เข้าสู่ระบบหลายวันต่อมาในช่วงเช้าที่จวนแม่ทัพเงียบผิดปกติ จนกระทั่งพ่อบ้านรีบเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ท่านแม่ทัพขอรับ…ตระกูลซ่งมาขอเข้าพบขอรับ” ลู่เฉิงเยี่ยนที่กำลังดูแผนการทหารอยู่เงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแต่บรรยากาศในห้องกลับนิ่งลงทันที “ให้เข้ามา” ไม่นานนักทั้งสามคนก็ถูกนำเข้ามาในห้องรับรอง บิดาของซ่งอันหนิงเดินนำหน้า ตามด้วยมารดาเลี้ยง และซ่งหรูเยว่ เพียงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความกดดันจากบุรุษตรงหน้าอย่างชัดเจน แม่ทัพที่เลื่องชื่อเรื่องความโหดในสนามรบไม่ได้แสดงท่าทีดุร้ายใดๆ แต่ความนิ่งนั้นกลับทำให้คนไม่กล้าหายใจแรง “คารวะท่านแม่ทัพ” บิดาของซ่งอันหนิงเอ่ยพร้อมก้มศีรษะ ลู่เฉิงเยี่ยนเพียงมองนิ่งๆก่อนถามสั้นๆ “มีธุระอะไร” บิดาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบ “พวกเรามาขอพบท่านและฮูหยินขอรับ” คำว่าฮูหยินทำให้สายตาของลู่เฉิงเยี่ยนเย็นลงทันที “นางไม่อยู่” มารดาเลี้ยงที่ทุกข์ใจรีบพูดต่อทันที “เป็นเรื่องสำคัญจริงๆเกี่ยวกับครอบครัวเจ้าค่ะ” ความเงียบนั้นกดลงหนักกว่าเดิมลู่เฉิงเยี่ยนเอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อยก่อนเอ่ยช้าๆ “ครอบครัวตอนส่งนางมาแทนพี่สาวพวกเจ้ายังจำคำนี้ได้อยู่อีกหรือ” ซ่งหรูเยว่กำมือแน่นแต่ยังไม่ทันพูดอะไร เสียงฝีเท้าเบาๆก็ดังมาจากด้านนอกซ่งอันหนิงยืนอยู่ตรงประตูพอดีนางเพิ่งได้รับข่าวจึงรีบตามมา ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักครอบครัวของนางกำลังยืนอยู่ต่อหน้าลู่เฉิงเยี่ยน ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนเหมือนหายใจไม่ออก “ท่านแม่ทัพ” ฮูหยินเอ่ยเบาๆ ลู่เฉิงเยี่ยนหันไปมองทันทีดวงตาที่เย็นเฉียบเมื่อครู่คลายลงเล็กน้อย “มาแล้วหรือ” ซ่งอันหนิงก็เดินเข้ามาในห้อง ไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มแต่ตำแหน่งของนางที่ยืนข้างลู่เฉิงเยี่ยนทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่แค่การพบกันระหว่างแม่ทัพกับตระกูลซ่ง แต่เป็นการยืนยันอย่างเงียบๆว่าผู้หญิงตรงหน้านี้ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับครอบครัวเดิมของนางอีกต่อไปแล้ว บรรยากาศภายในเรือนรับรองเงียบงันจนน่าอึดอัด ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนตรงข้ามคือตระกูลซ่งที่มาพร้อมสีหน้าหมดหนทาง เพียงไม่กี่เดือนที่ไม่ได้พบกันบิดาของนางกลับดูแก่ลงมาก แม้แต่ซ่งหรูเยว่ที่เคยหยิ่งผยองก็ยังมีสีหน้าซีดเซียว “เกิดอะไรขึ้น” ซ่งอันหนิงเป็นฝ่ายถามบิดาของนางกำมือแน่นก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กิจการล้มเหลว พวกเราติดหนี้จำนวนมาก หากไม่สามารถหาเงินไปใช้หนี้ได้…เจ้าหนี้คงไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่” ห้องทั้งห้องเงียบลงซ่งอันหนิงขมวดคิ้ว แม้จะเคยเสียใจกับการกระทำของครอบครัวแต่ก็ไม่อาจมองดูพวกเขาหมดหนทางได้ “แล้วต้องใช้เงินเท่าไร” “สามหมื่นตำลึง” ตัวเลขที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้ชิงเหอถึงกับเบิกตากว้างจำนวนมหาศาลจนคนทั่วไปหาไม่ได้ทั้งชีวิต “อันหนิง” มารดาเลี้ยงรีบจับมือของนาง “ช่วยพวกเราสักครั้งเถิด หากเจ้าไม่ช่วยครอบครัวเราคงจบสิ้นจริงๆ” ซ่งอันหนิงก้มมองมือที่ถูกจับก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล “ข้า…” “ฮูหยิน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ทุกคนในห้องชะงักไปพร้อมกัน ซ่งอันหนิงเงยหน้าขึ้นทันที ลู่เฉิงเยี่ยนยืนอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิมแต่แววตากลับลึกและอ่านไม่ออก เขาไม่ได้มองคนในตระกูลซ่งสายตานั้นมองเพียงนางเท่านั้น “เจ้าคิดจะช่วยหรือ” คำถามสั้นๆแต่กดทับความเงียบทั้งห้อง ซ่งอันหนิงเม้มปากเล็กน้อย มือที่ถูกมารดาเลี้ยงจับไว้สั่นเบาๆ “ข้า…” นางไม่ใช่คนไร้หัวใจ และไม่เคยคิดจะปล่อยให้ครอบครัวไปตายต่อหน้าต่อตาแต่สิ่งที่พวกเขาทำกับนางมาตลอดมันก็ยังเจ็บอยู่ในใจ ลู่เฉิงเยี่ยนมองสีหน้านางครู่หนึ่งก่อนก้าวเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยต่ออย่างช้าๆ “สามหมื่นตำลึง” เขาทวนคำตัวเลขนั้นอีกครั้งบรรยากาศในห้องเย็นลงทันที “มากพอที่จะล้มตระกูลเล็กๆได้แต่ก็ยังไม่มากพอให้ข้าต้องลังเล” บิดาของซ่งอันหนิงรีบเงยหน้า “ท่านแม่ทัพหมายความว่า…” ลู่เฉิงเยี่ยนไม่ตอบทันทีเพียงหันกลับมามองซ่งอันหนิงอีกครั้งน้ำเสียงที่ใช้กับนางอ่อนลงกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน “หากเจ้าจะช่วยข้าจะจ่ายให้” ซ่งอันหนิงชะงัก “ท่าน…” “แต่ต้องมีเงื่อนไข หลังจากวันนี้ตระกูลซ่งจะไม่มีสิทธิ์มาหาเจ้าอีก” ดวงตาคมตวัดไปยังทุกคนตรงหน้า “ไม่มีการขอเงิน ไม่มีการอ้างชื่อเจ้า และไม่มีการใช้เจ้าเป็นเหตุผลเพื่อเอาประโยชน์ใดๆ” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่นจนไม่มีช่องให้ต่อรองซ่งหรูเยว่กำมือแน่นทันที “ท่านจะตัดขาดพวกเราอย่างนั้นหรือ!” ลู่เฉิงเยี่ยนหันไปมองนางเพียงแวบเดียว “ไม่ใช่ข้าแต่เป็นผลจากสิ่งที่พวกเจ้าทำกับนาง” คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าทุกคนอย่างเงียบๆซ่งอันหนิงยืนนิ่งอยู่ตรงกลาง ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขา “ถ้าท่านช่วย…พวกเขาจะยอมจริงหรือเจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนมองนางแล้วตอบสั้นๆ “ถ้าไม่ยอมข้าจะเป็นคนทำให้พวกเขายอมเอง” หลังจากตระกูลซ่งถูกส่งตัวกลับไปห้องรับรองก็เงียบลงอีกครั้ง เหลือเพียงซ่งอันหนิงกับลู่เฉิงเยี่ยน และความเงียบที่หนักกว่าก่อนหน้าเสียอีก ซ่งอันหนิงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆเอ่ยขึ้นเบาๆ “ท่านแม่ทัพ” ลู่เฉิงเยี่ยนที่กำลังสั่งฉินเฟิงอยู่หยุดมือหันกลับมามองนางทันที “ว่าอย่างไร” ซ่งอันหนิงก้มหน้าลงเล็กน้อยมือที่วางอยู่บนตักบีบเข้าหากันแน่น “สามหมื่นตำลึงนั้น” ฮูหยินหยุดพูดไปเหมือนหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม “ข้าว่ามันมากเกินไป” ลู่เฉิงเยี่ยนไม่ตอบทันทีเพียงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง แสงในห้องตกกระทบใบหน้าคมทำให้แววตาของเขาดูนิ่งลึกขึ้น “เจ้าคิดว่าเงินนั้นสำคัญหรือ” ซ่งอันหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “แต่มันเป็นเงินของจวนแม่ทัพไม่ใช่ของข้า” คำพูดนั้นทำให้ลู่เฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขานั่งลงตรงข้ามนางสายตาไม่ได้ดุแต่จริงจังอย่างมาก “ฟังข้าให้ดีอันหนิงไม่ว่าจะสามหมื่นตำลึง หรือสามแสนตำลึงก็ไม่เท่ากับการที่เจ้าต้องทนให้คนพวกนั้นมากดเจ้า” ซ่งอันหนิงนิ่งไปดวงตาเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย “แต่พวกเขาก็ยังเป็นครอบครัวของข้า” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงทันทีลู่เฉิงเยี่ยนมองนางอยู่นานก่อนเอ่ยอย่างช้าๆ “ครอบครัวที่ผลักเจ้าไปแทนคนอื่น ครอบครัวที่กลับมาขอให้เจ้าช่วย ทั้งที่ไม่เคยปกป้องเจ้า เจ้ายังอยากเรียกพวกเขาว่าครอบครัวอีกหรือ” ซ่งอันหนิงเม้มปากแน่น ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่ได้อยากให้ท่านต้องเสียเงินเพราะข้า” คำนี้เองที่ทำให้ลู่เฉิงเยี่ยนเงียบไปชั่วครู่ก่อนเขาจะเอื้อมมือมาวางลงบนหลังมือของนางเบาๆ “อันหนิงฟังข้าอีกครั้ง เงินที่ข้าใช้วันนี้ไม่ใช่การเสียแต่เป็นการจบเรื่องทั้งหมด แต่เพื่อเจ้าจะไม่ต้องกลับไปเจ็บอีก” ซ่งอันหนิงมองใบหน้าของท่านแม่ทัพดวงตาของนางยังมีความรู้สึกผิดอยู่แต่เริ่มสั่นคลอนลงทีละน้อย ลู่เฉิงเยี่ยนถอนหายใจเบาๆก่อนเอ่ยประโยคสุดท้าย “ถ้าเจ้าจะรู้สึกผิดก็รู้สึกกับคนที่ทำให้เจ้าต้องมาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่กับข้า” ความเงียบปกคลุมอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความอึดอัดเป็นความเงียบที่ค่อยๆคลายบางสิ่งในใจของซ่งอันหนิงลงทีละน้อย และเป็นครั้งแรกที่นางเริ่มเข้าใจว่าคนที่ยอมจ่ายแทนนางไม่ได้รู้สึกว่าเสียอะไรเลยนอกจากไม่อยากให้นางต้องเจ็บอีกต่อไป ซ่งหรูเยว่เข้ามาที่หอจิ่นซิ่วในช่วงบ่าย ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่มีคนติดตามมากนักเหมือนตั้งใจมาด้วยเรื่องบางอย่างโดยเฉพาะ ซ่งอันหนิงกำลังตรวจผ้าอยู่ด้านในเมื่อชิงเหอเข้ามารายงานนางก็พนักหน้าทันที “ให้พี่ใหญ่เข้ามาได้” เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันในร้านบรรยากาศก็ไม่เหมือนการพบพี่น้องอีกต่อไป ซ่งหรูเยว่กวาดตามองรอบหอจิ่นซิ่วก่อนจะยิ้มบางๆ “เจ้าดูดีขึ้นมากเลยนะน้องสาม” คำพูดฟังเหมือนทักทายแต่แฝงบางอย่างที่ทำให้คนฟังรู้สึกไม่สบายใจ ซ่งอันหนิงวางผ้าในมือลง “พี่ใหญ่มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ” “ข้ามาคุยเรื่องวันนั้น” “เรื่องสามหมื่นตำลึงหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน” ซ่งหรูเยว่ยิ้มมุมปากฉายแววความร้ายกาจ “แต่เป็นเรื่องของเจ้า…เจ้าควรคิดให้ดีนะน้องสามตอนนี้เจ้าก็ได้อยู่ในจวนแม่ทัพแล้ว ได้ตำแหน่ง ได้ความสบายแต่ทั้งหมดนั้นมันเกิดจากการที่เจ้าไปแทนข้า” ซ่งอันหนิงมองนางนิ่งๆไม่ได้ขัดและไม่ตอบโต้ซ่งหรูเยว่จึงพูดต่อ “ถ้าข้าคือคนที่แต่งเข้าจวนตั้งแต่แรกข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องหนี้สามหมื่นตำลึงเกิดขึ้นเลย” คำพูดนั้นทำให้มือของชิงเหอที่ยืนอยู่ข้างๆกำมือแน่นทันทีแต่ซ่งอันหนิงยังคงนิ่งนิ่งจนผิดปกติ “พี่ใหญ่ต้องการอะไรจากข้า” ซ่งหรูเยว่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน “ออกจากตำแหน่งฮูหยินเสียแล้วให้ข้าเข้าไปแทน” ความเงียบตกลงมาในร้านทันที แม้แต่เสียงลมหายใจของคนในหอก็ดูเหมือนจะเบาลง ซ่งอันหนิงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวแววตาไม่ตกใจ ไม่โกรธแต่เย็นลงอย่างช้าๆ “พี่ใหญ่ท่านมาที่นี่เพราะคิดว่าเรื่องทั้งหมดสามารถแลกเปลี่ยนกันได้หรือเจ้าคะ” ซ่งหรูเยว่ตอบทันที “มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยนแต่มันคือสิ่งที่ควรเป็นเจ้าถูกแทนที่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้าเจ้ายอมถอยทุกอย่างจะง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” คำพูดนั้นยังไม่ทันจบเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าร้านชัดเจนและมั่นคง ซ่งหรูเยว่หันไปมองและในวินาทีนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที ลู่เฉิงเยี่ยนยืนอยู่ตรงประตู ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไรแต่สายตาคมของเขากำลังมองตรงมาที่นางอย่างเย็นชาเหมือนมองสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ของตน