LOGIN"ตองไม่มีอะไรจะคุยกับพี่ เรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่วันที่พี่ทิ้งตองไปแล้ว!" "แต่พี่ไม่ให้จบ! พี่ไม่เคยบอกเลิก และสถานะของเราก็ยังเป็นแฟนกัน!" เขาหายตัวไปจากชีวิตเธอโดยไม่บอกลา ทิ้งให้เธอจมอยู่กับคำถามและความเจ็บปวดมานานหลายปี แต่วันนี้...เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้า ในฐานะฟินนิกซ์พี่ว๊ากวิศวะยานยนต์สุดฮอต ผู้แสนเย็นชาและเข้าถึงยาก เขาไม่ใช่เด็กผู้ชายขี้อายคนเดิมอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นผู้ชายสายดุที่พร้อมจะพุ่งชนและทวงสิทธิ์แฟนที่เธอไม่อยากยอมรับ! เมื่อ(อดีต)แฟนเก่าที่เธอพยายามลบออกจากใจ คือคนเดียวกับคนที่ประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันปล่อยเธอไปอีก... งานนี้ใบตองจะหนีเขายังไงดี
View More"ไอ้ปืน มึงจะลีลาอีกนานไหมวะ พวกกูหิวเหล้าจะแย่อยู่แล้วเนี่ย นัดกันไว้ดิบดีว่าเลิกคลาสแล้วจะไปร้านเฮียโต้ง มึงมาเบรกหัวทิ่มแบบนี้ได้ไงวะ"
เสียงโวยวายของวศินดังขึ้นทำลายความเงียบใต้ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่มือก็ยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างขัดใจ สายตาจับจ้องไปยังเพื่อนสนิทที่กำลังสะพายกระเป๋าเตรียมตัวจะเดินแยกไปอีกทาง "นั่นดิ กูอุตส่าห์เคลียร์คิวสาวๆเพื่อจะไปกินเหล้ากับพวกมึงเลยนะ มึงจะมาชิ่งหนีไปไหนวะไอ้ปืน" ศิลาสมทบขึ้นอีกคนพร้อมกับกอดอกทำหน้าเซ็งจัด ปืนหรือหัวหน้าวงและมือกลองแห่งวงดนตรี ultra ประจำมหาวิทยาลัย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมามองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนอย่างเอือมระอา "กูไม่ได้จะชิ่ง แต่กูมีธุระด่วนจริงๆ อาจารย์ที่ปรึกษาวงเพิ่งโทรมาตามเมื่อกี้ บอกว่าให้กูรีบไปที่ห้องซ้อมเดี๋ยวนี้เลย" "ไปทำไมวะ ร้อยวันพันปีไม่เห็นแกจะเรียกมึงด่วนขนาดนี้ หรือวงมึงไปทำเครื่องดนตรีคณะพัง?" วศินถามอย่างจับผิด "พังบ้าอะไรล่ะ!" ปืนสวนทันควัน "มึงก็รู้ว่าวงกูขาดนักร้องนำมาเป็นเดือนแล้ว ตั้งแต่ไอ้พี่เอกเรียนจบไป งานกิจกรรมมหาลัยก็จ่อคิวรออยู่เพียบ อาจารย์แกเลยไปเฟ้นหาช้างเผือกมาให้ แกบอกว่าได้ตัวนักร้องนำคนใหม่แล้ว เลยเรียกกูไปทำความรู้จักกันไว้นี่ไง" "แล้วมันต้องไปเดี๋ยวนี้เลยเหรอวะ เลื่อนไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือไง คนจะไปแดกเหล้า!" ศิลายังคงบ่นไม่เลิก "ไม่ได้เว้ย อาจารย์แกบอกว่าน้องเขามารอแล้ว ขืนกูเบี้ยว กูโดนด่าเปิงแน่" ปืนอธิบาย ก่อนจะหันไปมองเพื่อนสนิทอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอดตั้งแต่ต้น ฟินนิกซ์เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาระดับตัวท็อปของคณะวิศวะ พี่ว๊ากปี 3 สุดโหดที่ใครๆต่างก็เกรงกลัว นั่งไขว่ห้างพิงพนักม้านั่งหินอ่อนด้วยท่าทีสบายๆ ทว่าแววตากลับนิ่งสนิทและเย็นชาจนยากจะคาดเดา เขาสวมเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่ปลดกระดุมบนออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆที่ได้มาจากการช่วยเหลือเพื่อนฝูงในยามมีเรื่อง ร่างสูงแต่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนกับการโต้เถียงของเพื่อนๆ เขาเพียงแค่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมามองปืนเรียบๆ "มึงจะไปนานไหม?