LOGIN“พะ พิมท้อง” หลังจากที่รวบรวมความกล้าอยู่นานพิมพิกาก็เอ่ยบอกพายัพด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ฉันรู้” “…….” ประโยคนี้ของพายัพทำพิมพิกาชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขาก่อนจะพบว่าเขาเองก็มองเธออยู่เหมือนกัน พายัพยิ้มเย้ยหยันในขณะเดียวกันนั้นพิมพิกากลับยิ้มไม่ออก ‘เขารู้ได้ยังไงกัน’ นั่นคือสิ่งที่พิมพิกากำลังสงสัยอยู่ในตอนนี้ก็ในเมื่อเธอไม่เคยบอกเขาเลย แล้วเขาไปรู้มันมาจากไหน รู้ได้ยังไงกัน แต่! เขาจะรู้ได้ยังไงมันคงไม่สำคัญแล้วล่ะเพราะประโยคต่อมาที่เขากำลังเอื้อนเอ่ยมันทำให้พิมพิกาไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว “แต่ฉันไม่ยอมรับหรอกนะ เราจบกันแค่นี้เถอะ ส่วนเด็กนั่นเธอจะเอายังไงต่อก็เรื่องของเธอ จะเอาออกก็ได้นะ แล้วแต่เธอจะจัดการเลย”
View More“เฮ้อ” พายัพถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเมื่อเห็นเสื้อผ้าของลูกที่เขาต้องซัก พายัพซักผ้าลูกทุกวัน รวมถึงผ้าของเขากับพิมพิกา บวกกับทำงานบ้านทั้งหมด เขาจะจ้างแม่บ้านมาแบ่งเบาภาระพิมพิกาก็ไม่ยอมคัดค้านเขาหัวชนฝาเสมือนว่าเธอกำลังแกล้งเขาอยู่ยังไงอย่างนั้น งานพวกนี้พายัพทำได้สบายมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนทำเองทั้งหมด แม้จะเหนื่อยหน่อยแต่พายัพก็เต็มใจทำอย่างไม่อิดออด แต่ทว่าวันนี้เขาดันมีธุระและเป็นธุระสำคัญ อีกทั้งวันนี้งานบ้านก็ล้นมือชนิดที่ว่าพายัพปลีกตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย “เฮ้อ” ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไรแล้วเหมือนกันที่พายัพขยี้ผ้าไปถอนหายใจไป สายตาของเขาคอยจดจ่อจ้องมองอยู่ตรงนาฬิกาข้อมือเพื่อดูเวลา ครืดดดด จนกระทั่งที่โทรศัพท์ของพายัพมีคนโทรเข้ามา พายัพรีบเช็ดมือที่เต็มไปด้วยฟองผงซักฟอกกับกางเกงของตัวเองล้วกมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมากดรับสาย กรอกเสียงทุ้มน่าฟังลงไป พายัพ: ฮัลโหลครับ ปลายสาย: ไม่ทราบว่าคุณพายัพสะดวกเข้ามารับสินค้าที่ร้านเวลาไหนคะ วันนี้วันเสาร์ร้านอาจจะปิดเร็วกว่าปกตินิดหนึ่งนะคะ พายัพเริ่มคิดหนักเมื่อได้ยินปรายสายพูดอย่างนั้น เมื่องานบ
หนึ่งอาทิตย์ให้หลังคุณหมอก็อนุญาตให้พิมพิกากับลูกกลับมาอยู่บ้านได้โดยมีพายัพคอยดูแลพิมพิกากับลูกเหมือนเดิม อีกทั้งคราวนี้พายัพไม่ต้องกางเต็นท์นอนหน้าบ้านเหมือนอย่างเก่าเมื่อคราวนี้พิมพิกาอนุญาตให้พายัพเข้ามาด้วยในบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอยอมให้เขานอนในห้องนอนของเธอด้วย… ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าพายัพดีใจมากขนาดไหน เขากระโดดโหยงดีใจราวกับเด็กน้อยเลยก็ว่าได้ โหวกเหวกโวยวายจนพิมพิกาส่ายหน้าเอือมระอาให้พร้อมกับเอ่ยดุเขาไปอีกยกใหญ่เมื่อเสียงตะโกนของเขาทำให้ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาแหกปากร้องไห้ “ขอโทษ” พายัพขอโทษพิมพิกาเสียงแผ่วเบา ยกมือเกาแก้มตัวเองแก้เก้อเมื่อเธอทั้งเอ่ยดุและมองเขาด้วยแววตาขึงขัง เขาก็แค่ดีใจเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เพียงพราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้สักหน่อย ทำไมเธอต้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวแบบนั้นด้วย “ส่งลูกมาให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันโอ๋ลูกเอง” พายัพบอกพิมพิกา “ก็มารับไปสิ” พิมพิกาส่งลูกให้พายัพอย่างว่าง่าย พายัพจึงยื่นมือเข้าไปรับเพียงพราวที่กำลังร้องไห้จ้าเข้าสู่อ้อมอก กล่อมจนลูกหลับไปอีกครั้ง แต่กว่าที่เพียงพราวจะหลับก็เล่นเอาพายัพปวดแขนกันเ
พายัพกำลังพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาให้พิมพิกาได้ฟัง แต่แล้วพยาบาลก็มาเชิญตัวเข้าให้ออกมาก่อน เนื่องจากตอนนี้พิมพิกายังอยู่ในห้องคลอดและเธอก็ต้องการเวลาพักผ่อน อีกหกชั่วโมงหลังจากนี้เราถึงจะไปเจอกันที่ห้องพักฟื้น ระหว่างรอพิมพิกาออกมา พายัพไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าเขามาเกาะกระจกมองหนูเพียงพราวที่นอนอยู่ในตู้อบตาไม่กระพริบ พายัพรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกและอีกความรู้สึกหนึ่งที่แทรกเข้ามาตลอดเวลาที่เขามองหน้าลูก คือความรู้สึกผิด วันนั้นถ้าพิมพิกาเลือกจะทำตามที่เขาบอก พายัพคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกเหมือนอย่างวันนี้ ทุกคำพูดของเขามันยังดังก้องอยู่โสตประสาท พายัพยังจำคำพูดของเขาวันนั้นได้ไม่ลืม เขาอยากขอโทษพิมพิกาสักหมื่นพันครั้งให้สาสมกับความผิดที่เขาได้ทำ อยากขอโทษลูกที่ครั้งหนึ่งคนเป็นพ่ออย่างเขาคิดชั่ว พายัพผิดไปแล้ว เขาผิดไปแล้วจริง ๆ และเขาก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ทุกความผิดที่เขาได้ทำเอาไว้ “เพียงพราวหน้าเหมือนมึงเลยเนอะ” พายัพที่ยืนมองลูกอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาพูดกับเขาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง คนคนนั้นก็คือจากัวร์มันเดินเข้ามายืนขนาบข้างเขาสายตาของ
พายัพเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องอย่างใจจดใจจ่อและรู้สึกเป็นห่วงพิมพิกาจับใจ สีหน้าที่แสดงชัดถึงความเจ็บปวดยังฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของพายัพ เสียงร้องของเธอยังคงบาดลึกลงไปในจิตใจของเขา พายัพไม่รู้ว่าการที่คนเราเจ็บท้องคลอดมันเจ็บมากแค่ไหนแต่จากที่เขาได้เห็นจากพิมพิกา พายัพคิดว่าเธอคงเจ็บปวดมาก “ไอ้พา พิมเป็นไงบ้างวะ” พายัพหันไปมองว่าจากัวร์ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับครอบครัวของเขา “ยังไม่ออกมาเลย” พายัพตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ตอนนี้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ เดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นเกาะประตูห้องคลอดชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งการกระทำของพายัพอยู่ในสายตาของทุกคน “แม่ว่าพามานั่งดีกว่าไหมลูก เดี๋ยวน้องก็ออกมาแล้ว” แม่พายัพที่เห็นว่าลูกชายเอาแต่เดินไปเดินมาจนรู้สึกเวียนศีรษะจึงเอ่ยปรามให้ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วมานั่งพัก แต่พายัพส่ายหน้าหน้าพัลวัน เขาจะนั่งนิ่งได้อย่างไรกันเมื่อเขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขนาดนี้ “ผมนั่งไม่ติดหรอกครับแม่ ผมเป็นห่วงน้อง” “โอ้ยพี่พาคะ” จนเป็นพริมาที่โอดครวญออกมาอย่างนึกระอาในตัวของพี่ชาย เธอเดินเข้าไปจับตัวพายัพแล้วลากเขามา