Mag-log inเกี๊ยว…
“แต่หนูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นข่าวอยู่นะคะอาจารย์”
ฉันพูดประโยคนี้กับอาจารย์เป็นสิบครั้งได้ เมื่ออยู่ ๆ ทุนการศึกษาของมหาลัยที่ฉันได้ถูกเรียกคืนทั้งหมด ฉันเพิ่งใช้ทุนนั้นไปเมื่อเทอมแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ และเทอมนี้ก็เป็นเทอมที่สองที่เรียนได้แค่เดือนกว่า ๆ เอง
“ตอนนั้นที่มหาลัยตัดสินใจให้ทุนนักศึกษาก็เพราะว่านอกจากนักศึกษาเองจะมีการเรียนดีแล้ว ยังเป็นนักกิจกรรมและมีความประพฤติดีแต่ตอนนี้… ไม่ใช่”
“แต่อาจารย์คะ ตอนนี้หนู…”
“นักศึกษาชดใช้ทุนที่คืนไปให้มหาลัยเถอะนะ มีเวลาหนึ่งเดือนในการคืนทุกการศึกษาทั้งหมด คนอื่นที่เขาเหมาะสมกับทุนนี้ยังมีอีกเยอะ ส่วนค่าเทอมของนักศึกษาก็ทำเรื่องผ่อนจ่ายก็ได้ อาจารย์คงไม่ขอมากไปใช้มั้ย”
นี่ไม่ใช่แค่ผลกระทบแรกที่ฉันได้รับตั้งแต่มีข่าวเรื่องลุงกับป้า เพราะพี่ปอยเองก็บอกว่าลูกค้าปฏิเสธฉัน ฉันต้องไปหางานอื่นทำแทน แม้แต่งานที่เพิ่งถ่ายไปก็ยังยกเลิกใช้ภาพฉันในการโฆษณา แต่จะให้หางานอะไรที่ทำแล้วได้เงินเร็ว ๆ ล่ะ ตอนนี้ฉันไม่มีเงินติดตัวสักบาท
“เป็นไงบ้างเกี๊ยว อาจารย์แม่ว่าไงบ้าง”
ลูกปลาเพื่อนรักถามขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ต้องคืนทุนอะปลา ดีนะแค่สองเทอมไม่งั้นแย่แน่เลยเงินก็ไม่มี”
ฉันเดินไปทิ้งตัวนั่งลงกับม้าหินอ่อนด้วยอาการเหนื่อยใจ ตอนนี้ทั้งมหาลัยนอกจากพี่ปอยแล้วก็มีแค่ลูกปลานี่แหละที่ยังคบฉันอยู่ ส่วนคนอื่นถอยห่างหมดเพราะไม่อยากถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับคดี เพื่อนผู้หญิงหลายคนที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกันตอนนี้ก็กลัวจะถูกมองว่าทำอาชีพค้าบริการก็เลยแยกตัวออกจากฉันด้วย
“สองเทอมก็หลายหมื่นอยู่นะ แล้วตอนนี้เกี๊ยวมีเงินเท่าไหร่อะพอป่าว”
เพื่อนรักถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“มีแค่แปดสิบบาทเอง เหลือเศษจากค่าตัวตอนไปถ่ายแบบอะ ที่เหลือก็มัดจำห้องไปหมดแล้ว”
ฉันบอกเพื่อนรักด้วยความท้อใจก่อนจะฟุบหน้าลงกับม้าหินอ่อนเพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ
“ปลาก็ช่วยอะไรไม่ได้ด้วยสิถ้าเป็นเรื่องเงินน่ะ ขอโทษนะเกี๊ยว”
เพื่อนรักพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด ฉันไม่ได้โทษลูกปลาอยู่แล้วที่ช่วยอะไรเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะลูกปลาก็ต้องรอค่าขนมที่พ่อกับแม่ทำงานส่งมาให้เหมือนกัน บางเดือนก็แทบไม่พอใช้ ฉันยังจำได้ว่าลูกปลาเคยอดข้าวกลางวันเพื่อจะได้มีเงินไปใช้ในกิจกรรมของมหาลัย บางครั้งเพื่อนรักก็ต้องรับจ๊อบเป็นเด็กแจกใบปลิวที่นาน ๆ ครั้งจะมีด้วย
“จะทำงานเสริมอะไรดีนะปลามีแนะนำมั้ย”
ฉันถามเพื่อนรักที่กำลังนั่งทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่
“ทุนต้องใช้คืนทั้งหมดภายในหนึ่งเดือนด้วยสิ”
ฉันพูดต่อก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
“แล้วแบบนี้เกี๊ยวจะเอาเงินที่ไหนไปคืนล่ะ”
เพื่อนรักถามต่อ
“ไม่รู้เลยปลา คิดไม่ออกจริง ๆ”
“ถ้าปลาแนะนำงานหนึ่งให้เกี๊ยว เกี๊ยวจะว่าอะไรมั้ยอะ แต่ปลาคิดว่าเงินต้องดีแน่ ๆ โดยเฉพาะหน้าตาแบบเกี๊ยว”
งาน?
