FAZER LOGINเกี๊ยว…
เป็นวันดี ๆ อีกหนึ่งวันที่ทำให้ฉันยิ้มได้ วันนี้ฉันตั้งใจซื้อของไปทำอะไรกินกับครอบครัว ถือเป็นการฉลองรายได้ก้อนแรกในชีวิตเด็กปีหนึ่งอย่างฉัน
วี๊ว่อ วี๊ว่อ วี๊ว่อ
“อย่ามุงครับ อย่ามุง ตรงนี้ห้ามเข้านะครับ”
เสียงไซเรนท์รถตำรวจและรถสายตรวจที่แล่นผ่านหน้าฉันไปทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ ขึ้นมา ด้านหน้าเป็นหอพักเก่า ๆ เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเช่าพัก รถตำรวจและผู้คนมากมายที่ยืนมุงอยู่พร้อมกับนักข่าวหลายสำนักทำให้ฉันต้องรีบวิ่งฝ่ากลุ่มคนเข้าไปด้านใน
หอพักนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่ของฉัน แต่ทุกคนในบ้านฉันอยู่ที่นี่ นี่เป็นธุรกิจเดียวที่ตกทอดต่อมาถึงรุ่นลุงกับป้าฉัน ที่นี่เป็นบ้านฉัน
“กะเกิดอะไรขึ้นคะคุณตำรวจ”
ฉันถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความร้อนใจ เพราะเห็นคนหลายคนที่มีสภาพไม่ค่อยดีนักถูกพยุงตัวและหามออกมาจากด้านใน ส่วนมาเป็นผู้หญิงที่ฉันจำได้ว่าพวกเขาเช่าพักที่นี่
“ป้าคะ ลุงคะเกิดอะไรขึ้น”
ตรงทางเดินไม่ไกลนักป้ากับลุงของฉันกำลังถูกเจ้าหน้าที่เดินคุมตัวมาจากชั้นบน ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านไม่ได้ตอบอะไร และไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันด้วยซ้ำ ทำเพียงแค่เดินผ่านไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“พี่! พี่นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
พอเห็นพี่ชายตัวเองเดินลงมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรีบวิ่งไปถาม ด้านหลังกันนั้นมีพวกเพื่อน ๆ ของพี่เขาถูกคุมตัวเดินลงมาด้วย
“เกี๊ยวไปลาออกจากมหาลัยแล้วไปให้ไกลจากที่นี่ซะ อย่าไปเยี่ยมพวกพี่ รีบไปเลยนะเกี๊ยว เข้าใจมั้ย”
“ไป ๆ รีบ ๆ เดินครับ!”
ทันทีที่พี่ชายฉันพูดจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่คุมตัวอยู่ก็ตะโกนขึ้นก่อนจะพาพี่ชายฉันเดินออกไป แต่ก็ยังมีเสียงของพี่ชายฉันตะโกนออกมาจากรถด้วยประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ
“ไปจากที่นี่เกี๊ยว! อย่ากลับมาที่นี่อีกรีบไป!”
