งานเลี้ยงจบลงเร็วกว่าที่คาดไว้
จี้ซูลุกขึ้นเตรียมหยิบกระเป๋า แต่เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่ข้างกายรวดเร็วกว่าเธอ
“เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง”
นี่ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า
นิสัยของจี้หรงจื่อเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
เธอไม่ได้ปฏิเสธ เพราะถึงปฏิเสธไปผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นแบบนี้มาตลอด
ถ้าจะบอกว่าโจวฉงเซิ่นเป็นพวกเผด็จการ จี้หรงจื่อก็ไม่ได้ต่างไปจากเขาเท่าไหร่นัก
บางครั้งเธอก็อยากเห็นจริง ๆ ว่าถ้าสองคนนี้มาเผชิญหน้ากัน ภาพมันจะออกมาเป็นยังไง
และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า เมืองจิงตูมีอะไรที่เหนือความคาดหมายเสมอ
ทั้งสองเดินออกจากห้องส่วนตัว แอร์ตรงโถงทางเดินดูเหมือนจะเย็นกว่าในห้องเล็กน้อย เธอจึงยกมือขึ้นมาลูบแขนตนเองโดยไม่รู้ตัว
ตรงหัวมุม เงาร่างหนึ่งทำให้จี้ซูต้องชะงักเท้า
ห่างออกไปสิบกว่าเมตร ร่างที่คุ้นเคยกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าประตูห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทา
ผู้ช่วยพิเศษของโจวฉงเซิ่น
เฉิงคุน
ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ โจวฉงเซิ่นก็ต้องอยู่ด้วยแน่ ๆ
จี้ซูหยุดเดินตามสัญชาตญาณ สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
เธอไม่อยากถูกจับได้ ไม่อยากอธิบาย และยิ่งไม่อยากได้ยินโจวฉงเซิ่นถามว่า “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร”
สามปีที่แต่งงานกันมา เธออธิบายมามากพอแล้ว และทุกครั้งที่อธิบายมันก็เหมือนกับการพยายามพิสูจน์ว่า ‘ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ’
เธอไม่อยากอธิบายอะไร และยิ่งไม่อยากจะไปข้องแวะกับโจวฉงเซิ่นอีก
จี้ซูถอยหลังไปครึ่งก้าว ไหล่ของเธอแทบจะชนเข้ากับแผงอกของจี้หรงจื่อ
“ไปทางนั้นกันเถอะ” เธอลดเสียงต่ำ “ทางนั้นก็มีลิฟต์เหมือนกัน”
ก่อนหย่าขาดกันให้เรียบร้อย เธอไม่อยากให้มีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นมาอีกโดยไม่จำเป็น
เมื่อจี้หรงจื่อหันไปมองสุดปลายทางเดิน ก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเธอถึงมีท่าทีแบบนี้ จึงคว้าข้อมือเธอไว้อย่างไม่เบาและไม่แรงจนเกินไป
“ซูซู”
เสียงนั้นดังมาจากเหนือหัว แฝงด้วยอารมณ์บางอย่างที่เธอเองก็บอกไม่ถูก
“เธอจะหลบทำไม?”
เธอเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองกำลังหลบอะไร
ทั้งที่ขอหย่าไปแล้ว ทั้งที่ย้ายออกมาแล้ว ทั้งที่ในทางกฎหมาย อีกไม่นานเธอกับผู้ชายคนนั้นก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก
แต่วินาทีที่เห็นเฉิงคุน ใจเธอก็ยัง ‘กระตุก’ ไปวูบหนึ่งอยู่ดี
เหมือนคนทำผิดแล้วร้อนตัว หรือไม่ก็...หวาดกลัว
ว่าแต่กลัวอะไรล่ะ?
กลัวโจวฉงเซิ่นมาเห็นเธออยู่กับผู้ชายคนอื่นงั้นเหรอ?
น่าขำสิ้นดี ตกลงแล้วเธอกำลังกลัวอะไรกันแน่?