“งานอะไรเหรอปลา ว่ามาเลยเดี๋ยวเกี๊ยวตัดสินใจเองว่าจะทำหรือไม่ทำ”
ฉันบอกเพื่อนรักเมื่อได้ยินคำว่างาน ตอนนี้ไม่มีอะไรจะรู้สึกดีไปกว่าการมีงานทำแล้วล่ะ ถ้ามีงานก็ต้องมีเงิน
“งานผูกปิ่นโตอะ”
หืม? ทำกับข้าวขายเหรอ?
“ผูกปิ่นโต?”
“คือมันเป็นงานที่สาว ๆ สวย ๆ ที่เขารักสบายแล้วก็รายจ่ายเยอะทำกันอะ ปลามีพี่ที่รู้จักคนหนึ่งเขาทำงานแนวนี้อยู่แต่ตอนนี้ก็ได้ดิบได้ดีไปแล้วแหละเพราะลูกค้าชอบเขาจริง ๆ ก็เลยแต่งงานกัน”
เดี๋ยวนะ!
“ลูกปลาอย่าบอกนะว่ามันเป็นงานนั้นอะ งานแบบบนเตียงอะ”
ฉันถามเพื่อนรักอย่างไม่แน่ใจนักเพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะแนะนำงานนี้ให้
“อื้มนั่นแหละ แต่เกี๊ยวอย่างเพิ่งตีโพยตีพายไปนะ ปลาแค่จะบอกว่างานนี้น่ะถ้าเราทำดี ๆ ก็อยู่ยาวอยู่สบายแน่นอน”
เพื่อนรักอธิบายด้วยท่าทางลังเล ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยกับงานที่ลูกปลาเสนอแต่ฟังไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
“มันจะดีเหรอปลา”
“ดีสิแต่ถ้าเกี๊ยวจะทำจริง ๆ น่ะ เกี๊ยวต้องเลือกลูกค้าที่เขาไม่มีลูกไม่มีเมีย ไม่มีครอบครัวนะ แบบลูกค้าโสด ๆ ไรงี้”
“แล้วถ้าโสดจะมาทำแบบนี้ทำไมอะ หาคืนละคนจะไม่ดีกว่าเหรอ”
ฉันถามต่อ
“ก็ลูกค้าบางประเภทเขาก็ไม่ชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อยไง ออกแนวเลี้ยงไว้ไรงี้ พอเบื่อหรืออยากได้ใหม่เขาก็ไม่ต่องานเราอะ”
อ่อแบบนี้นี่เอง
“บางทีถ้าลูกค้าติดใจหรือชอบเราขึ้นมาจริง ๆ เราอาจได้เป็นตัวจริงของเขาก็ได้นะเกี๊ยว”
เพื่อนรักพูดต่อ
“ปลาก็ไม่อยากแนะนำอะไรแบบนี้ให้เกี๊ยวหรอกนะ ก็รู้แหละว่ามันไม่เวิร์ค แต่ถ้าจะทำจริง ๆ เกี๊ยวก็แค่คิดว่าลูกค้าเป็นแฟนเรา ยังไงคนส่วนมากที่เป็นแฟนกันก็ต้องมีอะไรอยู่แล้วใช่ปะ กับลูกค้าเกี๊ยวก็ลองคิดแบบนั้นดู ถ้าลูกค้าไม่ต่องานก็คิดซะว่าเลิกกับแฟนก็ได้ มีตังใช้ด้วย”
ถึงสิ่งที่ลูกปลาพูดมามันจะไม่โอเคเท่าไหร่แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกเลย มันก็จริงอย่างที่ลูกปลาว่า แต่ฉันจะกล้าทำเหรอ
“ทำแค่ครั้งเดียวพอตั้งตัวได้ก็เลิก แต่ถ้าไม่เดี๋ยวเย็นนี้เลิกเรียนเราไปสมัครงานตามร้านอาหารแล้วก็ร้านสะดวกซื้อกัน ระหว่างนี้ปลาจะแบ่งเงินให้เกี๊ยวใช้ไปก่อน ถ้าช่วยกันทำงานสองคนคงพอใช้ทุนคืนได้ทันมั้ง”
เพื่อนรักส่งยิ้มให้ฉันพร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือฉันที่วางบนโต๊ะม้าหินอ่อนเอาไว้ ถึงข้อเสนอเรื่องสุดท้ายที่เกี๊ยวบอกมามันจะไม่เข้าท่า แต่ว่าเวลาในการหาเงินของฉันมันจำกัดมาก แล้วต้องมาใช้เงินกับลูกปลาอีก แบบนี้ก็อดด้วยกันทั้งคู่เลยน่ะสิ เพราะแต่ละเดือนที่บ้านส่งเงินให้ลูกปลาไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ จ่ายค่าหอพักก็เหลือใช้แค่นิดเดียวเอง
“เกี๊ยวจะลองดู แต่ลูกปลาต้องหาลูกค้าช่วยเกี๊ยวนะ”
อยู่ ๆ ฉันก็นึกถึงใบหน้าของใครบางคนขึ้นมา ผู้ชายผมทองคนนั้นเคยถามค่าตัวฉันว่าคืนละเท่าไหร่ เขาบอกว่าถ้าติดใจจะต่อยาว ๆ งั้นก็หมายความว่าเขากำลังหาคนผูกปิ่นโตด้วย
“เฮ้ย! นี่อย่าบอกนะว่าเกี๊ยวเอาจริงน่ะ”
เพื่อนรักทำท่าทางตกใจเมื่อฉันพูดจบ
“จริงสิ แค่ครั้งเดียวเองไม่เป็นไรหรอก หาเงินมาจ่ายทุนคืนแล้วก็จ่ายค่าเทอม”
“มะไม่ดีกว่าเกี๊ยว ปลาว่าปลาไม่แนะนำแล้วแหละ ตอนนั้นปลาคิดอะไรไม่ออกก็เลยแนะนำเกี๊ยวไปแบบนั้นน่ะ”
เพื่อนรักพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนจะส่ายหัวรัว ๆ ไม่เห็นด้วย
“ก็คิดว่าเป็นแฟนกันแล้วมีอะไรกันไง ปลาอย่าคิดมากสิ”
“ไม่อะ ปลาทะนุถนอมเกี๊ยวมาเป็นอย่างดี ไม่ให้ผีห่าซาตานที่ไหนมาจีบได้ อยู่ดี ๆ จะไปทำแบบนั้นปลายอมไม่ได้หรอก”
อ้าว?
“แต่เมื่อกี้ปลาเป็นคน… / ไม่เอา ๆ ปลาขอโทษนะ นะ นะไม่ทำ ๆ”
“โธ่ลูกปลา”
ฉันกับลูกปลานั่งคุยกันต่อสักพักก็แยกย้ายกันกลับ ฉันบอกลูกปลาว่าถ้าลูกค้าที่ฉันจะไปคุยด้วยเขาไม่ตกลง ฉันจะรับข้อเสนอที่ลูกปลาจะพาไปหางานและแบ่งเงินให้ใช้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะทำตามที่พูดหรอกนะ ฉันรู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องรับข้อเสนอของฉันแน่ ๆ เพราะฉันจะไม่ปล่อยให้เขาหลุดมือไป ดีไม่ดีฉันอาจจะมีเงินมากพอที่จะพาพี่ชายฉันออกมาจากที่นั่นแล้วก็กลับมาเรียนต่อก็ได้
เกี๊ยว…เช้าตรู่ของวันใหม่ฉันตื่นมาทำกับข้าวให้พี่ชายกับใครบางคน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินเข้ามาหาฉันตรงโต๊ะไม้ระหว่างบังกาโลสองหลังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร“ตื่นเช้าจังเลยค่ะ วันนี้พี่กันต์ไม่ต้องไปทำงานนี่คะ ไหนบอกว่าตอนสาย ๆ จะพาคุณน้าพบรักไปซื้อของมาตกแต่งห้องให้ลูกค้าไง” ฉันถามคนตรงหน้าขณะตักข้าวต้มร้อน ๆ ใส่ถ้วยให้พี่ชายตัวเอง“พี่ว่าจะไปดูเขาปรับพื้นที่โซนสระว่ายน้ำหน่อยน่ะ ถ้าไม่ดีจะได้รีบแก้เดี๋ยวสระว่ายน้ำออกมาไม่สวย” คนเป็นพี่ชายเงยหน้ามาตอบก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวไปด้วย“อะไรจะขยันขนาดนั้นคะ วันนี้ไปซื้อของตอนบ่าย ตอนเช้าพี่กันต์ก็นอนพักสักหน่อยสิคะ” ฉันแซวพี่ชายขณะวางแก้วน้ำลงตรงหน้า“ก็ถ้าไม่ใช่เรือนหอของน้องพี่ พี่ก็จะทำแค่หน้าที่นั่นแหละ แต่นี่เรือนหอน้องตัวเองไงก็เลยอยากเต็มที่ให้มาก ๆ” พี่ชายเงยหน้ามาตอบพร้อมกับอมยิ้มให้ฉันไปด้วย“แล้วนี่ไอ้นั่นยังไม่ตื่นอีกเหรอ นอนกินบ้านกินเมืองชะมัด” สุดท้ายก็ยังไม่วายกระแนะกระแหนว่าที่น้องเขยตัวเองอยู่ดี ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะคุยกันดี ๆ สักที“ให้เกี๊ยวไปปลุกมั้ยคะ จะได้นั่งกินข้าวด้วย” ฉันถามยิ้ม ๆ ทั้งท
เกี๊ยว…ผ่านไปแค่สองวันเท่านั้นวันรวมญาติของบ้านพี่ทัพก็มาถึง ฉันเพิ่งรู้ว่าคนตระกูลนี้จะนัดรวมญาติครั้งใหญ่กันปีละหนึ่งถึงสองครั้ง แล้วก็เพิ่งรู้ด้วยว่าญาติพี่น้องของพี่ทัพนั้นมีทั้งในไทยและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่ มีเปิดคลินิกเป็นของตัวเองและรับงานสอนนักศึกษาในมหาลัยอีกด้วย“เกี๊ยวยังไม่พร้อมเลยนะ” ฉันหันไปกระซิบบอกคนข้าง ๆ ขณะที่เรากำลังเดินไปยังชายหาดที่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมของคุณน้าพบรักมากนัก พอรู้ว่าพี่เขากับคุณน้าเป็นญาติกันฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ถ้าคุณน้ารู้ว่าฉันเป็นแฟนของหลานชายท่านแล้วจะรู้สึกยังไงนะเบื้องหน้าของฉันมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ตั้งไว้หนึ่งตัว เก้าอี้หลายตัวถูกผูกด้วยผ้าสีขาวขณะที่รอบ ๆ นั้นประดับด้วยดวงไฟสีขาวสลับเหลืองและดอกไม้สวยงามราวกับกำลังมีงานสำคัญ ในนั้นพี่ทัพบอกว่ามีแค่ญาติพี่น้องกันเท่านั้น ไม่มีใครอื่นแม้กระทั่งแม่บ้านก็ไม่มี เป็นการรวมญาติที่อาหารบนโต๊ะบรรดาญาติผู้หญิงเป็นคนช่วยกันทำมา มีผลไม้หลากหลายชนิดพี่ทัพบอกว่าเอามาจากสวนของบ้านพี่ธาม“แม่พบทำไมอยู่คนเดียวล่ะครับ / คุณน้าพบรัก สวัสดีค่ะ” พี่ทัพเอ่ยทักทายคุ
เกี๊ยว…“ยืนมองอะไร จะไปนอนกับมันก็ไป” คนเป็นพี่ชายปรายตามองฉันเมื่อเราสองคนเดินเข้ามาในบังกาโลเรียบร้อยแล้ว“แล้วพี่กันต์ล่ะคะ”“พี่ก็ไปนอนอีกหลังไง ยังไงก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว จะติดพี่แบบนี้ไม่ได้นะ เราต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง” น้ำเสียงดุ ๆ ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความห่วงใยทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปสวมกอดพี่ชายเอาไว้แน่น แค่รู้ว่าต้องนอนบ้านคนละหลังต้องแยกกันอยู่ก็หดหู่อย่างบอกไม่ถูก“อะไรกัน จะแต่งงานแล้วยังงอแงอีกนะ” คนเป็นพี่ชายดันฉันออกจากแผงอกก่อนจะยีผมฉันเบา ๆ “ไปนอนได้แล้ว พี่ก็จะอาบน้ำเข้านอนแล้วเหมือนกัน วันนี้เหนื่อย”“ค่ะ ฝันดีนะคะชายสุดหล่อ” ฟอด! ฉันเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกดปลายจมูกลงบนแก้มเนียนของพี่ชายพร้อมกับส่งยิ้มให้ ยืนมองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายจนรับรู้ถึงแรงสะกิดที่หัวไหล่จากใครบางคน “คะ?” ฉันหันไปถามคนข้าง ๆ ก่อนจะเดินจูงมือกันเข้ามาในห้องแล้วเก็บของให้เข้าที่เข้าทางโดยที่พี่ทัพไม่ได้พูดอะไรออกมา“เกี๊ยวติดมันขนาดนั้นเลยเหรอ” อยู่ ๆ เสียงทุ้มของคนที่กำลังเปลี่ยนชุดเตรียมอาบน้ำก็เอ่ยถามขณะที่ฉันกำลังเตรียมชุดนอนออกมาให้พี่เขา “ค่ะ” ฉันเ
เกี๊ยว…ตกเย็นเราสองคนเดินเล่นกันตามชายหาดไปเรื่อย ๆ จนถึงแคมป์คนงานที่ฉันพักอยู่ สายตาดุ ๆ ของพี่กันต์ซึ่งจ้องมองมายังเราสองคนที่กำลังเดินเข้าไปในแคมป์คนงาน ทำให้ฉันรีบชักมือที่กุมกันไว้กับคนข้าง ๆ กลับอย่างรวดเร็ว“ไปไหนมา แล้วนี่ทำไมถึงมากับมัน” คนเป็นพี่ชายเอ่ยถามเสียงดุพร้อมกับเดินเข้ามาดึงข้อมือฉันให้ไปยืนใกล้ ๆ“เกี๊ยวไปเดินเล่นกับกูมา แล้วคืนนี้กูก็จะให้เกี๊ยวไปค้างกับกูด้วย / พี่ทัพ!” ฉันรีบท้วงคนหน้านิ่งที่ยืนจ้องพี่ชายฉันอยู่ ไม่คิดว่าพี่เขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ตอนเดินมาส่งฉันก็ตกลงกันแล้วว่าฉันจะค้างกับพี่กันต์ที่นี่นี่นา “ทำไมมึงถึงคิดว่ากูจะยอมปล่อยน้องกูไปนอนกับมึง แค่ที่ผ่านมามึงย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีกูก็อยากเอาตีนลูบหน้ามึงจะแย่แล้ว” พี่กันต์ตวัดสายตาให้คนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ ฉันได้แต่ยืนถอนหายใจพรืดใหญ่ออกมาเพราะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ ตอนนี้พี่ซันก็ไม่อยู่แล้วด้วยเพราะกลับไปดูแลผับแทนพี่ทัพ ถ้าเกิดสองคนนี้ทะเลาะกันขึ้นมาฉันไม่รู้เลยว่าจะรับมือยังไง“ไม่ให้เกี๊ยวไปก็เรื่องของมึง แต่กูจะให้เกี๊ยวไปนอนกับกู แล้วก็ที่กูมาบอกกูไม่ได้มาขออนุญาตแต่กูมาบอ
เกี๊ยว…ฉันเดินตามคนบางคนเข้ามาด้านในขณะที่สายตานั้นมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้น พื้นที่ด้านในร่มรื่นเย็นสบายราวราวกับมีป่าส่วนตัว “สวยจังเลยค่ะ” ฉันหันไปบอกคนข้าง ๆ ขณะที่เราเดินมาถึงเก้าอี้ไม้ในโซนนั่งพักผ่อน จุดนี้สามารถมองออกไปนอกรั้วบังกาโลเพื่อชมวิวทิวทัศน์บนชายหาดได้ “ที่นี่สร้างไว้นานแล้วแต่พี่ไม่ค่อยได้มาพัก ส่วนมากจะมาพักเวลามาทำธุระหรือแวะมาหาญาติแถวนี้น่ะ” คนที่หันมาสบตากับฉันเอ่ยบอก“พี่ทัพมีญาติที่นี่ด้วยเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสนใจ จะว่าไปแล้วพี่เขาก็กว้างขวางและมีครอบครัวตระกูลใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย“มีสิ เดี๋ยววันหลังพี่พาไปเจอ”“ไปเจอญาติพี่เหรอคะ”“อื้ม ใกล้ถึงวันรวมญาติแล้วเดี๋ยวพาไปเปิดตัว แต่พี่ว่าเกี๊ยวน่าจะพอรู้จักบ้างแล้วล่ะถ้าญาติที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกันน่ะ” ประโยคต่อมาของใครบางคนทำให้ฉันแอบกังวลไม่น้อย พอนึกถึงฐานะ หน้าที่การงานและสังคมของเราสองคนแล้วมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ครอบครัวพี่เขาจะรับฉันได้มั้ยนะ “ทำไมทำหน้าแบบนั้นหื้ม คนในบ้านพี่ใจดีทุกคนโดยเฉพาะกับลูกสะใภ้” ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมายีผมฉันเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของฉันหม่นลง “บ
เกี๊ยว…เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นฉันกับพี่กันต์ก็เดินทางมาถึงเกาะที่พี่กันต์จะต้องทำงาน ไม่ไกลจากไซส์งานที่พี่กันทำอยู่มีแคมป์คนงานตั้งอยู่ด้วย ฉันกับพี่กันต์พักในห้องเดียวกัน ที่พักของเราเป็นเพิงสักกะสีเล็ก ๆ ถึงจะไม่สะดวกสะบายมากแต่ก็ดีกว่าโดนทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว “ตอนกลางวันอย่าไปไหนไกลนะรู้มั้ย เปิดเสียงโทรศัพท์ให้ดังเข้าไว้เพราะพี่จะโทรหาเราบ่อย ๆ ที่นี่คนงานเยอะแต่ก็ห้ามไว้ใจใครด้วยเข้าใจรึเปล่า” คำพูดยาวยืดแฝงไปด้วยความห่วงใยจากพี่ชายเพียงคนเดียวนั้นย้ำกับฉันเป็นร้อยรอบตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านจนมาถึงที่พัก“เข้าใจค้าบคุณผู้ปกครอง”“ตอนเย็นรีบไปอาบน้ำแล้วก็กลับเข้าห้อง ล็อคประตูให้ดีด้วยเข้าใจมั้ย มีใครมาเคาะหรือชวนไปไหนก็อย่าไป ใครมาบอกว่าพี่ให้ไปหาก็ไม่ต้องไปเพราะพี่จะโทรมาบอกเราก่อนแล้วก็จะมารับเราออกไปเองถ้าต้องไปไหน” คนตรงหน้ายังพูดไม่ยอมหยุด ฉันก็ได้แต่รับฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงักให้เป็นคำตอบ“จะออกไปไหนส่งไลน์ทิ้งไว้ให้พี่ด้วย เข้าใจมั้ย”“เข้าใจแล้วค่า” ฉันฉีกยิ้มกว้างอีกครั้งก่อนจะโบกไม้โบกมือให้คนตรงหน้าแล้วแยกย้ายกัน “เริ่มงานวันแรกจิตใจก็จดจ่ออยู่กับน้องสา







