Masuk"เป็นไงบ้างขุน?" ฉันเอ่ยถามขุนศึกไป ด้วยสีหน้าที่ลุ้นกับคำตอบของขุนศึก หลังจากที่เขาอ่านข้อเสนอในสัญญาเรียบร้อยแล้ว"เราว่ามันโอเคเลยล่ะทั้งสินค้าคุณภาพที่เพลงบอกและข้อมูลส่วนแบ่งสัญญาก็โอเคมองไม่เอาเปรียบเรา""เดี๋ยวให้ริลองอ่านอีกรอบขุนว่าได้แล้วสำหรับขุน" ขุนศึกว่าก่อนจะหันไปยื่นเอกสารให้เอริ เอริก็ยิ้มกริ่มออกมาก่อนจะหันมามองหน้าฉัน ที่มองหน้าเธออยู่ก่อนด้วยสายตาที่ลุ้นระทึก"ห้างเราที่กำลังจะเปิดตัวใจกลางเมืองยังไม่มีเครื่องดื่มไวน์ดีๆและเราว่าจะเพิ่มของขายในโซนอาหารชั้นใต้ดินให้เป็นพวกของสำเร็จรูปพวกนี้ด้วย"เอริเอ่ยขึ้นก่อยจะหันไปยิ้มให้ขุนศึก ขุนศึกก็ยิ้มให้ฉัน"เราคงคอนเซ็ปต์ว่าซื้อครบจบที่เรา" เอริว่าก่อนจะยิ้มให้ฉัน ฉันก็ยิ้มกว้างตามเอริทีสายตาของเธอ แวววาวเป็นคำตอบได้ดีว่า พวกเพื่อนฉันสองคน ยินดีที่จะร่วมงานกับบริษัทของฉันแน่นอน"ห้างทุกที่ของเราจะเพิ่มโซนอาหารและเครื่องดื่มที่มีทั้งโซนซูเปอร์มาร์เก็ตขายวัตถุดิบอาหารสด อาหารแห้ง และศูนย์อาหารรวมถึงร้านอาหารคาเฟ่ด้วย" ขุนศึกว่าต่ออย่างสมทบฉันก็พยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ขุนศึกพูด ฉันว่าคอนเซ็ปต์ของพวกเธอสองคน มันดีมากๆ และจะทำ
"ฟิว""ฟิวเดี๋ยวก่อน""ฟิวหยุดก่อน""ฟิว!!!""เราบอกให้หยุด!!!" ฉันวิ่วไฟพร้อมกับเอ่ยเรียกหิวไปด้วยแต่ฟิวก็เดินไม่ยอมหยุดและไม่ยอมหันมาจนฉันตัดสินใจวิ่งให้เร็วสุดฝีเท้าก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อเเขนเขาได้อย่างไวจนร่างของฟิวหันมาและทำให้ฉันเสียหลักเพราะออกแรงกระชากเขาและตัวฟิวหนักและสูงกว่าฉัน ทำให้ฉันเผลอข้อเท้าพลิกเกือบจะหงายหลังโดยการลากร่างของฟิวล้มไปด้วย"ว๊าย!" ฉันร้องเสียงหลงแต่โชคดีที่ฟิวไว้และคว้าเอวฉันพร้อมกับทรงตัวให้อยู่โดยไม่ทำให้ตัวฉันกับตัวเขาเองล้มลงไปกับพื้นสายตาของเราสองคนประสานกัน ฟิวมองฉันด้วยแววตาสั่นไหว และโหยหาแต่ก็มีคำถามมากมายอยู่ภายใต้แววตาคู่นั้น"ฟิวเรามีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ" ฉันเอ่ยบอกฟิวไปและทำให้ฟิวเหมือนหลุดจากภวังค์ความคิดจึงยกเอวฉันให้ยืนทรงตัวได้เองและปล่อยร่างฉันให้เป็นอิสระ"เดี๋ยวก่อนสิฟิว!!""แต่เราไม่มีอะไรจะคุยกับเธอ" ฟิวหันมาเอ่ยบอกฉันในจังหวะที่ฉันเอื้อมมือไปคว้าแขนเขาไว้และยึดไว้อย่างไวและไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆแน่"ฟิวเธอกำลังทำให้เรากับเพื่อนๆอึดอัด" ฉันเอ่ยบอกฟิวไปด้วยสีหน้าและแววตาไม่พอใจฟิวก็เลิกคิ้วขึ้นมองหน้าฉันก่อนจะหัวเราะในลำคอออ
"เมื่อกี้อังมาทีหนึ่งแล้วไม่เห็นทั้งคุณทั้งคุณพิณรณีเลยค่ะ" คุณอังศิญาว่าพร้อมกับเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันกับท่านรองพร้อมกับมองหน้าฉันสลับกับหน้าท่านรองอย่างสงสัย"ผมไปทานข้าวกับลูกค้ามาเพิ่งจะกลับมาได้ไมาถึงสิบนาทีเลยครับ" ท่านรองเดินเข้าไปหาคุณอังศิญาพร้อมกับเอ่ยขึ้นบอกเธอไป เธอก็ยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ"ดิฉันลงไปชั้นสองมาค่ะพอดีไปคุยกับพี่สายมาค่ะ""ค่ะอังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยเพียงแค่มาไม่เจอใครกลัวว่ารัญจะลืมงานคืนนี้ของอังเสียอีก" คุณอังศิญาว่าเสียงอ่อนก่อนจะหันไปมองหน้าท่านรองด้วยแววตาออดอ้อนฉันจึงที่มองอยู่ก็สบเข้ากับสายตาของท่านรองที่มองมาที่ฉันพอดี ทำให้เราสองคนสบสายตากันก่อนจะเป็นฉันที่ละสายตาออกมาก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้นด้านล่าง"งานสำคัญของอังทั้งทีผมจะลืมได้ยังไงครับ""และนี่เมื่อคืนคงเหนื่อยแย่เตรียมงานทั้งคืน?""ก็นิดหน่อยค่ะอังยุ่งกับเตรียมสถานที่ไหนจะเรื่องเพชรที่คุณหญิงหลายคนบริจาคมาร่วมทำบุญมูลค่าแต่ละชิ้นไม่ใช่น้อยเลยค่ะ""อังก็เลยต้องค้างที่โรงแรมเพื่อเฝ้าของ""ผมไม่ได้ว่าอะไรเลยนะครับอัง""แต่อังอยากบอกรัญค่ะ"คุณอังศิญาและคุณศิรัญพูดคุยเสียงอ่อนหวานย่างออดอ้อนท่
"วันนี้ท่านรองไม่เข้าบริษัทเหรอ?" เสียงแหลมเอ่ยถามฉันขึ้นพร้อมกับร่างบางของคุณเคทที่เดินมาหยุดลงตรงโต๊ะทำงานหน้าฉัน "ไม่ทราบค่ะ" ฉันเอ่ยตอบเธอไปตามความจริง เธอก็ชักสีหน้าใส่ฉันอย่างหงุดหงิด "เป็นถึงเลขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเจ้านายไปไหน?" คุณเคทว่าเสียงเรียบหน้าตาไม่พอใจ จ้องมาที่ฉันอย่างเอาเรื่อง "ดิฉันไม่ทราบจริงๆค่ะไม่รู้ว่าท่านรองไปไหนฉ้นจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อท่านรองบอกดิฉันแค่นั้นค่ะคุณเคท" ฉันเอ่ยบอกเธอไปตามความจริง และฉันเองก็สงสัยเช่นกันว่าท่านรองไปไหน เมื่อเช้าตอนที่แยกกัน ฉันนั่งรถเมล์มาทำงาน มาถึงบริษัทก็ไม่เห็นท่านรอง และนี่ก็บ่ายแล้ว ก็ยังไม่เห็นเขา โดยท่านไม่ได้บอกว่า ท่านไปไหน "งั้นเธอก็เอางานนี้ไปทำ" คุณเคทว่าพร้อมกับโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้าฉันอย่างแรง จนแฟ้มเกือบจะโดนหน้าฉันน่ะ "อุ๊ยหลุดมือโทษทีนะจ๊ะ!" คุณเคทว่าเสียงกระแทกพลางเบะปากใส่ฉันก่อนจะหันหลังและเดินไปจากโต๊ะทำงานของฉัน ฉันก็มองแฟ้มเอกสารตรงหน้าพร้อมกับน้ำตาเอ่อคลอด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรเธอไม่ได้ "ใจเย็นเพลงขวัญ" ฉันเอ่ยบอกตัวเองไปพร้อมกับคิดถึงคำสอนของนาย ที่มักบอกฉันว่า คนว่าอย่าว่าตอบถ้าเราไม่ไดัเป็น
เมื่อร่างบางของพิณกรณีหายลับไปบนรถเมลล์ประจำทางแล้ว ศิรัญก็หัวเราะในลำคอออกมาก่อนจะเดินไปยังที่รถของตัวเองที่จอดทิ้งไว้ข้างทางเมื่อคืน ตอนที่เจอกับร่างบางของพิณรณีที่เดินมานั่งทานก๋วยเตี๋ยวข้างทางที่ตลาดของเขาเขาเมามาเพราะเครียดจากเรื่องในครอบครัวที่พ่อของเขา ได้มีภรรยาออกหน้าออกตาตีตัวเสมอแม่ของเขาอีกคนและดูเหมือนคนนี้พ่อของเขาจะรักและหลงเธอคนนี้มากมากจนไม่เกรงใจแม่ของเขาเขาเครียดหาทางออกไม่เจอ จึงต้องไปพึ่งแอลกอฮอล์และกินไปมากแต่ก็แค่มึนนิดๆไม่รู้ตัวว่าทำไมอยู่ดีๆถึงมาอยู่ทางเข้าบ้านเธอที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเธอคนนี้อยู่ที่ไหนรู้แค่ว่า เธอให้เขามาส่งหน้าตลาดวิหารไกลกาลแค่นั่นเองและก็โชคดีที่พบเธอเข้าพอดี เขาจึงแอบดูและแอบตามเธอกับไอ้หนุ่มคนนั้นไป จนเห็นว่าเธอและเขาหายเข้าไปในบ้านหลังเก่านานสองนาน จนเขาคิดไม่ดี ว่าเธออาจจะกำลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายคนนั้นเมื่อคนนั้นออกไปจากบ้านเธอ เขาก็เข้าไปหาเธอและจัดการ ดูร่องรอยกลีบกุหลาบงามสีชมพูสดของเธอก็พบว่ามันกำลังหุบไม่เบ่งบานเหมือนคนที่ผ่านสงครามรักมาเลยสักนิดเขาจึงพบและคิดได้ ว่าเขา มองเธอคนนี้ผิดไปมากอาจจะผิดไปท
"ทะท่านรอง" "เขินทำไมเธอทำมากกว่าแค่จับมาแล้วนะ" ท่ารองว่าเสียงนุ่มก่อนจะยื่นมืออีกข้างของเขามาจับที่ปลายคางของฉันให้เงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับเขา แววตาที่อ่อนโยนกำลังจ้องมองมาที่่ฉัน ทำให้ฉันหัวใจเต้นรัวแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจนหายใจแทบไม่ทัน "หึ" ท่านรองหัวเพราะในลำคอก่อนจะปล่อยปลายคางฉันให้เป็นอิสระ และเอามือฉันออกมาจากลำกายใหญ่ของเขาและยื่นมือมาหยิบเสื้อผ้าของเขาที่ฉันถืออยู่มาสวมใส่ ก่อนที่จะเป็นฉัน อาสาผูกเนคไทให้เขา "หล่อแล้วค่ะ" ฉันเอ่ยบอกท่านรองไปในขณะที่จัดการทำไทให้เข้าที่และเช็คความเรียบร้อยให้เขา เขาก็พยักหน้ารับรู้ก่อนจะมองตรงไปยังกระจกที่เป็นตู้เสื้อผ้าไม้ใบเก่า "ท่านรองทานข้าวนะคะ" "ผมไม่กินข้าวเช้า" "แต่ข้าวเช้าสำคัญนะคะทานลองท้องก่อนค่ะ" " สาเหตุที่ท่านรองปวดไมเกรนบางส่วนอาจมาจากท่านรองไม่ทานข้าวเช้า" "เห้อบ่นเหมือนคุณแม่ผมเลยกินก็กิน" ท่านรองว่าอย่างตัดบทก่อนจะทำหน้าบูดที่โดนขัดใจ ผิดกับฉันที่ยิ้มกว้างออกมาจัดการให้ท่านรองนั่งที่โต๊ะทานข้าว พร้อมกับตักข้าวสวยใส่จานให้เขา และของฉันด้วย ก่อนที่จะเป็นฉัน เปิดฝาชีที่ครอบกับข้าวให้อยู่ออก "นี่เธอทำเองเหรอ?"