“คุณเป็นญาติกับผู้ต้องหาใช่มั้ยครับ ยังไงขอเบอร์ติดต่อด้วยนะครับ ผมต้องสอบปากคำคุณด้วย”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินมาบอกฉันก่อนจะบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของฉันลงในกระดาษสีขาวที่เขาถืออยู่ ฉันพูดอะไรไม่ออกแต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นเพราะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อไป ทุกอย่างมันรวดเร็วไปหมดจนฉันไม่ทันได้ตั้งตัว
“อ้าวนี่ลูกสาวพวกนั้นเหรอ ไม่โดนจับไปด้วยกันเหรอ”
เสียงผู้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่คุยกัน
“ขายยาเหมือนกันแหละมั้ง หน้าตาแบบนี้เอาไว้ไปส่งยาก็ได้นะทำไมตำรวจไม่จับไป”
“หลอกคนอื่นมาขายตัว แบบนี้มีลูกสาวก็น่าจะขายตัวเหมือนกันล่ะมั้ง”
“จะเหลือเหรอ ทั้งขายยาทั้งขายตัวแหละ คงเป็นเหมือนกันทั้งบ้าน”
หลากหลายประโยคที่ดังเข้ามาในหูทำให้ฉันพอจะประติดประต่อได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าลุงกับป้าแล้วก็พี่ชายฉันทำอะไรแบบนั้น ไม่มีอะไรให้สงสัยแล้วก็ไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยสักนิด
“อย่าเพิ่งกล่าวหาใครนะครับทุกคน แยกย้ายครับแยกย้าย”
หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ด้านนอกร้องบอกผู้คนรอบ ๆ
“ทุกคนแยกย้ายนะครับ เราจะปิดตึกนี้ก่อนเพื่อตรวจค้น เพราะของกลางซ่อนอยู่ทั่วตึกเลยห้ามเข้านะครับ ส่วนใครที่เป็นลูกบ้านแสดงเอกสารกับเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ”
ฉันเห็นลูกบ้านหลายคนที่พักอยู่ที่นี่เริ่มทยอยขนของออก บางคนก็มองฉันด้วยสีหน้าแปลก ๆ แล้วเดินผ่านไป
ฉันรีบเดินกลับเข้ามาในห้องพักเมื่อแจ้งเรื่องย้ายที่อยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและให้ข้อมูลสำหรับการติดต่อไป ข้าวของในห้องพักของฉันกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางเพราะถูกตรวจค้น ยังดีที่อุปกรณ์การเรียนและชุดนักศึกษาของฉันยังอยู่ ฉันทำตามที่พี่ชายฉันบอกคือเก็บเสื้อผ้ากับพวกอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋าเพื่อย้ายที่อยู่ใหม่ ยังดีที่ตอนนี้มีเงินในบัญชีที่ลุงกับป้าเพิ่งโอนมาให้เมื่อวานนี้ และตอนนี้ฉันก็มีเงินที่ได้มาจากการถ่ายแบบอีก คงพอที่จะหาที่อยู่ใหม่และใช้เป็นค่าเดินทางไปหาลุงกับป้าที่สำนักงานตำรวจ แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันจะไม่ทำตามที่พี่บอกก็คือลาออกจากมหาลัย ฉันจะไปเรียนให้จบ…