จี้ซูหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า ถ้าโจวฉงเซิ่นเห็นเธออยู่กับจี้หรงจื่อ เรื่องหย่ามันจะยุ่งยากขึ้นมาได้
เขาคงคิดว่าเธอคบชู้ เขาจะเอาเรื่องศีลธรรมมาอ้าง และเอาเรื่องนี้มาเล่นแง่ตอนแบ่งสินสมรส
เธอพยายามจะสะบัดข้อมือออกตามสัญชาตญาณ แต่แรงบีบนั้นกลับแน่นขึ้นกว่าเดิม
จี้หรงจื่อก้าวเท้าเดินไปที่อีกฝั่งหนึ่งของทางเดินด้วยความสบายใจ
จี้ซูถูกเขาลากให้เดินตามไปจนแทบสะดุด
“จี้หรงจื่อ!” เธอลดเสียงต่ำ “ปล่อยฉันนะ”
เขาไม่ตอบ แถมยังไม่แม้แต่จะชะลอความเร็วฝีเท้า ตัวคนแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวที่ไม่อนุญาตให้ขัดขืน
เฉิงคุนคุยโทรศัพท์เสร็จพอดี เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็ร้องเรียกอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “คุณผู้หญิง?”
ความใกล้ชิดของทั้งสองคนทำให้ใบหน้าเฉิงคุนซีดลงทันที เขารีบหันไปมองประตูที่อยู่ด้านหลังตามสัญชาตญาณ
จี้ซูพยายามจะดึงมือกลับ แต่คนข้าง ๆ กลับไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย เธอหันไปมองเขา แววตาของเขาที่กำลังรอชมเรื่องสนุกนั้นไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย
จี้ซูกัดฟันกรอด นี่เขาจงใจชัด ๆ
วินาทีต่อมา ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเปิดออก
โจวฉงเซิ่นเดินออกมา ในมือยังถือโทรศัพท์ ดูเหมือนกำลังตอบข้อความใครบางคน
เขามองเฉิงคุนก่อนแวบหนึ่ง แล้วมองตามสายตาของเฉิงคุนไปจนเห็นจี้ซู
หลังจากนั้น เขาก็เห็นจี้หรงจื่อ
และต่อมา เขาก็เห็นมือที่กำลังจับข้อมือของจี้ซู
บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งไปในพริบตา
โจวฉงเซิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย ลดโทรศัพท์ในมือแล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยจับจ้องไปที่ผู้หญิงตรงหน้า
ราวกับกำลังถามว่า 'ไม่คิดจะอธิบายหน่อยเหรอ?'
จี้ซูยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ มือของชายหนุ่มข้างกายยังคงจับเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
อากาศในโถงทางเดินแทบจะถูกสูบออกไปจนหมด เฉิงคุนรู้สึกหายใจลำบากขึ้นมาตงิด ๆ จึงแอบถอยกลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบงัน
สายตาของจี้หรงจื่อกวาดมองไปที่ทั้งสองคน ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “บังเอิญจังเลยนะครับ ประธานโจว”
โจวฉงเซิ่นไม่ได้มองเขา เพียงจ้องมองจี้ซูด้วยแววตาเย้ยหยัน แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นยะเยือกจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
“มานี่”
สองคำนี้ถูกเค้นออกมาจากลำคอของเขา
จี้หรงจื่อปล่อยมือ จี้ซูเพิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าวินาทีต่อมาหัวใจของเธอก็ต้องหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าจี้หรงจื่อเดินเข้าไปหาโจวฉงเซิ่นด้วยท่าทีนิ่งสงบ น้ำเสียงสบาย ๆ “สบายดีไหมครับ ประธานโจว”
ในที่สุด โจวฉงเซิ่นก็ละสายตาจากจี้ซู แล้วหันมามองชายหนุ่มผู้มีความสูงพอ ๆ กับตัวเอง
เขาจำผู้ชายคนนี้ได้ดี
จี้หรงจื่อแห่งรุ่ยหวนกรุ๊ป
เศรษฐีหนุ่มหน้าใหม่ชาวจีนที่อยู่ดี ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาในตลาดการค้าต่างประเทศเมื่อสามปีก่อน ภูมิหลังลึกลับ แต่เป็นคนมีชั้นเชิงเฉียบขาด
โจวฉงเซิ่นเคยพบเจอจี้หรงจื่อที่งานเสวนาธุรกิจเอเชียแปซิฟิก ตอนนั้นจี้หรงจื่อก็มีท่าทีสงบเยือกเย็นแบบนี้ แถมตอนที่เดินสวนกันก็ยังพูดขึ้นมาลอย ๆ ประโยคหนึ่งว่า “แล้วพบกันใหม่นะครับ”
ตอนนั้น จี้หรงจื่อยังเป็นแค่ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของรุ่ยหวน ไม่น่าเชื่อว่าเพียงสามปี ก็จะก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นถึงประธานของรุ่ยหวนได้สำเร็จ
ดูท่าว่าเล่ห์เหลี่ยมและความลึกซึ้งของคนคนนี้จะไม่ธรรมดาทีเดียว
แต่โจวฉงเซิ่นคิดไม่ถึงเลยว่า ผู้ชายคนนี้จะมากุมมือภรรยาของเขา และมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแบบนี้
“ประธานจี้?” โจวฉงเซิ่นยืนเอามือล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง สายตาที่มองอีกฝ่ายไม่ถือว่าเป็นมิตรนัก “ถ้ารบกวนให้คุณต้องลำบากไปส่งภรรยาผม คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่มั้งครับ?”
“ภรรยา?” จี้หรงจื่อทวนคำนั้นเบา ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เท่าที่ผมรู้ ซูซูเอาหนังสือหย่าไปส่งไว้ที่ห้องทำงานของคุณแล้วไม่ใช่เหรอ”
หนังสือหย่า?
หัวใจของโจวฉงเซิ่นหล่นวูบ มือที่อยู่ในกระเป๋าเผลอกำแน่น แต่สีหน้ากลับยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึก
เขาพูดอย่างเนิบช้า น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย “แค่สามีภรรยาไม่เข้าใจกันเล็กน้อย ไม่ต้องรบกวนให้ประธานจี้มาใส่ใจหรอกครับ”
โจวฉงเซิ่นก้าวเท้าเตรียมเดินผ่านเขาไป แต่กลับถูกจี้หรงจื่อเบี่ยงตัวเข้ามาขวางเอาไว้
“ไม่เข้าใจกันเล็กน้อย? จู่ๆ ก็เอาหมอที่ต้องรักษาพ่อเธอไปให้ผู้หญิงคนอื่น แล้วก็หายหัวไปดื้อ ๆ ทิ้งให้เธอต้องอยู่จิงตูคนเดียว ประธานโจวหมายความว่านี่เป็นเพียงเรื่องที่ไม่เข้าใจกันเล็กน้อยงั้นเหรอครับ?”
โจวฉงเซิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาจับจ้องไปที่จี้ซูอย่างเย้ยหยัน “ภรรยาผมช่างเปิดอกคุยกับประธานจี้ได้ทุกเรื่องจริง ๆ นะครับ มีอะไรก็เล่าให้ฟังหมดเลย”
มือที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของจี้ซูกำแน่น สายตาที่เธอมองไปยังจี้หรงจื่อเริ่มแฝงไว้ด้วยความซับซ้อน
เขารู้ว่าเธอกำลังหาเส้นสายการรักษา รู้ว่าเธอเอาหนังสือหย่าไปส่งที่บริษัทโจวกรุ๊ปและถึงขั้นรู้ว่าอะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจหย่าขาดกับโจวฉงเซิ่น
นี่เขาสืบเรื่องของเธออีกแล้วเหรอ?
ตกลงเขาต้องการอะไรกันแน่
จี้หรงจื่อหันกลับมา เขามองผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังแล้วยิ้มเล็กน้อย “ความสัมพันธ์ของผมกับซูซู มันไม่ได้ตื้นเขินอย่างที่ประธานโจวคิดหรอกนะครับ”
ยั่วยุ
เป็นการยั่วยุกันอย่างโจ่งแจ้ง
รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวฉงเซิ่นแทบจะจางหายไป ความโกรธทำให้เขาหน้ามืด ถึงขั้นตีความสายตาของจี้ซูในตอนนี้ไปในทางอื่น
“ซูซู?” โจวฉงเซิ่นออกแรงบีบไหล่ของจี้หรงจื่อแน่น ความเย็นชาในแววตาแทบจะทะลวงร่างอีกฝ่าย “พวกเราขอตัวก่อน เชิญประธานจี้ตามสบาย”
พูดจบ เขาก็คว้าแขนของจี้ซูเอาไว้โดยไม่รอให้เธอปฏิเสธ
เธอพยายามสะบัดออก แต่เสียงของชายหนุ่มที่กำลังข่มความโกรธเอาไว้ก็ดังขึ้นข้างหู “ห้ามหันกลับไปมอง”
กระทั่งแผ่นหลังของทั้งสองคนลับสายตาไปตรงสุดปลายทางเดิน รอยยิ้มบนใบหน้าของจี้หรงจื่อถึงได้เลือนหายหมดสิ้น เขาหมุนแหวนบนนิ้วชี้เบา ๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ พร้อมพึมพำว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ โจวฉงเซิ่น”