“ปล่อยฉันนะ”
จี้ซูถูกลากตัวลงมายังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ความเจ็บปวดบริเวณข้อมือทำให้เธอขมวดคิ้วมุ่น
ลานจอดรถกว้างขวางและว่างเปล่า มีเพียงเสียงอุทานของหญิงสาวที่ดังขึ้นเท่านั้น
รอยแดงร้อนผ่าวที่นิ้วมือของเขาสัมผัสโดนนั้นทำเอากรามของโจวฉงเซิ่นขบแน่น
แววตาของชายหนุ่มมืดทะมึน ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่จี้หรงจื่อจับมือเธออยู่ตรงทางเดินเมื่อครู่นี้ แรงบีบที่มือจึงเผลอเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จี้ซูโกรธจนสองแก้มแดงก่ำ ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว สะบัดเขาออกอย่างแรง “โจวฉงเซิ่น คุณจะพอได้แล้วหรือยัง?”
น้ำเสียงของเธอบอกชัดถึงความรำคาญใจ
โจวฉงเซิ่นถูกสะบัดจนตัวเซ แววตาของเขาฉายความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเธอเรียกชื่อเต็มของตัวเอง
ก่อนแต่งงานเธอเรียกเขาว่าคุณโจว หลังแต่งงานเธอเรียกเขาว่าสามี
เขาหันขวับกลับมา สายตาจับจ้องไปที่จี้ซู “คุณเรียกผมว่าอะไรนะ?”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงมาดับไฟในอกของเขาให้มอดดับ
คนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาคือเธอแท้ ๆ แต่ทำไมเธอถึงกลายเป็นฝ่ายที่หงุดหงิดใส่เขาไปซะได้
จี้ซูไม่สนใจคำพูดของเขา เธอเอาแต่ก้มหน้านวดข้อมือตัวเอง หน้าอกกระเพื่อมไหวเล็กน้อยจากการถูกฉุดลากเมื่อครู่
เธอปรับระดับลมหายใจ ก่อนกล่าว “คุณได้รับหนังสือหย่าแล้วนี่ สะดวกเมื่อไหร่ เราก็ไปทำเรื่องหย่าที่สำนักงานเขตกันเถอะ”
น้ำเสียงของเธอทั้งเย็นชาและราบเรียบ เหมือนกำลังถามว่าเย็นนี้จะกินอะไรกันดี ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกสักนิด
เขาพลันนึกถึงซองเอกสารสีน้ำตาลซองนั้น นึกถึงคำพูดของเฉิงคุนที่บอกว่า 'คุณผู้หญิงส่งมาครับ' และนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้แกะดูด้วยซ้ำ เพราะโยนทิ้งไว้โดยไม่ได้ใส่ใจ
ต่อมาเขาก็ต้องเข้าประชุม และจัดการโปรเจกต์ จึงลืมซองเอกสารนั่นไปเสียสนิท
ปรากฏว่านั่นคือหนังสือหย่า
เธอตัดสินใจจะหย่ากับเขานานแล้วสินะ
เพราะใครกัน?
จี้หรงจื่อ?
โจวฉงเซิ่นตวัดสายตากลับมามองเธออีกครั้ง เสื้อเชิ้ตผ้าซาตินจับคู่กับกางเกงสแล็กยิ่งขับให้รูปร่างของเธอดูสูงโปร่ง เข็มขัดโลหะที่ประดับอยู่ เรือนผมสีดำที่ดัดลอนเป็นคลื่น และใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา ทุกกระเบียดนิ้วล้วนเปล่งประกายความทะมัดทะแมง ดูเป็นสาวเวิร์กกิ้งวูแมนระดับหัวกะทิอย่างแท้จริง
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มองเธออย่างพินิจพิเคราะห์แบบนี้มานานแล้ว เวลาอยู่บ้านเธอมักสวมชุดลำลอง ไม่แต่งหน้า และปล่อยผมให้ยาวลงมาประบ่าเสมอ
ทุกวันหลังเลิกงาน ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็จะได้เห็นหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เธอจะซุกหน้าลงกับอกของเขา แล้วถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่าทำงานเหนื่อยไหม วันนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า
เขาคงคุ้นเคยกับความอ่อนโยนของเธอมากไป พอมาเห็นคนตรงหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชา จึงทำให้รู้สึกแปลกหน้าอยู่บ้าง
ดวงตาคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ตอนนี้คล้ายหลงเหลือเพียงความผิดหวังเท่านั้น
เขาลืมไปเลยว่าเธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อไม่ถูกเลือก ย่อมต้องการระบายความโกรธแค้นเป็นธรรมดา
โจวฉงเซิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก แล้วลดเสียงลงพูดว่า “ตอนนี้พวกเราใช้อารมณ์กันทั้งคู่ คุยเรื่องนี้ไม่เหมาะหรอก กลับบ้านกันก่อนเถอะ”
เขายื่นมือออกไปหมายจะดึงตัวเธอ
จี้ซูถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว หลบเลี่ยงการสัมผัสของเขาในทันที ท่าทางที่หลบหลีกราวกับเขาเป็นงูพิษนั้นทิ่มแทงสายตาของโจวฉงเซิ่นอย่างร้ายกาจ
มือของเขา... ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
“นั่นมันบ้านคุณ ไม่ใช่บ้านฉัน”
จี้ซูเงยหน้า จมูกพลันรู้สึกแสบร้อน เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ฉันไม่มีบ้านอีกแล้ว”
ใช่ เธอไม่มีบ้านอีกแล้ว
พ่อไม่อยู่แล้ว บนโลกใบนี้เธอไม่เหลือสมาชิกในครอบครัวแม้แต่คนเดียว
ท่ามกลางเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ ทุกคนต่างมีที่พึ่งพิง เหลือเพียงเธอคนเดียวที่ไม่มี
เธอเคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่าความอบอุ่นของตนเองจะละลายหัวใจของโจวฉงเซิ่น เธอใส่ใจในทุกเรื่อง ดูแลจัดการทุกอย่าง พยายามเรียนรู้ศิลปะการชงชา เรียนรู้กฎระเบียบ เรียนรู้ทุกสิ่งที่ไม่ถนัด เพื่อขัดเกลาตัวเองให้กลายเป็นคนที่เขาชอบ
เธอทั้งอยากจะปกป้องพ่อ ทั้งอยากจะรักษาชีวิตคู่ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็กลับกลายเป็นเช่นนี้
เธอรักษาอะไรไว้ไม่ได้สักอย่าง เธอมันไม่ต่างอะไรจากคนไร้ค่า
เธอพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดนั้นไว้สุดกำลัง ฝืนกลั้นน้ำตาให้ไหลออกมา เธอไม่อยากให้โจวฉงเซิ่นเห็นสภาพนี้ของตัวเองแม้แต่น้อย
เธอเงยหน้ามองเขาด้วยท่าทีดื้อรั้น “ฉันไม่กลับ ฉันย้ายออกมาแล้ว และฉันไม่ได้เอาของของคุณมาเลยสักชิ้น” พูดจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “เงื่อนไขในหนังสือหย่าสมเหตุสมผลทุกอย่าง ฉันจะเอาเฉพาะส่วนที่ฉันควรได้รับเท่านั้น”
ของของเขา?
เอาเฉพาะส่วนที่ควรได้?
โจวฉงเซิ่นอดขำไม่ได้ ขณะกระตุกยิ้มมุมปาก “แบ่งแยกซะชัดเจนเชียวนะ? จี้ซู ในสายตาคุณ ระยะเวลาสามปีที่ผ่านมามันเป็นแค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไง?”
“แล้วจะให้เป็นอะไรล่ะ?”
เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับมองทะลุถึงแก่นแท้มานานแล้ว “ตอนนั้นที่คุณแต่งงานกับฉันก็เพื่อหุ้นของคุณปู่คุณไม่ใช่เหรอ? เราสองคนมีใครสูงส่งไปกว่ากันตรงไหนไม่ทราบ?”
มวลอากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบขึ้นมาในพริบตา
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สามวินาที
โจวฉงเซิ่นแค่นหัวเราะ ชักมือที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศกลับลงไป
“พูดได้ดี”
คำพูดประโยคนี้ ราวกับเข็มแหลมที่แทงทะลุหน้ากากของเขาเข้าโดยตรง
เขาก้าวปราด ๆ เข้าไปหา เงาร่างสูงใหญ่บดบังตัวจี้ซู
ความอ่อนโยนบนใบหน้ามลายหายไป ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง “ผมไม่เซ็น คุณก็น่าจะรู้ว่าตอนนั้นผมแต่งงานทำไม”
โจวฉงเซิ่นจ้องมองเธอ กลับมามีท่าทีวางอำนาจเช่นเดิม “เรื่องระหว่างเรา คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกว่ามันจะเริ่มหรือจบยังไง”
ดูสิ นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของโจวฉงเซิ่น
ความอบอุ่นอ่อนโยนก็แค่ละครตบตา เมื่อใดที่กระทบถึงผลประโยชน์ เขาก็จะกลายร่างเป็นซาตานแห่งวงการธุรกิจที่เด็ดขาดและเลือดเย็น
จี้ซูยืนนิ่งเงียบเช่นนั้น มองเขาอยู่เนิ่นนาน
“โจวฉงเซิ่น คิดว่าฉันต้องพึ่งพาแค่คุณคนเดียวใช่ไหม?”