ขณะที่ฉันกำลังถือกระเป๋าเดินออกมาจากหอพัก ฉันก็สะดุดตาเข้ากับใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ผมสีทองสว่างไสวของเขาทำให้ฉันอดนึกนึกนายแบบวันนี้ไม่ได้ และเมื่อเขาหันหน้ามาก็พบว่าเป็นเขาจริง ๆ หรือว่าเขาจะพักแถวนี้พอเห็นข่าวก็เลยมาดูเหตุการณ์งั้นเหรอ ยุ่งเรื่องชาวบ้านเก่งเหมือนกันนะเนี่ย
“จะไปไหน”
คนตรงหน้าถามฉันเมื่อหันมาสบตากันเข้าพอดี ฉันไม่ได้ตอบอะไรเขาแต่รีบเดินออกจากที่นั่นเพราะใกล้มืดมากแล้ว
กว่าจะหาที่พักได้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ฉันไม่คิดเลยว่าการหาหอพักมันจะยุ่งยากและต้องใช้เงินมากขนาดนี้ ฉันเลือกหอพักที่ใกล้มหาลัยที่สุดแต่ราคาก็สูงลิบ รวมค่ามัดจำแล้วเงินที่ได้จากการถ่ายแบบวันนี้เหลือแค่เศษหลักสิบติดตัวฉันเท่านั้น ส่วนเงินในบัญชีที่ลุงกับป้าให้เป็นค่าขนมนั้นถูกอายัดไว้ทั้งหมด อยากจะไปขอพักกับเพื่อนแต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะพาอะไรไม่ดีไปทำให้เพื่อนเดือดร้อนหรือเปล่า ฉันรู้ว่าพอมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกคนคงไม่อยากมาพัวพันกับฉันเพราะอาจเป็นผู้ต้องสงสัยได้
“สวัสดีค่ะพี่ปอย พอดีเกี๊ยวมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยค่ะ”
ฉันต่อสายหาพี่รหัสคนสวยทันทีที่นึกได้ว่าต่อไปคงต้องทำงานหาเงินเองแล้ว
“อ้าว? เกี๊ยวเหรอมีอะไรหรือเปล่า พี่เห็นในข่าวน่ะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่บ้านเกี๊ยวเหรอ พี่ตกใจมากเลย”
ข่าวคงดังมากเลยสินะ ทั้งไลฟ์สดทั้งอะไรก็เต็มโซเชียลไปหมดแล้วสิตอนนี้
“ก็เป็นอย่างที่พี่ปอยเห็นในข่าวเลยค่ะ แต่พรุ่งนี้ถ้าเจอพี่ปอยที่มาหาลัยเดี๋ยวเกี๊ยวจะเล่าให้ฟังนะคะเพราะเกี๊ยวเองก็ไม่รู้อะไรมาก รอเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกไปให้ปากคำด้วยค่ะ”
“อ่อ ว่าแต่ตอนนี้เกี๊ยวเป็นไงบ้างโอเคมั้ย”
“ไม่โอเคเลยค่ะพี่ปอย ตอนนี้เกี๊ยวย้ายที่พักแล้วนะคะ เพิ่งย้ายมาถึงเมื่อตะกี้เลยค่ะอยู่หลังมอเราเลย”
ฉันบอกพี่รหัส เผื่อว่าพี่เขาจะตามไปที่บ้านแล้วไม่เจอฉัน
“ว่าแต่เกี๊ยวมีอะไรให้พี่ช่วยเหรอ”
ใช่สิฉันลืมเรื่องนี้ไปเลยถ้าพี่เขาไม่ท้วงขึ้น
“ตอนนี้เกี๊ยวลำบากเรื่องค่าใช้จ่ายค่ะ เงินของลุงกับป้าถูกอายัดไว้หมดเลย เกี๊ยวเลยคิดว่าระหว่างนี้ต้องหาเงินใช้เองไปก่อน”
“อ๋อ จะให้พี่หางานถ่ายแบบให้อีกใช่มั้ย เอาสิวันนี้หลายคนก็บอกว่าเกี๊ยวงานดี เดี๋ยวพี่หาให้ไม่ยากหรอก”
“ขอบคุณพี่ปอยมากนะคะ”
ฉันบอกคนในสายด้วยความดีใจ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเงินที่จะหามาได้มันใช้เกี่ยวกับคดีของลุงกับป้าแล้วก็พี่ชายฉันไม่ได้ แต่ก็คงพอที่ฉันจะใช้ในชีวิตประจำวันและซื้อของไปเยี่ยมลุงกับป้าแล้วก็พี่ชายฉันระหว่าที่พวกเขายังอยู่ในนั้น
เกี๊ยว…เช้าตรู่ของวันใหม่ฉันตื่นมาทำกับข้าวให้พี่ชายกับใครบางคน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินเข้ามาหาฉันตรงโต๊ะไม้ระหว่างบังกาโลสองหลังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร“ตื่นเช้าจังเลยค่ะ วันนี้พี่กันต์ไม่ต้องไปทำงานนี่คะ ไหนบอกว่าตอนสาย ๆ จะพาคุณน้าพบรักไปซื้อของมาตกแต่งห้องให้ลูกค้าไง” ฉันถามคนตรงหน้าขณะตักข้าวต้มร้อน ๆ ใส่ถ้วยให้พี่ชายตัวเอง“พี่ว่าจะไปดูเขาปรับพื้นที่โซนสระว่ายน้ำหน่อยน่ะ ถ้าไม่ดีจะได้รีบแก้เดี๋ยวสระว่ายน้ำออกมาไม่สวย” คนเป็นพี่ชายเงยหน้ามาตอบก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวไปด้วย“อะไรจะขยันขนาดนั้นคะ วันนี้ไปซื้อของตอนบ่าย ตอนเช้าพี่กันต์ก็นอนพักสักหน่อยสิคะ” ฉันแซวพี่ชายขณะวางแก้วน้ำลงตรงหน้า“ก็ถ้าไม่ใช่เรือนหอของน้องพี่ พี่ก็จะทำแค่หน้าที่นั่นแหละ แต่นี่เรือนหอน้องตัวเองไงก็เลยอยากเต็มที่ให้มาก ๆ” พี่ชายเงยหน้ามาตอบพร้อมกับอมยิ้มให้ฉันไปด้วย“แล้วนี่ไอ้นั่นยังไม่ตื่นอีกเหรอ นอนกินบ้านกินเมืองชะมัด” สุดท้ายก็ยังไม่วายกระแนะกระแหนว่าที่น้องเขยตัวเองอยู่ดี ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะคุยกันดี ๆ สักที“ให้เกี๊ยวไปปลุกมั้ยคะ จะได้นั่งกินข้าวด้วย” ฉันถามยิ้ม ๆ ทั้งท
เกี๊ยว…ผ่านไปแค่สองวันเท่านั้นวันรวมญาติของบ้านพี่ทัพก็มาถึง ฉันเพิ่งรู้ว่าคนตระกูลนี้จะนัดรวมญาติครั้งใหญ่กันปีละหนึ่งถึงสองครั้ง แล้วก็เพิ่งรู้ด้วยว่าญาติพี่น้องของพี่ทัพนั้นมีทั้งในไทยและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่ มีเปิดคลินิกเป็นของตัวเองและรับงานสอนนักศึกษาในมหาลัยอีกด้วย“เกี๊ยวยังไม่พร้อมเลยนะ” ฉันหันไปกระซิบบอกคนข้าง ๆ ขณะที่เรากำลังเดินไปยังชายหาดที่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมของคุณน้าพบรักมากนัก พอรู้ว่าพี่เขากับคุณน้าเป็นญาติกันฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ถ้าคุณน้ารู้ว่าฉันเป็นแฟนของหลานชายท่านแล้วจะรู้สึกยังไงนะเบื้องหน้าของฉันมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ตั้งไว้หนึ่งตัว เก้าอี้หลายตัวถูกผูกด้วยผ้าสีขาวขณะที่รอบ ๆ นั้นประดับด้วยดวงไฟสีขาวสลับเหลืองและดอกไม้สวยงามราวกับกำลังมีงานสำคัญ ในนั้นพี่ทัพบอกว่ามีแค่ญาติพี่น้องกันเท่านั้น ไม่มีใครอื่นแม้กระทั่งแม่บ้านก็ไม่มี เป็นการรวมญาติที่อาหารบนโต๊ะบรรดาญาติผู้หญิงเป็นคนช่วยกันทำมา มีผลไม้หลากหลายชนิดพี่ทัพบอกว่าเอามาจากสวนของบ้านพี่ธาม“แม่พบทำไมอยู่คนเดียวล่ะครับ / คุณน้าพบรัก สวัสดีค่ะ” พี่ทัพเอ่ยทักทายคุ
เกี๊ยว…“ยืนมองอะไร จะไปนอนกับมันก็ไป” คนเป็นพี่ชายปรายตามองฉันเมื่อเราสองคนเดินเข้ามาในบังกาโลเรียบร้อยแล้ว“แล้วพี่กันต์ล่ะคะ”“พี่ก็ไปนอนอีกหลังไง ยังไงก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว จะติดพี่แบบนี้ไม่ได้นะ เราต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง” น้ำเสียงดุ ๆ ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความห่วงใยทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปสวมกอดพี่ชายเอาไว้แน่น แค่รู้ว่าต้องนอนบ้านคนละหลังต้องแยกกันอยู่ก็หดหู่อย่างบอกไม่ถูก“อะไรกัน จะแต่งงานแล้วยังงอแงอีกนะ” คนเป็นพี่ชายดันฉันออกจากแผงอกก่อนจะยีผมฉันเบา ๆ “ไปนอนได้แล้ว พี่ก็จะอาบน้ำเข้านอนแล้วเหมือนกัน วันนี้เหนื่อย”“ค่ะ ฝันดีนะคะชายสุดหล่อ” ฟอด! ฉันเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกดปลายจมูกลงบนแก้มเนียนของพี่ชายพร้อมกับส่งยิ้มให้ ยืนมองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายจนรับรู้ถึงแรงสะกิดที่หัวไหล่จากใครบางคน “คะ?” ฉันหันไปถามคนข้าง ๆ ก่อนจะเดินจูงมือกันเข้ามาในห้องแล้วเก็บของให้เข้าที่เข้าทางโดยที่พี่ทัพไม่ได้พูดอะไรออกมา“เกี๊ยวติดมันขนาดนั้นเลยเหรอ” อยู่ ๆ เสียงทุ้มของคนที่กำลังเปลี่ยนชุดเตรียมอาบน้ำก็เอ่ยถามขณะที่ฉันกำลังเตรียมชุดนอนออกมาให้พี่เขา “ค่ะ” ฉันเ
เกี๊ยว…ตกเย็นเราสองคนเดินเล่นกันตามชายหาดไปเรื่อย ๆ จนถึงแคมป์คนงานที่ฉันพักอยู่ สายตาดุ ๆ ของพี่กันต์ซึ่งจ้องมองมายังเราสองคนที่กำลังเดินเข้าไปในแคมป์คนงาน ทำให้ฉันรีบชักมือที่กุมกันไว้กับคนข้าง ๆ กลับอย่างรวดเร็ว“ไปไหนมา แล้วนี่ทำไมถึงมากับมัน” คนเป็นพี่ชายเอ่ยถามเสียงดุพร้อมกับเดินเข้ามาดึงข้อมือฉันให้ไปยืนใกล้ ๆ“เกี๊ยวไปเดินเล่นกับกูมา แล้วคืนนี้กูก็จะให้เกี๊ยวไปค้างกับกูด้วย / พี่ทัพ!” ฉันรีบท้วงคนหน้านิ่งที่ยืนจ้องพี่ชายฉันอยู่ ไม่คิดว่าพี่เขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ตอนเดินมาส่งฉันก็ตกลงกันแล้วว่าฉันจะค้างกับพี่กันต์ที่นี่นี่นา “ทำไมมึงถึงคิดว่ากูจะยอมปล่อยน้องกูไปนอนกับมึง แค่ที่ผ่านมามึงย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีกูก็อยากเอาตีนลูบหน้ามึงจะแย่แล้ว” พี่กันต์ตวัดสายตาให้คนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ ฉันได้แต่ยืนถอนหายใจพรืดใหญ่ออกมาเพราะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ ตอนนี้พี่ซันก็ไม่อยู่แล้วด้วยเพราะกลับไปดูแลผับแทนพี่ทัพ ถ้าเกิดสองคนนี้ทะเลาะกันขึ้นมาฉันไม่รู้เลยว่าจะรับมือยังไง“ไม่ให้เกี๊ยวไปก็เรื่องของมึง แต่กูจะให้เกี๊ยวไปนอนกับกู แล้วก็ที่กูมาบอกกูไม่ได้มาขออนุญาตแต่กูมาบอ
เกี๊ยว…ฉันเดินตามคนบางคนเข้ามาด้านในขณะที่สายตานั้นมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้น พื้นที่ด้านในร่มรื่นเย็นสบายราวราวกับมีป่าส่วนตัว “สวยจังเลยค่ะ” ฉันหันไปบอกคนข้าง ๆ ขณะที่เราเดินมาถึงเก้าอี้ไม้ในโซนนั่งพักผ่อน จุดนี้สามารถมองออกไปนอกรั้วบังกาโลเพื่อชมวิวทิวทัศน์บนชายหาดได้ “ที่นี่สร้างไว้นานแล้วแต่พี่ไม่ค่อยได้มาพัก ส่วนมากจะมาพักเวลามาทำธุระหรือแวะมาหาญาติแถวนี้น่ะ” คนที่หันมาสบตากับฉันเอ่ยบอก“พี่ทัพมีญาติที่นี่ด้วยเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสนใจ จะว่าไปแล้วพี่เขาก็กว้างขวางและมีครอบครัวตระกูลใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย“มีสิ เดี๋ยววันหลังพี่พาไปเจอ”“ไปเจอญาติพี่เหรอคะ”“อื้ม ใกล้ถึงวันรวมญาติแล้วเดี๋ยวพาไปเปิดตัว แต่พี่ว่าเกี๊ยวน่าจะพอรู้จักบ้างแล้วล่ะถ้าญาติที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกันน่ะ” ประโยคต่อมาของใครบางคนทำให้ฉันแอบกังวลไม่น้อย พอนึกถึงฐานะ หน้าที่การงานและสังคมของเราสองคนแล้วมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ครอบครัวพี่เขาจะรับฉันได้มั้ยนะ “ทำไมทำหน้าแบบนั้นหื้ม คนในบ้านพี่ใจดีทุกคนโดยเฉพาะกับลูกสะใภ้” ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมายีผมฉันเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของฉันหม่นลง “บ
เกี๊ยว…เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นฉันกับพี่กันต์ก็เดินทางมาถึงเกาะที่พี่กันต์จะต้องทำงาน ไม่ไกลจากไซส์งานที่พี่กันทำอยู่มีแคมป์คนงานตั้งอยู่ด้วย ฉันกับพี่กันต์พักในห้องเดียวกัน ที่พักของเราเป็นเพิงสักกะสีเล็ก ๆ ถึงจะไม่สะดวกสะบายมากแต่ก็ดีกว่าโดนทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว “ตอนกลางวันอย่าไปไหนไกลนะรู้มั้ย เปิดเสียงโทรศัพท์ให้ดังเข้าไว้เพราะพี่จะโทรหาเราบ่อย ๆ ที่นี่คนงานเยอะแต่ก็ห้ามไว้ใจใครด้วยเข้าใจรึเปล่า” คำพูดยาวยืดแฝงไปด้วยความห่วงใยจากพี่ชายเพียงคนเดียวนั้นย้ำกับฉันเป็นร้อยรอบตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านจนมาถึงที่พัก“เข้าใจค้าบคุณผู้ปกครอง”“ตอนเย็นรีบไปอาบน้ำแล้วก็กลับเข้าห้อง ล็อคประตูให้ดีด้วยเข้าใจมั้ย มีใครมาเคาะหรือชวนไปไหนก็อย่าไป ใครมาบอกว่าพี่ให้ไปหาก็ไม่ต้องไปเพราะพี่จะโทรมาบอกเราก่อนแล้วก็จะมารับเราออกไปเองถ้าต้องไปไหน” คนตรงหน้ายังพูดไม่ยอมหยุด ฉันก็ได้แต่รับฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงักให้เป็นคำตอบ“จะออกไปไหนส่งไลน์ทิ้งไว้ให้พี่ด้วย เข้าใจมั้ย”“เข้าใจแล้วค่า” ฉันฉีกยิ้มกว้างอีกครั้งก่อนจะโบกไม้โบกมือให้คนตรงหน้าแล้วแยกย้ายกัน “เริ่มงานวันแรกจิตใจก็จดจ่ออยู่กับน้องสา







