เข้าสู่ระบบขณะที่ชายแดนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และเสียงอาวุธปะทะกันทางด้านจวนแม่ทัพกลับเงียบสงบกว่ามาก
แต่ความเงียบนั้นไม่ได้ทำให้ซ่งอันหนิงสบายใจเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่ลู่เฉิงเยี่ยนนำทัพออกจากเมืองหลวงผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว ทุกเช้านางยังคงตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจดูเรื่องภายในจวน ตรวจบัญชีรายรับรายจ่าย ดูแลคนรับใช้ จัดการเรื่องเสบียง และค่าใช้จ่ายต่างๆจากนั้นจึงเดินทางไปหอจิ่นซิ่วตามปกติ ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่มีเพียงชิงเหอเท่านั้นที่รู้ว่าฮูหยินของนางเปลี่ยนไป “ฮูหยินเจ้าคะ” ชิงเหอวางถ้วยชาร้อนลงบนโต๊ะ “ท่านอ่านรายงานศึกฉบับเดิมรอบที่สามแล้วนะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงชะงักก่อนจะก้มมองกระดาษในมือเป็นรายงานจากชายแดนที่ส่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อสองวันก่อน รายงานว่ากองทัพต้าเซิ่งได้รับชัยชนะและท่านแม่ทัพยังปลอดภัยดี หญิงสาวค่อยๆพับกระดาษเก็บ “ข้าแค่อ่านผ่านๆ” ชิงเหอได้แต่เม้มปาก เพราะนางเห็นฮูหยินอ่านซ้ำหลายรอบแล้ว โดยเฉพาะประโยคที่กล่าวถึงลู่เฉิงเยี่ยน “ฮูหยินเป็นห่วงนายท่านหรือเจ้าคะ” มือที่กำลังถือถ้วยชาชะงักไปเล็กน้อย ซ่งอันหนิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบเบาๆ “เขาเป็นสามีของข้าย่อมต้องเป็นห่วง” น้ำเสียงเรียบง่ายแต่กลับทำให้ชิงเหอยิ้มออกมา เพราะเมื่อก่อนฮูหยินมักเรียกว่าท่านแม่ทัพแต่วันนี้กลับใช้คำว่าสามีโดยไม่รู้ตัว ตกเย็นวันนั้นซ่งอันหนิงเดินตรวจรอบจวนตามปกติเมื่อผ่านลานฝึกที่ว่างเปล่านางก็หยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ลู่เฉิงเยี่ยนมักฝึกดาบที่นี่ แม้จะอยู่ด้วยกันไม่นานแต่นางกลับจำภาพเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน “ฮูหยิน” พ่อบ้านรีบเดินเข้ามา “มีอะไรหรือ” “ข้าน้อยนำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำเดือนมาให้ขอรับ” ซ่งอันหนิงรับมาเปิดดูทันที ไม่นานก็เริ่มชี้จุดผิดพลาด และปรับแก้ตามเดิมจนพ่อบ้านอดชื่นชมไม่ได้ “นายท่านวางใจไม่ผิดจริงๆ” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้น “หมายความว่าอย่างไร” พ่อบ้านยิ้ม “ก่อนออกศึกนายท่านเคยเรียกข้าน้อยไปพบ นายท่านบอกว่า‘ฮูหยินจะเป็นผู้ดูแลจวนแทนข้า คำสั่งของนางถือเป็นคำสั่งของข้า’” ซ่งอันหนิงนิ่งไปไม่คิดว่าเขาจะพูดเช่นนั้น “นายท่านยังสั่งไว้อีกว่าหากฮูหยินต้องการสิ่งใดจงจัดการให้ทันที“ หัวใจของหญิงสาวอุ่นวาบขึ้นอย่างประหลาด ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมอบความไว้วางใจให้นางมากขนาดนี้ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน คืนนั้นหลังจัดการทุกอย่างในจวนเรียบร้อยแล้วซ่งอันหนิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างคนเดียวบนโต๊ะมีจดหมายจากชายแดนวางอยู่ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาอย่างอ่อนโยนหญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนถอนหายใจเบาๆ “ท่านแม่ทัพ” นางพึมพำเสียงแผ่วไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ กินข้าวตรงเวลาหรือเปล่า นอนหลับบ้างหรือไม่ คำถามมากมายผุดขึ้นในใจจนเจ้าตัวเองยังไม่รู้ว่า ตั้งแต่เมื่อใดความเป็นห่วงเหล่านั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ซ่งอันหนิงยกมือแตะรายงานศึกเบาๆก่อนยิ้มบางๆ “ท่านต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ” ไม่มีใครได้ยินคำพูดนั้น นอกจากสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านไปอย่างเงียบงัน และหัวใจของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเฝ้ารอใครบางคนกลับบ้าน เช้าวันหนึ่งซ่งอันหนิงกำลังตรวจบัญชีอยู่ภายในเรือนหลัก เสียงเอะอะโวยวายกลับดังมาจากด้านหน้าจวนจนพ่อบ้านต้องรีบเดินเข้ามารายงาน “ฮูหยินขอรับ” “มีอะไร” “คนจากตระกูลซ่งมาขอพบขอรับ” มือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษชะงักไปเล็กน้อย ซ่งอันหนิงเงียบครู่หนึ่งก่อนปิดสมุดบัญชี “เชิญเข้ามา” ไม่นานนักคนจากตระกูลซ่งก็ถูกพาเข้ามา นอกจากซ่งหรูเยว่แล้ว ยังมีบิดาและมารดาเลี้ยงของนางมาด้วย สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน “อันหนิง” บิดาเอ่ยขึ้นทันที “ไม่ได้เจอกันหลายวันเลย” ซ่งอันหนิงได้แต่พยักหน้าไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาคนเหล่านี้แทบไม่เคยมาหานางด้วยความห่วงใย “ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าดูแลจวนแม่ทัพได้ดีมาก” มารดาเลี้ยงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราก็ดีใจ” ซ่งอันหนิงยังคงนิ่งจนซ่งหรูเยว่เป็นฝ่ายพูดขึ้น “น้องสามได้ยินว่าท่านแม่ทัพไว้ใจเจ้ามากเช่นนั้นช่วยเรื่องเล็กๆให้ครอบครัวหน่อยคงไม่เป็นไร” ในที่สุดก็มาถึงเรื่องที่ต้องการจริงๆหญิงสาวไม่ได้แปลกใจเลย “เรื่องอะไร” บิดารีบกล่าวทันที “ช่วงนี้กิจการของตระกูลประสบปัญหาเจ้าช่วยนำเงินจากจวนแม่ทัพมาสนับสนุนสักหน่อย” ซ่งอันหนิงเงียบไปก่อนถามกลับเรียบๆ “เท่าใด” “ห้าหมื่นตำลึง” ชิงเหอที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง จำนวนนี้ไม่ใช่น้อยๆเลย แต่สีหน้าของซ่งอันหนิงยังคงสงบนิ่ง “ข้าไม่มีสิทธิ์นำทรัพย์สินของจวนแม่ทัพไปให้ผู้ใด” รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนค่อยๆหายไป “อันหนิง” มารดาเลี้ยงเริ่มตีสีหน้าไม่พอใจ “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะตอนนี้เจ้าสุขสบายแล้วจะช่วยเหลือบ้านเดิมบ้างไม่ได้หรือ” ซ่งอันหนิงมองคนตรงหน้าเงียบๆก่อนตอบ “ตอนที่พวกท่านส่งข้าแต่งงานแทนพี่ใหญ่ พวกท่านยังจำได้หรือไม่ว่าข้าก็เป็นครอบครัวเดียวกัน” ทั้งห้องเงียบลงทันทีสีหน้าของซ่งหรูเยว่เริ่มแข็งค้าง “เจ้ายังโกรธเรื่องนั้นอีกหรือ” “ข้าไม่ได้โกรธ” ซ่งอันหนิงตอบเรียบๆ “เพราะเรื่องนั้นผ่านไปแล้วแต่ข้าก็จะไม่ใช้ทรัพย์สินของจวนแม่ทัพตามใจตนเองเช่นกัน” สิ้นคำพูดบิดารู้สึกหงุดหงิดลืมตัวเริ่มขึ้นเสียง “เจ้าอย่าลืมสิว่าหากไม่มีตระกูลซ่งเจ้าจะมีวันนี้ได้อย่างไร ตอนนี้ได้ดีแล้วคิดจะตัดขาดครอบครัวหรือ” ชิงเหอกำหมัดแน่นด้วยความโมโห แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก องครักษ์รีบเดินเข้ามาในเรือนสีหน้าของเขาเย็นชากว่าปกติ “ผู้ใดกำลังส่งเสียงดังในจวนแม่ทัพ” ทุกคนชะงักทันทีซ่งหรูเยว่เองก็หน้าเปลี่ยนสี หัวหน้าองครักษ์ค้อมศีรษะเล็กน้อย “ฮูหยิน” จากนั้นจึงหันกลับไปมองตระกูลซ่งแววตาเย็นเยียบ “ก่อนออกศึกนายท่านมีคำสั่งไว้ ผู้ใดทำให้ฮูหยินลำบากใจถือว่าเป็นศัตรูของจวนแม่ทัพ” บรรยากาศภายในห้องพลันกดดันขึ้นทันที “แต่พวกเราเป็นครอบครัวของนาง” บิดารีบกล่าว องครักษ์กลับหัวเราะออกมาเบาๆแต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้แตะถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย “ครอบครัวหรือครอบครัวที่ส่งบุตรสาวไปแต่งงานแทนคนอื่นน่ะหรือ” “…” ไม่มีใครตอบได้ “ฮูหยินปฏิเสธแล้วเชิญทุกท่านกลับไป” “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว!” ซ่งหรูเยว่เถียงขึ้น องครักษ์มองนางเพียงแวบเดียว “ที่นี่คือจวนแม่ทัพไม่ใช่จวนตระกูลซ่ง” เสียงนั้นเย็นเยียบจนอีกฝ่ายหน้าซีดก่อนที่ฉินเฟิงจะเอ่ยคำสั่งสุดท้าย “ส่งแขก” องครักษ์หลายคนก้าวเข้ามาพร้อมกันทันที ไม่มีใครแตะต้องร่างกายคนตระกูลซ่ง แต่แรงกดดันจากทหารที่ผ่านสนามรบมาทำให้พวกเขาไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว สุดท้ายจึงต้องจากไปอย่างเสียหน้า เมื่อทุกอย่างกลับมาเงียบสงบองครักษ์จึงหันกลับมาหาซ่งอันหนิงน้ำเสียงอ่อนลงทันที “ฮูหยินไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ” หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่เป็นไร” องครักษ์พยักหน้าก่อนกล่าวด้วยความจริงใจ “นายท่านเคยกำชับไว้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์รังแกฮูหยินตราบใดที่จวนแม่ทัพยังอยู่คำพูดนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน” ซ่งอันหนิงนิ่งไปครู่หนึ่งหัวใจพลันอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เจ้าของคำสั่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้แต่กลับยังคงปกป้องนางอยู่เสมอ เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะดังขึ้นตั้งแต่ประตูเมืองหลวง ประชาชนจำนวนมากออกมาต้อนรับกองทัพที่กลับจากชายแดน ดอกไม้ถูกโปรยลงมาจากสองข้างทาง เสียงเรียกขานชื่อแม่ทัพลู่เฉิงเยี่ยนดังไม่ขาดสายแต่เจ้าตัวกลับไม่มีอารมณ์จะสนใจสิ่งเหล่านั้น ทันทีที่นำทัพกลับมาถึงเมืองหลวง และเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อถวายรายงานเสร็จสิ้นลู่เฉิงเยี่ยนก็รีบขึ้นม้ากลับจวนทันที “นายท่านไม่กลับเรือนหลักหรือขอรับ” ฉินเฟิงถามขณะขี่ม้าตามมา ลู่เฉิงเยี่ยนไม่แม้แต่จะหันมามอง “ฮูหยินอยู่ที่ใด” คำถามแรกหลังกลับถึงเมืองหลวงทำให้ฉินเฟิงแอบยิ้ม “เวลานี้ฮูหยินน่าจะอยู่ที่หอจิ่นซิ่วขอรับ” สิ้นคำตอบแม่ทัพหนุ่มก็ดึงสายบังเหียนเปลี่ยนทิศทางทันทีมุ่งหน้าไปยังหอจิ่นซิ่วจนฉินเฟิงแทบหัวเราะออกมา คนที่เมื่อก่อนกลับจากสนามรบก็จะเข้ากระทรวงทหารก่อนเสมอ ตอนนี้กลับรีบไปหาฮูหยินก่อนเป็นอย่างแรก ภายในหอจิ่นซิ่วซ่งอันหนิงกำลังตรวจผ้าไหมชุดใหม่ที่เพิ่งมาถึง “ฮูหยินเจ้าคะ” ชิงเหอวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “เกิดอะไรขึ้น” “ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” มือที่กำลังจับผ้าไหมชะงักทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว “กลับมาแล้วหรือ” ฮูหยินเอ่ยเสียงเบาดวงตาเป็นประกายขึ้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะรีบวางงานในมือลง แต่ยังไม่ทันก้าวออกจากห้องรับรอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าร้านเหล่าลูกค้าที่กำลังเลือกผ้าพากันเงียบลง เมื่อเห็นบุรุษร่างสูงในชุดเกราะสีดำเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาตามแบบฉบับแม่ทัพผู้เกรียงไกรแต่ดวงตาคู่นั้นกลับกวาดมองไปรอบร้านราวกับกำลังตามหาใครบางคนจนกระทั่งสบเข้ากับสายตาของซ่งอันหนิง ทั้งร้านพลันเงียบสนิทลู่เฉิงเยี่ยนหยุดฝีเท้าลงมองหญิงสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง นางยังคงงดงามเช่นเดิม ไม่ได้ผ่ายผอม ไม่ได้ดูอิดโรยเหมือนดูแลตัวเองได้ดีตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ ความกังวลที่สะสมมาตลอดหลายเดือนจางหายไปในทันที ซ่งอันหนิงเองก็มองเขาเช่นกัน แม้ชุดเกราะจะถูกทำความสะอาดแล้วแต่นางยังสังเกตเห็นร่องรอยบาดแผลเล็กๆบนใบหน้า และมือของเขา หัวใจพลันบีบรัดขึ้นเล็กน้อย “ท่านกลับมาแล้ว” สุดท้ายฮูหยินก็เป็นฝ่ายเอ่ยก่อน ลู่เฉิงเยี่ยนมองนางนิ่งก่อนตอบเพียงสั้นๆ “อืม” แต่คราวนี้น้ำเสียงกลับอ่อนโยนกว่าที่เคยราวกับคนที่คิดถึงกันมานานจากนั้นท่านแม่ทัพจึงกล่าวต่อ “ข้ากลับมาแล้ว” เป็นประโยคธรรมดาแต่กลับทำให้ซ่งอันหนิงยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น เพราะนางรู้ดีเขากลับมาตามสัญญาแล้วจริงๆเมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ
หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ทัพใหญ่ถึงขั้นหาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสตรีมีครรภ์มาอ่านด้วยตนเองยามค่ำคืนที่เคยนั่งอ่านรายงานสงครามกลับเปลี่ยนเป็นนั่งศึกษาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอะไรไม่ควรกินอะไร จนซ่งอันหนิงต้องแอบเดินมาดูแล้วพบว่าเขากำลังขมวดคิ้วใส่ตำราเล่มหนา “ท่านแม่ทัพกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอ่านเรื่องลูกอยู่น่ะ” “หนังสือเล่มนี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มาก” ซ่งอันหนิงมองตำราที่หนากว่ารายงานการศึกเสียอีกแล้วหลุดหัวเราะออกมา ในคืนนั้นก่อนนอนซ่งอันหนิงนอนซบอยู่ข้างกายเขาส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับวางมือบนหน้าท้องของนางอย่างเบามือราวกับกลัวทำให้ลูกตกใจ “ฮูหยิน” “เจ้าคะ” “เจ้าว่าแม่ทัพน้อยจะมีหน้าตาเหมือนใคร” “ลูกยังไม่เกิดเลยนะเจ้าคะ” “ข้าคิดว่าเหมือนเจ้า” “เหตุใดเล่า” “เพราะเจ้าหน้าตาดี” ซ่งอันหนิงหัวเราะจนไหล่สั่นไม่คิดว่าคนอย่างลู่เฉิงเยี่ยนจะพูดอะไรเช่นนี้ได้แต่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าวันนั้นภายในเรือนหลักเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันลู่เฉิงเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารขณะที่ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ข้างกาย “วันนี้หอจิ่นซิ่วมีงานมากหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มถามพลางตักโจ๊กใส่ถ้วยให้นาง “ไม่มากเจ้าค่ะช่วงนี้ลูกค้าประจำเสียส่วนใหญ่” ซ่งอันหนิงตอบพร้อมรับถ้วยมาแต่ทันทีที่กลิ่นปลาลอยเข้าจมูกนางกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพลันแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนแรกนางคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงฝืนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่งทว่าเพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “อันหนิงเจ้าเป็นอันใด” ลู่เฉิงเยี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติ ซ่งอันหนิงไม่ได้ตอบรีบยกมือปิดปากแล้วรีบลุกออกจากเก้าอี้ “ข้า…” ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก “ฮูหยิน!” สาวใช้ตกใจรีบตามไปลู่เฉิงเยี่ยนลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อไปถึงด้านนอกซ่งอันหนิงกำลังพิงเสาอยู่ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังอาเจียนออกมา “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลเ




![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