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แววตานั้นได้ให้คำตอบแล้ว
เธอหัวเราะเยาะในความหลงตัวเองของเขา พลางแค่นเสียงเย็นชา “หวังว่าคุณจะมั่นใจแบบนี้ไปได้ตลอดนะ”
เธอไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง หันไปหยิบกุญแจแล้วเดินตรงไปที่รถของตัวเอง สีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว
โจวฉงเซิ่นกำหมัดแน่น สุดท้ายเขาก็ยังคงถามออกไป
เพียงแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่ากว่าที่ตัวเองจินตนาการไว้มากนัก “คุณกับเขาเป็นอะไรกัน”
จี้ซูไม่ได้หยุดเดิน ขณะตอบ “ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ตราบใดที่ยังไม่ได้หย่า คุณก็ยังเป็นคนตระกูลโจว”
“อีกเดี๋ยวก็ไม่ใช่แล้ว”
ในวินาทีที่มือสัมผัสกับที่จับประตู เธอก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ฉันจะให้ทนายตามเรื่องหนังสือหย่าโดยเร็วที่สุด พวกเราจากกันด้วยดีเถอะนะ อย่าทำให้มันต้องจบไม่สวยเลย”
ประตูรถปิดลง เครื่องยนต์สตาร์ทติด แสงไฟหน้ารถสาดส่องเสี้ยวหน้าของเขาให้สว่างวูบวาบ
รถคันนั้นแล่นออกไป จนกระทั่งลับสายตาไปตรงหัวมุมถนน
โจวฉงเซิ่นยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ฝ่ามือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวเย็นเฉียบเล็กน้อย
เมื่อเข้าไปนั่งในรถ ก็ต้องกดไฟแช็กถึงสามครั้งกว่าจะจุดบุหรี่มวนนั้นติด ควันสีเทาลอยวนเวียนปกคลุมรอบดวงตาและคิ้วของเขา
กลุ่มควันยังไม่ทันจางหาย สายตาของเขาก็ตวัดไปมองที่กระจกส่องหลัง
ตรงนั้นมีเครื่องรางคุ้มภัยห้อยอยู่ชิ้นหนึ่ง
ดูเหมือนจะเป็นช่วงวันที่สองเดือนสองเมื่อปีที่แล้ว จี้ซูไปขอพรให้เขาที่วัด
ตอนนั้นพายุฝนตกหนักจนภูเขาปิด เธอโทรศัพท์มาขอให้เขาไปรับ ตอนที่ขับรถไปถึงตรงทางเข้าวัดบริเวณเชิงเขา จี้ซูนั่งขดตัวหลบฝนอยู่ใต้เห็ดจำลองต้นหนึ่ง พอเห็นเขามาหา เธอก็ยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนเด็กทำผิดแล้วพูดว่าทำให้เขาต้องลำบากแล้ว
เธอล้วงเอาเครื่องรางคุ้มภัยออกมาจากกระเป๋า อวดให้เขาดูด้วยสีหน้าภาคภูมิใจสุด ๆ พร้อมกับบอกว่าเครื่องรางชิ้นนี้ปรมาจารย์คงซานทำขึ้นมาเองกับมือ ในกรุ๊ปทัวร์กว่ายี่สิบคน มีเธอจับฉลากได้มาคนเดียวเท่านั้น
ไฟในรถเปิดสว่าง เธอเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมลู่ติดหน้าผาก ดูมอมแมมเหมือนลูกแมวจรจัด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายระยิบระยับ
เขาไม่ค่อยได้ขับรถเองนัก เวลาออกไปคุยงานส่วนใหญ่ก็จะมีเฉิงคุนคอยขับให้ แถมยังเปลี่ยนรถบ่อย เขาจึงไม่เคยสังเกตเลยว่าในรถมีอะไรเพิ่มมาหรือหายไปบ้าง
เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเธอเอาเครื่องรางคุ้มภัยชิ้นนี้มาห้อยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นคืนนั้น หรืออาจจะเป็นวันใดวันหนึ่งหลังจากนั้น
ประกายไฟสีแดงวูบวาบอยู่ตรงปลายนิ้ว กระทั่งสัมผัสได้ถึงความแสบร้อน เขาถึงรู้สึกตัวยื่นมือไปขยี้มันลงในที่เขี่ยบุหรี่
ครู่ใหญ่ เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก
“ไปสืบเรื่องของจี้หรงจื่อมาที”
กระเพาะอาหารเริ่มปวดเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง โจวฉงเซิ่นซบหน้าลงกับพวงมาลัย พลางยกมือกุมท้อง
ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่า คล้ายมีบางอย่างเริ่มหลุดออกจากการควบคุมของเขาแล้ว