ท่านแม่ทัพเดินเข้ามาช้าๆจนหยุดยืนข้างซ่งอันหนิงเพียงแค่นั้นบรรยากาศทั้งร้านก็เปลี่ยนไปทันที “เจ้าพูดจบหรือยัง” น้ำเสียงเรียบแต่กดหนักจนคนฟังเงียบลงโดยไม่รู้ตัว ซ่งหรูเยว่รีบปรับสีหน้า “ท่านแม่ทัพ ข้าแค่…” “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะคิดอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนตัดบททันทีแววตาคมมองตรง “ข้าสนแค่ว่าฮูหยินของข้าคือคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่คนที่เจ้าจะมาชี้ให้ข้าเปลี่ยนได้” ความเงียบกลับมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันหนักกว่าเดิม ซ่งอันหนิงยืนอยู่ข้างเขามองแผ่นหลังของชายที่ไม่เคยเปิดช่องให้ใครมาทำร้ายนาง แม้จะเป็นคนในครอบครัวของนางเองก็ตามเมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ
หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ทัพใหญ่ถึงขั้นหาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสตรีมีครรภ์มาอ่านด้วยตนเองยามค่ำคืนที่เคยนั่งอ่านรายงานสงครามกลับเปลี่ยนเป็นนั่งศึกษาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอะไรไม่ควรกินอะไร จนซ่งอันหนิงต้องแอบเดินมาดูแล้วพบว่าเขากำลังขมวดคิ้วใส่ตำราเล่มหนา “ท่านแม่ทัพกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอ่านเรื่องลูกอยู่น่ะ” “หนังสือเล่มนี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มาก” ซ่งอันหนิงมองตำราที่หนากว่ารายงานการศึกเสียอีกแล้วหลุดหัวเราะออกมา ในคืนนั้นก่อนนอนซ่งอันหนิงนอนซบอยู่ข้างกายเขาส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับวางมือบนหน้าท้องของนางอย่างเบามือราวกับกลัวทำให้ลูกตกใจ “ฮูหยิน” “เจ้าคะ” “เจ้าว่าแม่ทัพน้อยจะมีหน้าตาเหมือนใคร” “ลูกยังไม่เกิดเลยนะเจ้าคะ” “ข้าคิดว่าเหมือนเจ้า” “เหตุใดเล่า” “เพราะเจ้าหน้าตาดี” ซ่งอันหนิงหัวเราะจนไหล่สั่นไม่คิดว่าคนอย่างลู่เฉิงเยี่ยนจะพูดอะไรเช่นนี้ได้แต่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าวันนั้นภายในเรือนหลักเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันลู่เฉิงเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารขณะที่ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ข้างกาย “วันนี้หอจิ่นซิ่วมีงานมากหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มถามพลางตักโจ๊กใส่ถ้วยให้นาง “ไม่มากเจ้าค่ะช่วงนี้ลูกค้าประจำเสียส่วนใหญ่” ซ่งอันหนิงตอบพร้อมรับถ้วยมาแต่ทันทีที่กลิ่นปลาลอยเข้าจมูกนางกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพลันแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนแรกนางคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงฝืนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่งทว่าเพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “อันหนิงเจ้าเป็นอันใด” ลู่เฉิงเยี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติ ซ่งอันหนิงไม่ได้ตอบรีบยกมือปิดปากแล้วรีบลุกออกจากเก้าอี้ “ข้า…” ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก “ฮูหยิน!” สาวใช้ตกใจรีบตามไปลู่เฉิงเยี่ยนลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อไปถึงด้านนอกซ่งอันหนิงกำลังพิงเสาอยู่ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังอาเจียนออกมา “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลเ







