดำจึงค่อยๆเคลื่อนออกจากจวนโดยมีฮูหยินผู้หน้าแดงนั่งอยู่ในอ้อมแขนของแม่ทัพตลอดทาง ม้าศึกสีดำหยุดลงหน้าหอจิ่นซิ่วลู่เฉิงเยี่ยนลงจากหลังม้าก่อนเป็นคนแรกจากนั้นจึงหันกลับไปช่วยประคองซ่งอันหนิงลงมาอย่างระมัดระวังภาพนั้นทำให้บรรดาคนงานในหอต่างแอบมองกันด้วยความประหลาดใจใครจะคิดว่าแม่ทัพผู้เย็นชาและโหดเหี้ยมในสนามรบจะดูแลฮูหยินเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันที่ซ่งอันหนิงจะก้าวเข้าไปด้านในเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน “คุณหนู…เอ่อไม่สิ ฮูหยินซ่ง” ซ่งอันหนิงหันไปมองตามเสียงก่อนจะพบกับเวินจื่อหานที่กำลังยืนยิ้มอยู่หน้าหอในมือถือกล่องไม้แกะสลักอย่างประณีต “คุณชายเวิน” นางพยักหน้าทักทายอย่างเป็นกันเอง “ท่านมาที่นี่แต่เช้าเลยหรือ” “ข้ามารอสักพักแล้ว” เวินจื่อหานตอบด้วยรอยยิ้ม “พอดีได้ผ้าไหมลายใหม่จากเจียงหนานมา คิดว่าหอจิ่นซิ่วน่าจะสนใจ” รอยยิ้มบนใบหน้าซ่งอันหนิงปรากฏขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นเชิญด้านในก่อนเถิด” ลู่เฉิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไรแต่สายตากลับจับจ้องเวินจื่อหานนิ่งจนอีกฝ่ายรู้สึกหนาวๆร้อนๆอย่างบอกไม่ถูก เดิมทีแม่ทัพหนุ่มตั้งใจจะกลับจวนหลังส่งฮูหยินถึงที่หมายแต่ตอนนี้ความคิดนั้นก็หายไปแล้ว “ท่านแม่ทัพจะกลับจวนหรือเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงหันมาถาม “ไม่กลับแล้ว” คำตอบนั้นทำให้นางกะพริบตาปริบๆ “แต่เมื่อเช้าท่านบอกว่ามีงาน” “แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว” ฉินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบสำลัก งานกองเป็นภูเขาอยู่ในห้องหนังสือแท้ๆ ซ่งอันหนิงยิ้มแห้งๆก่อนเชิญทุกคนเข้าไปด้านใน ระหว่างที่ซ่งอันหนิงกำลังดูผ้าไหมชุดใหม่ลู่เฉิงเยี่ยนก็นั่งอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ว่าจะนางเดินไปตรงไหนสายตาของเขาก็ตามไปตรงนั้น จนพนักงานในร้านเริ่มแอบกระซิบกัน “ฮูหยินคิดอย่างไรกับลายนี้” เวินจื่อหานถามพลางคลี่ผ้าออกซ่งอันหนิงก้มลงพิจารณา “สีสวยมากทีเดียว” “ข้าก็คิดเช่นนั้น” เวินจื่อหานยิ้ม “พอเห็นก็คิดถึงฮูหยินทันที” “ผ้าผืนนี้ราคาเท่าไร” เสียงทุ้มดังแทรกขึ้นทันทีเวินจื่อหานหันไปมองลู่เฉิงเยี่ยนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะ “ห้าร้อยตำลึงขอรับ” “แพง” เวินจื่อหานชะงัก “เป็นผ้าไหมชั้นดีจาก” “ก็ยังแพงอยู่ดี” ซ่งอันหนิงเม้มปากแน่นพยายามกลั้นยิ้มเพราะนางเริ่มจับอารมณ์ของสามีได้แล้ว เวินจื่อหานกระแอมเบาๆก่อนเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ฮูหยินช่วงที่ท่านแม่ทัพออกรบ ข้าได้ยินว่าท่านดูแลกิจการเพียงลำพังเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เท่าไรเจ้าค่ะ” ซ่งอันหนิงตอบตามจริงแต่ยังไม่ทันพูดต่อ ลู่เฉิงเยี่ยนก็ลุกขึ้นเดินมาหยุดข้างนางใกล้เสียจนชายแขนเสื้อแตะกัน “นางเหนื่อย” เวินจื่อหานนิ่งไป “ขอรับ?” “ช่วงนี้นางพักผ่อนน้อย” ลู่เฉิงเยี่ยนกล่าวันนี้ “วันนี้คงคุยธุระได้ไม่นาน” ซ่งอันหนิงหันไปมองทันทีนางยังไม่ทันบอกว่าเหนื่อยเลยด้วยซ้ำเวินจื่อหานมองภาพตรงหน้าก่อนจะเริ่มเข้าใจบางอย่างแม่ทัพผู้นี้ไม่ได้มาคุมร้านแต่มาเฝ้าฮูหยินต่างหาก “เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนแล้ว” เวินจื่อหานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “วันหน้าค่อยนำสินค้าใหม่มาให้ดู” “อืม” ลู่เฉิงเยี่ยนพยักหน้าอย่างรวดเร็วราวกับรอคำนี้อยู่แล้วจนซ่งอันหนิงต้องแอบใช้ศอกสะกิดเขาเบาๆ เวินจื่อหานหลุดหัวเราะออกมาก่อนค้อมตัวอำลา “ขอตัวก่อน” เมื่ออีกฝ่ายเดินออกจากร้านไปแล้วซ่งอันหนิงจึงหันมาหาสามี “ท่านแม่ทัพ” “หืม” “ท่านไปหาเรื่องคุณชายเวินหรือไม่” ลู่เฉิงเยี่ยนเลิกคิ้ว “ข้า?” “ใช่เจ้าค่ะ” “ข้าไม่ได้หาเรื่อง” เขาตอบหน้าตาเฉยก่อนมองไปทางประตูร้านที่เวินจื่อหานเพิ่งเดินออกไปแล้วกล่าวต่ออย่างเรียบๆ “ข้าแค่ไม่ชอบที่เขายิ้มให้เจ้าบ่อยเกินไป” ซ่งอันหนิถึงกับพูดไม่ออก ส่วนคนรอบข้างต่างก้มหน้าก้มตาทำงานทันทีเพราะกลัวหลุดหัวเราะออกมาต่อหน้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ
หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ทัพใหญ่ถึงขั้นหาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสตรีมีครรภ์มาอ่านด้วยตนเองยามค่ำคืนที่เคยนั่งอ่านรายงานสงครามกลับเปลี่ยนเป็นนั่งศึกษาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอะไรไม่ควรกินอะไร จนซ่งอันหนิงต้องแอบเดินมาดูแล้วพบว่าเขากำลังขมวดคิ้วใส่ตำราเล่มหนา “ท่านแม่ทัพกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอ่านเรื่องลูกอยู่น่ะ” “หนังสือเล่มนี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มาก” ซ่งอันหนิงมองตำราที่หนากว่ารายงานการศึกเสียอีกแล้วหลุดหัวเราะออกมา ในคืนนั้นก่อนนอนซ่งอันหนิงนอนซบอยู่ข้างกายเขาส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับวางมือบนหน้าท้องของนางอย่างเบามือราวกับกลัวทำให้ลูกตกใจ “ฮูหยิน” “เจ้าคะ” “เจ้าว่าแม่ทัพน้อยจะมีหน้าตาเหมือนใคร” “ลูกยังไม่เกิดเลยนะเจ้าคะ” “ข้าคิดว่าเหมือนเจ้า” “เหตุใดเล่า” “เพราะเจ้าหน้าตาดี” ซ่งอันหนิงหัวเราะจนไหล่สั่นไม่คิดว่าคนอย่างลู่เฉิงเยี่ยนจะพูดอะไรเช่นนี้ได้แต่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าวันนั้นภายในเรือนหลักเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันลู่เฉิงเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารขณะที่ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ข้างกาย “วันนี้หอจิ่นซิ่วมีงานมากหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มถามพลางตักโจ๊กใส่ถ้วยให้นาง “ไม่มากเจ้าค่ะช่วงนี้ลูกค้าประจำเสียส่วนใหญ่” ซ่งอันหนิงตอบพร้อมรับถ้วยมาแต่ทันทีที่กลิ่นปลาลอยเข้าจมูกนางกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพลันแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนแรกนางคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงฝืนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่งทว่าเพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “อันหนิงเจ้าเป็นอันใด” ลู่เฉิงเยี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติ ซ่งอันหนิงไม่ได้ตอบรีบยกมือปิดปากแล้วรีบลุกออกจากเก้าอี้ “ข้า…” ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก “ฮูหยิน!” สาวใช้ตกใจรีบตามไปลู่เฉิงเยี่ยนลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อไปถึงด้านนอกซ่งอันหนิงกำลังพิงเสาอยู่ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังอาเจียนออกมา “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลเ