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยถามขึ้นสั้นๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศที่กำลังโวยวายเมื่อครู่เงียบลงได้ "ไม่นานหรอกไอ้ฟินน์ แค่ไปคุยแป๊บเดียว ทำความรู้จัก ตกลงเรื่องตารางซ้อม แล้วกูก็ว่างยาวเลย" ปืนรีบตอบเพื่อนรัก ฟินนิกซ์พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์สีเข้ม แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "งั้นพวกกูไปด้วย" "ห๊ะ? มึงจะไปห้องซ้อมกับกูเนี่ยนะ?" ปืนเบิกตาตากว้างอย่างแปลกใจ เพราะปกติฟินนิกซ์เกลียดความวุ่นวายและสถานที่ที่มีคนเยอะๆเป็นที่สุด "อืม" ฟินนิกซ์ตอบสั้นๆ "ขี้เกียจนั่งรอ ไปรอที่ห้องซ้อมมึง คุยเสร็จจะได้ตรงไปร้านเฮียโต้งเลย ไม่เสียเวลา" "เออ ความคิดดีเว้ยไอ้ฟินน์! งั้นพวกกูไปด้วย ไปดูหน้านักร้องนำคนใหม่ของวงมึงหน่อยซิ ว่าจะเจ๋งแค่ไหน" ศิลาตบมือฉาดใหญ่ เห็นด้วยกับข้อเสนอของฟินนิกซ์ทันที จนปืนส่ายหัวไปมาอย่างปลงตก "เออๆ จะไปก็ไป แต่พวกมึงห้ามไปทำหน้าโหดใส่คนในวงกูนะเว้ย โดยเฉพาะมึงเลยไอ้ฟินน์ หน้ามึงตึงชิบหายเลย" ฟินนิกซ์ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำแซวนั้น เขาเพียงแค่เดินนำหน้าเพื่อนๆออกไปจากใต้ตึกคณะด้วยจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาหญิงหลายคนที่ลอบมองมาด้วยความชื่นชมและหลงใหล แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะเดินเข้ามาทักทาย เพราะรู้ดีว่ากำแพงความเย็นชาของเขานั้นสูงชันแค่ไหน ระหว่างทางที่เดินมุ่งหน้าไปยังคณะดุริยางคศิลป์ จู่ๆก็มีร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขวางหน้ากลุ่มของพวกเขาไว้ "พี่ฟินนิกซ์คะ! รอยิ้มด้วยค่ะ!" ยิ้มรุ่นน้องสาวสวยที่ตามจีบฟินนิกซ์มาตั้งแต่ปีหนึ่ง ยืนฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างมีความหวัง "พี่ฟินนิกซ์กำลังจะไปไหนคะ ยิ้มขอไปด้วยคนได้ไหม พอดีวันนี้ยิ้มว่างน่ะค่ะ" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ศิลาและวศินหันมามองหน้ากันแล้วลอบยิ้มขำ ในขณะที่ปืนได้แต่ส่ายหัวเบาๆรู้ชะตากรรมของรุ่นน้องสาวคนนี้ดี ฟินนิกซ์หยุดชะงักฝ่าเท้า เขาปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มหรือความเอ็นดูในแววตาคู่นั้น มีเพียงความรำคาญที่ฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง "หลีกไป" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา "แต่ว่ายิ้มแค่อยาก..." "กูบอกให้หลีก อย่าให้ต้องพูดซ้ำ" ฟินนิกซ์กดเสียงต่ำลงกว่าเดิม บรรยากาศรอบตัวเริ่มแผ่รังสีความกดดันจนยิ้มหน้าเจื่อนลงทันที เธอจำต้องยอมหลีกทางให้ร่างสูงเดินผ่านไปอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อพ้นระยะมาได้ วศินก็อดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อน "โห ไอ้ฟินน์ มึงนี่ใจร้ายกับน้องยิ้มตลอดเลยนะ น้องเขาสวยแถมบ้านรวยขนาดนั้น มึงไม่คิดจะเปิดใจมองบ้างเลยเหรอวะ" "น่ารำคาญ" ฟินนิกซ์ตอบกลับสั้นๆเพียงคำเดียว ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าต่อไปโดยไม่สนใจจะต่อบทสนทนานั้นอีก สำหรับเขาแล้ว ผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาเขาในตอนนี้ ก็แค่คนที่หลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก ฐานะ และเปลือกที่เขาสร้างขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าในอดีต เขาเคยเป็นแค่ไอ้เด็กผู้ชายตัวผอมแห้ง ผิวดำคล้ำ ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยสักนิดเดียว... จนกระทั่งเธอคนนั้นก้าวเข้ามาในชีวิต ฟินนิกซ์สะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆนั้นออกไป เขาไม่ได้เจอเธอมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาตัดสินใจย้ายบ้านตามพ่อแม่มาโดยไม่ได้บอกลาเธอสักคำ ทิ้งสถานะแฟนไว้เบื้องหลังอย่างคนขี้ขลาด เพียงเพราะลึกๆแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นช่างต่ำต้อยและไม่คู่ควรกับรอยยิ้มที่แสนสดใสของเธอเลยแม้แต่น้อย ณ ห้องซ้อมดนตรี เมื่อปืนเปิดประตูห้องซ้อมเข้ามา เสียงเครื่องดนตรีที่กำลังปรับจูนกันอยู่ก็เงียบลงทันที ภายในห้องมีสมาชิกวง ultra อยู่กันพร้อมหน้า "อ้าว มาแล้วเหรอหัวหน้าวง ลีลาชะมัดเลยพี่ ปล่อยให้พวกผมรอตั้งนาน!" บาส รุ่นน้องปี 2 จากคณะวิศวะโยธา มือกีตาร์ประจำวงเอ่ยทักทายขึ้นเป็นคนแรก "โทษทีว่ะ ติดเคลียร์กับไอ้พวกภาระสามตัวนี้นิดหน่อย" ปืนบุ้ยใบ้ไปทางกลุ่มเพื่อนสนิทที่เดินตามหลังมา "เฮ้ยๆ ใครภาระมึงวะ พูดให้มันดีๆนะเว้ย!" ศิลาชี้หน้าคาดโทษปืนอย่างหยอกล้อ ก่อนจะหันไปทักทายคนอื่นๆในห้อง "หวัดดีบาส หวัดดีคิม หวัดดีครับน้องน้ำคนสวย" น้ำนักศึกษาหญิงปี 3 จากคณะดุริยางคศิลป์ มือคีย์บอร์ดเพียงคนเดียวของวง ยิ้มรับคำทักทายนั้น "สวัสดีค่ะพี่ศิลา พี่วศิน แล้วก็พี่ฟินนิกซ์" ฟินนิกซ์เพียงแค่พยักหน้ารับคำทักทายของน้ำเบาๆ ก่อนจะเดินปลีกตัวไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวมุมห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถดูอีกครั้ง ตัดขาดตัวเองออกจากวงสนทนาโดยสิ้นเชิง คิมรุ่นน้องปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ มือเบสหน้าหล่อประจำวง เดินเข้ามากอดคอปืน "แล้วตกลงอาจารย์นัดมาทำไมวะพี่ปืน เห็นแกว่าได้นักร้องนำแล้ว ตกลงใครวะ หล่อป่าว เสียงสู้ไอ้พี่เอกได้ไหม?" ยังไม่ทันที่ปืนจะได้ตอบ เสียงของอาจารย์ที่ปรึกษาวงก็ดังขึ้นจากด้านหลังห้อง "ไม่ใช่ผู้ชายโว้ย ไอ้พวกนี้หนิ! นักร้องนำคนใหม่ของเราเป็นผู้หญิงต่างหาก" คำว่า 'ผู้หญิง' ทำเอาทั้งห้องซ้อมฮือฮาขึ้นมาทันที "เฮ้ย! จริงดิอาจารย์ ผู้หญิงเหรอ!" บาสตาลุกวาว "แจ่มเลยดิวะ งานนี้วงเราจะได้มีสีสันสดใสขึ้นบ้าง นอกจากเจ๊น้ำที่วันๆเอาแต่ด่าพวกกูเนี่ย" "ไอ้บาส! เดี๋ยวแม่เอาคีย์บอร์ดฟาดหน้าให้!" น้ำแหวใส่ทันที เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ "ฟังก่อนไอ้พวกทะลึ่ง!" อาจารย์ปรามลูกศิษย์ "น้องเขาเพิ่งเข้ามาปี 1 เฟรชชี่ใสปิ๊งเลย เอกขับร้อง อาจารย์ไปเจอตอนสอบเข้า เสียงนี่ใสเป็นแก้วเลยนะเว้ย ร้องเพลงอินเนอร์ดีมาก แถมหน้าตาก็น่ารักจิ้มลิ้ม พวกแกห้ามไปรังแกน้องเด็ดขาดนะ โดยเฉพาะไอ้พวกวิศวะเนี่ย ห้ามไปม่อน้องเขาเด็ดขาด เข้าใจไหมปืน ฝากดูน้องด้วย" "โหย อาจารย์อ่ะ ผมเป็นคนดีจะตาย" บาสเถียง ศิลากับวศินที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับหูผึ่ง "เชี่ยยยย เด็กปีหนึ่ง เอกวอยซ์ แถมหน้าตาน่ารักด้วย ไอ้ปืน! มึงรับกูเข้าวงที กูเล่นอะไรก็ได้ กูอยากอยู่ใกล้ชิดน้องเขา" วศินเขย่าแขนปืนอย่างตื่นเต้น "ตลกละมึง" ปืนผลักหัวเพื่อนสนิทออกไป "เดี๋ยวรอดูหน้าก่อนเถอะ ว่าจะน่ารักสมคำคุยของอาจารย์แกหรือเปล่า" ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ฟินนิกซ์กลับนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง เขาสวมหูฟังไร้สายเพียงข้างเดียวเพื่อฟังเพลง แต่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ไม่ได้สนใจบทสนทนาไร้สาระของเพื่อนๆ และรุ่นน้องเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขา ผู้หญิงหน้าตาน่ารักมันก็เกลื่อนกลาดไปหมด ไม่เห็นมีอะไรให้น่าตื่นเต้นสักนิด ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาของทุกคนในห้อง เสียงเจี๊ยวจ๊าวเมื่อครู่เงียบลงโดยอัตโนมัติ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่บานประตูห้องซ้อมที่กำลังค่อยๆถูกผลักเปิดออกช้าๆ "ขออนุญาตค่ะ" น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้นมานั้น ราวกับมีมนต์สะกดให้ทุกคนในห้องหยุดชะงัก ร่างเล็กบอบบางก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาภายในห้องซ้อม เธออยู่ในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัว กระโปรงพลีท และรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา ใบหน้าเรียวนั้นไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางอะไรมากมาย มีเพียงลิปสติกสีระเรื่อที่ริมฝีปากบาง ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววประหม่าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ในห้องซ้อมมากกว่าที่คิด แต่ถึงอย่างนั้น รอยยิ้มหวานประดับลักยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ก็ทำให้โลกทั้งใบของคนที่มองมาดูสว่างไสวขึ้นมาทันตาเห็น "อ้าว มาพอดีเลย!" อาจารย์ที่ปรึกษายิ้มกว้าง ก่อนจะกวักมือเรียกเธอให้เดินเข้ามาใกล้ๆ "ทุกคน นี่ไง นักร้องนำคนใหม่ของวง ultra ที่อาจารย์บอก แนะนำตัวกับพี่ๆเขาเลยสิลูก" หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อมและฉีกยิ้มที่สวยที่สุดออกมา "สวัสดีค่ะ ชื่อใบตองค่ะ ปี 1 คณะดุริยางคศิลป์ สาขาขับร้องค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพี่ๆ" บาส คิม ศิลา และวศิน ถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ ความน่ารักจิ้มลิ้มและสดใสของเธอทำเอาหนุ่มๆ ในห้องถึงกับตาค้าง ทว่า... ในมุมที่เงียบสงบที่สุดของห้อง วินาทีที่ได้ยินคำว่า 'ใบตอง' ปลายนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ของฟินนิกซ์ชะงักกึก ร่างกายที่เคยผ่อนคลายแข็งทื่อ เขากระชากหูฟังออกจากหูอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบที่เคยมองทุกอย่างด้วยความเฉยชา ตวัดขึ้นมองตรงไปยังร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางห้องทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติสม่ำเสมอ กลับกระตุกวูบและเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก โลกทั้งใบของฟินนิกซ์คล้ายกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงรอบข้างของเพื่อนๆที่กำลังส่งเสียงแซวหรือแนะนำตัวดับวูบไปจากโสตประสาท ภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่คอยส่งยิ้มให้เขาในวันนั้น เด็กผู้หญิงคนเดียวที่ไม่เคยรังเกียจไอ้ฟินน์เด็กผู้ชายตัวดำ ผอมแห้ง และไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักอย่าง คนที่เป็นเสมือนแสงสว่างเดียวในชีวิตของเขา... ตอนนี้เธอมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ใบตองที่เพิ่งแนะนำตัวเสร็จ กวาดสายตามองพี่ๆในห้องเพื่อทำความรู้จัก ทว่าเมื่อสายตาของเธอเลื่อนมาปะทะเข้ากับร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟามุมห้อง รอยยิ้มหวานที่ประดับอยู่บนใบหน้าก็ชะงักค้างไปเสี้ยววินาที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ สองมือที่จับสายสะพายกระเป๋าอยู่เผลอบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พี่ฟินนิกซ์.... ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเธอพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ผู้ชายที่ทิ้งเธอไปโดยไม่บอกลาแม้แต่คำเดียว ผู้ชายที่ปล่อยให้เธอต้องจมอยู่กับคำถามมากมายว่าทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปมาก หล่อขึ้น ดูดีขึ้น และดูเป็นคนที่เข้าถึงยากจนเธอแทบจะจำไม่ได้ แต่ดวงตาคมคู่นั้น... เธอไม่มีวันลืม ใบตองรีบดึงสติของตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอพยายามฝืนยิ้มให้เป็นปกติที่สุด ละสายตาจากฟินนิกซ์ราวกับว่าเขาเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ แล้วหันไปสนใจคนอื่นๆแทน "พี่ชื่อปืนนะ เป็นหัวหน้าวงแล้วก็มือกลอง ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะน้องใบตอง" ปืนเป็นฝ่ายเริ่มแนะนำตัวก่อนด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร "พี่ชื่อน้ำจ้ะ เป็นมือคีย์บอร์ด มีน้องใบตองมาเพิ่มสักที พี่ล่ะเบื่อพวกผู้ชายป่าเถื่อนพวกนี้เต็มทนแล้ว" น้ำรีบเดินเข้าไปควงแขนใบตองอย่างถูกชะตา "โหย เจ๊น้ำก็พูดไป!" บาสแทรกขึ้นมาทันที พร้อมกับส่งยิ้มกะล่อนไปให้ "พี่บาสครับผม มือเบส เอ้ย มือกีต้าร์ครับ แหม น้องใบตองน่ารักจนพี่เบลอไปหมดแล้วเนี่ย" "ไอ้บาสมึงอย่าม่อ น้องเขาเพิ่งมา" คิมผลักหัวบาสไปหนึ่งที ก่อนจะหันมายิ้มหล่อให้ใบตอง "พี่ชื่อคิมนะครับ เป็นมือเบสสุดหล่อของวง มีอะไรให้พี่ช่วยบอกได้เลยนะ" "ส่วนพี่ชื่อศิลากับวศินนะจ๊ะ ไม่ได้อยู่วงนี้หรอก แต่เป็นเพื่อนไอ้ปืน แวะมาจีบ เอ้ย แวะมาดูหน้าน้องใบตองเฉยๆ" วศินรีบเสนอหน้าเข้าไปแนะนำตัวบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในห้อง ใบตองยิ้มรับคำทักทายเหล่านั้นอย่างสดใส "ยินดีที่ได้รู้จักพี่ๆทุกคนเลยนะคะ ตองจะตั้งใจซ้อมค่ะ" บรรยากาศการทำความรู้จักดำเนินไปอย่างเป็นกันเองและสนุกสนาน ทว่าจู่ๆความร่าเริงเหล่านั้นก็พลันหยุดชะงักลง เมื่อร่างสูงใหญ่ของคนที่นั่งเงียบมาตลอด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและก้าวเดินฝ่าวงล้อมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฟินนิกซ์ ทำให้ทุกคนในห้องอัตโนมัติเปิดทางให้เขาเดินผ่าน "อ้าว ไอ้ฟินน์ มึงจะไปไหนวะ จะกลับแล้วเหรอ?" ปืนถามขึ้นอย่างงงๆเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินตรงดิ่งเข้ามา แต่ฟินนิกซ์ไม่ได้ตอบคำถามของปืน สายตาคมกริบของเขาจดจ้องเพียงแค่ใบหน้าหวานของหญิงสาวตรงหน้าเท่านั้น เขาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ห่างจากใบตองเพียงแค่ก้าวเดียว ก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่อัดอั้นอยู่ข้างใน ทั้งคิดถึง โหยหา และรู้สึกผิด สายตาที่ไม่มีใครในที่นี้เคยได้เห็นจากผู้ชายที่ชื่อฟินนิกซ์ ใบตองสูดลมหายใจเข้าลึก เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามสบตาเขากลับด้วยความนิ่งเฉย แม้ว่าในใจจะสั่นไหวอย่างรุนแรงก็ตาม ความเงียบเข้าปกคลุมห้องซ้อมดนตรี ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมา แม้แต่ศิลาและวศินที่ว่าแน่ ยังต้องกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นท่าทีแปลกไปของเพื่อนรัก ริมฝีปากของฟินนิกซ์เม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่เขาจะค่อยๆเปล่งเสียงออกมา ทำลายความเงียบงันภายในห้อง เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้ราบเรียบเย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับสั่นพร่าและแผ่วเบาราวกับคนละเมอ "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ..."ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังอยู่ใบตองไม่ได้สะบัดมือเขาออก แต่ดวงตากลมโตของเธอกลับเริ่มคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ความทรงจำอันโหดร้ายในวันที่เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกำลังเล่นงานเธออีกครั้ง"พี่รู้ไหมว่าตอนนั้นตองเจ็บแค่ไหน"น้ำเสียงของใบตองสั่นเครือ หยดน้ำตาไหลร่วงลงมาอาบสองแก้ม "ตองไปดักรอพี่ที่หน้าโรงเรียนทุกวัน ตองโทรหาพี่เป็นร้อยๆสาย ตองส่งข้อความหาพี่จนไม่รู้จะส่งยังไง แต่สิ่งที่ตองได้กลับมาคือความว่างเปล่า""พี่ขอโทษใบตอง" ฟินนิกซ์บีบมือเธอแน่นขึ้น แววตาของเขาเจ็บปวดไม่แพ้กัน"ตองโทษตัวเองมาตลอด ตองคิดว่าตองทำอะไรผิด พี่ถึงได้รังเกียจและหนีตองไปแบบนั้น" หญิงสาวสะอื้นเบาๆ ดึงมือตัวเองกลับมาเช็ดน้ำตา "ตองใช้เวลาตั้งนานกว่าจะทำใจได้ กว่าจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง แล้วจู่ๆพี่ก็กลับมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเหมือนเรื่องของเรามันเพิ่งผ่านไปแค่วันเดียว""พี่ไม่ได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่รู้ว่าพี่ผิด พี่ถึงพยายามจะชดใช้ให้ตองอยู่นี่ไง""แต่ความรู้สึกของตองมันพังไปแล้วไงคะพี่ฟินน์" ใบตองเงยหน้าขึ้นสบตาเขาทั้งน้ำตา "ตองยอมรับนะว่าลึกๆ
ฟินนิกซ์ก้าวเข้ามาภายในห้องพักของเธอ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆห้องขนาดกะทัดรัด"ห้องตองกว้างดีนะ" เขากระตุกยิ้มมุมปาก "แต่ถ้ามีพี่มาอยู่ด้วย น่าจะอุ่นขึ้นเยอะเลยนะ ว่าไหม?""พี่ฟินน์! เลิกหยอดสักห้านาทีมันจะตายไหม รีบๆไปทำกับข้าวเลย ตองหิวแล้ว!" ใบตองแหวใส่ รีบเดินหนีเข้าไปในโซนครัวขนาดเล็กทันทีฟินนิกซ์หัวเราะเบาๆเดินตามเธอเข้ามาในครัว เขาวางกุญแจรถลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบวัตถุดิบ"งั้นวันนี้กินแซลมอนย่างซีอิ๊วก็แล้วกันนะ เห็นเมื่อวานตองบ่นอยากกิน" ชายหนุ่มจัดการหยิบเนื้อปลาแซลมอนชิ้นโตออกมาวางบนเขียง ท่าทางทะมัดทะแมง"เอ่อ... ให้ตองช่วยอะไรไหม?" ใบตองที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่ข้างๆเอ่ยถามขึ้น"ทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ทำครัวพังหรอก" เขาดุอย่างไม่จริงจังนัก"ตองไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย ล้างผัก หั่นผัก ตองก็ทำได้นะ""โอเคๆ งั้นช่วยเอาบรอกโคลีไปล้าง แล้วก็หั่นเป็นชิ้นพอดีคำให้พี่หน่อย" ฟินนิกซ์ยอมแพ้ ยื่นมีดทำครัวและเขียงอีกอันให้เธอ "ระวังมีดบาดมือด้วยล่ะ"ใบตองรับมีดมาถือไว้ จัดการนำบรอกโคลีไปล้างน้ำอย่างตั้งใจ ก่อนจะนำมาวางบนเขียงแล้วเริ่มลงมือหั่น ทว่าท่าทางการ
"สรุปว่าเย็นนี้ พี่เขาจะมาสวมบทพ่อครัวทำกับข้าวให้แกกินถึงในห้องจริงๆดิ!" สาเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า พลางกระแทกแก้วน้ำแดงลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ตึกคณะดุริยางคศิลป์อย่างแรงจนน้ำสีแดงกระฉอกออกมาเล็กน้อย "ชู่ววว! เบาๆสิสา! เดี๋ยวคนอื่นก็แห่มาได้ยินกันหมดหรอก!" ใบตองรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนสนิท หันซ้ายหันขวามองเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ ด้วยความหวาดระแวง ใบหน้าหวานขึ้นสีเรื่ออย่างปิดไม่มิด แอนที่นั่งอยู่อีกฝั่งเท้าคางมองหน้าใบตองด้วยสายตาจับผิด รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้า "จะให้เบายังไงไหวล่ะแก เรื่องใหญ่มหึมาขนาดนี้ เมื่อวานก็ขับรถสปอร์ตมารับถึงหน้ามหาลัยท่ามกลางสายฝน วันนี้ยังจะบุกขึ้นไปทำกับข้าวให้กินถึงห้องอีก นี่มันโปรโมชันตามจีบหรือโปรโมชันคลั่งรักเมียกันแน่วะตอง" "บะ... บ้าเหรอแอน! คลั่งรักเมียบ้าบออะไรล่ะ ตองบอกแล้วไงว่าเราเป็นแค่แฟนเก่ากัน ที่เขามาทำกับข้าวให้ ก็เพราะเขาซื้อของสดมาอัดยัดไว้ตู้เย็นห้องตองเมื่อวาน" "แล้วตองทำกับข้าวไม่เป็น เขาก็เลยต้องมาทำเองไง มันไม่มีอะไรลึกซึ้งเลยนะ!" หญิงสาวเถียงคอเป็นเอ็น พยายามหาเหตุผลมารองรับการกระทำอันแสนจะเอาแต่ใจของอดี
"พี่ฟินน์ พี่จะหยิบอะไรนักหนาเนี่ย รถเข็นจะเต็มอยู่แล้วนะ"ใบตองร้องท้วงขึ้นมาขณะที่เดินตามหลังร่างสูงโปร่งของอดีตแฟนหนุ่มที่ทำหน้าที่เข็นรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต ใบหน้าหวานขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าในรถเข็นตอนนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบทำอาหารมากมาย ทั้งเนื้อหมูสไลด์ ปลาแซลมอนชิ้นโต ผักสดนานาชนิด ไข่ไก่ และเครื่องปรุงรสอีกสารพัดที่สำคัญคือ... ทุกอย่างที่เขาหยิบใส่รถเข็น มันคือของโปรดที่เธอชอบกินทั้งนั้นฟินนิกซ์หยุดรถเข็นที่หน้าโซนผลไม้ เขาหันมามองคนตัวเล็กที่กำลังยืนทำหน้ายุ่ง ก่อนจะหยิบสตรอว์เบอร์รีกล่องใหญ่ใส่ลงไปในรถเข็นเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบหน้าตาเฉย"พี่ซื้อให้ตองไปไว้ที่ห้องไง งงอะไร""ซื้อไปไว้ที่ห้องตอง?" ใบตองยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ "ซื้อไปทำไมเยอะแยะ ตองทำกับข้าวไม่เป็นสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ว่าตองทอดไข่ดาวยังไหม้เลย"ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก เขาขยับรถเข็นหลบทางให้คนอื่นเดินผ่าน ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างเล็กจนใบตองต้องผงะถอยหลังไปพิงกับชั้นวางแอปเปิล"ก็ซื้อไว้...ไว้พี่ไปทำให้กินไง"น้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาแพรวพราวของเข





