Share

บทที่ 3

Author: หรานเติงเติง
ช่วงหลายวันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเฉียนสุ่ยว่าน จี้ซูไม่ได้สนใจ 'การเล่นละครเดียว' ของโจวฉงเซิ่นแม้แต่น้อย

นอกจากการทำงานตามปกติในตอนกลางวันแล้ว เธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง นั่นก็คือ …อวี๋จือ

อวี๋จือคือแบรนด์กี่เพ้าสไตล์จีนที่พ่อของเธอก่อตั้งขึ้นโดยใช้ชื่อแม่เป็นชื่อแบรนด์ ในยุคแรกนับว่ามีชื่อเสียงในวงการไม่น้อย แต่หลังจากพ่อป่วยหนัก ตัวแบรนด์จึงถูกทิ้งร้างมานานหลายปี

บรรดาช่างฝีมือดีค่อย ๆ แยกย้ายกันไป โรงงานทอผ้าที่ร่วมงานกันมาหลายปีก็ขาดการติดต่อ แม้แต่เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ก็หยุดอัปเดตไปนานแล้ว

ตอนนี้ เธออยากสานต่อความตั้งใจสุดท้ายของพ่อกับแม่ให้สำเร็จ ด้วยการนำมันกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง

ถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าเก่าจำนวนมากฝากข้อความไว้ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ และพยายามสืบถามข่าวคราว แต่สำหรับอวี๋จือ มันก็เป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรหยดหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากการตามหาช่างฝีมือเก่าแก่ที่แยกย้ายกันไป เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดก็คือต้องรีบหาซัพพลายเออร์ทอผ้าเกรดพรีเมียมให้ได้โดยเร็วที่สุด

ช่วงหลายวันนี้ จี้ซูไหว้วานคนไปทั่วเพื่อสอบถามข้อมูล เธอติดต่อไปยังผู้ค้าผ้าหลายราย ถ้าเนื้อผ้าไม่แย่เกินไป ก็มักโดนปฏิเสธเพราะยอดสั่งซื้อน้อยเกินไป

หลังต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ในที่สุดก็พบเจอซัพพลายเออร์เก่าแก่ที่ขายผ้าเซียงอวิ๋นซาและผ้าต่วนซ่งจิ่นระดับพรีเมียมเข้าจนได้

เวลาหกโมงเย็น จี้ซูขับรถมาถึงโรงแรมจิงเฉิง งานเลี้ยงมื้อค่ำจัดขึ้นที่ห้องวีไอพีชั้นบนสุด

โรงแรมจิงเฉิงตกแต่งในสไตล์จีน ประตูสีแดงชาด ระเบียงแกะสลัก ดูคลาสสิกสงบเงียบ ที่นี่มักเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้คนในแวดวงธุรกิจสำหรับคุยงานและจัดเลี้ยงเสมอ

พนักงานต้อนรับค้อมตัวทักทาย หลังตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยก็กดลิฟต์พาจี้ซูไปยังห้องวีไอพี

ในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิด บุรุษชุดดำผู้หนึ่งซึ่งถูกรายล้อมด้วยกลุ่มคนก็เดินเข้ามาทางประตูด้านข้าง

"ประธานโจว เชิญทางนี้ครับ"

…

ตอนที่คุยเรื่องความร่วมมือ ผู้ช่วยของอีกฝ่ายบอกว่าเจ้านายของพวกเขาเข้าใจตัวแบรนด์อวี๋จือดี ทั้งยังเคยพบเจอกับพ่อเธอหลายครั้ง จึงถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกัน พอผู้ดูแลรู้ว่าเป็นจี้ซู ก็ตกลงให้เข้าพบทันที

เธอเองก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคนที่มาจะเป็นใคร

หลังพยักหน้าขอบคุณพนักงานที่หน้าประตู จี้ซูก็ผลักประตูเข้าไปเบา ๆ

ทันทีที่ประตูเปิดออก ผู้หญิงในชุดสูทคนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ

"สวัสดีค่ะคุณจี้ ฉันเหราอวี่ เป็นเลขาฯ ของท่านประธานรุ่ยหวนกรุ๊ปนะคะ"

เสียงนี้จี้ซูจำได้ เป็นคนที่ติดต่อกับเธอตอนคุยเรื่องความร่วมมือนั่นเอง

รุ่ยหวน? ไม่ใช่เจียงหนานจือจ้าวเหรอ ทำไมถึงกลายเป็นรุ่ยหวนไปได้ล่ะ?

อีกฝ่ายเหมือนจะดูออกถึงความสงสัยของจี้ซู จึงยิ้มและอธิบายว่า "เจียงหนานจือจ้าวได้เข้ามาอยู่ภายใต้รุ่ยหวนกรุ๊ปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้วค่ะ เดิมทีบริษัทของเราเน้นเจาะตลาดต่างประเทศ แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีแผนจะขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศ ดังนั้น พวกเราจึงเป็นคนรับช่วงต่อในการเจรจาความร่วมมือและติดต่อธุรกิจค่ะ"

จี้ซูพอจะเคยได้ยินชื่อบริษัทรุ่ยหวนมาบ้าง เป็นบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าระดับไฮเอนด์ มักจัดงานแสดงสินค้าโอต์กูตูร์ งานกาล่าดินเนอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย การขยายตลาดในประเทศโดยเจาะผ่านวงการผ้าเกรดพรีเมียมชนิดดั้งเดิมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เพียงแต่...เธอมีดีอะไรนักหนา อวี๋จือเป็นแค่แบรนด์เล็ก ๆ แบรนด์หนึ่ง คู่ควรให้เลขา ฯ ของท่านประธานแห่งรุ่ยหวนต้องมาต้อนรับด้วยตัวเองเชียวหรือ

"เชิญค่ะคุณจี้ ประธานจี้ของเรารอมาสักพักแล้วค่ะ"

ประธานจี้?

ไม่รู้ทำไม ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัวของจี้ซูอย่างกะทันหัน

เมื่อเดินตามเหราอวี่เข้าไป ก็พบว่าห้องวีไอพีนั้นกว้างขวาง หลังเดินผ่านโถงทางเดิน โคมระย้าคริสตัลก็ส่องประกายระยิบระยับอยู่กลางห้องที่ดูคลาสสิก บนโต๊ะกลมจัดวางของตกแต่งที่มีหมอกสีขาวลอยคลุ้ง ดูหรูหราสง่างาม

สายตาของจี้ซูมองลึกเข้าไปข้างใน ก่อนจะสบเข้ากับคนที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานพอดี

ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองสีเทา ใบหน้าดูผ่อนคลาย เขานั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งวางพาดขอบโต๊ะจับถ้วยชาด้วยท่วงท่าสบาย ๆ เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นก็ฉายแววดีใจ

"ซูซู"

ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงบนผิวน้ำ หัวใจของจี้ซูกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง

จี้หรงจื่อ

เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งได้ยินติงเซี่ยนเอ่ยถึงเขาผ่าน ๆ แต่ตอนนี้เมื่อเขามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เธอเองกลับยังรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง

เห็นได้ชัดว่าจี้ซูไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เจอเขาอีก

ในจังหวะที่เธอยังคงเหม่อลอย ร่างนั้นก็เข้ามาประชิดตัว ชายหนุ่มปรายตามอง เลขา ฯ สาวจึงรีบถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่

กลิ่นสนที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกจี้ซู เธอถูกโอบกอดเบา ๆ ขณะได้ยินเสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู "ซูซู ฉันกลับมาแล้วนะ"

หัวสมองของจี้ซูยังคงขาวโพลน ความคิดของเธอถูกดึงกลับไปในฤดูร้อนปีนั้น ตอนที่เธอกับพ่อ 'เก็บ' จี้หรงจื่อมาได้จากหน้าโรงงานเหล็กเป็นครั้งแรก

นับแต่อายุสิบขวบจนถึงยี่สิบปี เขาปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไร้ร่องรอยและก็จากไปอย่างไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เช่นกัน

เขาหายตัวไปหลังอุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้น พอได้เจอกันอีกครั้ง ก็กลายเป็นประธานของรุ่ยหวนไปเสียแล้ว

เมื่อมองคนที่เฝ้าคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจตรงหน้า แววตาของชายหนุ่มก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ปลายนิ้วของเขาลูบคลำตรงตำแหน่งนิ้วนางไปมา น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนจับอารมณ์ไม่ได้ "หลังจากนี้ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว"

จี้ซูสบตาเขา รู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน ความอ่อนเยาว์จางหายไป โครงหน้าดูคมคายและเด็ดเดี่ยวมากขึ้น ความหรูหราสง่างามนั้นยากต่อการปิดบัง นัยน์ตาสีดำภายใต้กรอบแว่นสีทองยังคงดูลึกล้ำจนเธออ่านไม่ออก

ใครจะไปคิดล่ะว่า ชายหนุ่มที่ดูสูงส่งราวดอกไม้บนยอดเขาตรงหน้าคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยต้องแย่งอาหารกับสุนัขจรจัดในกองขยะมาก่อน

เขาค้อมตัวลงเล็กน้อย รั้งเธอเข้าไปกอดอีกครั้ง

ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้จี้ซูทำตัวไม่ถูก อาจเป็นเพราะไม่ได้เจอกันมานาน หรืออาจเป็นเพราะสถานะของเขาที่เปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้ก็เป็นได้

เธอผลักเขาออกเล็กน้อย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม "งั้นก็ดีแล้ว"

การจงใจตีตัวออกห่างของคนตรงหน้าทำให้จี้หรงจื่อชะงักงัน แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาจูงมือจี้ซูเดินไปที่โต๊ะ จัดแจงเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งด้วยความเอาใจใส่

เห็นเช่นนั้น หญิงสาวก็ไม่ได้เสแสร้งเล่นตัว นั่งลงอย่างสง่างาม

"ได้ยินว่าเธอจะหย่าแล้วเหรอ?"

จี้ซูชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงหยิบแผนงานในกระเป๋าออกมาเท่านั้น

"เรามาคุยเรื่องอวี๋จือกันดีกว่า" หญิงสาวช้อนตามอง "รุ่ยหวนฮุบเจียงหนานจือจ้าวไปแบบนี้ คงไม่ใช่แค่เพื่อขยายตลาดในประเทศเฉย ๆ หรอกจริงไหม?"

เมื่อเห็นท่าทีที่ดูเหมือนไม่อยากตอบคำถามของเธอ จี้หรงจื่อก็เพียงยกยิ้มมุมปาก

เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ รับแฟ้มเอกสารจากมือของจี้ซูมาเปิดดู "ฉันรู้จักอวี๋จือดี แบรนด์ที่คุณพ่อปลุกปั้นมากับมือ ถึงจะถูกทิ้งร้างมาหลายปี แต่พื้นฐานก็ยังอยู่ ลูกค้าเก่ายังให้การยอมรับ สิ่งที่รุ่ยหวนอยากทำ ก็คือการชุบชีวิตมันขึ้นมาอีกครั้ง"

พ่อ...

เมื่อเอ่ยถึงพ่อ หัวใจของเธอก็อดเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้

จี้ซูมองเขา และถามตามตรงโดยไม่คิดปิดบัง "ไม่ใช่รุ่ยหวนหรอก แต่เป็นนายใช่ไหมล่ะ?"

จี้หรงจื่อคลี่ยิ้ม "ถ้าใช่แล้วจะทำไม? หรือว่า....ฉันไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรเพื่อเธอกับคุณพ่อบ้างเลยหรือไง?"

…

แก้วสุราตรงหน้าโจวฉงเซิ่นแทบไม่ได้ถูกแตะต้อง

เขาทำเป็นหูทวนลมกับการชนแก้วสุราในงานเลี้ยง หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างขึ้นแล้วก็ดับลง ดับลงแล้วก็สว่างขึ้นใหม่อยู่อย่างนั้น

ในหน้าแชท ยังคงเป็นข้อความที่เขาส่งไปในคืนนั้น

สี่วันแล้ว ไม่มีการตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น

เฉิงคุนที่อยู่ด้านข้างเตือนอย่างระมัดระวังว่า "ท่านประธานครับ ประธานซ่งกำลังรินคารวะอยู่ครับ"

โจวฉงเซิ่นปรือตาขึ้นเล็กน้อย หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาชนอย่างไม่ใส่ใจนัก รสชาติที่เผ็ดร้อนบาดคอทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่น

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาคลายเนกไท ความหงุดหงิดใจไม่ว่าจะกดข่มอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขาไม่เข้าใจ แม้แต่ตอนที่ทะเลาะกับตาเฒ่าจนบ้านแตกในอดีตก็ยังไม่เคยเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ

บนหน้าจอสะท้อนภาพคิ้วของเขาที่ขมวดมุ่น เมื่อก่อนไม่ว่าเธอจะโกรธเคืองกันแค่ไหน ก็ไม่เคยขาดการติดต่อเกินสองวันแบบนี้

เฉิงคุนมองออกถึงความหงุดหงิดของโจวฉงเซิ่น หลังคิดแล้วคิดอีก ก็อธิบายว่า "ช่วงนี้คุณผู้หญิงดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับเรื่องอวี๋จือครับ"

อวี๋จือ?

สตูดิโอเล็ก ๆ ที่ไม่มีอนาคตของพ่อเธอนั่นน่ะเหรอ?

ก่อนหน้านี้เหมือนเธอเคยถามเขาว่า พอจะมีวิธีทำให้แบรนด์อวี๋จือกลับมาผงาดอีกครั้งได้ไหม

ตอนนั้นเขาเหมือนตอบอะไรสักอย่างกลับไป แต่ก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว

โจวฉงเซิ่นใช้ปลายนิ้วลูบแก้วสุราไปมา พลางแค่นเสียงหยัน

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?

ขอแค่เธอเอ่ยปาก เขาก็สามารถประเคนสตูดิโอแบบนั้นให้เธอได้เป็นสิบแห่ง

ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา "เธอนี่ช่างหาทำซะจริง"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 127

    “ซุนหวยเฟิงหรือครับ์” เฉิงคุนหันขวับ “คนที่เซ็นรับเข็มกลัดอันนั้นใช่ไหมครับ?”“เขาน่าจะเป็นตัวกลางที่คอยติดต่อระหว่างซางเจิ้นเยว่กับคนเบื้องบน”สีหน้าของพ่อซางเมื่อครู่ก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนพอแล้วอดีตผู้ช่วยที่จู่ ๆ ก็กลับมาหานั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าหลายปีมานี้พวกเขายังคงติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา และค

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 126

    “ได้ยินว่าภรรยาคุณบาดเจ็บ ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม?”ภายในบ้านต้นตระกูลตระกูลซาง โจวฉงเซิ่นและพ่อซางกำลังนั่งเผชิญหน้ากันใบหน้าของพ่อซางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและเมตตาเช่นเคย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นดั่งหมาป่าห่มหนังแกะโจวฉงเซิ่นหลุบตาลง แววตาเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาอารมณ์ “เพิ่งผ่าตัดเสร็จครับ ต้องพ

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 125

    ตกบ่าย คณะกรรมการจัดการแข่งขันก็โทรศัพท์มาหาแจ้งว่าหลังจากประเมินอาการบาดเจ็บของจี้ซูในปัจจุบัน ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์เจตนาชนรถในครั้งนี้ รวมถึงกำลังใจและความห่วงใยจากชาวเน็ตอย่างล้นหลามท้ายที่สุด คณะกรรมการได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว จึงตัดสินใจจัดการรูปแบบการแข

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 124

    เหลือเวลาอีกเพียงสองวันก็จะถึงรอบชิงชนะเลิศ ข้อมูลผลงานของผู้เข้าแข่งขันทุกคนถูกส่งให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย และทางคณะกรรมการจะเป็นผู้อัปโหลดเพื่อจัดเก็บเข้าคลังข้อมูลส่วนกลางหลังจากเรื่องที่จี้ซูถูกเจตนาขับรถชนล่วงรู้ไปถึงหูคณะกรรมการจัดการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ก็โทรศัพท์มาหาเพื่อสอบ

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 123

    จี้หรงจื่อช่วยปัดฝุ่นบนบ่าให้อีกฝ่าย “ถ้าอย่างนั้นผู้กำกับหลี่ก็รอฟังข่าวดีอย่างสบายใจได้เลยครับ”เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนตรงหน้าก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยท่าทีไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง“ดะ... ได้ครับประธานจี้”เขาเดินตามไปส่งจี้หรงจื่อขึ้นรถด้วยใบหน้าประจบสอพลอรถยนต์ค่อย ๆ แล่นออกไป จี้หรงจื่อละสายต

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 122

    จี้หรงจื่อขยับกรอบแว่นตา แล้วถามขึ้นว่า “ผมขอดูข้อมูลการสอบสวนหน่อยได้ไหมครับ?”รองผู้กำกับลังเลไปชั่วครู่ เมื่อคิดว่าต่างก็มาเพราะเรื่องเดียวกัน ประกอบกับสถานะของตระกูลเซิ่งหลังจากชั่งน้ำหนักในใจแล้วจึงตอบว่า “ได้แน่นอนครับ คุณรอสักครู่ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”ภาพวิดีโอกำลังฉายอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status